I Shall Seal The Heaven Chapter 760

ตอนที่ 760

มารดาท่านเคยมาที่นี่

ที่ด้านบนท้องฟ้าสำนักจื่อยิ่น กลุ่มเมฆสีดำก่อตัวกันเป็นชั้นที่แน่นหนา มองเห็นประกายสายฟ้าแวบขึ้น ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องที่ดังกระหึ่มกึกก้อง

ในที่สุดสายฝนก็เริ่มตกลงมา

เมื่ออากาศกลายเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นสายฝนหรือหิมะ สำนักส่วนใหญ่ก็ไม่อาจจะทำอะไรเพื่อป้องกันจากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่พวกมันจะปล่อยให้สายฝนและหิมะตกลงมาตามปกติ พวกมันเชื่อว่าสายฝนและหิมะต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเต๋าแห่งสิ่งมีชีวิต และด้วยการเผชิญหน้ากับอากาศเช่นนั้น พลังลมปราณในสำนักก็จะมีเพิ่มมากขึ้น

ด้วยการป้องกันสายฝนและหิมะไม่ให้ผ่านเข้ามาในสำนัก สำนักก็อาจจะดูเหมือนกับเป็นสรวงสวรรค์ของเหล่าเซียน แต่ความจริงแล้ว ก็อาจจะต้องสูญเสียการเชื่อมต่อบางอย่างกับธรรมชาติไป

เมิ่งฮ่าวชำเลืองมองไปยังหอกเหล็กอีกครั้ง จากนั้นก็กระแอมไอออกมา และกล่าวคำพูดที่สุภาพออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังแผนกเม็ดยาบูรพา ตรงไปยังภูเขาเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของเขา ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ ไม่มีใครถูกอนุญาตให้ครอบครองภูเขาลูกนี้ ราวกับว่ามันได้ถูกจองไว้ให้กับเขาไปตลอดกาล

จากรายละเอียดนี้ เขาสามารถบอกได้ว่าท่านอาจารย์ตานกุ่ยต้องมายุ่งเกี่ยวด้วยอย่างแน่นอน เมิ่งฮ่าว…จะเป็นศิษย์ของสำนักจื่อยิ่นตลอดไป

เมื่อเมิ่งฮ่าวเข้าไปในถ้ำแห่งเซียนของเขา เจ้าสำนักจื่อยิ่น, ผู้อาวุโส และคนอื่นๆ ทั้งหมดสามารถมองเห็นแววตาที่หวนรำลึกนึกถึงความทรงจำเมื่อในอดีตของเขา และพวกมันก็แอบจากไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เมิ่งฮ่าวอยู่ตามลำพังในที่พักของเขาเมื่อครั้งก่อน

ไม่นานนัก เสียงฟ้าร้องที่ด้านบนก็เริ่มดังมากขึ้น และสายฝนก็ตกลงมาอย่างถี่รัว ขณะที่มันเริ่มตกลงมาอย่างจริงจัง กลุ่มหมอกก็พุ่งขึ้นมา แต่ก็ไม่นานนักก่อนที่มันจะถูกตีกลับลงไปโดยสายฝนที่กำลังตกลงมา เริ่มมองเห็นเป็นสายน้ำเล็กๆ ไหลผ่านไป

ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มมืดสลัวดูเลือนลาง ขณะที่แผ่นผืนของสายฝนตกลงมา ทำให้เกิดเป็นภาพที่มีเสน่ห์และสงบสุข

เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่ประตูถ้ำแห่งเซียนของเขา มองออกไปยังสายฝน ครุ่นคิดเกี่ยวกับวันคืนที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นนักปรุงยา

เวลาผ่านไป ท้องฟ้าเริ่มมืดลง และสายฝนก็ยังคงตกลงมาหนักมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ด้วยความคาดหวังว่า…จะมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อแสงแห่งรุ่งอรุณปรากฏขึ้นในท้องฟ้า นางก็ไม่มา

เมิ่งฮ่าวยิ้มออกมา และส่ายหน้าอย่างเงียบๆ

ขณะที่ดวงตะวันเริ่มทอแสง สายฝนก็หยุดตก ท้องฟ้าแจ่มใส และความชุ่มชื้นหลังฝนตก ก็ทำให้เกิดเป็นบรรยากาศแห่งพลังชีวิตที่เจริญเติบโตงอกงาม เมิ่งฮ่าวเดินออกไปจากถ้ำแห่งเซียน และเตรียมตัวจะออกจากสำนักจื่อยิ่นไป

บนเส้นทางที่จะจากไป เขาไปเยี่ยมไป๋หยุนหลาย มอบหินลมปราณและเม็ดยาให้กับมันเป็นจำนวนมาก

เขายังไปเยี่ยมหานเสวี่ยชาน และคนรู้จักเก่าแก่บางคน เขามอบของกำนัลให้กับพวกมันทุกคน แม้แต่…ฉู่อวี้เยียน

หลังจากที่ครุ่นคิดอย่างเงียบๆ อยู่ชั่วขณะ เขาก็มอบแผ่นหยกที่มีเส้นใยแห่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาให้กับนาง เพื่อที่จะคอยปกป้องคุ้มครองนางในช่วงวิกฤตอันร้ายแรง เขาส่งมอบแผ่นหยกนั้นให้กับหานเสวี่ยชาน และขอให้นางช่วยส่งต่อให้กับฉู่อวี้เยียน ด้วยเช่นนั้น เขาจึงบินขึ้นไปในอากาศ จากนั้นก็กลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งจนหายลับตาไป

ในตอนที่เขาจากไป ฉู่อวี้เยียนนั่งอยู่ในถ้ำแห่งเซียนของนาง ในแผนกเม็ดยาบูรพา กัดริมฝีปากขณะที่มองขึ้นไปในท้องฟ้า

“ท่านมีทางเลือกของท่าน ข้าก็มีความภาคภูมิใจของข้าเช่นกัน!” นางพึมพำเสียงแผ่วเบา ในที่สุดหานเสวี่ยชานก็มาหา นางลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนที่จะยื่นส่งแผ่นหยกให้กับฉู่อวี้เยียน

ฉู่อวี้เยียนเงียบไปชั่วครู่ ตอนแรกนางไม่ต้องการจะรับของกำนัลนั้น แต่สุดท้าย นางก็ไม่อาจจะควบคุมตนเองได้ ยกมือขึ้นไปหยิบแผ่นหยกนั้น

หานเสวี่ยชานถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา และจากไป

ฉู่อวี้เยียนสั่นสะท้านขณะที่ถือแผ่นหยกอยู่ในมือ ยากที่จะบอกได้ว่าเมื่อไหร่ แต่ไม่นานหยดน้ำตาก็เริ่มไหลลงมาผ่านร่องแก้ม

เมิ่งฮ่าวออกจากสำนักจื่อยิ่น และบินผ่านท้องฟ้าอันไร้ขอบเขตบนแผ่นดินที่คุ้นเคยของดินแดนด้านใต้ ตรงไปยังตระกูลซ่ง!

ตระกูลซ่งตั้งอยู่ในทิศใต้ อยู่ในเขตพื้นที่พิเศษที่ไม่ได้สะกดข่มพื้นฐานฝึกตนของผู้ฝึกตน แต่ทำให้ไม่อาจจะดูดซับพลังลมปราณของสวรรค์และปฐพีได้

หลายปีก่อน เมิ่งฮ่าวไม่มีทางจะเข้าใจว่าทำไมตระกูลซ่งถึงเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาถึงระดับพื้นฐานฝึกตนของเขาในตอนนี้ ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นรูปแบบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้แข็งแกร่งขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า

ผู้ฝึกตนค้นหาเต๋าสามารถจะสร้างกฎธรรมชาติของตนเองขึ้นมาได้ ซึ่งจะยิ่งมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่พวกมันเข้าไปใกล้ขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า และในที่สุดกฎธรรมชาติเช่นนั้นก็จะสามารถสร้างเป็นอาณาเขตที่พิเศษเฉพาะขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับตระกูลซ่งนี้

เมื่อเมิ่งฮ่าวผ่านเข้าไปในอาณาเขตของตระกูลซ่ง ทั่วทั้งตระกูลก็ตกอยู่ในความปั่นป่วนวุ่นวาย ปรมาจารย์ซ่ง ซึ่งได้นั่งเข้าฌาณตามลำพังอยู่ภายใต้พื้นดินของตระกูล ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้นมาและออกไปพบกับเมิ่งฮ่าว

ตระกูลซ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดแสดงความไม่เคารพต่อเมิ่งฮ่าวแม้แต่น้อยนิด อันที่จริงไม่มีผู้ฝึกตนแม้แต่คนเดียวในดินแดนด้านใต้ทั้งหมดในตอนนี้ ที่จะปฏิบัติต่อเมิ่งฮ่าวด้วยความไม่เคารพนับถือ

บางทีด้วยตัวเมิ่งฮ่าวเองอาจจะไม่แข็งแกร่งมากนัก แต่ร่างจริงที่สองของเขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นสูงสุดค้นหาเต๋า และเมิ่งฮ่าวก็เป็นเจ้าสำนักน้อยแห่งเซี่ยเยาจง

ทั่วทั้งตระกูลซ่งได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับ เพื่อเป็นเกียรติแก่เมิ่งฮ่าวอย่างยิ่งใหญ่จนคาดไม่ถึงมาก่อน ขณะที่เขานั่งอยู่ที่นั่น เมิ่งฮ่าวก็มองไปรอบๆ ยังตระกูลซ่ง และรำพึงอยู่ภายในใจว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่เขามายังสถานที่แห่งนี้

ครั้งแรกเป็นตอนคัดเลือกบุตรเขยของตระกูลซ่ง นั่นเป็นตอนที่เขาต้องการโชควาสนาและได้พบกับ…สุ่ยตงหลิว

ปรมาจารย์ซ่งนั่งอยู่ด้านข้างเมิ่งฮ่าว และต้องแอบถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

แต่ผู้ที่มีอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าปรมาจารย์ซ่งก็คือ ซ่งเหล่าไกว้…มันยังคงเป็นผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้ง และมันก็นั่งอยู่ไม่ห่างไกลจากเมิ่งฮ่าวมากนัก ก้มศีรษะลงต่ำ หวาดกลัวว่าเมิ่งฮ่าวจะมองมายังมัน

ถึงแม้ว่ามันจะก้มศีรษะลง แต่เมิ่งฮ่าวก็ยังคงสังเกตเห็น

“สหายเต๋าซ่ง” เขากล่าวเสียงราบเรียบ “สัตว์อสูรทั้งหมดที่ท่านเลี้ยงไว้เป็นอย่างไรบ้าง?” เมิ่งฮ่าวไม่เคยคิดว่าตนเองจะป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น…

ซ่งเหล่าไกว้ตัวสั่นสะท้าน คิดย้อนกลับไปในสิ่งที่มันเคยเห็นเมิ่งฮ่าวกระทำมา ตอนที่อยู่ในทะเลสาบเต๋าโบราณ หลังจากที่เรื่องทั้งหมดจบลง ซ่งเหล่าไกว้ก็คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้เลยผ่านไปแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อเมิ่งฮ่าวมายังตระกูลซ่งจริงๆ มันก็ยิ่งมีความวิตกกังวลมากขึ้น

ทันทีที่เมิ่งฮ่าวเอ่ยปากถาม ซ่งเหล่าไกว้ก็ลุกขึ้นมายืนและประสานมือให้กับเมิ่งฮ่าว ก้มศีรษะลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้ามันปกคลุมด้วยรอยยิ้มประจบ แต่ก็ดูแทบจะไม่ต่างจากสีหน้าร้องไห้ของมันเท่าใดนัก

“ผู้อาวุโส, ข้ารู้สึกเป็นเกียรตินักที่ท่านให้ความสนใจ แต่…ข้าไม่ได้เลี้ยงสัตว์อสูรไว้อีกแล้ว…”

“โอ…” เมิ่งฮ่าวกล่าวตอบ ขณะที่มองไปยังซ่งเหล่าไกว้ เขาก็สังเกตเห็นแววตาขอร้องของมัน

เมิ่งฮ่าวยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปทางอื่น

ซ่งเหล่าไกว้ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา และรีบนั่งลงไปในทันที หยิบจอกสุราขึ้นมาและดื่มลงไปคำใหญ่ ความหวาดกลัวของมันได้บรรเทาลงไปบ้าง ก่อนหน้านี้มันรู้สึกตกใจกลัวจนแทบตาย มันเคยได้ยินเรื่องราวอันน่าตกใจของเมิ่งฮ่าวมานานแล้ว เขาสามารถสังหารได้โดยไม่กระพริบตา เขาเคยกำจัดผู้แข็งแกร่งค้นหาเต๋า และสังหารผู้ฝึกตนตัดวิญญาณได้อย่างง่ายดายราวกับเข่นฆ่าสังหารสุนัข สำหรับผู้ฝึกตนวิญญาณแรกก่อตั้ง…เขาสามารถจะกำจัดด้วยการส่งเสียงตวาดออกไปเพียงแค่คำเดียวเท่านั้น

การมาเยือนของเมิ่งฮ่าว และการที่เขากำลังนั่งอยู่ที่ด้านข้างของปรมาจารย์ซ่ง ทำให้ซ่งเหล่าไกว้รู้สึกหวาดกลัวโดยสิ้นเชิง แม้แต่ตอนที่เมิ่งฮ่าวกลับมายังดินแดนด้านใต้ ซ่งเหล่าไกว้ก็เริ่มเสียใจต่อการกระทำของมันเมื่อในอดีต เมื่อสำนักเซี่ยเยามีชื่อเสียงมากขึ้น มันก็ยิ่งหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นไปอีก

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้าไม่ควรจะไปตอแยเจ้าตัวโชคร้ายนั่นเมื่อหลายปีก่อนโน้น…ใครจะไปรู้ว่าเจ้าเด็กเหลือขอนั่น ในที่สุดก็กลายเป็นคนที่น่ากลัวเช่นนี้…อ้ายยย, ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางจะคาดคิดได้” ซ่งเหล่าไกว้ถอนหายใจ คิดย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในแคว้นจ้าว และวิธีการที่เมิ่งฮ่าวได้เข่นฆ่าจนสร้างเป็นเส้นทางที่ทอดยาวขึ้นไปจนถึงยอดเขาด้วยหอกเหล็ก แทบจะดูเหมือนว่าซ่งเหล่าไกว้จะตกอยู่ในความเคลิบเคลิ้ม ขณะที่มันหวนรำลึกไปถึงหินลมปราณและเม็ดยาทั้งหมดที่ถูกเมิ่งฮ่าวนำไป

“แต่จะมีสักกี่คนในดินแดนด้านใต้ ที่สามารถกล่าวได้ว่า ทำให้เจ้าตัวโชคร้ายเมิ่งฮ่าวนั่น ต้องหลบหนีจากไป? ข้าคิดว่านั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าข้ายิ่งใหญ่แค่ไหน” ตอนนี้เมื่อซ่งเหล่าไกว้คิดถึงเรื่องนี้ มันก็รู้สึกพึงพอใจกับตนเองอยู่เล็กน้อย “นอกจากนี้ เจ้าตัวบัดซบชราอู๋ติงชิวก็ยังได้ยุยงจนทำให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา!”

ยังมีอีกคนในงานเลี้ยง ที่แอบถอนหายใจอยู่ และนั่นก็คือมารดาของซ่งเจี๋ย สำหรับซ่งเจี๋ยนางนั่งอยู่ด้านข้างมารดาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่มารดานางมีสีหน้าที่ตื่นเต้น

“จากสิ่งที่สตรีนางนั้นได้กล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน ถ้าเจี๋ยเอ๋อร์สามารถเป็นหญิงรับใช้ของเมิ่งฮ่าว…ก็ไม่เลวอย่างแท้จริง! แต่ข้าจะกล่าวเรื่องนี้กับมันได้อย่างไรดี?” นางขมวดคิ้ว จากนั้นก็มองไปยังปรมาจารย์ซ่ง แต่ก็พบว่ามันกำลังมองมายังนางพอดี

ทันใดนั้นนางก็เข้าใจถึงสิ่งที่มันกำลังคิด และเลิกล้มความคิดก่อนหน้านี้ของนางไป

งานเลี้ยงจัดขึ้นเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม จุดประสงค์หลักที่เมิ่งฮ่าวมายังตระกูลซ่ง ก็เพื่อทำให้พวกมันมั่นใจและสงบลง นอกจากนั้นในตอนนี้สำนักเซี่ยเยาก็เป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งมากที่สุดในการที่จะรวบรวมดินแดนด้านใต้ให้เป็นหนึ่งเดียว ตระกูลซ่งได้รักษาความเป็นกลางของพวกมันไว้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่เจ้าสำนักน้อยแห่งเซี่ยเยาจง จะต้องมาเยี่ยมเยือนพวกมันด้วยตนเอง

ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แค่การมาเยี่ยมของเมิ่งฮ่าวก็เพียงพอแล้ว ที่จะอธิบายจุดยืนของสำนักเซี่ยเยา เช่นเดียวกัน สำหรับปรมาจารย์ซ่งที่ให้การต้อนรับเขาเป็นการส่วนตัว ก็แสดงให้เห็นถึงท่าทีของตระกูลซ่งแล้ว

เมื่อถึงยามสนธยา เมิ่งฮ่าวก็ปฏิเสธต่อคำขอร้องของตระกูลซ่ง ที่จะให้เขาอยู่นานกว่านี้ด้วยความสุภาพ เมื่อเขาลุกขึ้นมายืน สายตาก็ตกกระทบไปที่ซ่งเจี๋ย และลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบเอาแผ่นหยกออกมา

แผ่นหยกนี้ประกอบไปด้วยเส้นใยแห่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา เช่นเดียวกับชิ้นที่มอบให้กับฉู่อวี้เยียน เมิ่งฮ่าวรู้ว่าเขาเป็นหนี้ต่อซ่งเจี๋ย ด้วยความใจร้อนในวัยหนุ่มของเขา ทำให้มีผลกระทบต่อการค้นหาสามีของนาง และเป็นเหตุผลที่ทำให้นางไม่ได้แต่งงานอีกเลย เมิ่งฮ่าวมักจะรู้สึกว่าเขาเป็นหนี้ต่อเรื่องราวเหล่านี้

เมื่อพิจารณาว่าเขาได้มอบแผ่นหยกให้กับนางด้วยตนเอง และยังได้ช่วยนางในสำนักเซียนอสูรโบราณอีกด้วย ในที่สุดเขาก็รู้สึกราวกับว่าได้ตอบแทนเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว

ซ่งเจี๋ยรับแผ่นหยกมา และก้มศีรษะลงเพื่อขอบคุณ สีหน้านางสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย

ห่างออกไปด้านข้าง ปรมาจารย์ซ่งยิ้มออกมาขณะที่มองไป ดวงตามันสาดประกายขึ้น ในที่สุดก็หัวเราะเป็นเสียงดัง จากนั้นก็เดินเป็นเพื่อนเมิ่งฮ่าวออกมาจากคฤหาสน์บรรพบุรุษตระกูลซ่ง

“ท่านปรมาจารย์, ไม่จำเป็นต้องออกมาส่งก็ได้” เมิ่งฮ่าวกล่าว “หากข้ามีเวลาว่างในวันข้างหน้า ก็จะกลับมาเยี่ยมใหม่” เขาประสานมือ จากนั้นก็เตรียมตัวจากไป

“สหายน้อยเมิ่งฮ่าว อย่าได้กล่าวอย่างเป็นทางการเช่นนี้ จริงๆ แล้ว พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน หลานสาวข้าซ่งเจี๋ย ก็เป็นสาวใช้ของท่านมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อตระกูลซ่งราวกับว่าพวกเราเป็นคนแปลกหน้าเช่นนั้น” ปรมาจารย์ซ่งหัวเราะเป็นเสียงดัง กล่าวด้วยความสนิทสนม

“สาวใช้?” เมิ่งฮ่าวกล่าว หยุดชะงักนิ่ง มองกลับไปยังปรมาจารย์ซ่งด้วยสีหน้าแปลกๆ

“หือ? สหายน้อยยังไม่ทราบ?” ปรมาจารย์ซ่งรับรู้ได้ถึงความจริงจากสีหน้าของเมิ่งฮ่าว แต่กระนั้นมันก็ยังแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ในช่วงที่ตระกูลซ่งคัดเลือกบุตรเขย มารดาท่านได้มาขอให้หลานสาวข้าเป็นสาวใช้ด้วยตนเอง”

จิตใจเมิ่งฮ่าวเริ่มเต้นรัวด้วยคลื่นแห่งความตกใจ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทำการฝึกตนมาเป็นเวลานานหลายปี เขาก็ไม่ใช่ผู้เริ่มต้นอย่างที่เคยเป็นเมื่อหลายปีก่อน สีหน้าเขาก็ยังคงราบเรียบเหมือนเช่นเคย แต่แสงอันลึกล้ำก็ปรากฏขึ้นในส่วนลึกของดวงตา ขณะที่เขามองกลับไปยังปรมาจารย์ซ่ง

“ท่านปรมาจารย์, ได้โปรดกล่าวออกมาตรงๆ” เมิ่งฮ่าวกล่าว

เมื่อได้เห็นสีหน้าของเมิ่งฮ่าว สีหน้าของปรมาจารย์ซ่งก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้น

“สหายน้อย ข้าไม่แน่ใจว่าจะเป็นมารดาท่านจริงหรือไม่ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ข้าก็ตระหนักว่ามีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง อาจจะเป็นมารดาท่านจริงๆ หรือ…อาจจะเป็นมารดาของดอกปี่อ้าน!”

“ข้าไม่แน่ใจนัก สามารถบอกได้แต่เพียงว่านางเป็นเซียน แต่นางจะเป็นเซียนเทียมหรือเซียนแท้ข้าไม่รู้…อย่างไรก็ตาม นางมาจากดินแดนตะวันออกอย่างแน่นอน!” ปรมาจารย์ซ่งตบไปที่ถุงสมบัติหยิบเอาแผ่นหยกออกมายื่นส่งให้กับเมิ่งฮ่าว

“นี่ก็คือหน้าตาของนางจากความทรงจำของข้า ที่จารึกไว้ในแผ่นหยก”

เมิ่งฮ่าวรับแผ่นหยกมาอย่างเงียบๆ เขาแทบไม่กล้าจะมองดูมัน เมื่อสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แล้ว เขาก็ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในแผ่นหยก เมื่อได้เห็นภาพของสตรีนางนั้น คลื่นแห่งความตกตะลึงก็เต็มอยู่ในจิตใจเขาในทันที

ถึงแม้ว่าเขาจะมีความสงบเยือกเย็นมากกว่านี้ แต่ก็ยังคงต้องแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ฉับพลันนั้นเขาก็รู้สึกราวกับว่าสายฟ้านับแสนกำลังระเบิดขึ้นอยู่ในหู ร่างกายสั่นสะท้าน และดวงตาก็สาดประกายด้วยความผูกพันและความทุข์ใจอย่างเข้มข้น

เขาได้หยุดคิดที่จะตามหาร่องรอยของบิดามารดามานานแล้ว เขาคิดว่าความฝันที่จะเดินทางท่องเที่ยวไปในดินแดนตะวันออกเมื่อตอนยังเยาว์วัย เป็นเรื่องเมื่อในอดีตมานานแล้ว

แต่ตอนนี้ เขามีแรงกระตุ้นอย่างเข้มข้นที่จะไปยังดินแดนตะวันออกในทันทีเพื่อถามว่า…ทำไม?!

นั่นเป็นเพราะว่าสตรีที่อยู่ในแผ่นหยก…

มีหน้าตาเหมือนกับภาพของมารดาที่คงอยู่ในความทรงจำของเขา!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น