Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 663

I Shall Seal The Heaven Chapter 663

ตอนที่ 663

ร่ำรวยและเอาแต่ใจ!

เมิ่งฮ่าวมองไปยังสวี่ผิงผิงชั่วขณะ

จากนั้นก็ดึงพลังกลับคืนมา ชั้นที่สองกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่แรงกดดันเมื่อครู่นี้ ทำให้เหงื่อเริ่มไหลลงมาจากแผ่นหลังของนาง ความรู้สึกที่นางมีเหมือนกับว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสัตว์โบราณบางอย่าง

แต่ก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันนั้น ซึ่งก็คือสวี่ผิงผิง โดยที่ไม่มีใครอื่นอีก ทั้งจี้เซี่ยวเซี่ยว หรือผู้ถูกเลือกแห่งสามสำนักต่างก็ไม่รู้สึกอะไรเลย มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกมันสังเกตเห็นได้ก็คือ สีหน้าของสวี่ผิงผิง

“เสนอราคามา” เมิ่งฮ่าวกล่าวเสียงราบเรียบ เมื่อได้ยินตัวเองกล่าวคำพูดนั้น ก็ทำให้จิตใจเมิ่งฮ่าวพลุ่งพล่านขึ้น ในช่วงชีวิตของการฝึกฝนวิถีเซียนมานานนับร้อยปีที่ผ่านมา ถุงเงินเขามักจะว่างเปล่า ถึงแม้ว่าจะมีเงินบ้างเป็นระยะ แต่ก็มักจะถูกกระจกทองแดงดูดเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็เชื่อมั่นว่าจะทำให้ความฝันที่มีอยู่ในจิตใจ ตั้งแต่สมัยตอนที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ได้สำเร็จ…

บิดาร่ำรวยแล้ว!

ดวงตาเหวยหลีที่อยู่ด้านข้างสาดประกายเจิดจ้า นางมีความรู้สึกว่า เมิ่งฮ่าวกำลังเปล่งรัศมีอันยากจะอธิบายออกมาได้ ปะทะมายังใบหน้าของนางอย่างต่อเนื่อง

สวี่ผิงผิง รู้สึกค่อนข้างจะเกรงกลัวต่อการแสดงออกของเมิ่งฮ่าว กล่าวด้วยความวิตกว่า “ข้าไม่อาจจะบอกราคาของมันได้จริงๆ…”

“หัวใจอสูรระดับต่ำหกพันดวง” เมิ่งฮ่าวกล่าว ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“นั่น…”

“ยังไม่พอ? แปดพันเป็นอย่างไร?” สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ภายในใจ กำลังพลุ่งพล่านปั่นป่วนด้วยความรู้สึกที่แรงกล้ามากยิ่งขึ้น ทันใดนั้นก็เริ่มทำให้เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่า เขาสามารถซื้อสิ่งของในร้านนี้ได้ทั้งหมดถ้าเขาต้องการ

นี่เป็นความเชื่อมั่นที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพื้นฐานฝึกตน ยิ่งเขามีความเชื่อมั่นมากเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดนี้จะทรงพลังมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

บิดาร่ำรวยแล้ว!

แม้แต่สวี่ผิงผิง ซึ่งมีประสบการณ์และเคยรู้จักผู้คนมามากมาย ก็ต้องตกตะลึงต่อความเชื่อมั่น และพลังในคำพูดของเขา ดวงตานางเบิกกว้าง จนต้องสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ หัวใจอสูรแปดพันดวง เป็นราคาที่สูงเป็นอย่างยิ่ง!

เหวยหลีจ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยดวงตาที่เบิกกว้างมึนงง ภายในใจนางกำลังคิดคำนวนว่า หัวใจอสูรแปดพันดวงจะมากมายเท่าใด เมื่อเทียบกับหินลมปราณ

สำหรับผู้ถูกเลือกจากสามสำนักและจี้เซี่ยวเซี่ยว เมื่อพวกมันได้ยินคำพูดเมิ่งฮ่าว แต่ละคนต่างก็อ้าปากค้าง และจ้องมองมาด้วยความตกตะลึง ในตอนนี้ จู่ๆ พวกมันก็ตระหนักว่า เขาช่างเป็นผู้ที่ร่ำรวยอย่างแท้จริง…

ดวงตาของศิษย์หญิงสาวบางคน เริ่มสาดประกายเจิดจ้า ขณะที่มองมายังเมิ่งฮ่าว ถึงแม้ว่าพวกนางจะไม่ได้สังเกตมาก่อน แต่ตอนนี้พวกนางก็เห็นได้ว่า…คนผู้นี้ช่างหล่อเหลาอย่างน่าเหลือเชื่อ และดูแล้วไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง เขาช่างสง่างามและมีชีวิตชีวา เห็นได้ชัดว่าแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ทั่วไป

ถึงแม้ว่าเมิ่งฮ่าวจะพยายามทำสีหน้าให้สงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ใครก็ตามที่มองมาก็จะรู้สึกราวกับว่า มองไปยังตัวอักษรที่เขียนไว้อย่างเด่นชัดว่า

ข้าคือผู้มีเงิน!

ดวงตาสวี่ผิงผิงเบิกกว้าง และจิตใจกำลังเต้นรัว “ข้าคิด…”

“ยังไม่พอ?” เมิ่งฮ่าวกล่าว โบกสะบัดมือด้วยท่าทางที่ลอกเลียนแบบมาจาก เศรษฐีที่เขาจำได้จากเมืองหยุนเจี๋ย กระแอมไอและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร หนึ่งหมื่นหัวใจอสูรก็ได้”

เมื่อเขาเห็นความตกตะลึงบนใบหน้าของพวกที่ยืนดูอยู่ เมื่อพวกมันได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆ ข้างใน ซึ่งยังมากกว่าตอนที่เขาทะลวงขั้นพื้นฐานฝึกตนได้ซะอีก

สวี่ผิงผิงอ้าปากค้าง ดวงตาจี้เซี่ยวเซี่ยวจ้องนิ่งไปยังเมิ่งฮ่าว สำหรับเจ้าสำนักน้อยแห่งสำนักเฟยเซียน และผู้ถูกเลือกจากสามสำนัก พวกมันทั้งหมดต่างก็อ้าปากค้างจนกรามแทบค้างด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

สวี่ผิงผิงดิ้นรนอย่างเห็นได้ชัดชั่วขณะก่อนที่จะกล่าวตอบว่า “ผู้อาวุโส รถศึกนี้เพิ่งจะถูกส่งมาให้พวกเราเมื่อเร็วๆ นี้ มันปรากฏขึ้นที่เขตชายแดนระหว่างวงแหวนที่สองและสาม ข้ายังไม่ได้แจ้งให้กับทางสำนักทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้”

สีหน้าเมิ่งฮ่าวสงบนิ่ง แต่ดวงตาแวบขึ้น เขาไม่ได้สนใจกับการที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโส

“ถ้าผู้เยาว์คาดเดาไม่ผิด ผู้อาวุโส, ท่านมายังทะเลเทียนเหอ เนื่องจากปีศาจทะเลในวงแหวนที่สอง รวมทั้ง…ตำนานเรือรบในสมัยโบราณ!”

“รถศึกสีเงินนี้เต็มไปด้วยความเก่าแก่โบราณ และเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งของที่มาจากสมัยโบราณ การที่มันปรากฏขึ้นในที่แห่งนี้ ก็เป็นการบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก ที่มันจะมีต้นกำเนิดมาจากเรือรบโบราณนั่น”

“ผู้เยาว์มีข้อขอร้องเพียงอย่างเดียว ผู้อาวุโส, เมื่อท่านไปค้นหาเรือรบโบราณ ท่านช่วยนำผู้เยาว์ไปด้วยได้หรือไม่? ท่านไม่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือใดๆ ตราบเท่าที่ผู้เยาว์สามารถเหยียบย่างขึ้นไปบนเรือลำนั้นได้ ก็ถือว่าข้อตกลงทั้งหมดเสร็จสิ้นสมบูรณ์”

“ในทางกลับกัน ผู้เยาว์จะขายของสิ่งนี้ให้กับท่านในราคาห้าพันหัวใจอสูร”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย

“แล้วถ้าข้าไม่ได้ไปค้นหาเรือรบสมัยโบราณนั่น?” เขาถามเสียงราบเรียบ

สวี่ผิงผิงกล่าวตอบโดยไม่ลังเล “ถ้านั่นเป็นความปรารถนาของผู้อาวุโส ผู้เยาว์ก็คงต้องยอมรับชะตากรรมแล้ว” นางขยับมือขวาร่ายเวทอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ชี้ตรงไปยังก้านธูป ทันใดนั้นกลุ่มควันที่ด้านในก็แยกออกจากกัน และรถศึกสีเงินก็ลอยออกมา แทบจะราวกับว่ามันพยายามจะหนีออกไปจากศาลาแห่งนี้

เมิ่งฮ่าวโบกสะบัดมือขวา ทำให้รถศึกหยุดอยู่กลางอากาศในทันที มันถูกดึงลงไปที่ด้านล่างอย่างไม่อาจจะต่อต้านได้ มีขนาดเล็กลงจนเท่ากับมือของเด็กทารก ขณะที่ลอยไปอยู่บนฝ่ามือของเมิ่งฮ่าว เขารีบเก็บมันไว้ในถุงสมบัติอย่างรวดเร็ว

เมิ่งฮ่าวลุกขึ้นมายืน ไม่สนใจสวี่ผิงผิงโดยสิ้นเชิง ตามติดไปด้วยเหวยหลี และภายใต้สายตาอันแรงกล้าของผู้ถูกเลือกทั้งสามสำนัก เขาเดินไปด้วยท่าทางของถุงเงินอันดับหนึ่งแห่งเมืองหยุนเจี๋ย, เศรษฐีโจว ประสานมืออยู่ที่ด้านหลัง และก้าวเนิบนาบลงบันไดไปยังชั้นล่าง

เมื่อเหยียบย่างลงไปบนบันไดขั้นแรก ในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็มองกลับไปยังสวี่ผิงผิง

“มอบยันต์ถ่ายทอดเสียงมาให้ข้า” เขากล่าว

สวี่ผิงผิงหอบหายใจด้วยความยินดีขึ้นมาในทันที หยิบเอายันต์ถ่ายทอดเสียงออกมา และยื่นส่งให้ด้วยความเคารพ

เมิ่งฮ่าวเก็บยันต์ไว้ สวี่ผิงผิงเดินนำลงบันไดไป จากนั้นเมิ่งฮ่าวและเหวยหลีก็ออกไปจากศาลาเมฆาล่อง

ที่ด้านนอก ท้องฟ้ามืดสนิทไปแล้ว และลมทะเลก็โชยพัดมาปะทะใบหน้า เหวยหลีกำลังหลั่งเหงื่อออกมา รู้สึกงุนงงเล็กน้อย ขณะที่มองกลับไปกลับมา ระหว่างเมิ่งฮ่าวและศาลาเมฆาล่อง

เมื่อเห็นว่าเป็นเวลาดึกมากแล้ว เมิ่งฮ่าวจึงไม่ได้ไปที่ร้านค้าอื่นอีก แต่ให้เหวยหลีไปเสาะหาที่พักแทน สุดท้ายเขาได้เช่าที่พักส่วนตัวซึ่งมีขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

ที่พักนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นถ้ำแห่งเซียน และเป็นชนิดที่มีราคาแพงมากที่สุดในเมืองไห่เฉิง มันมีค่ายกลเวทป้องกัน รวมทั้งเส้นทางที่เชื่อมต่อกับพื้นทะเล ซึ่งมีห้องพิเศษที่ออกแบบมา เพื่อการนั่งเข้าฌาณตามลำพัง ถึงแม้ว่าจะอยู่บนพื้นทะเล ห้องเข้าฌาณนี้ก็ยังคงตกอยู่ภายใต้ค่ายกลเวทป้องกันทั่วไปของเมืองไห่เฉิง ซึ่งหมายความว่าไม่มีสัตว์ทะเลจะเข้ามาใกล้มันได้

ตอนแรกเมิ่งฮ่าววางแผนว่าจะซื้อที่พักไว้ แต่หลังจากที่ขบคิด เขาก็แทบจะทนไม่ได้ที่ต้องใช้หินลมปราณไปมากมาย จึงตัดสินใจที่จะเช่ามันแทน

ที่พักนี้มีห้องอยู่มากมาย ซึ่งหมายความว่าเหวยหลีก็มีห้องส่วนตัวของนางเอง ขณะที่ยามราตรีปกคลุมไปทั่ว นางก็คิดย้อนกลับไปยังทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงตอนกลางวัน และคิดเกี่ยวกับการได้รับความช่วยเหลือจากเมิ่งฮ่าว โดยไม่รู้สึกตัว ใบหน้าของเมิ่งฮ่าวก็ได้ประทับแน่นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจนาง แต่นางก็รู้ว่ามีช่องว่างระหว่างคนทั้งสองอยู่มากมาย ทั้งในแง่ของตัวตนและศักดิ์ฐานะ หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นานสักพัก นางก็ถอนหายใจออกมา และจากนั้นก็เริ่มหลับตาลงเพื่อเข้าฌาณ

สำหรับเมิ่งฮ่าว เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องส่วนตัว ปกคลุมไปด้วยความเงียบ ในช่วงประมาณยามสาม (23:00 – 01:00) ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นมา

“ตอนนี้ข้ารวยแล้ว น่าเสียดายจริงๆ ที่ท่านลุงโจวได้ตายไปนานแล้ว ถ้ามีโอกาสในวันข้างหน้า ข้าจะไปหาทายาทของท่าน เพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่”

“ช่างมันเถอะ ตอนนี้ข้ารวยแล้ว ข้าจะจ่ายคืนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย” เมิ่งฮ่าวยิ้มลูบไปที่ถุงสมบัติ

จากนั้นก็ยกมือขึ้น บนฝ่ามือปรากฏเป็นรถศึกสีเงิน

ยากที่จะบอกได้ว่า รถศึกนี้ได้ผ่านฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงมากี่ครั้งแล้ว แต่มันก็ปกคลุมไปด้วยเศษของสนิม และเต็มไปด้วยความเก่าแก่โบราณ ราวกับว่ามันถูกฝังอยู่ในความมืดมิดมานานหลายปีจนนับไม่ถ้วน

เมื่อมองไปยังมัน ก็ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ พุ่งขึ้นมาในจิตใจเมิ่งฮ่าว แทบจะเหมือนกับว่ารถศึกสีเงินในตอนนี้ กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่อาบไล้ไปด้วยโลหิต จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของมัน ราวกับว่าคำอธิบายนั้นกำลังตีแผ่ความกระหายเลือด จากยุคสมัยที่ถูกลืมไปนานแล้วออกมา

สัตว์อสูรที่ถูกแกะสลักอยู่บนพื้นผิวของมัน ดูคล้ายกับเป็นสิ่งที่ตายไปแล้ว แต่ในสายตาเมิ่งฮ่าว พวกมันยังมีชีวิตอยู่ ราวกับว่าพวกมันกำลังหลับใหล มานานนับหมื่นนับแสนปี รอคอยว่าสักวันหนึ่ง พวกมันจะสามารถตื่นขึ้นมา และจากนั้นก็ท่องเที่ยวไปทั่วอย่างมีอิสระภายใต้สวรรค์และปฐพีแห่งนี้

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย ขณะที่ส่งพลังพื้นฐานฝึกตนบางส่วน ผ่านมือขวาเข้าไปในรถศึกสีเงิน พร้อมกับเสียงดังกระหึ่ม รถศึกลอยขึ้นไปในอากาศ ยืดขยายตัวออกอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีขนาดประมาณสามจ้าง

ระลอกคลื่นกระจายออกมา และรถศึกก็ส่องประกายริบหรี่ แต่ก็ดูเหมือนว่าระลอกคลื่นนั้นจะเต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเปื่อยผุพัง และแสงนั้นก็ค่อนข้างจะสลัวดูเลือนลาง

ร่างเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น ไปปรากฏตัวอีกครั้งอยู่ด้านในรถศึก มือขวาแตะสัมผัสไปที่ด้านข้าง และส่งพลังพื้นฐานฝึกตนออกไปมากยิ่งขึ้น รถศึกสั่นสะท้านและจากนั้นก็เริ่มพุ่งขึ้นไปในอากาศ

มันเคลื่อนที่ไปด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้เมืองไห่เฉิงกลายเป็นจุดเล็กๆ ที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่ารถศึกนี้จะส่งเสียงแหลมเล็กแหวกฝ่าอากาศในยามราตรีขึ้นไป แต่มันก็ไม่สั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อยนิด

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง หยางหุนเซิ่งกำลังนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณอยู่ที่ชั้นบนสุดของหอคอย ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองไห่เฉิง ด้านข้างเป็นหลินฟูเหรินผู้สง่างาม ซึ่งกำลังถือขนนกขนาดใหญ่ไว้ด้วยสองมือ นางกำลังทำการร่ายเวท ขนนกนั้นกระจายกลิ่นอายที่เน่าเปื่อยผุพังออกมา แต่ในเวลาเดียวกันนั้น แสงสีขาวก็หมุนวนลอยไปทั่วในอากาศ และถูกหยางหุนเซิ่งซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดสีดำสูดหายใจเข้าไป

ในท่ามกลางการฝึกฝน ดวงตาหยางหุนเซิ่งจู่ๆ ก็ลืมขึ้นมา และมองออกไปยังที่ห่างไกล

“เกิดอะไรขึ้น?” หลินฟูเหรินถาม มองไปยังมัน

“ไม่มีอันใด” มันกล่าวตอบ “สหายที่น่ารำคาญจากครั้งก่อน กำลังทดสอบอาวุธเวท อืม อาวุธเวทธรรมดาของคนธรรมดาก็แค่นั้น” ใบหน้ามันเริ่มหมองคล้ำลง ยากที่จะบอกได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในจิตใจมัน

“มันไม่ได้มอบขวดน้ำเต้าสุราเป็นของกำนัลแก่ท่าน?”

ทันทีที่หยางหุนเซิ่งได้ยินคำว่า ‘สุรา’ ใบหน้ามันก็บิดเบี้ยวขึ้น

“จริงๆ แล้ว มันกำลังข่มขู่ข้า” มันกล่าว

หลินฟูเหรินจ้องมองไปด้วยความตกตะลึง แต่ก็ไม่กล่าวอะไรออกมา สำหรับหยางหุนเซิ่ง มันก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสุราอีก

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวอยู่สูงขึ้นไปในกลางอากาศ ยืนขมวดคิ้วอยู่ในรถศึก กำลังตรวจสอบมันด้วยสีหน้าสงสัย

“ของสิ่งนี้รวดเร็วเท่ากับผู้ฝึกตนตัดวิญญาณ แต่ก็ต้องใช้พลังพื้นฐานฝึกตนอย่างมากมาย แย่นักที่ข้าไม่อาจจะทำให้มันเคลื่อนที่ได้เร็วมากไปกว่านี้ได้”

“ยิ่งไปกว่านั้น…” ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น ขณะที่มองไปยังรอยสนิมที่อยู่บนตัวรถ ซึ่งกำลังมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างช้าๆ “ยิ่งข้าใช้มันมากเท่าใด ความเสียหายก็ยิ่งกระจายออกไปมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด สนิมก็จะปกคลุมเต็มไปทั่ว และมันก็จะไร้ประโยชน์” ด้วยเช่นนั้น เมิ่งฮ่าวจึงยกมือขวาขึ้น และจากนั้นก็ตบลงไปบนตัวรถ

เสียงระเบิดได้ยินมา และตัวรถก็สั่นสะเทือน เสียงกระหึ่มเบาๆ กระจายออกมาจากภายใน และเงาร่างภาพลวงตาก็เริ่มกระจายออกมา

พวกมันเป็นภาพของสัตว์อสูรที่ดุร้าย แต่ละตัวมีรูปแบบที่ไม่ซ้ำกัน มีทั้งลิงยักษ์, ราชสีห์ที่มีเขา และแม้แต่หมียักษ์สองหัว สัตว์อสูรที่ดุร้ายทั้งหมด เงยหน้าขึ้นส่งเสียงร้องคำรามออกมา

อย่างไรก็ตาม…พวกมันทั้งหมดถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับรถศึก ดังนั้น…ดวงตาทุกคู่ของพวกมันยังหลับอยู่!

ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่จะลืมตาขึ้นมา

ทันทีที่พวกมันปรากฏตัวขึ้น แรงกดดันอันเข้มข้นก็ปรากฏขึ้นในบริเวณนั้น แต่ถึงกระนั้น คิ้วที่ขมวดอยู่ของเมิ่งฮ่าวก็ลึกขึ้นมากกว่าเดิม เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า รอยสนิมที่กำลังกระจายออกไปทั่วทั้งรถศึก ได้กระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: