I Shall Seal The Heaven Chapter 859

0 Comments

ตอนที่ 859

สองด่านสุดท้าย

“แน่นอน ถ้านั่นเป็นความต้องการของเจ้า” หลิงอวิ๋นจื่อกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา “เจ้าอาจจะต้องการเวลาในการไตร่ตรอง เมื่อไหร่ที่เจ้าไปยังอาณาจักรแห่งท้องทะเลที่เก้า ค่อยให้คำตอบเหล่าฟูในตอนนั้นก็ได้” มันโบกสะบัดชายแขนเสื้อ ทำให้เหรียญคำสั่งลอยตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

“เมื่อทำเรื่องราวของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ทำลายเหรียญนั่น เจ้าก็จะสามารถเข้ามาในอาณาจักรแห่งท้องทะเลที่เก้าได้” ด้วยเช่นนั้นหลิงอวิ๋นจื่อก็หมุนตัวและหายไป ในเวลาเดียวกันนั้น อากาศรอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าวก็กระจัดกระจายออกไป เมื่อเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เขาก็กลับมาอยู่บนแท่นบูชาของเส้นทางโบราณ

ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด กำลังมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

สำหรับคนทั้งหมดในโลกด้านนอก ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่รู้ถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นระหว่างเมิ่งฮ่าวและสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะรู้สึกประหลาดใจน้อยลง ต่อชื่อเสียงของเมิ่งฮ่าวในการแข่งขันครั้งนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่หลิงอวิ๋นจื่อต้องการจะรับเมิ่งฮ่าวไว้ในฐานะศิษย์หลัก

เมื่อพวกที่มุงดูในขุนเขาทะเลที่เก้าได้ยินเช่นนั้น สายตาพวกมันก็มีทั้งความอิจฉาและชื่นชม คนทั้งหมดต่างก็จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าวบนจอภาพ

“มันคืออันดับหนึ่งในการแข่งขันครั้งนี้ จึงไม่ต้องประหลาดใจที่สุดท้ายมันจะเข้าสังกัดอาณาจักรแห่งท้องทะเลที่เก้า”

“ข้าอยากรู้นักว่ามันจะเข้าร่วมในสองด่านสุดท้ายหรือไม่ แน่นอนว่านั่นคือส่วนที่สำคัญมากที่สุด…ก่อนสังเวียนการประลอง!”

“ถ้าข้าเป็นมัน ก็จะเข้าร่วมในสองด่านสุดท้ายนี้ แต่ไม่ใช่สังเวียนการประลอง นอกจากนี้ผู้ถูกเลือกจากสำนักใหญ่ก็สามารถจะเข้าร่วมการประลองนี้ได้ พวกมันมีคุณสมบัติเพียงพอที่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงไม่ได้เดินไปบนเส้นทางโบราณ พวกมันสามารถจะเข้าร่วมสังเวียนการประลองได้โดยตรง!”

“ฟางมู่ผู้นี้มีความแข็งแกร่ง จนไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันสามารถจะเทียบกับผู้ถูกเลือกเหล่านั้นทั้งหมดได้”

“ช่างน่าเสียดายนัก การแข่งขันนี้จะถูกจัดขึ้นโดยสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง สังเวียนการประลองคือส่วนที่สำคัญ คงต้องมีของรางวัลที่น่าประหลาดใจอยู่เป็นแน่!”

ขณะที่เสียงพูดคุยดังก้องอยู่ตลอดเวลาที่ด้านนอก ด่านที่เก้ากำลังเริ่มขึ้นบนเส้นทางโบราณทั้งสามแห่ง

จำนวนผู้คนที่เข้าร่วมการแข่งขันได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด มีคนถูกกำจัดออกไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งแปดด่านที่ผ่านมา รวมทั้งมีผู้คนที่เหมือนกับเจ้าอ้วนและคนอื่นๆ ที่ถูกรับเข้าสังกัด และพาจากไปโดยสำนักต่างๆ และจะไม่มาเข้าร่วมในสองด่านสุดท้ายนี้ หรือเข้าร่วมสังเวียนการประลองต่อไป

หลิงอวิ๋นจื่อจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นบนเส้นทางโบราณค้นหาเต๋า

“สองด่านสุดท้ายจะประเมินจิตใจและเต๋า!” มันกล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปยังเมิ่งฮ่าวด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ จากนั้นก็กวาดมือออกไปในอากาศ ทำให้ตำแหน่งของคนทั้งหมดเปลี่ยนไป และเมิ่งฮ่าวก็ไปอยู่ในตำแหน่งผู้นำอีกครั้ง

“ด่านที่เก้ากลั่นสกัดจิตใจ! ด่านที่สิบไถ่ถามเต๋าของพวกเจ้า!”

“หลังจากสองด่านนี้ ผู้เข้าร่วมแข่งขันวิญญาณแรกก่อตั้งเจ็ดพันคน ผู้เข้าร่วมแข่งขันตัดวิญญาณสองพันคน และผู้เข้าร่วมแข่งขันค้นหาเต๋าหนึ่งพันคน จะถูกเลือกให้เข้าร่วมในสังเวียนการประลอง!”

“ข้าต้องขอเตือนพวกเจ้าว่า มีรางวัลอยู่มากมายตลอดช่วงของสังเวียนการประลอง แต่คู่ต่อสู้ของพวกเจ้าจะไม่ใช่แค่ผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้เท่านั้น พวกเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ถูกเลือกจากสำนักต่างๆ รวมทั้งศิษย์จากสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่อีกด้วย”

“นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยุติธรรมนัก แต่ก็มีอยู่มากมายหลายสิ่งภายใต้สวรรค์แห่งนี้มักจะเป็นเช่นนั้น ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงจะต้องมีชื่อเสียงอยู่เหนือคนอื่นๆ อย่างแน่นอน!” หลิงอวิ๋นจื่อโบกสะบัดมืออีกครั้ง และแท่นบูชาก็เริ่มมืดสลัวมีหมอกปกคลุมไปทั่วอีกครั้ง

กลุ่มฝูงชนในขุนเขาทะเลที่เก้ากำลังจ้องนิ่งไปยังจอภาพ ขณะที่พวกมันเฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นสองด่านสุดท้าย ในวิหารบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ปรมาจารย์ต่างๆ กำลังมองไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมด้วยเช่นกัน ไม่มีใครสอบถามสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ใดๆ แต่เพ่งมองไปยังผู้เข้าแข่งขันซึ่งพวกมันได้จดบันทึกไว้ก่อนหน้านี้

ปรมาจารย์จากสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่นั่งอยู่ที่ด้านหน้า มีสีหน้าที่สงบเยือกเย็น มีแต่พวกมันเท่านั้นที่รู้ว่าตนเองกำลังมีความตื่นเต้นมากแค่ไหน

ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงพูดคุยต่างๆ ก็เริ่มดังขึ้นมาในโลกที่ด้านนอก

“ด่านที่เก้าทดสอบจิตใจ เพื่อดูว่าผู้เข้าแข่งขันจะเอาชนะจิตมารที่อยู่ในใจของพวกมันได้หรือไม่!”

“ด่านนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังแห่งเจตจำนง แต่ก็ไม่มากนัก จุดสำคัญที่จะเอาชนะจิตมารได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นพลังแห่งเจตจำนงเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมากที่สุดคือความเชื่อมั่นในจิตแห่งเต๋าของคนผู้นั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมด่านที่เก้าและสิบถึงต้องถูกดำเนินไปด้วยกัน”

“ข้าอยากรู้นักว่าฟางมู่จะกลายเป็นจุดสนใจในด่านนี้ได้หรือไม่ ถ้ามันยังคงอยู่ในอันดับหนึ่งเหมือนกับก่อนหน้านี้ ชื่อเสียงของมันก็คงจะโด่งดังจนถึงขีดสุด ยิ่งไปกว่านั้นมันยังสามารถสะกดข่มคนอื่นๆ นับหมื่นในแต่ละด่านได้อีกด้วย”

“ขอบอกว่า…ไม่จำเป็น มันอาจจะอยู่ในอันดับหนึ่งในด่านก่อนหน้านี้ แต่สองด่านสุดท้ายในตอนนี้ มันต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างแน่นอน คงจะเป็นเรื่องยากสำหรับมันที่จะทำได้สำเร็จ!”

ขณะที่เสียงพูดคุยดังก้องขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าแข่งขันบนเส้นทางโบราณ ค่อยๆ เริ่มถูกปกคลุมด้วยความเลือนลางไปอย่างช้าๆ ขณะที่พวกมันถูกนำเข้าไปในโลกอีกแห่ง โลกนี้แตกต่างไปจากโลกอื่นๆ ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวลืมตาขึ้นมาก็มองเห็น…นรกโลกันต์!

มันเป็นโลกแห่งเปลวไฟ แม้แต่ท้องฟ้าก็เป็นเปลวไฟ และพื้นดินที่มองเห็นได้ ถึงจะไม่มีเปลวไฟแต่ก็แห้งแล้งและแตกร้าว ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งฮ่าวก็ตระหนักขึ้นอย่างรวดเร็วว่า เขาถูกมัดด้วยโซ่เหล็กแขวนอยู่ ขณะที่มองไปรอบๆ เขาก็เห็นโซ่เหล็กอยู่ทั่วทุกที่ ทั้งหมดนั้นมัดแน่นอยู่บนร่างผู้คน

ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งและตัดวิญญาณ รวมทั้งผู้ฝึกตนค้นหาเต๋าที่เหมือนกับเมิ่งฮ่าวด้วย เมิ่งฮ่าวมองเห็นบุรุษที่สวมใส่หน้ากาก รวมทั้งเฉินฝานที่อยู่ในขั้นวิญญาณแรกก่อตั้งด้วย

“เกิด…เกิดอะไรขึ้น?!” ก่อนที่จะเข้ามาในโลกแห่งนี้ ซึ่งเป็นการทดสอบจิตใจและเต๋า เมิ่งฮ่าวมีความเชื่อมั่นอยู่เต็มเปี่ยม นอกจากนั้นเขาก็ได้ผ่านด่านต่างๆ ก่อนหน้านี้มาทั้งหมด ในฐานะที่เป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ

แต่ตอนนี้ขณะที่เขามองไปรอบๆ ยังโลกที่ไม่เหมือนกับโลกอื่นๆ แห่งนี้ ด้วยเหตุผลที่ไม่แน่ชัดบางอย่างทำให้ทันใดนั้น จิตใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกถึงวิกฤตอันร้ายแรง

ไม่ใช่เมิ่งฮ่าวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงเรื่องนี้ รอบๆ ตัวเขา มีผู้ฝึกตนอยู่เกือบหนึ่งแสนคน ทั้งหมดต่างก็เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกัน เมื่อพวกมันตระหนักถึงสถานการณ์ในตอนนี้ ก็เริ่มร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจ

“นี่คือสถานที่อะไรกัน? ทำไมสองด่านสุดท้ายถึงได้เป็นเช่นนี้!?”

“ข้าไม่เคย…ไม่เคยคิดว่าพวกเราจะต้องถูกทดสอบด้วยกันทั้งหมด!”

ลมหายใจเมิ่งฮ่าวเริ่มถี่เร็วเร่งร้อน ขณะที่เขาลองพยายามจะปลดโซ่ที่มัดอยู่รอบๆ ตัวออก แต่ก็พบว่าไม่อาจจะขยับมันได้แม้แต่น้อยนิด และความสามารถในการใช้พื้นฐานฝึกตนก็ถูกสะกดไว้ด้วยเช่นกัน ทำให้เขากลายเป็นคนที่อยู่ในขั้นค้นหาเต๋าธรรมดา

ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นสำหรับเมิ่งฮ่าวก็คือว่า เขารับรู้ได้ว่าโซ่เหล็กที่มัดรอบตัวกำลังแกว่งไปมาอยู่ เมื่อมองออกไปยังที่ห่างไกล สิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาต้องอ้าปากค้างด้วยเช่นกัน อันที่จริงก็มีใครบางคนมีดวงตาที่เบิกกว้างเมื่อพวกมันมองเห็นสิ่งที่อยู่ในที่ห่างไกลออกไป ทำให้พวกมันต้องแผดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวออกมา

เมิ่งฮ่าวมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตรงปลายสุดของโซ่เหล็ก ที่มัดผู้ฝึกตนทั้งหมดไว้เป็นตะบองขนาดใหญ่ ที่ถูกพาดอยู่บนไหล่ของยักษ์!

ยักษ์ตนนั้นมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร และเปลือยหน้าอก สวมใส่ชุดหนังสัตว์ ผิวกายเป็นสีดำสนิทรวมทั้งสีม่วง มันวิ่งตรงไปข้างหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้โซ่เหล็กแกว่งไปมา ทำให้คนทั้งหมดที่ถูกมัดไว้ รู้สึกราวกับว่าโลกกำลังหมุนคว้างไปมา

กลุ่มฝูงชนในโลกด้านนอกของขุนเขาทะเลที่เก้าต่างก็สั่นสะท้านอยู่ภายในใจเช่นเดียวกัน พวกมันมองไปยังจอภาพกระแสน้ำวน และยักษ์ขนาดใหญ่ที่ได้ปรากฏตนขึ้น

“สองด่านสุดท้ายเป็นเช่นนี้เอง!”

“นี่เป็นการทดสอบอะไรกัน?”

ในตอนนี้เองที่รอยแตกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในท้องฟ้าของโลกที่เมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ อยู่ข้างใน มีเงาร่างนับร้อยนับพันบินออกมา

เงาร่างเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่เป็นสัตว์อสูรที่มีปีก พวกมันมีรูปร่างหน้าตาที่ดุร้าย ทำให้เกิดเป็นสายลมอันน่าตกใจขึ้น ขณะที่พวกมันเริ่มบินตรงมายังผู้ฝึกตนในทันที

ในตอนนี้เองที่ยักษ์จู่ๆ ก็หยุดวิ่ง จากนั้นก็กวัดแกว่งตะบองขนาดใหญ่นั้นขึ้นไปในอากาศ ซึ่งเป็นการกวัดแกว่งโซ่เหล็กที่เชื่อมต่อกับมันอยู่ด้วยเช่นกัน ผู้ฝึกตนทั้งหมดถูกกระแทกโดยสายลมอันรุนแรง ทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกมันกำลังกระแทกเข้าไปในหน้าผาขนาดใหญ่ ผู้ฝึกตนถูกส่งให้ลอยตรงไปยังสัตว์อสูรที่บินได้เหล่านั้น

ดวงตาสัตว์อสูรเป็นสีแดงเจิดจ้า และมองเห็นรอยยิ้มที่ตะกละตะกลามอยู่บนใบหน้า พวกมันพุ่งตัวลงมายังผู้ฝึกตนในทันที ในชั่วพริบตาเสียงแผดร้องอย่างโหยหวนก็ได้ยินมา ผู้คนมากมายถูกสังหารไปในทันทีของการพุ่งเข้ามาในครั้งแรก ถูกสัตว์อสูรกลืนกินลงไปทั้งเป็นจนหมดสิ้น

พิรุณโลหิตตกลงไปบนพื้น ทำให้ทะเลแห่งเปลวไฟที่ด้านล่างมืดสลัวลงไป

แสงอันโหดเหี้ยมปรากฏขึ้นในดวงตาเมิ่งฮ่าว ขณะที่ร่างกายถูกแกว่งไปมาพร้อมกับสายโซ่ เขาไม่อาจจะควบคุมตนเองได้โดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังคงสามารถโจมตีออกไปได้ เขาไม่ลังเลที่จะขยับมือร่ายเวทด้วยมือขวา ทำท่าคว้าจับเป็นกรงเล็บ และเส้นสายของกรงเล็บก็ปรากฏขึ้น กระแทกเข้าไปในศีรษะของสัตว์อสูรที่ใกล้เข้ามา

เสียงระเบิดได้ยินขึ้น และสัตว์อสูรก็แผดร้องออกมา หลังจากนั้นศีรษะของมันก็ระเบิดออก แต่ขณะที่ร่างกายมันพุ่งผ่านเมิ่งฮ่าวไป สัตว์อสูรอีกสามตัวก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังมัน

เสียงระเบิดดังขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่เมิ่งฮ่าวโจมตีไปราวกับเป็นสายลม เขามีบุคลิกที่ดุร้าย และตอนนี้ก็ไม่ได้พยายามจะเก็บซ่อนไว้ การโจมตีของเขาทำให้โลหิตพุ่งกระจายออกไปในอากาศ รังสีสังหารที่สาดประกายอยู่ในดวงตา มีความเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ หลังจากเวลาธูปไหม้หมดหนึ่งดอกผ่านไป สัตว์อสูรมากกว่าสามสิบตัวก็ตายไปภายใต้การโจมตีของเขา

มีผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่คล้ายกับเมิ่งฮ่าว ทั้งหมดกำลังตกอยู่ในการต่อสู้อย่างดุร้าย อย่างช้าๆ พวกมันเริ่มตายไปมากขึ้นเรื่อยๆ มีแค่ไม่กี่คนที่ยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่มีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์อสูรบางตัวก็มีพลังเทียบเท่ากับขั้นค้นหาเต๋า ภายในครึ่งชั่วยาม สัตว์อสูรเซียนเทียมก็ปรากฏตัวขึ้น ผู้ฝึกตนคนแล้วคนเล่ารอบๆ ตัวเมิ่งฮ่าวตกตายไป หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม มีผู้คนหลงเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ซึ่งถูกห้อมล้อมและจมอยู่ใต้กลุ่มสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว

เมิ่งฮ่าวต่อต้านอยู่ได้นานสิบห้าอึดใจก่อนที่ร่างกายจะพังทลายลงไป และศีรษะก็ถูกสัตว์อสูรกัดกินไป ในช่วงสุดท้ายก่อนที่เขาจะตายไป ก็มองเห็นว่าเขาต่อต้านได้นานพอที่จะกลายเป็นคนสุดท้ายที่ตายไป

ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสีดำสนิท

เมื่อเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมิ่งฮ่าวก็พบว่าตนเองอยู่ในโลกแห่งเปลวไฟ มีท้องฟ้าที่มืดสลัวน่าหดหู่ใจ และโซ่ที่กำลังแกว่งตัวไปมา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเห็นเหมือนกับก่อนหน้านี้ทั้งหมด คนอื่นๆ เริ่มตื่นขึ้นมา จากนั้นก็จ้องมองไปยังรอบๆ บริเวณนั้นด้วยความตกตะลึง

เมิ่งฮ่าวก็อ้าปากค้างด้วยเช่นกัน จากนั้นหนังศีรษะก็ด้านชา เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ยักษ์ยังคงวิ่งตรงไป และคนทั้งหมดที่ตายไปก็กลับคืนมาอยู่ในตำแหน่งเดิมจากก่อนหน้านี้

หลังจากเวลาธูปไหม้หมดครึ่งดอกผ่านไป รอยแตกในท้องฟ้าก็เปิดออก และสัตว์อสูรก็กรูกันลงมา ทุกอย่างเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ แทบจะราวกับว่าพวกมันถูกทำให้เกิดใหม่ อีกครั้งที่ยักษ์แผดร้องและกวัดแกว่งตะบองออกไป เมิ่งฮ่าวและผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ทั้งหมด ที่ถูกผูดมัดอยู่กับสายโซ่ ถูกผลักดันให้เข้าไปในการต่อสู้นี้อีกครั้ง

เมิ่งฮ่าวพบเห็นได้อย่างรวดเร็วว่านั่นคือสัตว์อสูรกลุ่มเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มาโจมตีเขา

หลังจากหนึ่งชั่วยามผ่านไป เมิ่งฮ่าวก็ตายไป เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา สายโซ่ก็ยังคงอยู่ที่นั่น กวัดแกว่งไปมา…

ครั้งที่หนึ่ง, สอง, สาม…เมิ่งฮ่าวเริ่มไม่รับรู้ถึงวันเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่าได้ตายไปแล้วกี่ครั้ง ในที่สุดหนังศีรษะของกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มด้านชาต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ทันทีที่พวกมันถูกโยนออกไป พวกมันเลือกที่จะตายไป จากนั้นก็เริ่มวัฏจักรนั้นอีกครั้ง

สีหน้าขุ่นมัวค่อยๆ เริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมิ่งฮ่าว ไม่มีทางที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้ไป นี่คือการแข่งขันแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตเหลืออยู่เลย

ตาย, ตาย และก็ตายไปอีกครั้ง

เกิด, เกิด และก็เกิดใหม่อีกครั้ง

บางคนเริ่มพังทลายลงส่งเสียงแผดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีอะไรแตกต่างกันออกไป บางคนครุ่นคิดถึงวิธีที่จะทำให้สำเร็จได้อย่างเงียบๆ แต่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดต่างก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

เมิ่งฮ่าวมองไปขณะที่ผู้ฝึกตนค้นหาเต๋าใช้วิธีการที่เขาไม่รู้บางอย่าง พยายามจะครอบครองหนึ่งในสัตว์อสูรที่กำลังโจมตีมา จากนั้นก็ใช้มันเพื่อหลบหนีจากไป ในที่สุดมันก็หายตัวไป เห็นได้ชัดว่ามันหลบหนีจากไปได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเมิ่งฮ่าวได้สติกลับคืนมาในครั้งต่อไป บุรุษผู้นั้นก็ยังคงถูกแขวนอยู่บนสายโซ่เหมือนเช่นเดิม

สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น บุรุษผู้นั้นไม่ได้พูดอะไรออกมา

 

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Battle Sun Chapter 41
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 40
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Battle Sun Chapter 39
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: