Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 579

I Shall Seal The Heaven Chapter 579

ตอนที่ 579

จะได้ซานไห่จิง ต้องมีร่างเซียนอสูร

“อย่าได้แสดงท่าทีเช่นนี้เสี่ยวไหจื่อ (เจ้าเด็กน้อย)” เคออวิ๋นไห่กล่าว ความรักในแววตาของมันเริ่มลึกล้ำมากขึ้น “เจ้าต้องมุ่งเน้นจิตใจทั้งหมดไปที่การฝึกฝน นั่นจึงจะเป็นสิ่งที่ดี! ช่างน่าเสียดายนัก…ที่เพิ่งจะได้เห็นนิสัยดีๆ ของเจ้าได้เพียงเล็กน้อยเช่นนี้”

“ช่างเถอะ ไปได้แล้ว เจดีย์เซียนอสูรจะเปิดออกในอีกสามวันข้างหน้า ถ้าเจ้าสามารถได้รับในสิ่งที่ต้องการ ก็ไม่เสียแรงที่ข้าพยายามเปิดมันเพื่อเจ้า” เคออวิ๋นไห่มองเมิ่งฮ่าวด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง

เมิ่งฮ่าวก้มศีรษะ จากนั้นก็ประสานมือคารวะ กำถุงหนังสัตว์ไว้ในมือ จากไปพร้อมกับความโศกเศร้าหดหู่และอารมณ์อันซับซ้อน

ขณะที่มองเมิ่งฮ่าวจากไป ใบหน้าของเคออวิ๋นไห่ก็ไม่ได้เป็นสีแดงอีกต่อไป แต่เป็นสีขาวซีด รอยย่นปรากฏเพิ่มมากขึ้น และกลิ่นอายแห่งความตายที่อยู่รอบๆ ตัวก็มีความเข้มข้นมากขึ้น ดูราวกับว่าเปลวไฟแห่งชีวิตของมันใกล้จะมอดดับลงไปได้ทุกเมื่อ

“จิ่วซือ, เตียไม่อาจจะอยู่กับเจ้าได้ตลอดไป หลังจากนี้…เจ้าได้แต่พึ่งพาตัวเองเท่านั้น…หวังว่าเจ้าคงจะฉลาดขึ้นบ้าง…” เคออวิ๋นไห่มีแต่แก่ชราลงไปอย่างต่อเนื่อง เดิมทีพื้นฐานฝึกตนของมันทำให้เกือบจะมีอายุขัยไร้ที่สิ้นสุด แต่หลังจากที่ราชันหลี่ได้เปลี่ยนแปลงกฎแห่งสวรรค์เพื่อส่วนรวม สุดท้ายสิ่งมีชีวิตทั้งมวลก็จะต้องแห้งเหี่ยวและตายไป สำหรับเคออวิ๋นไห่ มันอยู่มานาน, นานมากแล้ว ตอนนี้มันกำลังใช้พลังงานจนเกือบหมดเพื่อให้คงอยู่ต่อไป

อันที่จริง มันควรจะแห้งเหี่ยวตายไปเมื่อหลายปีก่อน แต่เนื่องจากห่วงใยเคอจิ่วซือ มันจึงพยายามอดทนเรื่อยมา ในที่สุดมันก็พบว่า ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ตามที ก็ยังคงไม่อาจจะอยู่ได้นานมากไปกว่านี้อีกแล้ว

“ราชันหลี่ ข้าอาจจะเคารพต่อการตัดสินใจของท่าน แต่…ท่านมั่นใจว่ามันถูกต้องแล้วหรือไม่? ถ้าพวกเราซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอันแข็งแกร่งไม่มีชีวิตที่เป็นอมตะ ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่พวกเราฝึกฝนก็ไม่ใช่ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ แล้วจุดประสงค์สุดท้ายของที่ฝึกมาทั้งหมดนี้คืออะไรกัน?” เคออวิ๋นไห่ถอนหายใจหลับตาลง เพียงไม่นานก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มองเห็นความอ่อนเพลียอยู่ภายใน แต่ก็มีแสงอันเจิดจ้าอยู่ด้วยเช่นกัน ราวกับเป็นเปลวไฟแวบสุดท้ายก่อนที่มันจะดับลง

“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหล่าฟู (ผู้ชรา) จะหลับตาลง ก่อนที่จะกลายเป็นเถ้าธุลี ข้าต้องกลั่นสกัดของวิเศษช่วยชีวิตที่แท้จริงให้กับจิ่วซือ ข้าได้สร้างมันมาหลายปีแล้ว ต้องทำอีกเล็กน้อยก็จะเรียบร้อยแล้ว…เมื่อไหร่ที่ทำได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจิ่วซือจะไม่อาจกลั่นสกัดเวทแยกวิญญาณได้ แต่ภัยพิบัติใดๆ ก็ไม่อาจจะสังหารมันได้ จริงๆ แล้ว ของวิเศษนี้อาจจะช่วยให้มันสำเร็จเวทแยกวิญญาณก็เป็นได้!”

หลังจากที่กลับไปยังถ้ำแห่งเซียน เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นสวี่ชิงยังคงนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ที่นั่น เพ่งความสนใจไปที่การฝึกฝนความรู้แจ้งอย่างเงียบๆ เมิ่งฮ่าวนั่งลง และมองไปรอบๆ ยังการตกแต่งอย่างฟุ่มเฟือยบนผนังของถ้ำแห่งเซียนนี้

หลังจากเวลานานผ่านไป เขาก็มองลงไปยังถุงหนังสัตว์ อันที่จริงถุงนี้ก็ไม่ได้หนักมากนัก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่ออยู่ในมือเมิ่งฮ่าว เขาก็รู้สึกว่าหนักมากเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่เต็มอยู่ในถุงนี้จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่อาวุธเวท แต่เป็นความรักของบิดาที่มีต่อบุตร

ซึ่งประกอบไปด้วยพลังชีวิตของเคออวิ๋นไห่ และความรู้สึกที่แท้จริงของมัน

ในที่สุด เมิ่งฮ่าวก็ถอนหายใจออกมา หลับตาลง คิดไปถึงบิดามารดาของตนเองอีกครั้ง และภาพอันเลือนลางของคนทั้งสอง ซึ่งยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ

เวลาผ่านไป เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปสามวัน

เสียงระฆังดังก้องได้ยินมาทั่วทั้งสำนักเซียนอสูร ศิษย์มากมายนับไม่ถ้วนตื่นขึ้นมา บินออกจากที่พักอาศัย คนทั้งหมดประหลาดใจ และต้องการจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่พวกมันพบเห็นก็คือว่า ในกลางอากาศเหนือสำนักเซียนอสูร แสงหลากสีที่กำลังสั่นกระเพื่อมไปมาทันใดนั้นก็ปรากฏขึ้น

ลำแสงกระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ปกคลุมไปทั่วทั้งท้องฟ้า เป็นแสงที่ทำให้ภูเขากลับหัวสามลูก ซึ่งลอยอยู่ด้านบนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

ขณะที่แสงเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น ผู้ฝึกตนมากมายก็ปรากฏขึ้นบนเจ็ดยอดเขาของสำนักเซียนอสูร คนทั้งหมดรู้สึกสั่นสะท้านอยู่ภายในใจ บางคนเป็นผู้มีประสบการณ์เก่าแก่ของสำนัก สีหน้าค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป ราวกับว่าจู่ๆ พวกมันก็นึกได้ถึงบางสิ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

แสงอันเจิดจ้านั้นเกิดขึ้นนานถึงหนึ่งเค่อ (ประมาณสิบห้านาที) จากนั้นตรงจุดกึ่งกลางของแสงนั้น ก็ปรากฏเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้น ดูคล้ายกับเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่ไร้จุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด ทันทีที่มันปรากฏขึ้น เสียงกระหึ่มอย่างน่าตกใจก็ดังก้องออกมา ขณะที่เจดีย์สัมฤทธิ์เรืองแสงค่อยๆ โผล่ออกมาจากภายในรอยแยกนั้นอย่างช้าๆ

แต่ละชั้นของเจดีย์มีโซ่เหล็กสี่เส้นยืดยาวออกไปในอากาศ มีทั้งหมดเก้าสิบเก้าชั้น ดังนั้นจึงมีโซ่เหล็กเกือบสี่ร้อยเส้น ใครก็ตามที่มองไปเห็นภาพอันน่าตกใจนี้ ก็คงต้องตกตะลึงด้วยความประหลาดใจอย่างแน่นอน

เพียงชั่วพริบตา เจดีย์ขนาดใหญ่ก็โผล่ออกมา เสียงกระหึ่มดังก้องออกไปทั่วทุกทิศทาง จนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน เจดีย์สัมฤทธิ์ค่อยๆ ลอยลงมาจากท้องฟ้าช้าๆ เริ่มมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดูเหมือนจะบดบังท้องฟ้าที่ด้านบนไปทั้งหมด ถึงแม้จะเป็นเวลายามเช้าตรู่ แต่ก็แทบจะเหมือนกับเป็นยามราตรี

ในที่สุด เจดีย์ขนาดใหญ่ก็ตกลงไปยังตำแหน่งที่อยู่ระหว่างยอดเขาสี่และยอดเขาสาม อยู่ที่ด้านบนของ…หลุมลึก ซึ่งจากตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา เป็นที่อยู่ของอสูรศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องสำนัก

มันไม่ได้แตะสัมผัสลงไปบนพื้นดิน แต่ลอยตัวอยู่ที่ด้านบน เงาสีดำขนาดใหญ่เต็มอยู่ในท้องฟ้าเหนือสำนักเซียนอสูร เจดีย์ปรากฏขึ้นที่ด้านบนของหลุมลึก แต่จริงๆ แล้วก็อยู่ที่จุดศูนย์กลางเท่านั้น อันที่จริง…ถ้ามองมาจากที่ห่างไกล ก็ดูเหมือนว่าเจดีย์นี้จะปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักเซียนอสูร

ด้านล่างของความมืดแห่งเจดีย์ ไม่ใช่เป็นแค่หลุมลึกเท่านั้น แต่เป็นยอดเขาทั้งเจ็ด และพื้นดินที่อยู่รอบๆ พวกมัน!

ศิษย์สำนักเซียนอสูรทั้งหมดกำลังหอบหายใจและจ้องมองไปอย่างงุนงง

อย่างน่าตกใจยิ่ง บนชั้นแรกของเจดีย์เป็นประตูสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ที่ปกคลุมด้วยภาพแกะสลักของสัตว์มงคลมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งกระจายเจตจำนงที่เก่าแก่โบราณออกมา

เจดีย์ยักษ์นี้น่าตกใจจนถึงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดอันใหญ่โตของมัน ผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านล่างราวกับเป็นมดแมลง แม้แต่ยอดเขาทั้งเจ็ดก็ดูคล้ายกับเป็นเด็กเล็กๆ เมื่อไปเปรียบเทียบกับมัน

ในตอนนี้เองที่ตะวันเจ็ดดวง ซึ่งมีสีสันที่แตกต่างกัน ลอยออกมาจากเจ็ดยอดเขา ขณะที่ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศอย่างช้าๆ เหล่าศิษย์ทั้งหมดในสำนักเซียนอสูรก็คุกเข่าลงโขกศีรษะ

ภายในตะวันทั้งเจ็ดดวงนั้น มีเงาร่างนั่งขัดสมาธิอยู่เจ็ดคน พวกมันก็คือ…เจ็ดประมุขแห่งยอดเขาทั้งเจ็ด!

ภายในตะวันดวงที่สี่ ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็น เคออวิ๋นไห่

ขณะที่เจ็ดประมุขลอยขึ้นไปในท้องฟ้า แต่ละคนก็ยกมือขึ้น และชี้ตรงไปยังเจดีย์สัมฤทธิ์ ทันใดนั้น เสียงกระหึ่มก็ได้ยินมา ขณะที่ประตูสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่บนชั้นแรกฉับพลันนั้น…ก็เปิดออกเล็กน้อย!

ถึงแม้ประตูจะเปิดออกแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่เจดีย์นี้มีขนาดใหญ่มหึมา สิ่งที่เห็นว่าเล็กน้อยนั้นจริงๆ แล้วก็มีความกว้างถึงหนึ่งร้อยจ้าง!

เสียงอันลึกซึ้งของประมุขยอดเขาเจ็ดทันใดนั้นก็ดังก้องออกมา “เจดีย์เซียนอสูรได้เปิดออกแล้ว มีทั้งหมดเก้าสิบเก้าชั้น ทุกชั้นจะมีโอกาสได้ครอบครองหนึ่งในสามพันเวทแห่งเต๋า ทุกๆ สิบชั้น ก็จะมีโอกาสได้รับหนึ่งในร้อยวิชาแรก ในชั้นที่สูงขึ้นไป แม้แต่เวทแห่งเต๋าจากสิบวิชาแรกก็จะมีโอกาสได้ครอบครอง! ซึ่งก็คือชั้นที่เจ็ดสิบ, แปดสิบ และเก้าสิบ!”

“ถ้าใครผ่านเข้าไปถึงชั้นที่เก้าสิบเก้า…ก็จะเลือกเวทแห่งเต๋าสิบวิชาแรกอะไรก็ได้ ยกเว้นซานไห่จิง! (คัมภีร์ขุนเขาทะเล)”

“ทุกครั้งที่เจดีย์เปิดออก จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของสำนักเป็นจำนวนมาก วันนี้พวกเจ้าทุกคนมีโอกาส ถ้าหากใครโชคดี ก็จะได้ครอบครองโชควาสนา” เสียงนั้นดังก้องออกไปทั่วทั้งสำนักเซียนอสูร ขณะที่จางหายไป ความเงียบราวความตายก็กระจายออกไปท่ามกลางกลุ่มศิษย์หนึ่งล้านคนของสำนักเซียนอสูร

เพียงไม่นาน ก่อนที่เสียงพูดคุยอย่างวุ่นวายก็ระเบิดออกมา

“เจดีย์เซียนอสูร…นั่นก็คือเจดีย์เซียนอสูร? สวรรค์! มัน…มันช่างใหญ่โตนัก!”

“นั่นก็คือเจดีย์ที่สำคัญมากที่สุด ในสวรรค์ชั้นแรกแห่งสำนักเซียนอสูร มันเป็นของวิเศษล้ำค่าที่เทียบเท่ากับซานไห่จิง!”

ท่ามกลางเสียงพูดคุยเหล่านั้น มีผู้ฝึกตนหญิงสาวที่ยืนกำหมัดไว้จนแน่นอยู่บนยอดเขาห้า นี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นฟางอวี๋ ดวงตานางสาดประกายด้วยความมุ่งมั่นและความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าครั้งนี้จะโชคดีเช่นนี้!” นางคิด “เจดีย์เซียนอสูรปรากฏขึ้นจริงๆ ในครั้งนี้!” ดวงตานางสาดประกายด้วยความดื้อรั้น

ในเวลาเดียวกันนั้น บุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่บนยอดเขาเจ็ด ซึ่งเป็นศิษย์สายในที่เป็นผู้พิทักษ์มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลศิษย์สายนอก มันยืนมองขึ้นไปยังเจดีย์เซียนอสูรขนาดใหญ่ที่อยู่บนท้องฟ้า ประสานมืออยู่ด้านหลัง และแสงแปลกๆ ก็สาดประกายอยู่ในดวงตา

“ข้าคิดว่าอาจจะได้รับโชควาสนาในยอดเขาเจ็ด และคงจะเป็นเรื่องยากที่จะได้ครอบครองมัน แต่ตอนนี้เมื่อเจดีย์เซียนอสูรปรากฏขึ้น ข้าก็คงจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น!” บุรุษวัยกลางคนผู้นี้เป็นบุคคลเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวต้องการค้นหา ปรมาจารย์ฮูเหยียน

ทั่วทั้งสำนักเซียนอสูร หวังลี่ไห่, หานเป้ย และผู้ฝึกตนอื่นๆ แห่งดาวหนานเทียน ต่างก็สะท้านใจไปทั่วทุกตัวคน ไม่ว่าพวกมันจะมาจากดินแดนตะวันออก, ดินแดนทางเหนือ, ดินแดนด้านใต้ หรือดินแดนสีดำ พวกมันทั้งหมดต่างก็ประหลาดใจไปตามๆ กัน

ท่ามกลางศิษย์สายในจากยอดเขาสาม มีบุรุษหนุ่มที่จนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็ยังคงโค้งตัวลงประจบสอพลอต่อทุกคนที่อยู่รอบๆ ตัวมัน แต่เพียงชั่วพริบตา ทันใดนั้นมันก็ยืดตัวตั้งตรง ภายในดวงตาแวบแสงเจิดจ้าออกมา และกลิ่นอายที่ดูเหมือนจะประกอบไปด้วยเจตจำนงแห่งราชันก็แวบออกมาจากร่างมัน

บุรุษหนุ่มผู้นี้มาจากดินแดนทางเหนือ และก็เป็นตระกูลสายโลหิตจักรพรรดิ

มันไม่เพียงแต่จะเป็นดวงตะวันอันเจิดจ้าอยู่ในสำนักเซียนอสูรเท่านั้น แต่ก็ยังมีคนอื่นๆ อีกที่มีชื่อเสียงอยู่ด้วยเช่นกัน

หนึ่งในนั้นอยู่บนยอดเขาที่หก เป็นหญิงสาวเยาว์วัย ซึ่งสวมใส่ชุดศิษย์หลักอันน่าตกใจ นอกจากเมิ่งฮ่าวแล้ว นางเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงมากที่สุดเกินกว่าผู้ใดจากดาวหนานเทียน

นางกระพริบตาสองสามครั้ง ขณะที่มองไปยังยอดเขาสี่ และเจดีย์เซียนอสูร จากนั้นก็ยิ้มออกมา

“เมิ่งฮ่าวช่างโชคดีอย่างแท้จริง มันค้นพบซากศพของหนึ่งในศิษย์ชั้นยอด และเข้ามาในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ก่อนที่เคออวิ๋นไห่จะตายไปในการเข้าฌาณ”

“การที่เจดีย์เซียนอสูรปรากฏขึ้นในอาณาจักรที่สองนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่แปลกอันใด มันก็เหมือนกับโลกจริง นอกจากนี้ด้วยการที่เยี่ยเยา (อสูรราตรี) ยังคงอยู่ สวรรค์และปฐพีก็สามารถสร้างบางสิ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้ แม้แต่ราชันหลี่ผู้ทรยศก็ยังต้องตื่นตระหนก”

เป็นธรรมดาที่หญิงสาวนางนี้จะเป็นจื่อเซียง

“เจดีย์เซียนอสูรได้เปิดออกแล้ว!” ขณะที่เสียงเก่าแก่โบราณของประมุขแห่งยอดเขาเจ็ดดังก้องออกมา เงาร่างนับพันทันใดนั้นก็บินขึ้นไปในอากาศ ตรงไปยังเจดีย์

เมิ่งฮ่าวและสวี่ชิง เดินออกมาจากถ้ำแห่งเซียน และมองขึ้นไปยังเจดีย์ที่สูงใหญ่ ดวงตาสวี่ชิงเต็มไปด้วยแสงแห่งความมุ่งมั่น นางมองลงไปยังแผ่นหยกในมือ และหัวเราะออกมาอย่างเงียบๆ

“ข้าจะไม่ไป” นางกล่าว “เวทแห่งเต๋าทั้งสามร้อยวิชาเหล่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

เมิ่งฮ่าวพยักหน้า เขารู้ดีถึงอารมณ์ของสวี่ชิง ดังนั้นจึงไม่ได้พยายามที่จะโน้มน้าวให้นางเปลี่ยนใจ สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และมองขึ้นไปยังดวงตะวันของเคออวิ๋นไห่ที่อยู่บนท้องฟ้า มองเห็นภาพเงาของชายชรา ที่เขาได้พูดคุยเมื่อสามวันก่อน หลังจากที่ไตร่ตรองอยู่เงียบๆ ชั่วครู่ ดวงตาเขาก็สาดประกายด้วยการตัดสินใจอันแน่วแน่

“ไม่ว่าจะเพื่อตัวข้าเอง หรือเพื่อเคออวิ๋นไห่ ข้าก็จะไม่ยอมแพ้อย่างแน่นอน!” ร่างเขาแวบขึ้น ขณะที่บินขึ้นไปในอากาศ ตรงไปยังเจดีย์เซียนอสูร ซึ่งถูกเปิดออกโดยเฉพาะเพื่อเขา สูงขึ้นไปด้านบน เงาร่างทั้งเจ็ดในดวงตะวัน, เจ็ดประมุขทั้งหมดมองมายังเมิ่งฮ่าว

มองเห็นความคาดหวังอยู่ภายในดวงตาเคออวิ๋นไห่ ขณะที่มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวที่หายตัวเข้าไปในเจดีย์

ที่ด้านล่างมีผู้คนมากมายเลือกที่จะมองดูแทน เมื่อพวกมันมีโอกาสนี้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงได้ตัดสินใจที่จะสังเกตดูไปก่อนสักระยะ เพื่อค้นหาความได้เปรียบอื่นๆ

“ในสำนัก มีคำอธิบายรายละเอียดของเจดีย์เซียนอสูรอยู่” จื่อเซียงคิด “เจดีย์นี้ไม่ได้ทดสอบระดับพื้นฐานฝึกตน และไม่ได้สนใจพรสวรรค์ใดๆ สิ่งที่มันทดสอบเป็นพลังการต่อสู้ทั้งหมด”

“ทุกคนจะมีระดับความยากที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ระดับใด ผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ และเซียนอมตะ จะมีโอกาสเท่าเทียมกัน ผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของพวกมันเอง”

“ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าเด็กเมิ่งฮ่าวจะไปได้ไกลแค่ไหน มันจะไปถึงชั้นใดกันแน่?” จื่อเซียงไม่ได้เข้าไปในเจดีย์ทันที เท่าที่นางคิด ขณะที่เจดีย์นี้กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสวรรค์และปฐพีอย่างน่าตกใจ ในเวลาเดียวกันนั้น ก็ยังมีบางสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับนาง

จุดประสงค์หลักของนางไม่ใช่การค้นหาเวทแห่งเต๋า นางมายังที่แห่งนี้เพื่อ…ร่างต่อสู้อันดับหนึ่งแห่งสำนักเซียนอสูร ซึ่งสามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับจิ่วซานไห่…ร่างเซียนอสูร!

ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน ร่างเซียนอสูรก็เป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงอย่างน่าเหลือเชื่อ อันที่จริง เมื่อในอดีตราชันหลี่ได้ครอบครองร่างเช่นนี้ จากที่บอกเล่าสืบต่อกันมา ใครก็ตามที่อยากจะได้ซานไห่จิง (คัมภีร์ขุนเขาทะเล) คนผู้นั้นต้องได้ครอบครองร่างเซียนอสูรก่อน!

จื่อเซียงตัดสินใจ “เมื่อเรื่องราวของเจดีย์นี้จบลง ข้าจะไปหาเจ้าเด็กนั่น!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: