Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 578

I Shall Seal The Heaven Chapter 578

ตอนที่ 578

ท่านพ่อ

บุรุษหนุ่มพร้อมปีกสีดำมีนามว่า อวี๋ซิงหลง มันมองอย่างครุ่นคิดไปยังกลุ่มคนทั้งสามชั่วขณะ จากนั้นก็หันหน้าไปหาเมิ่งฮ่าว “จิ่วซือ ท่านรู้จักพวกมัน?”

กลุ่มผู้ถูกตามใจคนอื่นๆ มองไปยังภาพที่แปลกๆ นี้ตามสัญชาตญาณ ดวงตาพวกมันสาดประกาย ไม่ได้พูดคุยกันอีกในตอนนี้

ทันใดนั้น ทั่วทั้งวิหารก็เริ่มเงียบลง ภายในความเงียบนั้น จี้เซี่ยวเซี่ยวและอีกสองคนก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันเข้มข้น ทำให้รู้สึกถึงอันตรายอันร้ายแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเต็มอยู่ในจิตใจ

“หลอกลวง!” จี้เซี่ยวเซี่ยวคิด “มันต้องเป็นพวกโกหกหลอกลวง มิเช่นนั้นมันจะไม่มีทางกลายมาเป็นศิษย์ชั้นยอดได้อย่างแน่นอน! คน…คนอื่นๆ จะได้รับวิชาเวทจากที่นี่ได้อย่างไรกัน? คนอื่นๆ จะมีชีวิตรอดได้อย่างไร!?!?” ดวงตานางเบิกกว้าง และเม็ดเหงื่อก็เริ่มไหลลงมาจากหน้าผาก นางมีท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ออกมา ขณะที่ขยับถอยไปด้านหลัง แต่เมื่อมองไปยังกลุ่มผู้ที่ถูกตามใจที่อยู่รอบๆ ตัว ซึ่งกำลังมองมาราวกับว่านางได้ตายไปแล้ว ก็ทำให้ความรู้สึกถึงอันตรายอันร้ายแรงในจิตใจพุ่งขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด

สมาชิกบุรุษของตระกูลจี้ปกติแล้วก็เป็นคนที่หยิ่งยโสจนถึงที่สุด แต่ในตอนนี้…มันไม่อาจจะรวบรวมความหยิ่งยโสนั้นได้แม้แต่น้อย “นี่ไม่ยุติธรรม!” มันคิด “มันได้รับตัวตนเช่นนั้นได้อย่างไรกัน…? แล้วคนที่เหลือของพวกเราจะมีโชควาสนาได้อย่างไร? จากสีหน้าของมันก็บอกได้ว่า ถ้ามีโทสะขึ้นมา เพียงแค่มันพูดออกมาคำเดียว…พวกเราทั้งหมดก็ต้องตายไปอย่างแน่นอน!! ถ้าวิญญาณพวกเราตายอยู่ในที่แห่งนี้ พวกเราก็คงต้องตายไปจริงๆ!”

“แน่นอนว่าข้ารู้จักพวกมัน” เมิ่งฮ่าวกล่าว พร้อมกับยิ้มออกมาและลุกขึ้นยืน “ปิดประตู!”

ทันทีที่คำพูดหลุดออกมาจากปาก ประตูหลักของวิหารก็ปิดลงในทันที เกิดเป็นแสงเรืองรองปกคลุมประตูไว้ และในเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มผู้ที่ถูกตามใจทั้งหมดในวิหารก็ลุกขึ้นมายืน

นี่ก็คือพันธมิตรอสูร นี่เป็นสำนักงานใหญ่ของพวกมัน ถ้าพวกมันสังหารผู้คนในที่แห่งนี้…ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ แน่นอนว่าต้องถูกลงโทษ แต่พวกมันก็มีวิธีการอันมากมายที่จะหลีกเลี่ยงการลงโทษเช่นนั้น ถ้าพวกมันต้องการก็สามารถบดขยี้คนทั้งสามได้อย่างง่ายดาย

เมิ่งฮ่าวยิ้มและกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่ายอดเขาสามมีถ้ำแผดเผาวิญญาณ ข้าบอกได้เลยว่าพวกเจ้าทั้งสามมีชะตากรรมร่วมกัน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ดังนั้น ข้าจะส่งพวกเจ้าไปยังถ้ำแผดเผาวิญญาณ เพื่อฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งเดือน”

“ถ้าพวกเจ้าทำได้สำเร็จ ก็สามารถจะเข้ามาเป็นกลุ่มพันธมิตรอสูร แต่ถ้าล้มเหลว พวกเจ้าก็จะตายไปโดยที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา” ขณะที่เสียงเขาดังก้องออกไปทั่วทั้งวิหาร กลุ่มผู้ที่ถูกตามใจคนอื่นๆ ต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ใบหน้าของผู้ฝึกตนแห่งดาวหนานเทียนทั้งสามซีดขาวในทันที ซ่งอวิ๋นซูกล่าวอย่างอึกอักขึ้นว่า “ขอพวกเรา…คิดดูก่อนได้หรือไม่?”

“ขอคิดดูก่อน? เมื่อเข้ามาในวิหารพันธมิตรอสูร ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าอย่างชัดเจน ถ้าเจ้าต้องการจะกลับออกไปในตอนนี้ ก็ถือว่าเจ้าได้ลบหลู่พันธมิตรอสูรโดยตรง เจ้ากล้าที่จะลบหลู่พันธมิตรอสูร? เจ้ากล้าที่จะลบหลู่พวกเรา?!” เสียงเมิ่งฮ่าวดังมากขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่พูดออกมา ทำให้แววตาบึ้งตึงปรากฏขึ้นในดวงตาของกลุ่มผู้ถูกตามใจทั้งหมด

“พี่น้องจากยอดเขาสาม โปรดนำพวกมันไป สำหรับคนผู้นี้…” ดวงตาเขาตกกระทบไปบนร่างซ่งอวิ๋นซู และแทบจะดูเหมือนว่าเขากำลังมองไปยังคนที่ตายแล้วผู้หนึ่ง “ไม่ต้องสนใจมัน”

ซ่งอวิ๋นซูถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงแค่ช่วงสั้นๆ แต่ทั่วร่างของมันก็เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ

เสียงหัวเราะดังเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่กลุ่มผู้ถูกตามใจสิบกว่าคนจากยอดเขาที่สาม คว้าจับจี้เซี่ยวเซี่ยว และอีกคนบินออกไป ในช่วงวิกฤตนี้ จี้เซี่ยวเซี่ยวกัดฟันแน่น จากนั้นก็ตะโกนออกมาด้วยความกระวนกระวายใจ “ข้ารู้ว่าซากศพของจี้หมิงเฟิงอยู่ที่ไหน! มันมีถุงสมบัติพร้อมด้วยของวิเศษอยู่ในนั้น ข้านำท่านไปยังที่นั่นได้!”

ผู้ฝึกตนตระกูลจี้อีกคนมีสีหน้าสลดลง และมันก็ตะโกนออกมาด้วยเช่นกัน “จี้หมิงเฟิงโชคร้าย! มันเลือกเวลาผิด จึงต้องตายไปก่อนที่จะมายังที่แห่งนี้! ไม่มีใครสังหารมัน! มันตายเองตามธรรมชาติ!! ข้าเป็นสักขีพยานให้ได้! ข้าก็อยู่ที่นั่นด้วย ไม่มีทางที่จะผิดพลาดไปได้!”

คนทั้งสองเริ่มตะโกน พยายามแสดงให้เห็นถึงความคิดของตัวเองออกมา

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่ชี้ไปยังผู้ฝึกตนบุรุษตระกูลจี้ และกล่าวว่า “นำมันไป”

สีหน้าของสมาชิกตระกูลจี้เปลี่ยนไป มันกำลังจะอธิบายเพิ่มเติม แต่กลุ่มผู้ถูกตามใจสิบกว่าคนได้กระทำการอย่างรวดเร็ว นำมันจากไปก่อนที่มันจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น

ใบหน้าซ่งอวิ๋นซูซีดขาว จิตใจมันกำลังหมุนเคว้งคว้าง

จี้เซี่ยวเซี่ยวสูดหายใจเข้าไปอย่างยากลำบาก วางมือลงบนหน้าผาก ทำให้เส้นใยวิญญาณพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว เขามองไปยังนางด้วยรอยยิ้มลึกลับ และจากนั้นก็รับเส้นใยวิญญาณนั้นไว้

“ยินดีต้อนรับสู่พันธิตรอสูร” เมิ่งฮ่าวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ประตูวิหารค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ กลุ่มผู้ถูกตามใจรู้ว่าต้องมีอะไรมากกว่านี้เป็นแน่ แต่จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ สำหรับพวกมันแล้ว เคอจิ่วซือก็คือส่วนหนึ่งของกลุ่มพวกมัน ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างก็เป็นบุคคลภายนอก

จี้เซี่ยวเซี่ยวฝืนยิ้มออกมา จากนั้นก็ประสานมือและโค้งตัวลง แอบถอนหายใจออกมา นางเข้าใจว่านับจากนี้ไป ต้องพยายามพูดโน้มน้าวให้สมาชิกของตระกูลจี้คนอื่นๆ เข้าใจว่า จี้หมิงเฟิงตายไปเนื่องจากความผิดพลาดในการเลือกช่วงเวลา จึงทำให้มันต้องถูกสังหารไปทันทีที่ปรากฏกายขึ้น

ถ้าไม่มีใครเชื่อถือนาง เมิ่งฮ่าวก็จะมีปัญหาในทันที นางก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายด้วยเช่นกัน เมื่อสรุปได้ถึงตอนนี้ รังสีสังหารก็สาดประกายอยู่ในดวงตา บางส่วนก็เกิดจากเมิ่งฮ่าว และบางส่วนก็มาจากสหายร่วมตระกูลเดียวกับนาง

ที่ด้านนอก ดวงตะวันกำลังเริ่มตกลงมา ขณะที่ทุกคนเริ่มจากไป เมิ่งฮ่าวก็สังเกตเห็นสีหน้าที่เหม่อลอยของซ่งอวิ๋นซู และทันใดนั้นก็ตระหนักว่า ด้วยความโหดเหี้ยมของจี้เซี่ยวเซี่ยว เต้าจื่อตระกูลซ่งผู้นี้คงต้องพบเจอกับหายนะอย่างแน่นอน

เมิ่งฮ่าวส่ายหน้า จากนั้นก็ไม่ใส่ใจอีกต่อไป ขณะที่มุ่งหน้ากลับไปยังยอดเขาสี่พร้อมกับสวี่ชิงเวลาผ่านไปอีก

ทุกสิ่งทุกอย่างสงบสุข แต่ละเช้าตรู่ยามรุ่งอรุณ เมิ่งฮ่าวมักจะไปสังเกตและศึกษายอดเขาสี่เพื่อให้ได้รับความรู้แจ้งของเวทกลืนภูเขา เวลาอื่นๆ เขามักจะไปยังถ้ำโลกันต์ เพื่อฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น

อีกหนึ่งเดือนได้ผ่านไป เมิ่งฮ่าวไม่แน่ใจว่า จะเปรียบเทียบเวลาในอาณาจักรเซียนอสูรโบราณนี้กับโลกภายนอกได้อย่างไร แต่เขาก็รับรู้ได้บ้างเล็กน้อยในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้

เวทกลืนภูเขาในตอนนี้ได้ก่อตัวขึ้นมาภายในร่างเขาเล็กน้อย เขาได้ประสบความสำเร็จในการประทับมันเข้าไปในจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังกลั่นสกัดร่างกายได้สำเร็จเพิ่มขึ้น ตอนนี้ร่างธรรมดาของเขามีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับ ตอนที่อยู่ในวิญญาณดวงที่สามแล้ว

“แย่ยิ่งนักที่เวทแยกวิญญาณ…ดูเหมือนจะเป็นวิชาที่ธรรมดา แต่จริงๆ แล้วก็ต้องใช้สิ่งแวดล้อมที่พิเศษเฉพาะเป็นอย่างยิ่ง” เมิ่งฮ่าวเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นเล็กน้อย เขากำลังเริ่มจะรู้สึกว่าถ้าสามารถใช้วิชาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้สำนักเซียนอสูรนี้เกิดความตกตะลึงขึ้นได้

อันที่จริง ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยว่าเวทแยกวิญญาณ จะเป็นเหตุผลที่ทำให้เคอจิ่วซือยังคงมีชีวิตอยู่ภายในอาณาจักรแรก

“การฝึกฝนวิชานี้เต็มไปด้วยความลี้ลับอย่างลึกล้ำ วิญญาณที่ไม่มีวันตายไป…”

สำหรับสวี่ชิง นางได้จมอยู่ในสามร้อยเวทแห่งเต๋าไปโดยสิ้นเชิง เมิ่งฮ่าวไม่ได้ไปรบกวนนาง นอกจากนี้การรู้แจ้งในเวทแห่งเต๋าเช่นนี้ จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับนางและคนอื่นๆ

เมิ่งฮ่าวบอกได้ว่า สวี่ชิงเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในการได้รับความรู้แจ้งจากเวทแห่งเต๋า บางวิชามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ของจิตวิญญาณนางเอง และบางวิชาก็เกี่ยวข้องกับร่างอาศัยของนาง

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวกำลังนั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่กลางอากาศ เฝ้าศึกษายอดเขาสี่ ทันใดนั้น เสียงของเคออวิ๋นไห่ก็ได้ยินอยู่ในหู

“มาพบข้า” มันกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาเมิ่งฮ่าวลืมขึ้นมาในทันที

โดยไม่ลังเล ร่างเขาแวบขึ้น ขณะที่มุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำแห่งเซียนของเคออวิ๋นไห่ ไม่นานนักเขาก็ไปถึง เมื่อเข้าไปในถ้ำ และมองเห็นเคออวิ๋นไห่ สีหน้าเมิ่งฮ่าวสลดลง

เคออวิ๋นไห่ในตอนนี้ดูไม่เหมือนกับบุรุษวัยกลางคนเมื่อสองเดือนก่อนอีกต่อไป มันแก่ชราลงมาก เส้นผมทั่วศีรษะกลายเป็นสีขาวโดยสิ้นเชิง

มันนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงศิลา เหมือนก่อนหน้านี้ แต่ตะเกียงน้ำมันที่อยู่ข้างกาย ดูสลัวเลือนลางลงมากกว่าเดิม

เมื่อมันมองเห็นสีหน้าเมิ่งฮ่าว เคออวิ๋นไห่ก็กล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล เตียยังไม่ตาย” มันยิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความเมตตาและมุ่งหวัง และที่มากไปกว่านั้นก็คือความไม่เต็มใจที่จะต้องจากไป

เมิ่งฮ่าวไม่แน่ใจว่าทำไมเขาถึงมีความรู้สึกเกิดขึ้นเช่นนี้ เขารู้ว่าทั้งหมดนี้คงต้องเกิดขึ้นไม่เร็วก็ช้า แต่เมื่อได้เห็นเคออวิ๋นไห่ได้กลายเป็นชายชราผมขาว อยู่ที่เบื้องหน้าด้วยตาตัวเอง ได้เห็นกลิ่นอายแห่งความตายรอบๆ ตัวมันเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ…ก็ทำให้จิตใจเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าเวลาผ่านไปไม่นานนัก แต่ความรักของบิดาจากเคออวิ๋นไห่ ก็ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องคิดไปถึงบิดาของตนเอง ในตอนนี้เขาไม่อาจจะทำอันใดได้นอกจากยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ

“ที่ผ่านมาเจ้าทำได้ดีมาก” เคออวิ๋นไห่กล่าว “เจ้าไม่ได้ทำให้ข้าต้องไปจัดการกับหายนะใดๆ เมื่อเจ้าตัดสินใจที่จะมุ่งเน้นไปที่การกลั่นสกัดร่างกาย ข้าก็จะบอกกับเจ้าเกี่ยวกับหนึ่งในสามพันเวทแห่งเต๋า ที่น่าจะมีประโยชน์กับเจ้าเป็นพิเศษ มันถูกเรียกว่า ผนึกร่างวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า มันเป็นเวทแห่งเต๋าที่หลอมรวมอาวุธเวทเข้าไปในร่างกาย ทำให้กลายเป็นของวิเศษ ด้วยการรวมตัวเข้ากับเวทกลืนภูเขา เจ้าก็สามารถทำให้ร่างกายกลายเป็นสิ่งที่เหมือนกับภูเขา”

“ในลำดับขั้นของเวทแห่งเต๋าทั้งสามพันวิชานี้ มันอยู่ในลำดับเก้า!” เสียงของมันมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในตอนที่พูดจบ

“ยังมีอีกวิชาที่ถูกเรียกว่า เปลี่ยนร่างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์! มันเป็นวิชาที่พิเศษเป็นอย่างมาก ซึ่งน่าจะถูกเรียกว่าวิถี มากกว่าที่จะเรียกว่าวิชา ถ้าเจ้าสามารถเรียนรู้มันได้ ร่างกายเจ้าก็จะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าภายในชั่วพริบตา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

“วิชาอันลี้ลับเช่นนี้พบเห็นได้ยากเย็นยิ่ง ในชั่วชีวิตข้าเคยได้ยินวิชาเช่นนี้เพียงแค่สองครั้งเท่านั้น สำหรับรายละเอียดที่จะช่วยให้ร่างกายเจ้าแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใด ฟู่ (บิดา) ก็ไม่รู้ สิ่งที่ข้ารู้ก็คือว่าท่ามกลางเวทแห่งเต๋าทั้งสามพันวิชานี้ มันอยู่ในลำดับที่…เจ็ด!”

“จากเวทแห่งเต๋าสิบวิชาแรก ท่ามกลางสามพันวิชา แม้แต่ข้าก็ยังไม่มีทางจะได้มันมา โดยไม่ต้องพูดถึงการทำคุณความดีให้กับสำนักใดๆ ราชันหลี่ได้ตั้งกฎไว้เกี่ยวกับสิบวิชาแรก ทุกวิชายกเว้นซานไห่จิง (คัมภีร์ขุนเขาทะเล) ผู้ที่ต้องการครอบครอง จะต้องเข้าไปในเจดีย์เซียนอสูรเท่านั้น”

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดเจดีย์ออก ต้องให้เจ็ดประมุขยอดเขาร่วมมือพร้อมกัน เจดีย์มีทั้งหมดเก้าสิบเก้าชั้น ทุกๆ สิบชั้น ก็มีโอกาสที่จะได้ครอบครองเวทแห่งเต๋า”

“ข้าได้จ่ายค่าตอบแทนสูงลิ่ว เพื่อโน้มน้าวให้อีกหกประมุขเห็นด้วยที่จะเปิดเจดีย์ให้กับเจ้าสองครั้ง เจ้าจำเป็นต้องฉวยโอกาสทั้งสองครั้งนี้ไว้ และต่อสู้เพื่อจะได้ครอบครองเวทแห่งเต๋าที่เจ้าต้องการ!” เคออวิ๋นไห่กล่าวคำพูดทั้งหมดนี้ด้วยความเรียบง่ายสบายๆ แต่จากสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาบนใบหน้าที่แก่ชราของมัน เมิ่งฮ่าวก็คาดเดาว่าถึงแม้มันจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีอะไร แต่จริงๆ แล้วก็คงต้องจ่ายด้วยค่าตอบแทนที่น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง

ถ้ามิใช่เช่นนั้น ประมุขอีกหกยอดเขาก็ไม่มีทางจะเห็นด้วย ที่จะเปิดเจดีย์เซียนอสูร

“ยิ่งไปกว่านั้น” เคออวิ๋นไห่กล่าวต่อ “ถึงแม้ว่าการเปิดออกทั้งสองครั้งของเจดีย์เซียนอสูร จะถูกจัดเตรียมเป็นพิเศษให้กับเจ้า แต่เพื่อที่จะยุติข้อครหา คนก็อื่นๆ ก็สามารถเข้าไปได้ด้วยเช่นกัน”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไป ถึงแม้ภายในเจดีย์จะมีชั้นที่ยากมากที่สุด แต่ฟู่ก็ได้จัดเตรียมอาวุธเวทไว้ให้เจ้าแล้ว ข้าทุ่มสุดตัวเพื่อให้เจ้ามีโอกาสจะได้รับเวทกลั่นสกัดร่างเป็นพิเศษ” ขณะที่มันกล่าว แสงสีแดงก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเคออวิ๋นไห่ นั่นไม่ใช่แสงธรรมดา แต่ดูแทบจะคล้ายกับเป็นแสงสุดท้ายก่อนที่ดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้า มันโบกสะบัดมือ และถุงหนังสัตว์ก็ลอยออกมาอยู่เบื้องหน้าเมิ่งฮ่าว

“ด้านในมีอาวุธเวทห้าพันชิ้น อาวุธอสูรสามหมื่นชิ้น แผ่นยันต์หนึ่งแสนห้าหมื่นใบ และหินอสูรหนึ่งล้านก้อน เอามันไป เมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ใช้มัน! ไปให้ถึงชั้นบนสุดเพื่อข้า, เหลาจื่อ (บิดา) นำเวทแห่งเต๋าที่เจ้าต้องการกลับมาให้ได้!” จากท่าทางที่มันมองมายังเมิ่งฮ่าวขณะที่พูดจา ก็เห็นได้ชัดถึงความรักอันมากมายแค่ไหนที่มีต่อเขา จิตใจเมิ่งฮ่าวเริ่มสั่นสะท้าน ขณะที่มองไปยังถุงหนังสัตว์ เขาหยิบมาถือไว้อยู่ในมือ และจากนั้นก็ใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์กวาดผ่านเข้าไป ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านขึ้นมาในทันที

เห็นได้ชัดว่าสิ่งของทั้งหมดที่อยู่ด้านใน กระจายกลิ่นอายใหม่ๆ ออกมา ภายในกลิ่นอายนั้นรับรู้ได้ว่าเป็นกลิ่นอายของเคออวิ๋นไห่อยู่เล็กน้อย

อย่างน่าตกใจ สิ่งของทั้งหมดนี้…ถูกสร้างขึ้นมาโดยเคออวิ๋นไห่เองในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

ถึงแม้อายุขัยของมันจะมาถึงจุดสุดท้าย แต่ก็ยังคงพยายามกลั่นสกัดสิ่งของทั้งหมดนี้ เพื่อบุตรชายของมันอย่างเต็มที่ สิ่งที่ถูกรวบรวมขึ้นมานี้เป็นความรักของบิดาที่มีต่อบุตรชาย นอกจากนี้ สิ่งของเหล่านี้ก็ถูกกลั่นสกัดออกมาด้วยพลังชีวิตของมันเอง

เมื่อเมิ่งฮ่าวพูดออกมา ก็ไม่อาจจะควบคุมน้ำเสียงได้เหมือนเดิม ในตอนนี้เขาได้ลืมเคอจิ่วซือไปแล้ว ครั้งนี้…เป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเคออวิ๋นไห่ จึงรู้สึกอิจฉาเคอจิ่วซือเป็นอย่างยิ่ง อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันซับซ้อนมากมายพุ่งขึ้นมา แต่ที่เมิ่งฮ่าวสามารถทำได้ทั้งหมดก็คือมองขึ้นไปและพึมพำเป็นเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อ…”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: