Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 749

I Shall Seal The Heaven Chapter 749

ตอนที่ 749

จักรพรรดิชิงหลัว!

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น…

ไม่มีเรื่องไหนในดินแดนด้านใต้จะร้อนแรงไปกว่า สงครามระหว่างสี่กองกำลังพันธมิตรและสำนักเซี่ยเยาอีกแล้ว หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งเดือน เรื่องราวที่เกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งนี้ ได้กระจายออกไปไกลและเป็นวงกว้าง

ปรมาจารย์ขั้นสูงสุดค้นหาเต๋าแห่งสำนักอีเจี้ยนได้ตกตายไปในการต่อสู้ รวมทั้งผู้อาวุโสขั้นต้นค้นหาเต๋าด้วยเช่นเดียวกัน!

ปรมาจารย์หกเต๋าแห่งสำนักชิงหลัวถูกสังหารไป!

ปรมาจารย์แห่งสำนักจินหาน และปรมาจารย์รุ่นสามตระกูลหลี่ ถูกลบความทรงจำและกลายเป็นผู้พิทักษ์กฎแห่งสำนักเซี่ยเยา!

เจ้าสำนักน้อยแห่งเซี่ยเยาจง, เมิ่งฮ่าว มีร่างจำแลงขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า และมีร่างกายที่ไม่มีวันตาย ไม่ว่าเขาจะถูกสังหารไปกี่ครั้งก็ตามที ร่างกายเขาก็จะก่อตัวขึ้นมาใหม่!

ร่างจริงของปรมาจารย์อสูรโลหิตแท้จริงแล้วก็อยู่ที่ใต้พื้นดินของสำนักเซี่ยเยา และมีความแข็งแกร่งอย่างน่าตกใจถึงที่สุด!

รายละเอียดทั้งหมดกระจายออกไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ในที่สุด ผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างก็ตื่นตระหนกต่อพลังอำนาจของสำนักเซี่ยเยา

“ปรมาจารย์ของสี่สำนักไม่ถูกสังหารก็กลายเป็นทาสไป! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสำนักเซี่ยเยาจริงๆ แล้วจะแข็งแกร่งเช่นนั้น!”

“นั่นยังไม่เท่าไหร่ ข้าได้ยินมาว่าของวิเศษอันล้ำค่าของสำนักอีเจี้ยนจริงๆ แล้วก็ถูกเจ้าสำนักน้อยแห่งเซี่ยเยาจงเอาไป! ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดนัก!?”

“สำนักอันดับหนึ่งในดินแดนด้านใต้ ต้องเป็นสำนักเซี่ยเยาอย่างแน่นอน!”

“สี่กองกำลังอันยิ่งใหญ่ต้องพ่ายแพ้ เจ้าคิดว่าสำนักเซี่ยเยาจะยอมหยุดอยู่แค่นี้จริงๆ? อีกไม่นานก็จะเกิดสงครามขึ้นมาอีก!”

“แย่นักที่ข้าได้ข่าวว่าผู้ฝึกตนเร่ร่อนทั้งหมดที่เข้าไปร่วมด้วย ตกตายไปเกือบทั้งหมด…”

ตลอดช่วงหนึ่งเดือนนั้น เสียงพูดคุยที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ระหว่างสำนักเซี่ยเยา และสี่กองกำลังอันยิ่งใหญ่โหมกระหน่ำไปทั่ว ในที่สุดผู้คนก็เริ่มตระหนักว่า…ผู้ฝึกตนในดินแดนด้านใต้มีจำนวนน้อยลงกว่าก่อนหน้านี้มากนัก

สี่กองกำลังอันยิ่งใหญ่ได้ตายไปเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับผู้ฝึกตนเร่ร่อน การสูญเสียเช่นนี้ทำให้ดินแดนด้านใต้ทั้งหมดมีผู้ฝึกตนลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน

ขณะที่ดินแดนด้านใต้ที่เหลือกำลังประหลาดใจเกี่ยวกับสำนักเซี่ยเยา สำนักอีเจี้ยนก็จมอยู่กับความทุกข์ยาก ครั้งหนึ่งพวกมันเคยเป็นสำนักที่แข็งแกร่งมากที่สุด ด้วยการมีสองปรมาจารย์ค้นหาเต๋า แต่ตอนนี้ทั้งสองปรมาจารย์ต่างก็ตกตายไป

ยิ่งไปกว่านั้น ของวิเศษอันล้ำค่าของสำนักก็ตกเป็นของคนอื่น กองกำลังที่กลับไปยังสำนัก เหลือน้อยกว่าครึ่งของจำนวนที่ออกไปทำสงคราม ผู้แข็งแกร่งตัดวิญญาณตายไปเกือบหมด กลับมาได้เพียงแค่สามคนเท่านั้น

ทันทีที่กองกำลังสำนักอีเจี้ยนกลับมา พวกมันก็ปิดสำนักในทันที กระตุ้นค่ายกลเวทอันยิ่งใหญ่ของพวกมันให้ทำงานขึ้น และตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยสิ้นเชิง

จิตใจของกลุ่มศิษย์ในสำนักต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หวั่นเกรงว่าจะถูกสำนักเซี่ยเยาตอบโต้กลับมา

สำนักจินหานก็เป็นเช่นเดียวกับสำนักอีเจี้ยน ปรมาจารย์ของพวกมันตกตายไป หุ่นเชิดค้นหาเต๋าของพวกมันถูกทำลาย และผู้แข็งแกร่งตัดวิญญาณถูกสังหารไปจนเกือบหมด มีเพียงผู้อาวุโสตัดวิญญาณครั้งที่สองหลงเหลืออยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในสำนัก

สิบแปดค่ายกลเวทอันยิ่งใหญ่ของพวกมันถูกกระตุ้นให้ทำงานขึ้นทีละค่ายกล สำนักจินหาน…เลือกที่จะปิดสำนักตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยเช่นเดียวกัน!

สำหรับตระกูลหลี่ ปรมาจารย์รุ่นสามและรุ่นห้าตายไปทั้งสองคน และกองกำลังของพวกมันก็บาดเจ็บหรือตายไปอย่างมากมาย ทำให้เกิดเป็นผลกระทบต่อตระกูลขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ โชคดีที่ตระกูลหลี่ได้คงอยู่มานานหลายปี และสามารถจะปลุกให้ปรมาจารย์ตัดวิญญาณครั้งที่สามตื่นขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ก็มีมันเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ดังนั้นตระกูลหลี่ก็ปิดผนึกตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งเทือกเขาและพื้นที่โดยรอบทั้งหมด

จากนั้นก็เป็นสำนักชิงหลัว…สำนักนี้ไม่จำเป็นต้องปิดผนึกใดๆ ศิษย์ที่เหลืออยู่มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น สำหรับศิษย์ที่มีชีวิตรอดจากสงครามครั้งนี้ ไม่ได้กลับไปยังสำนักอีกเลย

ศิษย์ที่ถูกทิ้งไว้ให้คอยปกป้องสำนัก ได้ข่าวการตายไปของหกเต๋า และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของสำนักเซี่ยเยาอย่างรวดเร็ว พวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และหลบหนีออกจากสำนักไปทั้งหมด ภูเขาที่ครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองแห่งสำนักชิงหลัว ตอนนี้กลายเป็นความว่างเปล่าไปจนหมดสิ้น

แน่นอนว่า ต้องมีผู้ฝึกตนเร่ร่อนบางคน และสำนักขนาดเล็ก ที่คอยเฝ้าจับตาดูพลังลมปราณและทรัพยากรที่มีอยู่ในสำนักชิงหลัว พวกมันแอบลอบเข้าไปค้นหาบันทึกโบราณของสำนัก รวมทั้งมรดกและอาวุธเวทต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ได้มีบางสิ่งเกิดขึ้น จนทำให้สำนักชิงหลัวต้องกลายเป็นเขตหวงห้าม ซึ่งไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกเลยในทันที

เมื่อครึ่งเดือนก่อน กลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อนนับร้อยกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วทั้งสำนักชิงหลัว แต่ทันใดนั้นเสียงแผดร้องอันน่ากลัวก็ได้ยินมาจากใต้พื้นดิน ลึกลงไปในสำนักชิงหลัว จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังว่า

“ข้า, จักรพรรดิ ได้หลับใหลมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ตื่นขึ้นมาแล้ว…คาดไม่ถึงว่าสถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนไป ห้ามพวกเจ้าทั้งหมดจากไป!” ขณะที่เสียงนั้นดังก้องออกมา กลุ่มหมอกสีดำก็ม้วนตัวขึ้นมาจากพื้นดินที่ด้านล่างของสำนักชิงหลัว ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ได้ยินเสียงแผดร้องอย่างโหยหวน ออกมาจากปากของผู้ฝึกตนเร่ร่อนที่อยู่ด้านในกลุ่มหมอก ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะสามารถหลบหนีจากไปได้

ผู้คนที่อยู่ด้านนอกกลุ่มหมอกหลบหนีจากไปด้วยความตกใจ จากนั้นก็กระจายข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

ขณะที่ดินแดนด้านใต้ตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย สำนักอีเจี้ยน, สำนักจินหาน และตระกูลหลี่ต่างก็ปิดตัวลง แต่สำหรับตระกูลซ่งและสำนักจื่อยิ่นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเช่นเคย พวกมันไม่ได้เข้าร่วมกับสงครามของสำนักเซี่ยเยา ดังนั้นจึงไม่มีการสูญเสียใดๆ และยังคงมีระดับความแข็งแกร่งเหมือนก่อนหน้านี้

ขณะที่เวลาผ่านไป ผู้ฝึกตนดินแดนด้านใต้ต่างก็พยายามจะสืบค้นว่า สิ่งที่สำนักเซี่ยเยาจะกระทำต่อไปคืออะไรก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันจะโจมตีกลับไป? ถ้าพวกมันจะดำเนินการแก้แค้น สำนักใดที่พวกมันจะจู่โจมก่อนเป็นอันดับแรก?

อันที่จริง มีผู้ฝึกตนไม่น้อยที่เข้าไปเตร็ดเตร่อยู่ใกล้กับเขตด้านนอกของสำนักเซี่ยเยา เฝ้ารอคอยวันที่พวกมันเริ่มลงมือปฏิบัติการ

ในที่สุด ในวันที่เจิดจ้าสวยงามวันหนึ่ง ภายใต้ท้องฟ้าสีครามที่ไร้กลุ่มเมฆ ลำแสงหลากสีก็พุ่งขึ้นมาจากภายในสำนักเซี่ยเยา ไม่ใช่แค่ลำแสงเดียวเท่านั้น แต่เป็นร้อย จากนั้นก็เป็นพัน จนกระทั่งในที่สุด…ก็มีลำแสงนับหมื่น พุ่งออกมาจนทำให้สวรรค์สะท้านปฐพีสะเทือน

ทันใดนั้น ผู้ฝึกตนที่เตร็ดเตร่อยู่ที่ด้านนอกของสำนักเซี่ยเยาต่างก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา

“สำนักเซี่ยเยาเคลื่อนกำลังพลแล้ว!!”

“ผู้ฝึกตนนับหมื่นถูกส่งออกไป! กำลังจะเกิดสงครามขึ้นอย่างแน่นอน!”

“พวกมันกำลังจะไปโจมตีกลับอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นทำไมพวกมันถึงต้องส่งกองกำลังออกไปมากมายเช่นนั้น!?”

ผู้ฝึกตนเร่ร่อนรีบกระจายข่าวออกไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ในดินแดนด้านใต้ ข่าวของสำนักเซี่ยเยาก็กระจายออกไปทั่วทั้งดินแดนราวกับเป็นลมพายุ

สำนักเซี่ยเยาขยับตัวเคลื่อนไหวแล้ว!

ลำแสงนับหมื่นพุ่งฝ่าอากาศไป โดยมีเมิ่งฮ่าวเป็นผู้นำ สีหน้าเขาเยือกเย็นขณะที่แหวกฝ่าอากาศเป็นเสียงแหลมเล็กออกไป อย่างน่าตกใจยิ่ง เขาถูกขนาบข้างด้วยสองเงาร่างที่สวมใส่ชุดยาวสีโลหิต พร้อมกับสีหน้าที่ว่างเปล่าบนใบหน้าพวกมัน ดูเหมือนว่าพวกมันแทบจะไม่รู้ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นรอบๆ ตัว แต่กลิ่นอายอันเข้มข้นของพวกมันก็อยู่ในขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า

ด้านหลังคนทั้งสามเป็นผู้แข็งแกร่งตัดวิญญาณ จากนั้นก็เป็นศิษย์ทั่วไปนับหมื่นคน พวกมันทั้งหมดเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต้องการล้างแค้น

คนทั้งหมดเดินทางไปอย่างเงียบๆ และด้วยความรวดเร็วอย่างสูงสุด มีผู้ฝึกตนดินแดนด้านใต้อยู่ไม่น้อยที่มองเห็นพวกมันบินฝ่าอากาศไป ทำให้รู้สึกตกใจและจากนั้นก็เริ่มติดตามไป อย่างช้าๆ ผู้ฝึกตนที่ติดตามไปทางด้านหลังของสำนักเซี่ยเยาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุด เสียงพูดคุยก็ได้ยินมาจากผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านหลังของสำนักเซี่ยเยา

“สำนักชิงหลัว! นั่นคือเป้าหมายของพวกมัน! สำนักชิงหลัวนั่นเอง!”

“เจ้าพูดถูก จากทิศทางนี้ มีแต่สำนักชิงหลัวเท่านั้น!”

“สำนักชิงหลัวได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว ศิษย์ของพวกมันไม่ตกตายก็กระจัดกระจายหายไปหมดแล้ว! ทั่วทั้งสำนักกลายเป็นซากปรักหักพังไปทั้งหมด!”

“เจ้าลืมสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อนแล้ว? มีกลุ่มหมอกปกคลุมไปทั่วทั้งสำนัก พร้อมกับอันตรายอันลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน”

เมิ่งฮ่าวอยู่ในตำแหน่งแนวหน้า มีสีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากำลังแวบรังสีสังหารออกมา ผู้คนมากมายได้รับบาดเจ็บหรือถูกสังหารไปในการต่อสู้ และความเกลียดชังของเขาก็บรรลุถึงจุดสูงสุด จนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการล้างแค้น

ด้วยการกระทำของสำนักชิงหลัวที่ผ่านมา ทำให้เมิ่งฮ่าวคิดจะทำลายมันไปนานแล้ว เขาไม่เพียงแต่ต้องการจะสังหารศิษย์ของสำนักนี้ เขายังต้องการจะขุดรากถอนโคน และลบนามของมันออกจากดินแดนด้านใต้ไปตลอดกาล

“หลังจากที่เข้าสังกัดสำนักเซี่ยเยา ข้าได้สังหารศัตรูไปมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้น…ข้าก็แค่ดำเนินการต่อไป!” แสงสีโลหิตมองเห็นได้ในดวงตา และเต็มไปด้วยความต้องการเข่นฆ่าสังหาร ขณะที่เขามุ่งหน้าตรงไปอย่างรวดเร็ว

ตูม!

หลายวันหลังจากนั้น สำนักเซี่ยเยาก็ปรากฏขึ้นเป็นลำแสงอยู่ในท้องฟ้าเหนือสำนักชิงหลัว อย่างน่าตกใจยิ่ง มีลำแสงนอกเหนือจากนี้อยู่ด้านหลังพวกมันมากกว่าหนึ่งแสนลำแสง พวกมัน…เป็นศิษย์จากสำนักในดินแดนด้านใต้อื่นๆ รวมทั้งผู้ฝึกตนเร่ร่อน พวกมันได้ติดตามสำนักเซี่ยเยามายังที่นี่เพื่อเป็นสักขีพยานในสงครามครั้งนี้

สำนักเซี่ยเยาไม่ได้เป็นสถานที่ที่เมิ่งฮ่าวเคยจดจำได้มาก่อน สิ่งที่เขาเห็นเป็นกลุ่มหมอกที่พลุ่งพล่านปั่นป่วนกว้างไกลออกไปสุดสายตา ยิ่งไปกว่านั้นรอบๆ บริเวณนั้นก็มีน้ำแข็งสีฟ้าปกคลุมไปทั่วชั้นแล้วชั้นเล่า ราวกับว่าพื้นที่แถบนี้กำลังตกอยู่ในช่วงฤดูหนาวอันเย็นเยียบ

เมิ่งฮ่าวกระพริบตาข้างขวาอย่างรวดเร็วหลายครั้งติดต่อกัน และปราณแห่งเซียนชี้ทางก็กระจายไปทั่วในดวงตา ตอนนี้เมื่อเขามองออกไปยังกลุ่มหมอก ก็สามารถรับรู้ได้ถึงรายละเอียดที่คลุมเครือมากขึ้น

เขามองเห็นซากปรักหักพังของเก้าสิบเก้าขุนเขา รวมทั้งกลุ่มคนนับร้อยที่กำลังถูกโม่บดอยู่ตรงจุดกึ่งกลาง ร่างกายพวกมันแข็งทื่อ ราวกับว่าตกอยู่ในสถานะระหว่างความเป็นและความตาย

มีเส้นใยสีดำเชื่อมต่ออยู่ที่ศีรษะของแต่ละคนในกลุ่มของผู้คนนับร้อย เส้นใยสีดำนั้นยืดยาวลงไปในกลุ่มหมอก ลึกลงไปในพื้นดินที่อยู่ด้านล่าง มีความยาวประมาณสิบจ้าง แม้แต่ด้วยสายตาของเมิ่งฮ่าวก็ยังไม่อาจจะมองทะลุผ่านลงไปได้

อย่างไรก็ตาม เมิ่งฮ่าวก็รับรู้ได้ถึงกลุ่มหมอกลูกทรงกลมที่กระจายกลิ่นอายค้นหาเต๋าออกมา

เขาแค่นเสียงเย็นชา ขณะที่โคจรหมุนวนพื้นฐานฝึกตน ยกมือขวาขึ้นและจากนั้นก็กดลงไปบนดวงตาข้างขวา พลังแห่งเซียนชี้ทางไหลเข้าไปในดวงตาอย่างเต็มกำลัง และม่านตาก็เริ่มเรืองแสงสีทองออกมา ทันใดนั้นก็ราวกับว่าผ้าคลุมได้ถูกยกขึ้นมาจากพื้นดิน

ตอนนี้เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ภายในกลุ่มหมอกลูกทรงกลมขนาดสิบจ้าง มีแท่นรูปดอกบัวอยู่ ที่ด้านบนมีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่

เงาร่างนั้นสวมใส่ชุดของจักรพรรดิ และมีมงกุฎครอบอยู่บนศีรษะ ร่างกายมันเหี่ยวแห้ง แทบจะคล้ายกับเป็นซากศพที่แห้งกรัง มองเห็นเส้นใยสีดำนับร้อยอยู่บนพื้น ซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับศีรษะมันทั้งหมด เส้นใยเหล่านั้นกำลังดิ้นไปมาอย่างน่าแปลกใจยิ่ง

ด้านหลังของซากศพที่แห้งกรังนั้นเป็นประตู

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังซากศพนั้น ดวงตามันก็ลืมขึ้นมา แสงสีเขียวปรากฏขึ้น พุ่งผ่านกลุ่มหมอกมาประสานกับสายตาของเมิ่งฮ่าว

“เมิ่ง…ฮ่าว…” ซากศพนั้นกล่าว เสียงของมันเก่าแก่โบราณ และฟังดูแปลกๆ ขณะที่ดังก้องไปมา

ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้น เขาไม่แปลกใจเท่าใดนักที่คนผู้นี้รู้ว่าเขาคือใคร สำหรับเส้นใยนับร้อยเหล่านั้น เมิ่งฮ่าวรับรู้ได้ว่าพวกมันกำลังถูกใช้โดยซากศพที่แห้งกรัง เพื่อควบคุมฝูงชนนับร้อยที่ด้านบน ซึ่งเป็นสิ่งที่คล้ายกับวิชาควาญหาวิญญาณ

“ข้า…ไม่ต้องการ…จะเป็น…ศัตรูกับเจ้า…หือ? กลิ่นอายของเจ้า…” ซากศพที่แห้งกรังนั้นยังพูดไม่ทันจบประโยค ก่อนที่ดูเหมือนว่ามันจะรับรู้ได้ถึงบางอย่าง มันมองมายังเมิ่งฮ่าวโดยละเอียด จากนั้นแสงเจิดจ้าสีเขียวในดวงตามัน ก็ยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น

“เจ้าคือ…ผู้ผนึกอสูร…จากเมื่อหลายปีก่อนโน้น! ผู้ผนึกอสูร! ถ้าข้าสังหารเจ้า…ข้าก็จะเดินไปบนเส้นทางแห่งเซียนแท้ได้อย่างแน่นอน!” ซากศพที่แห้งกรังฉับพลันนั้นก็ลุกขึ้นมายืน ทันใดนั้นเอง กลุ่มหมอกที่กำลังปกคลุมสำนักชิงหลัวอยู่ จู่ๆ ก็ระเบิดออก พุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าว

ภายในกลุ่มหมอกเป็นเงาร่างนับร้อย พวกมันทั้งหมดส่งเสียงแผดร้อง ขณะที่กลุ่มหมอกสีดำไหลซึมเข้าไปในร่างกาย พื้นฐานฝึกตนของพวกมันพุ่งขึ้นไป ถึงแม้ว่าดวงตาจะว่างเปล่า แต่ใบหน้าพวกมันก็บิดเบี้ยวด้วยโทสะ ร่างกายพวกมันขยายใหญ่ขึ้นเป็นหลายเท่า และขนสีดำก็ปรากฏขึ้นบนผิวหนัง ฟันของพวกมันกลายเป็นเขี้ยว และบนศีรษะก็มีเขาสองข้างงอกออกมา

พวกมันไม่ได้ดูเหมือนกับมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นอสูร ส่งเสียงแผดร้องคำรามออกมา ขณะที่พุ่งเข้ามาเพื่อต่อสู้

ดวงตาเมิ่งฮ่าวแวบขึ้นด้วยความเย็นชา และกล่าวว่า “รนหาที่ตาย!”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: