I Shall Seal The Heaven Chapter 490

0 Comments

ตอนที่ 490

ใต้ดิน

เมื่อถึงยามสนธยา ฝนม่วงก็ตกลงมาบนกระโจมที่อยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งถูกจัดเตรียมให้กับผู้ฝึกตนที่มาติดต่อซื้อขายกับเมืองนี้โดยเฉพาะ

หลังจากที่ใช้หินลมปราณไปบางส่วน เมิ่งฮ่าวและซุนต้าไห่ก็ได้เข้าไปพักในกระโจม ตอนนี้คนทั้งสองนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านใน

“เซิ่งจู่ต้าเหริน” ซุนต้าไห่กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ขณะที่รายงานเรื่องที่มันได้พบเห็นมากับเมิ่งฮ่าว “ข้าได้สอบถามมามากมายในวันนี้ แปดเผ่าพันธมิตรพักอยู่ในที่แห่งนี้มาถึงสี่เดือนแล้ว ตลอดช่วงไม่กี่วันสุดท้ายของเดือน พวกมันจะจัดการประมูล”

“พวกมันได้จัดการประมูลเช่นนี้มาแล้วสี่ครั้ง เมื่อสิ่งของซึ่งเป็นที่ต้องการปรากฏขึ้น บางครั้งก็อาจจะมีการตายเกิดขึ้น แต่พวกที่ตายไปไม่มีใครเป็นคนของแปดเผ่าพันธมิตรเลย”

“การตายเช่นนั้นมักจะเป็นสาเหตุมาจากเกิดข้อพิพาทและปล้นชิง กล่าวโดยทั่วไปแล้วก็ดูเหมือนว่าแปดเผ่าพันธมิตรเพียงแค่สนใจในการทำธุรกิจจริงๆ และไม่มีเจตนาร้ายใดๆ”

“การประมูลครั้งสุดท้ายจะถูกจัดขึ้นในอีกสิบวันข้างหน้านี้ เมื่อมันจบลง แปดเผ่าพันธมิตรก็จะเดินทางต่อไป ดังนั้นจึงมีหลายเผ่าในพื้นที่แถบนี้สนใจเข้าร่วมการประมูลครั้งสุดท้าย และจะมีของวิเศษล้ำค่ามากมายถูกนำมาขาย”

เมิ่งฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น ใบหน้าถูกซ่อนไว้อยู่ภายในหมวกคลุมสีดำ หลังจากที่ได้ยินคำรายงานของซุนต้าไห่ เขาก็กล่าวว่า “ท่านคิดว่าไม่มีอะไรผิดปกติในที่แห่งนี้?”

ดวงตาซุนต้าไห่แวบขึ้น “ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พวกเราก็ต้องระมัดระวังตัวไว้ เป็นไปได้ว่าแปดเผ่าพันธมิตรกำลังล่อเหยื่อเพื่อดึงดูดความสนใจของปลาใหญ่ ซึ่งพวกมันกะว่าจะรวบแหในครั้งเดียว”

“ดูเหมือนชนเผ่ารอบๆ มีความระมัดระวังตัวอยู่มาก” มันกล่าวต่อไป “ถ้าแปดเผ่าพันธมิตรต้องการจะกลืนพวกมันลงไป ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำได้สำเร็จ นอกจากนี้ การจะมีชีวิตรอดอยู่ในวันสิ้นโลกนี้ แต่ละเผ่าต่างก็มีประสบการณ์ในการทำสงครามและต่อสู้กันมาก่อน เผ่าเช่นนั้นคงไม่หลงกลอย่างโง่เขลาง่ายดาย ถ้าพวกมันส่งคนมาเข้าร่วมการประมูลที่นี่ พวกมันก็คงไม่นำหินลมปราณหรือสิ่งของอื่นๆ มาด้วยมากนัก ถ้าข้าเป็นหัวหน้าเผ่าแถบนี้ ข้าก็จะส่งคนกลุ่มใหญ่ซึ่งคิดว่าจะปลอดภัยเพียงพอมา สำหรับหินลมปราณ ก็เป็นเรื่องรองลงไป”

“ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าแปดเผ่าพันธมิตรมีพลังเพียงพอที่จะกลืนกินเผ่าอื่นๆ ลงไปได้อย่างแท้จริง แล้วเมืองนี้คืออะไร? ทำไมถึงไม่กวาดล้างชนเผ่าที่อยู่รอบๆ และปล้นพวกมันให้หมด? ซึ่งจะช่วยลดเวลาไปได้อย่างมากมาย” ซุนต้าไห่มีท่าทางงุนงง

“นั่นก็คือทำไมข้าถึงคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงถึงเจ็ดในสิบส่วน ที่พวกมันจะมุ่งเน้นแค่ทำการค้าอย่างแท้จริง ไม่ได้มีเจตนาจะปล้นชิงผู้คน” มันมองมายังเมิ่งฮ่าว

เมิ่งฮ่าวนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะแบบแห้งๆ ออกมา

“ถ้าท่านมีข้อสรุปเช่นนี้ เผ่าอื่นๆ ก็คงจะคิดแบบนี้เช่นดียวกัน เนื่องจากข้าเข้าใจว่าเมืองนี้มีกระโจมมากกว่าหนึ่งหมื่นแห่งที่ด้านนอก คนส่วนใหญ่ก็คงจะมาจากเจ็ดเผ่าที่อยู่เขตพื้นที่แถบนี้ รวมถึงผู้ฝึกตนบางส่วนที่มาจากเขตที่อยู่ห่างไกลออกไป”

“แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของแปดเผ่าพันธมิตร ถ้าไม่ทำการค้า, ไม่ปล้นชิงหินลมปราณและสิ่งของอื่นๆ แล้วคืออะไร?” ดวงตาที่สาดแสงเย็นชามองออกมายังซุนต้าไห่ จากภายในหมวกคลุมสีดำ

ซุนต้าไห่ผงะไปเล็กน้อย และนั่งอยู่ที่นั่นจมอยู่ในห้วงความคิด

ในเวลาเดียวกันนั้น สถานที่ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากการเดินทางสิบกว่าวัน ซึ่งมีเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์พักอยู่ชั่วคราว ร่างที่แท้จริงของเมิ่งฮ่าวซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้นมา เผยให้เห็นแสงอันเจิดจ้า และลุกขึ้นมายืนในทันที

“สมาชิกเผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หลังจากเวลาชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป พวกเราจะใช้ยานบิน และเดินทางไปด้วยความรวดเร็วสูงสุด ตรงไปยังแปดเผ่าพันธมิตร!” ทันใดนั้น สมาชิกทั้งหมดของเผ่าก็โผล่ออกมาจากการเข้าฌาณ โดยไม่ตั้งคำถามใดๆ พวกมันยืนขึ้น เพียงเวลาสั้นๆ ชั่วธูปไหม้หมดหนึ่งดอก กลุ่มคนทั้งหลายพันคนของเผ่าก็ก้าวขึ้นไปบนอสรพิษยักษ์ เสียงร้องแหลมเล็กได้ยินมา ขณะที่อสรพิษยานบินพุ่งฝ่าอากาศไป หินลมปราณถูกใช้ไปโดยไม่ลังเล ทำให้อสรพิษเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ ตรงไปยังแปดเผ่าพันธมิตร

ขณะที่เผ่าอีกาศักดิ์สิทธิ์เดินทางตรงไปยังแปดเผ่าพันธมิตร เวลาก็ผ่านไปอย่างช้าๆ สำหรับเมิ่งฮ่าวและซุนต้าไห่ ด้วยความรอบคอบของคนทั้งสองก่อนหน้านี้ พวกเขาได้มายังแปดเผ่าพันธมิตรและเริ่มการจัดซื้อ

ภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน พวกเขาก็ใช้หินลมปราณไปซื้อสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นต่อการอพยพ แปดเผ่าพันธมิตรได้ประกาศว่าการประมูลจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้อย่างต่อเนื่อง อันที่จริง ในแต่ละวัน ร้านค้าต่างๆ ก็จะนำสิ่งของบางส่วนที่จะถูกนำขึ้นประมูลมาจัดแสดงในร้าน

เมิ่งฮ่าวเห็นยานบินสามลำ หนึ่งในนั้นมีความกว้างมากกว่าแปดพันจ้าง มีรูปร่างคล้ายกับยานบินที่แท้จริง ซึ่งสามารถบรรทุกผู้คนได้นับหมื่น

มันถูกปกป้องไว้ด้วยเกราะป้องกันที่เรืองแสง และมีความรวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจ ถึงแม้การใช้งานมันจะต้องใช้หินลมปราณจำนวนมากมายจนน่าตกใจก็ตามที แต่มันก็เป็นสิ่งของหลักที่ชนเผ่าทะเลทรายตะวันตกจะนำไปใช้ในตอนนี้ สิ่งของอื่นๆ ที่ปกติแล้วจะมีการทำงานได้ก็ต่อเมื่อต้องดูดซับพลังลมปราณจากสวรรค์และปฐพี ในตอนนี้ไม่อาจจะนำมาใช้ได้

ยังมีวิชาตราประทับภาพศักดิ์สิทธิ์บางวิชา ซึ่งเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างร้อนแรงภายในเมืองถูกนำมาประมูลขายอีกด้วย แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเมิ่งฮ่าวส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสัตว์ปีศาจ

แปดเผ่าพันธมิตรมีสัตว์ปีศาจมากกว่าหนึ่งแสนตัวเกือบทุกชนิด เพียงแค่มองไปยังพวกมันก็รู้สึกว่าน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง

อันที่จริง…แปดเผ่าพันธมิตรยังได้นำสามเซิ่งจู่ภาพศักดิ์สิทธิ์มาจัดวางให้ดูอีกด้วย หนึ่งเป็นเต่าดำสามหัว อีกหนึ่งเป็นพญาอินทรีสีทองยาวหนึ่งร้อยจ้าง สุดท้ายเป็นอีกาตาบอด อีกาตัวนี้คล้ายคลึงกับอีกาดำของเมิ่งฮ่าวเป็นอย่างมาก แต่กลิ่นอายของมันมีความแข็งแกร่งกว่ามากมาย

โชคร้ายที่สามเซิ่งจู่ภาพศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ดูเหมือนจะอ่อนแอและมีท่าทางเหงาหงอยซึมเศร้า เห็นได้ชัดว่าชนเผ่าที่มีความศรัทธาในตัวพวกมันถูกทำลายล้างไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นพลังความศรัทธาที่พวกมันมี ได้หมดลงไปและไม่ได้ถูกเติมเข้ามาใหม่

นอกจากนี้ พวกมันยังได้ถูกมัดไว้กับโซ่เงินซึ่งแทงทะลุเข้าไปในร่างกาย ท่าทางสูงส่งและหยิ่งทรนงก่อนหน้านี้ของพวกมันได้เปลี่ยนไป ตอนนี้พวกมันกลายเป็นสิ่งของที่ถูกนำมาวางขาย ซึ่งใครก็ตามที่มองมาก็จะมองผ่านเลยไป

ทุกวันจะมีเสียงดังก้องออกไปทั่วทั้งเมือง เต็มไปด้วยความจริงใจ ดูเหมือนไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเจ้าเล่ห์ เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ

“สหายเต๋าทั้งหลาย พวกเราแปดเผ่าพันธมิตรจะจัดงานประมูลครั้งสุดท้ายในอีกหกวันข้างหน้า หลังจบการประมูล พวกเราจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ในช่วงงานประมูลสุดท้ายนี้ พวกเราจะขายสิ่งของทั้งหมดที่พวกท่านได้มีโอกาสดูไปเมื่อเร็วๆ นี้ สิ่งของบางชิ้นเป็นของแปดเผ่าพันธมิตร แต่สิ่งของส่วนใหญ่จะเป็นของคู่ค้ากลุ่มอื่นที่เชื่อถือพวกเราให้นำมาวางขาย”

“ในบางครั้งสิ่งของเหล่านี้ไม่ได้ถูกซื้อขายด้วยหินลมปราณ แต่ต้องนำสิ่งของบางอย่างที่พวกเราต้องการมาแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ก็ยังมีสิ่งของบางอย่างที่พวกเราจัดเตรียมไว้สำหรับการประมูลในสถานที่ต่อไป เมื่อพวกเราเดินทางไปถึง”

เมื่อคิดไปถึงชื่อเสียงที่แปดเผ่าพันธมิตรได้สร้างขึ้นมา รวมถึงสิ่งของที่น่าสนใจซึ่งจะถูกนำขึ้นไปประมูล ก็มีผู้ฝึกตนมาถึงเมืองนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน

บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มาจากชนเผ่ารอบๆ เผ่าทั้งเจ็ด แต่มาจากชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลออกไปด้านใต้ แน่นอนว่าเพื่อความปลอดภัย ผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่ซึ่งมีชื่อเสียงเหล่านี้ได้กระจัดกระจายกันออกไป ผู้นำของกลุ่มเหล่านี้ต่างก็อยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้ง

สามวันก่อนที่งานประมูลจะเริ่มขึ้น กลุ่มคนแปลกหน้าในเมืองก็เพิ่มขึ้นจนถึงสองหมื่นคน ทำให้เมืองนี้เนืองแน่นและบรรยากาศก็เต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา ต่างไปจากปกติโดยสิ้นเชิง อันที่จริง ก็มีบางชนเผ่าได้เริ่มทำการซื้อขายกันอย่างลับๆ แล้ว

ซุนต้าไห่มีความยินดีราวกับมัจฉาที่ได้น้ำ มันเริ่มติดต่อกับเผ่าอื่นๆ ในทันที ขณะที่พยายามจะรวบรวมสิ่งของทั้งหมดที่จำเป็นไว้ด้วยกัน หนึ่งวันก่อนที่จะมีงานประมูล เมิ่งฮ่าวก็ใช้หินลมปราณทั้งหมดที่นำมา ไปซื้อสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นจนหมดสิ้น

ยิ่งมีผู้คนมาถึงมากมายเท่าใด ซุนต้าไห่ก็ยิ่งคิดว่าพื้นที่แถบนี้มีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น สำหรับเมิ่งฮ่าว เขามีความรู้สึกตรงกันข้าม ในช่วงเจ็ดแปดวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้เข้าร่วมซื้อสิ่งของใดๆ อย่างจริงจัง แต่เดินไปรอบๆ เมือง สังเกตดูและศึกษาเรียนรู้มัน สุดท้าย เขาก็มั่นใจว่าด้านล่างของพื้นดินทั่วทั้งบริเวณนี้ก็คือค่ายกลเวทขนาดใหญ่!

ค่ายกลเวทนี้มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ผู้คนมากมายมาสร้างมัน ก็คงต้องใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อสร้างมันขึ้นมาได้ เมื่อคิดว่าแปดเผ่าพันธมิตรได้มาอยู่ในพื้นที่แถบนี้เป็นเวลานาน เมิ่งฮ่าวก็มั่นใจว่าค่ายกลเวทนี้…ได้ถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่จากใครอื่นแต่เป็นพวกมัน!

ที่แปลกประหลาดมากที่สุดก็คือ ค่ายกลเวทนี้ดูเหมือนจะสามารถใช้งานและรวบรวมปราณอสูรได้!

ค่ายกลเวทนี้ได้ถูกปกปิดไว้เป็นอย่างดี จนแม้แต่ผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้งก็ยังไม่อาจจะตรวจจับมันได้ เหตผลเดียวที่เมิ่งฮ่าวสามารถรับรู้มันได้ ก็เนื่องมาจากปราณอสูรซึ่งรวมตัวกันที่ด้านใน เห็นได้ชัดว่าร่างของเมิ่งฮ่าวก็เป็นการใช้ปราณอสูรสร้างขึ้นมาจนกลายเป็นภาพลวงตา จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะสัมผัสถึงปราณอสูรได้เป็นอย่างดี

ปราณอสูรเป็นสิ่งที่ไร้รูปร่าง ซึ่งเมิ่งฮ่าวรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่มีใครมองเห็นหรือรู้สึกถึงมันได้ มีแต่สัตว์ปีศาจหรือเซิ่งจู่ภาพศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ที่จะสามารถรับรู้ถึงมัน แต่เมื่อคิดว่าค่ายกลเวทนี้มีปราณอสูรที่อ่อนแอนัก ก็เป็นไปได้ว่าแม้แต่เซิ่งจู่ก็ยากที่จะรับรู้ถึงมันได้

โชคร้าย ที่มันไม่อาจจะรอดพ้นจากการตรวจจับของเมิ่งฮ่าว ซึ่งเป็นผู้ผนึกอสูรได้

“ค่ายกลเวทซึ่งดึงดูดปราณอสูร ไม่ใช่ค่ายกลที่ผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไปจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ ทักษะที่ใช้สร้างค่ายกลจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องรองจากการที่มันประกอบไปด้วยปราณอสูร ใครก็ตามที่สร้างมันขึ้นมาต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับปราณอสูรในระดับหนึ่ง” เมิ่งฮ่าวคิดเกี่ยวกับแปดวันที่เขาเดินสำรวจไปทั่วทั้งเมือง ดูเหมือนเขากำลังตรวจดูสิ่งของที่ถูกนำมาวางขาย แต่จริงๆ แล้ว เขากำลังตรวจสอบค่ายกลเวทอย่างละเอียด

ยิ่งเขาสังเกตดูมันมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความสนใจเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ในตอนนี้ เหลืออีกเพียงหนึ่งวันก่อนที่จะเริ่มงานประมูล เมิ่งฮ่าวกำลังยืนอยู่ตรงจุดกลางเมือง ซึ่งไม่มีร้านค้า แต่เป็นแท่นบูชาที่ดูปกติธรรมดา ที่วางอยู่บนแทนบูชาเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ของผู้ฝึกตนที่มีปีกยื่นออกมาจากแผ่นหลัง

นี่เป็นรูปปั้นภาพศักดิ์สิทธิ์ของหนึ่งในแปดเผ่า ที่รวมตัวกันเป็นแปดเผ่าพันธมิตร เป็นรูปปั้นเดียวกับที่สามารถมองเห็นอยู่ทั่วไปในเมือง ซึ่งรูปปั้นแต่ละรูปนี้ก็เป็นตัวแทนของหนึ่งในแปดเผ่าพันธมิตร

ทันทีที่เขาเข้าไปใกล้แท่นบูชา เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกว่ามีเส้นใยของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อย่างน้อยสิบสายตกกระทบมาบนร่าง ยากที่จะบอกว่าเจ้าของเส้นใยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้ฝึกฝนอะไรมา มันถูกปกปิดไว้ลึกมาก จนยากที่จะรับรู้ได้ถึงระดับของผู้ฝึกตนเหล่านั้น แม้แต่เส้นใยของปราณอสูรก็ยังโผล่ออกมาให้เมิ่งฮ่าวพบเห็น เขาแอบแค่นเสียงอย่างเย็นชาอยู่ในใจ รู้ว่าถ้าเขาทำอะไรที่ผิดปกติ สถานที่แห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งอย่างน้อยสิบคนขึ้นในทันที

เขามองขึ้นไปยังรูปปั้นด้วยสายตาที่เจิดจ้า ขณะที่เดินผ่านไปตามปกติโดยไม่หยุดลง แต่สิ่งที่เขาทำก็คือ แอบส่งจิตสัมผัสไปยังปราณอสูรที่อยู่ด้านล่าง จิตสัมผัสค่อยๆ กระจายลงไปที่ชั้นใต้ดินอย่างช้าๆ คนอื่นไม่อาจจะตรวจจับได้ จากช่วงเวลาหลายวันที่เขาศึกษาและเฝ้าสังเกต ทำให้ตอนนี้เมิ่งฮ่าวมั่นใจว่าแท่นบูชานี้เป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลเวท

ขณะที่จิตสัมผัสกระจายออกไป เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นค่ายกลเวทขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกลเวทเป็นกลุ่มหมอกสีดำที่สั่นไหวไปมา แต่ไม่อาจจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกลุ่มหมอกสีดำนั้น

ในตอนนี้เองที่แรงสั่นสะเทือนก็พุ่งขึ้นมาในจิตใจ เป็นสิ่งที่อยู่ภายในถุงเก็บสมบัติของเขา เป็นเสียงเก่าแก่โบราณซึ่งเขาไม่ได้ยินมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ช่วงที่เขาอยู่ในทะเลทรายตะวันตก เสียงนี้ดังก้องไปทั่วเต็มอยู่ในจิตใจ

“กลั่นสกัดจากโลหิตโดยผู้ผนึกอสูรรุ่นสาม, เยาปิงฮวงจ่ง! (อาวุธอสูรหลุมฝังศพโดดเดี่ยว)”

“พันธมิตรแห่งผู้ผนึกอสูร! รุ่นแรกก็คือต้นกำเนิด รุ่นที่สองเป็นผู้สืบทอด รุ่นที่สามทรงพลังมากที่สุด หลังจากรุ่นสี่เป็นต้นไปก็จะอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง…แต่จะสิ้นสุดที่รุ่นเก้า! ถ้ารุ่นเก้าไม่ถูกสังหารไป ก็จะอยู่ในจุดสูงสุด!”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 212
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 211
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: