Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 730

I Shall Seal The Heaven Chapter 730

ตอนที่ 730

อู่เหยียอีกตัว!

ที่ด้านนอกของแท่นบูชา ลู่ปั๋วมองขึ้นไปในทันที ดวงตาสาดประกายด้วยความตกตะลึง ขณะที่มันมองเห็นเมิ่งฮ่าวซึ่งอยู่บนชั้นสาม และได้ยินคำพูดของผู้นำสีขาวที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ฉับพลันนั้นจิตใจมันก็เริ่มเยือกเย็นลง

“มัน…เอาชนะตนเองได้แล้ว?” ลู่ปั๋วคิด ค่อยๆ ก้มหน้าลงอย่างช้าๆ ไม่นานต่อมา มันก็มองขึ้นไปอีกครั้ง และดวงตาก็สาดประกายด้วยความต้องการต่อสู้อย่างเข้มข้น

“ข้าไม่สนใจเกี่ยวกับศักดิ์ฐานะในการเป็นดาวรุ่ง หรือตำแหน่งของข้าในดินแดนทางเหนือ หรือข่าวลือเกี่ยวกับการเกิดใหม่ของผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ของข้า สิ่งเดียวที่ข้าสนใจก็คือ…ข้าต้องเป็น…ผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในบุคคลรุ่นเดียวกันกับข้า!”

“จากเต๋าของข้า ข้าจะต้องกลายเป็นเซียนแท้! จิตใจของข้าต้องเด็ดเดี่ยวอย่างแท้จริง!”

“ถ้าเมิ่งฮ่าวสามารถทำได้ ข้าก็ต้อง…ทำได้เช่นเดียวกัน!” ด้วยเช่นนั้น ลู่ปั๋วจึงสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ดวงตาสาดประกายด้วยการตัดสินใจได้เรียบร้อยแล้ว มันค่อยๆ ลุกขึ้นมายืน และจากนั้นก็ก้าวเดินตรงไปยังชั้นแรกของแท่นบูชา

“ครั้งนี้ ข้าจะต้องผ่านชั้นที่สามไปได้อย่างแน่นอน!”

เมิ่งฮ่าวยืนอยู่บนชั้นที่สาม เขาไม่ได้มุ่งหน้าต่อไปในทันที แต่หลับตาลงเพื่อรับรู้ถึงพื้นฐานฝึกตน และระดับสามอันเกรียงไกรของเวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิตที่กำลังพุ่งขึ้นมา ตอนนี้เขาอยู่ในขั้นเส้นลมปราณ เขาสามารถดูดซับพื้นฐานฝึกตนเข้ามาในร่างกาย และเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังอันน่าเหลือเชื่อได้

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมปรมาจารย์อสูรโลหิตถึงได้กล่าวไว้ว่า ถ้าข้าบรรลุถึงระดับสี่ของเวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิต ข้าก็จะสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนค้นหาเต๋าขั้นแรกได้!”

“เวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิตนี้ช่างน่าประหลาดใจนัก มันมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่ต้องใช้ต่อสู้กับกลุ่มคนจำนวนมาก ยิ่งศัตรูติดอยู่ที่ด้านในมากเท่าใด…ข้าก็จะยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น!”

“สำนักชิงหลัว…” จู่ๆ ดวงตาเมิ่งฮ่าวก็ลืมขึ้นมาในทันที และพวกมันก็สาดประกายด้วยรังสีสังหารอันเข้มข้น เขาเกลียดสำนักชิงหลัวจนลึกลงไปในไขกระดูกมานานแล้ว ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะสำนักชิงหลัว สวี่ชิงก็ไม่ต้องเข้าไปในวัฏจักรแห่งการเกิดใหม่ และอาจจะมีโอกาสกลายเป็นเซียนไปได้ในชีวิตนี้

ตอนนี้พวกเขามีเวลาเพียงแค่หนึ่งร้อยปีเท่านั้น หลังจากนั้นช่วงชีวิตนี้ก็จะถูกทำลายไป ความเป็นศัตรูนี้…ไม่อาจจะอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้!

เมิ่งฮ่าวสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ จากนั้นก็ก้าวเท้าตรงไป ในขณะที่เขาหายตัวไป เมื่อปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง เขาก็ผ่านชั้นสี่และชั้นห้า…จนไปถึงชั้นเก้า!

ชั้นที่เก้ามีขนาดเล็กมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกชั้น

นี่คือชั้นสูงสุดของแท่นบูชา!

นี่คืออุปสรรคสุดท้ายของด่านที่สอง!

หลังจากที่ผ่านชั้นนี้ไปได้ เมิ่งฮ่าวก็มีทางเลือกที่จะออกไปจากโลกแห่งนี้ หรือจะผ่านเข้าไปในด่านที่สาม

ตูม!

ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปบนชั้นที่เก้า ก็รู้สึกแทบจะราวกับว่าเขากำลังอยู่ที่ชั้นบนสุดของท้องฟ้า รอบๆ ตัวเขาเป็นโลกแห่งเปลวไฟที่ยืดยาวออกไปอย่างไร้ขอบเขต เกินไปกว่านั้นไม่มีอะไรนอกจากเป็นสีดำสนิท

ทันทีที่ก้าวเท้าลงไปบนชั้นเก้า เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่เสียดแทงแก้วหูดังมา

เสียงหัวเราะนั้นแทบจะคล้ายกับว่าดังออกมาจากเป็ดตัวผู้ และเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้

“หลายปีมาแล้วที่ไม่มีใครมายืนอยู่ที่เบื้องหน้าอู่เหยีย, สารเลว! มา มา มา, มาให้อู่เหยียดูว่าบนร่างเจ้ามีขนมากน้อยอยู่เท่าใด!”

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวได้ยินเสียงนั้น ความรู้สึกที่สูงส่งสง่างามซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจเมิ่งฮ่าวก็หายไปในทันที ดวงตาเขาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ขณะที่จ้องมองไปยังสิ่งที่กำลังบินไปมาอยู่ในกลางอากาศของชั้นเก้า มันคือ…

นกแก้วขนาดใหญ่!

ทั่วทั้งร่างของมันถูกปกคลุมด้วยขนชนิดต่างๆ มากมายที่ผสมรวมกัน มีสีหน้าเย่อหยิ่งและภูมิใจในตนเองอย่างถึงที่สุด ราวกับว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่มีความสำคัญมากที่สุดในสวรรค์และปฐพีทั้งหมดนี้ ทันทีที่มันปรากฏกายขึ้น พลังอันน่าตกใจก็ระเบิดออกมาจากร่างกายมัน

“เจ้า…” เมิ่งฮ่าวอุทานออกมา หายใจอย่างเร่งร้อนถี่เร็ว นกแก้วตัวนี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเจ้านกบัดซบ ที่ชอบหลบหนีไปในทันทีที่เมิ่งฮ่าวต้องเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างแท้จริง

“คำว่า ‘เจ้า’ หมายความว่าอย่างไร, หือ? สารเลว! เจ้าไม่เคยเห็นใครที่หล่อเหลาเท่าอู่เหยียมาก่อน ใช่หรือไม่?” ขณะที่นกแก้วบินมา ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่พอใจที่เมิ่งฮ่าวมองดูมันเช่นนั้น ดวงตามันสาดประกายด้วยแสงอันคมกริบ และเสียงของมันก็ดังขึ้นจนเสียดแทงแก้วหู

ขณะที่พูดจา นกแก้วก็พุ่งเข้ามาอย่างดุร้ายด้วยความรวดเร็วจนน่ากลัว จนเมิ่งฮ่าวแทบจะมองไม่เห็นมัน ก่อนที่เขาจะทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ ก็ต้องลอยละลิ่วปลิวไปด้านหลัง นกแก้วก่อตัวขึ้นใหม่ในกลางอากาศ และจากนั้นก็ส่งเสียงร้องและโจมตีเข้ามาอีกครั้ง

สีหน้าเมิ่งฮ่าวเปลี่ยนไป นกแก้วเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วจนเขามองเห็นได้ไม่ชัดเจน แต่กระนั้นเขาก็ลงความเห็นได้ในทันทีว่า นกแก้วตัวนี้ไม่ใช่เจ้านกบัดซบนั่น

แต่การที่มันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เขาไม่อาจจะบอกได้ มันเป็นความรู้สึกมากกว่า

เสียงระเบิดดังก้องออกมา ขณะที่นกแก้วโจมตีมาอย่างไม่ลดละ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันไม่อาจจะจัดการเมิ่งฮ่าวได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เมิ่งฮ่าวล่าถอยออกไปโดยไม่ลังเล ทุกครั้งที่นกแก้วโจมตีมา ก็แทบจะราวกับว่ามีภูเขากำลังกดทับลงมาบนร่างเขา

เขาพยายามที่จะใช้เวทยิ่งใหญ่อสูรโลหิต แต่นกแก้วก็รวดเร็วมาก และยากที่จะจับตัวมันได้ ราวกับว่ารอบๆ ร่างมันมีพลังแปลกๆ ปกคลุมอยู่ จนทำให้มันสามารถทะลวงผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่มาขวางทางมันไปได้

“เจ้านกชั่วร้ายบัดซบนี่ ทำไมถึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้!?” เมิ่งฮ่าวขมวดคิ้ว ในเวลาเดียวกันนั้น จู่ๆ นกแก้วก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศที่ด้านบนขึ้นไป

มันจ้องมองมายังเมิ่งฮ่าวอย่างเคร่งเครียด กล่าวว่า “ข้าจะจัดการเจ้า สารเลว! จัดการเจ้า ได้ยินหรือไม่? ทำไมร่างกายของเจ้าถึงได้เหนียวแน่นเช่นนี้? ดี, ยิ่งเหนียวแน่นยิ่งดี จัดการเจ้า, จัดการเจ้า, จัดการเจ้าให้แหลกละเอียด…!” พร้อมกับเสียงร้องที่เสียดแทงแก้วหู และความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ มันแผดร้องอยู่รอบๆ ร่างเมิ่งฮ่าว และดวงตาก็มองไปยังตำแหน่งที่ก้นของเมิ่งฮ่าวด้วยเจตนาอันชั่วร้าย…

เมื่อเมิ่งฮ่าวรับรู้ได้เช่นนั้น หนังศีรษะเขาก็ด้านชา และจิตใจก็เต้นรัว สิ่งแรกที่เขาคิดก็คือภาพที่เจ้านกแก้วบัดซบนั่นกำลังทะลวงก้น จู่ๆ ก็แวบผ่านจิตใจเข้ามา

ความคิดที่เสียดแทงเข้ามาในจิตใจนี้ ทำให้เขาอารมณ์เสียและจิตใจก็ตกอยู่ในความระส่ำระสาย ทำให้เมิ่งฮ่าวเริ่มสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่างอย่างที่ไม่อาจจะควบคุมตนเองได้ ไม่ว่าเขาจะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมมากแค่ไหน แต่ภาพเหล่านั้นก็ทำให้เขาต้องตกใจกลัวอย่างลึกล้ำ

กล่าวกันโดยทั่วไป เขาเป็นคนที่เคยได้ยินเสียงแผดร้องโหยหวนของคนอื่น จึงไม่มีทางที่เขาอยากจะมีประสบการณ์เช่นนั้นด้วยตนเองบ้าง

“บัดซบ! บัดซบ!” เหงื่อเย็นๆ ไหลลงมาจากหน้าผาก แม้แต่ตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับร่างเลียนแบบที่ชั้นสาม เขาก็ยังไม่มีเหงื่อแม้แต่น้อย แต่ในตอนนี้ เขาแทบจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้

นี่…นี่เป็นพลังที่ผู้ฝึกตนโดยพื้นฐานแล้วไม่อาจจะต่อสู้ด้วยได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าสิ่งที่ถูกเรียกว่านกแก้วบัดซบนั่น จงอยปากที่โค้งงอก่อนหน้านี้ของมัน จู่ๆ ก็กลายเป็นสิ่งที่ตรงดิ่งและยืดยาวออกมา…

ไม่นานมันก็อ้าปากขึ้น หลังจากที่ทำให้พลังของมันระเบิดออก จิตใจเมิ่งฮ่าวก็เต้นรัว

โดยไม่มีทางเลือกอื่นอีก เมิ่งฮ่าวร้องตะโกนออกมาด้วยความกระวนกระวายใจ “ข้ารู้จักเจ้า!”

“หือ?” นกแก้วอ้าปากค้างกล่าวตอบ “แต่อู่เหยียไม่รู้จักเจ้า ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องถูกจัดการ!” ด้วยเช่นนั้น มันก็เตรียมตัวที่จะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง

“ข้าเป็นเจ้านายของเจ้า!!” เมิ่งฮ่าวกล่าว ตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอากระจกทองแดงออกมา

“เจ้ากำลังสบประมาทข้า!!” นกแก้วกล่าว ไม่สนใจกระจกทองแดงโดยสิ้นเชิง มันกลายเป็นริ้วแสงสีดำ พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว

“ข้าควรทำยังไงดี? ข้าควรทำอะไรดี?!” เมื่อสังเกตเห็นริ้วแสงสีดำกำลังเลี้ยวโค้งฝ่าอากาศมาเพื่อจะโจมตีมาที่เขาจากด้านหลัง เมิ่งฮ่าวก็ตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉินอย่างแท้จริง

ขณะที่ลำแสงสีดำใกล้เข้ามา ทันใดนั้นความคิดเมิ่งฮ่าวก็แวบขึ้นมา ขณะที่นึกขึ้นได้ถึงจุดอ่อนอันร้ายแรงของเจ้านกบัดซบนั่น โดยไม่ลังเล เขาร้องตะโกนขึ้น “ถึงแม้ว่าในตอนนี้เจ้าจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม แต่ข้าก็ไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถเจาะทะลวงผ่านแท่นบูชานี้ไปได้! เจ้าไม่มีทางจะทำได้, ใช่หรือไม่?!”

ทันทีที่คำพูดหลุดออกมาจากปากเขา ริ้วลำแสงสีดำก็หยุดอยู่กลางอากาศ นกแก้วปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และมันก็จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว ราวกับว่ามันกำลังเดือดดาล

“เจ้าเพิ่งจะพูดว่าอะไร? เจ้าบอกว่ามีบางสิ่งที่อู่เหยียทำไม่ได้?”

ดวงตาเมิ่งฮ่าวสาดประกาย และความคิดของเขาทันใดนั้นก็หนักแน่นมั่นคง ท่าทางดูถูกปรากฏขึ้นในดวงตา

ท่าทางเช่นนั้นก็ทำให้นกแก้วเริ่มคลุ้มคลั่งขึ้นมาในทันที มันกรีดร้องเสียงแหลมเล็ก ตะโกนขึ้นมา “เจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูถูกอู่เหยีย! อู่เหยียเก่งกาจสามารถทุกเรื่อง! เจ้า, เจ้า, เจ้า…”

“เฮอะ” เมิ่งฮ่าวแค่นเสียงอย่างเย็นชา

“อ๊ากกกกกกกก!” การโดนดูถูกด้วยคำพูดเช่นนั้น ทำให้เส้นใยสุดท้ายของความมีเหตุผลของนกแก้วต้องขาดสะบั้นลง

“เจ้าคอยดูนะ, สารเลว!” นกแก้วร้องออกมาด้วยโทสะ “คอยดูอู่เหยีย! อู่เหยียจะเจาะทะลวงแท่นบูชานี้ให้เป็นรูใหญ่!” ด้วยเช่นนั้น นกแก้วก็บินขึ้นไปในอากาศ และจากนั้นก็หันร่างพุ่งตรงไปยังแท่นบูชา

ผู้นำสีขาวทันใดนั้นก็บินลงมาเพื่อขัดขวางนกแก้ว

“อู่เซียน (เซียนห้า), ใจเย็นๆ อย่าได้ใจร้อน ฟังข้านะ…”

“สารเลว, เจ้านั่นแหละไสหัวไป!” นกแก้วแผดร้อง

“อู่เซียน, ข้า…” ผู้นำสีขาวยิ้มอย่างแห้งแล้งออกมา และกำลังจะอธิบายชี้แจงแต่…

“ข้าบอกให้ไสหัวไป, สารเลว! ถ้าเจ้ายังไม่ไปอีก บิดาจะจัดการเจ้าไปพร้อมกับมัน!”

ผู้นำสีขาวเริ่มกังวลใจอย่างถึงที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้ว่านกแก้วมีจุดอ่อนเช่นนี้ มันมองไปยังเมิ่งฮ่าวอย่างมีโทสะ และกำลังจะดุด่าเขา แต่เมิ่งฮ่าวก็มองเห็นแววตาของมัน เขากลอกตาไปมา และจากนั้นก็แค่นเสียงเย็นชาออกมา

“มันก็ไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถทะลวงแท่นบูชานี้ได้เช่นเดียวกัน ลืมแท่นบูชานี้ไปเถอะ ข้าพนันได้เลยว่า แม้แต่ผู้นำสีขาวนั่นเจ้าก็ไม่อาจจะทะลวงได้!”

“อ๊ากกกกกก! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาดูถูกข้าเช่นนี้!” โทสะของนกแก้วพุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงสวรรค์ มันสะบัดตัวหมุนไปรอบๆ จ้องมองไปยังผู้นำสีขาว ซึ่งเริ่มตัวสั่นขึ้นมาในทันที

เมื่อได้เห็นว่านกแก้วกำลังจะพุ่งเข้ามาโจมตี ฉับพลันนั้นผู้นำก็แผดร้องออกมาโดยไม่ลังเล “เจ้าผ่านแล้ว!! ผ่าน!!!”

ทันใดนั้น แท่นบูชาก็เริ่มส่งเสียงดังกระหึ่ม และพลังอันน่าเหลือเชื่อก็ปกคลุมไปรอบๆ ตัวนกแก้ว ซึ่งไม่ได้ทำอะไรเพื่อจะต่อสู้กลับไป ขณะที่พลังนั้นปกคลุมไปทั่วร่าง มันก็จ้องนิ่งไปยังก้นของผู้นำสีขาว

“ตอนที่สร้างสถานที่แห่งนี้ อู่เหยียก็ช่วยสร้างด้วย ดังนั้นจึงได้ทิ้งกระแสแห่งเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ไว้” นกแก้วกล่าว “ขอบอกตามความจริง มันเป็นเรื่องยากที่จะเจาะทะลวงแท่นบูชานี้ให้เป็นรูได้ แต่ถ้าข้ามีโอกาส, เจ้าอสูรน้อย, อู่เหยียจะต้องลองทะลวงเจ้าดูอย่างแน่นอน!”

ด้วยเช่นนั้น นกแก้วก็แค่นเสียงเย็นชาออกมา จากนั้นก็จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว มันไม่พูดอันใด แต่จากแววตาของมันก็มองเห็นได้ชัดเจนยิ่ง

เจ้ารอก่อนเถอะ, เด็กน้อย ถ้ามีโอกาส ข้าจะทะลวงเจ้าด้วย!

เมิ่งฮ่าวมองกลับไปยังนกแก้ว เขาก็ไม่ได้พูดอันใดเช่นเดียวกัน แต่ความหมายในแววตาของเขาก็ชัดเจนยิ่ง

รอก่อนเถอะ, เจ้านกบัดซบ เมื่อข้าออกไปจากที่นี่ ข้าจะไปค้นหาเจ้า แล้วพวกเราจะได้รู้กันว่าใครเป็นเจ้านายกันแน่!

เวลาเดียวกันนั้น ในทะเลเทียนเหอ บนชายฝั่งใกล้กับดินแดนทางเหนือ บุรุษหน้าดำร่างกำยำสูงใหญ่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ที่กำลังห้อมล้อมมันอยู่ เป็นกลุ่มผู้ฝึกตนขนาดเล็ก คนทั้งหมดต่างก็มองไปยังมันด้วยสายตาที่นิยมยกย่อง บุรุษหน้าดำดูเหมือนจะค่อนข้างพึงพอใจกับตนเอง

ในวงแขนของมันกำลังโอบอุ้มหมีสีดำอยู่ ซึ่งมันมักจะก้มตัวลงไปจุมพิตหมีตัวนั้นเป็นระยะ สีหน้ามันเหมือนคนที่ลุ่มหลงมัวเมา หมีตัวนั้นมีเส้นขนที่ปกคลุมไปทั่วร่างอย่างสวยงาม ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่า มันไปพบเจอกับหมีเช่นนี้ในทะเลเทียนเหอได้อย่างไร…

“อา, นี่ก็คือชีวิต! ไม่ต้องสิ้นหวังไป, เสี่ยวซาน (สามน้อย) มันก็เป็นเพียงแค่เจ้านายที่พวกเรากำลังพูดถึง พวกเราสามารถเสาะหาเจ้านายใหม่ได้เสมอ! ฟังนะ, หลังจากที่มีใครบางคนได้กระจกนั้นไปและกลั่นสกัดมัน พวกเราก็สามารถกลับไปได้อีกครั้ง ลองมองไปที่อิสรภาพและความไร้ข้อจำกัดของพวกเราในตอนนี้! นี่ก็คือชีวิตที่ดี!”

ทันใดนั้น บุรุษหน้าดำก็จามขึ้นมา จากนั้นก็สั่นไปทั้งร่าง แววตาแปลกๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของมัน และฉับพลันนั้น ก็มีสองเสียงเริ่มโต้เถียงกันอยู่ภายในจิตใจมัน

“เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้น? คาดไม่ถึงว่าซานเหยียจะจามออกมา!”

“ไสหัวไป, เห็นได้ชัดว่าอู่เหยียเป็นคนจาม!”

“แม้แต่เรื่องนี้เจ้าก็ยังจะขโมยไปจากข้า?!”

“ท่าทางจะไม่ดีแล้ว บัดซบ! ข้าคิดว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง เมื่อครู่นี้ราวกับว่ามีลมปีศาจพัดผ่านมา ต้องมีบางสิ่งที่เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นเป็นแน่!”

“อา, เป็นไปได้หรือไม่ว่าเมิ่งฮ่าวยังไม่ตายไป!! จบสิ้น! จบสิ้น! ถ้ามันยังไม่ตาย พวกเราสองคนคงจบสิ้นแล้ว! ในตอนนั้นที่พวกเราหลบหนีจากมา…”

“เจ้าหมายความว่าอะไรหลบหนี? นั่นเป็นกลยุทธ์ของการเปลี่ยนแปลง! เข้าใจหรือไม่, เจ้าบัดซบ!”

“บัดซบ! ครั้งล่าสุดเจ้าบอกว่าพวกเราจำเป็นต้องให้โอกาสมันปรับปรุงตนเอง เจ้ากำลังจะเปลี่ยนใจอีกแล้ว?”

“ข้าพูดเช่นนั้น?”

“เจ้าพูด เจ้าพูด เจ้าพูด…”

ในขณะที่ทะเลาะวิวาทกันอยู่นั้น บุรุษหน้าดำก็หันร่าง และบินตรงไปยังดินแดนทางเหนือ

“พวกเราไปดินแดนทางเหนือกันเถอะ ที่นั่นข้าคิดว่าน่าจะปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง…”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: