Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 946

I Shall Seal The Heaven Chapter 946

ตอนที่ 946

เห็นวัตถุนึกถึงเจ้าของ

สิ่งที่มันกำลังเฝ้ารอคอยคืออะไร?

นี่คือคำถามที่ไม่มีใครในตระกูลฟาง จะสามารถตอบได้มาหลายชั่วคน

เมิ่งฮ่าวมองไปยังรูปปั้น ร้องไห้ออกมา ตระหนักดีว่า…รูปปั้นนี้กำลังเฝ้ารอคอยเขาอยู่

มันเฝ้ารอเขาอยู่ในที่แห่งนี้ตามลำพังมานานนับหมื่นปี…

เหตุผลที่มันบินมายังที่แห่งนี้ในตระกูลฟางก็เนื่องมาจากวิญญาณโลหิต ที่ออกมาจากหน้าผากของเมิ่งฮ่าวเพื่อทำการเชื่อมต่อเขาเข้ากับรูปปั้น เนื่องจากเช่นนั้น ไม่ว่ามันจะแยกจากเขาไปนานเท่าใดก็ตามที หรืออาจจะมีใครมาครอบครองนักรบนี้ แต่เมิ่งฮ่าวก็คือ…เจ้านายเดิมของมันตลอดไป

เมื่อหลายปีก่อนโน้น ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะถือกำเนิดขึ้นมา รูปปั้นก็บินฝ่าห้วงอวกาศติดตามสายโลหิตของเขามาจนถึงตระกูลฟาง มันได้ค้นพบสถานที่ ที่รู้สึกได้ถึงสายโลหิตอันคุ้นเคย และจากนั้นก็เลือกที่จะเฝ้ารออยู่ที่นี่อย่างเงียบๆ

นี่คือหนึ่งในสองรูปปั้นที่ถูกเคออวิ๋นไห่สร้างขึ้นมาให้กับเมิ่งฮ่าว

สำหรับรูปปั้นอีกชิ้น บางทีมันอาจจะตกอยู่ในสนามรบบางแห่งตลอดทั้งหลายปีที่ผ่านมา หรือบางทีมันอาจจะอยู่ในสถานที่อันไกลโพ้น กำลังยืนอยู่อย่างเดียวดายและเฝ้ามองขึ้นไปในท้องฟ้าเหมือนกับรูปปั้นนี้ เฝ้ารอคอยให้เมิ่งฮ่าวมาหา

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ และในที่สุดเมิ่งฮ่าวก็นั่งลงขัดสมาธิบนศีรษะของรูปปั้น เอามือลูบไปที่พื้นผิวของมัน และสีหน้าเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยการหวนรำลึกอย่างต่อเนื่อง คิดย้อนกลับไปยังทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในสำนักเซียนอสูรโบราณ และจิตใจก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ

เมื่อได้เห็นวัตถุ ก็ทำให้ต้องนึกไปถึงเจ้าของ

เมื่อเมิ่งฮ่าวมองไปยังรูปปั้น เขาก็คิดไปถึงเคออวิ๋นไห่ คิดไปถึงคนที่เขาเคยเรียกว่าท่านพ่อจากช่วงที่อยู่ในโลกสมัยโบราณ

ในเวลาเดียวกับที่เมิ่งฮ่าวนั่งลงบนรูปปั้น สถานที่อีกเก้าแห่งในดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลฟาง อากาศเริ่มบิดเบี้ยวไปมา และบุรุษชุดดำทั้งเก้าก็โผล่ออกมา พวกมันหยิบเอาแผ่นหยกที่สามารถใช้ตรวจจับสายโลหิตได้ออกมาในทันที จากนั้นก็กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปจากตำแหน่งเดิมของพวกมัน

รังสีสังหารเดือดพล่านอยู่ในดินแดนบรรพบุรุษ

หนึ่งในบุรุษชุดดำถือแผ่นหยกไว้ในมือ และความต้องการสังหารของมันก็สาดประกายอยู่ในดวงตา ขณะที่มันตระหนักว่าได้เข้ามาใกล้เมิ่งฮ่าวมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด มันไม่ได้พยายามจะปกปิดระดับพื้นฐานฝึกตนของตัวเองไว้ พลังได้ระเบิดออกมาขณะที่มันพุ่งฝ่าอากาศอยู่ในลำแสง เคลื่อนที่ไปตามการชี้นำของแผ่นหยก

พื้นฐานฝึกตนของมันทำให้กลุ่มเมฆที่ด้านบนพลุ่งพล่านปั่นป่วน พื้นดินสั่นสะเทือน นี่คือพื้นฐานฝึกตนที่อยู่ในระดับอาณาจักรโบราณ ขณะที่มันพุ่งฝ่าอากาศไป ก็มองเห็นตะเกียงเก้าดวงลอยอยู่ที่ด้านหลังของมัน

พวกมันเป็นตะเกียงไม้ที่มีเปลวไฟสีเขียวลุกไหม้ขึ้นมา ตะเกียงแปดดวงกำลังส่องแสงสว่างอยู่ หนึ่งดวงได้ดับลงไปแล้ว ตะเกียงทั้งหมดโคจรหมุนวนอยู่รอบๆ ร่างมัน และกระจายพลังแห่งกฎธรรมชาติของสวรรค์และปฐพีออกมาเป็นระยะ!

อาณาจักรโบราณถูกเรียกว่าวิญญาณโบราณด้วยเช่นกัน จากการสะสมและเตรียมการมาในอาณาจักรเซียน จะมีตะเกียงวิญญาณอยู่อย่างน้อยก็เก้าดวงปรากฏขึ้น ในช่วงที่ทะลวงผ่านเข้าไปในอาณาจักรโบราณ ถ้าผู้ฝึกตนมีพื้นฐานฝึกตนที่ลึกล้ำก็จะปรากฏขึ้นมากกว่านี้ เมื่ออยู่ในอาณาจักรโบราณ ตะเกียงจะต้องดับลงไปทีละดวง การดับลงไปของตะเกียงแต่ละดวงเปรียบเสมือนเป็นการทดสอบต่อความตาย ถ้าสามารถดับตะเกียงลงไปได้ทั้งหมดและยังคงมีชีวิตอยู่ ก็จะมีคุณสมบัติที่จะก้าวเดินเข้าไปในอาณาจักรเต๋า!

อย่างไรก็ตาม การกระทำเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง!

ยิ่งมีตะเกียงวิญญาณมากเท่าใด ก็จะยิ่งทะลวงผ่านไปได้ยากมากขึ้นเท่านั้น และมีโอกาสที่จะตายไปได้มากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ยิ่งมีตะเกียงวิญญาณมากขึ้นเท่าใด…ก็จะยิ่งแข็งแกร่งอย่างน่าตกใจมากขึ้นเท่านั้น ถ้าทำการทะลวงผ่านได้สำเร็จ!

หลังจากที่บรรลุถึงอาณาจักรโบราณขั้นสุดท้าย อย่างมากที่สุดก็จะมีบางคนที่มีตะเกียงวิญญาณสิบดวงหรือมากกว่านั้น ซึ่งสามารถจะต่อสู้กับคนที่อยู่ในอาณาจักรเต๋าได้!

สำหรับตระกูลหรือสำนักใดๆ ก็ตาม ผู้ฝึกตนที่มีตะเกียงวิญญาณดับลงไปหนึ่งดวง จะถือว่ามีศักดิ์ฐานะเป็นผู้อาวุโส เพียงกระทืบเท้าลงไปแค่ครั้งเดียวก็สามารถทำให้ทุกสรรพสิ่งสั่นสะเทือนไปได้ ซึ่งบุคคลเช่นนั้นสามารถจะสังหารเมิ่งฮ่าวได้อย่างเหลือเฟือ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าฟางซิ่วซานรู้สึกไม่สบายใจต่อสถานการณ์ในตอนนี้ ยากที่จะบอกว่ามันได้จ่ายค่าตอบแทนไปมากมายเท่าใด สำหรับการจ้างผู้ฝึกตนในอาณาจักรโบราณที่ทรงพลังทั้งเก้านี้ พวกมันแต่ละคนมีตะเกียงวิญญาณดับลงไปแล้วหนึ่งดวง เห็นได้ชัดว่าฟางซิ่วซานไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ในการกำจัดเมิ่งฮ่าวไป

ในเวลาเดียวกันนั้น ภาพอันเลือนลางได้ปรากฏสูงขึ้นไปในอากาศ ทำให้ไม่มีใครสามารถจะมองเห็นได้ ชายชราผู้หนึ่งลอยตัวอยู่ที่นั่น กำลังมองลงไปยังเมิ่งฮ่าว ซึ่งยังคงนั่งอยู่บนศีรษะของรูปปั้น

ภาพเลือนลางนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเป็นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์รุ่นเจ็ด จากถ้ำใต้ดินที่อยู่ด้านล่างตระกูลฟาง

เมื่อมันมองเห็นเมิ่งฮ่าวกำลังนั่งอยู่ที่นั่นอย่างน่าเวทนาบนศีรษะของรูปปั้น มันก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

“เจ้าเด็กนั้นกำลังทำอะไรอยู่?” มันคิด

เมิ่งฮ่าวนั่งบนศีรษะของรูปปั้นอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองออกไปยังที่ห่างไกล ซึ่งเขาได้เห็นเงาร่างกำลังพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นลูกธนูที่พุ่งฝ่ากลุ่มเมฆเข้ามา

เงาร่างนั้นเคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ระเบิดพลังอันน่าตกใจออกมา จนดูเหมือนว่าจะสามารถแยกสวรรค์หั่นปฐพีได้อย่างง่ายดาย นี่คือพลังที่เมิ่งฮ่าวไม่มีทางจะต่อสู้ด้วยได้ ด้านหลังของเงาร่างนั้นมีตะเกียงอยู่เก้าดวง แปดดวงกำลังลุกไหม้อยู่และหนึ่งดวงได้ดับลงไปแล้ว กระจายเจตจำนงแห่งบรรพกาลออกมา จนทำให้เกิดเป็นสีสันที่แปลกๆ ขึ้นในท้องฟ้า

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเบิกกว้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตะเกียงวิญญาณ หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ความเย็นชาในดวงตาก็เริ่มมีควาเข้มข้นมากขึ้น

“ตะเกียงวิญญาณถูกฝึกฝนอยู่ในอาณาจักรโบราณ…ดังนั้นผู้แข็งแกร่งอาณาจักรโบราณจึงได้มาปรากฏตัวขึ้นอยู่ในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ ฟางซิ่วซาน…นี่คือรังสีสังหารที่เจ้าแสดงออกมา?” เมิ่งฮ่าวพึมพำมองไปยังเงาร่างที่แยกฝ่าอากาศขณะที่พุ่งตรงมา มันคือผู้แข็งแกร่งที่สวมใส่ชุดยาวสีดำ และเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

มันไม่ได้พยายามจะปกปิดพื้นฐานฝึกตนหรือรังสีสังหารใดๆ สายลมกรรโชกขึ้น กระจายออกไปทั่วทั้งดินแดนแห่งนี้ ทำให้เกิดเป็นฝุ่นผงคละคลุ้งขึ้นมา แต่สายลมนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกอันเปล่าเปลี่ยวเยือกเย็นในดินแดนแห่งนี้ต้องกระจัดกระจายหายไป กลับทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าหดหู่ใจมากขึ้นกว่าเดิม

ในตอนที่เมิ่งฮ่าวมองไปยังบุรุษชุดดำ รังสีสังหารก็แวบขึ้นมาในดวงตา เขาคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่ต้องหลบหนีจากการไล่ล่าอย่างโหดเหี้ยม ช่วงที่อยู่ในท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยหมู่ดาวในทันที

“ข้าคาดเดาได้ถูกต้อง มันคือสายโลหิตของฟางเว่ย ที่พยายามจะไม่ให้ข้ากลับไปยังตระกูลแบบมีชีวิตอยู่” เมิ่งฮ่าวครุ่นคิดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ขณะที่เผชิญกับสายลมอันรุนแรงนั้น เสื้อผ้าและเส้นผมสะบัดพลิ้วไปมาอยู่ในสายลม แต่เขาก็ยังลูบไปที่ศีรษะของรูปปั้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของปรมาจารย์รุ่นเจ็ดลอยตัวอยู่กลางอากาศ เต็มไปด้วยความประหลาดใจ ในความคิดของมัน ตอนนี้เมิ่งฮ่าวกำลังเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งอาณาจักรโบราณ ซึ่งมีตะเกียงวิญญาณดับลงไปหนึ่งดวง การที่เขามีท่าทางอันเยือกเย็นเช่นนั้น ได้ทำให้ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดตกอยู่ในความพิศวงไปโดยสิ้นเชิง

“มาดูกันว่าไพ่ไม้ตายของเด็กผู้นี้ จะช่วยให้มันหลุดพ้นไปจากสถานการณ์อันร้ายแรงนี้ไปได้อย่างไร” ปรมาจารย์รุ่นเจ็ดครุ่นคิด ยิ้มออกมาและให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด มันตัดสินใจแล้วว่าจะยื่นมือเข้าไปช่วย ก่อนที่เมิ่งฮ่าวจะถูกสังหารไปจริงๆ

เหตุผลที่มันมายังที่แห่งนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะเมิ่งฮ่าว แต่เป็นเพราะกลุ่มคนเหล่านั้นที่กล้าบังอาจมาละเมิดกฎของตระกูล

สายลมส่งเสียงกรีดร้องเต็มอยู่ในอากาศ ขณะที่บุรุษชุดดำพุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว มันเป็นบุรุษวัยกลางคนและมีร่างกายที่ซูบผอมเป็นอย่างยิ่ง สีหน้าเยือกเย็น มองไม่เห็นร่องรอยแห่งความตื่นเต้นแม้แต่น้อยนิด สำหรับมันแล้วการสังหารคนรุ่นเยาว์ที่ไม่ได้เป็นแม้แต่เซียน ช่างเป็นงานที่ง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง

ไม่สำคัญว่าเป้าหมายของมันจะมีกายเนื้อเซียนแท้หรือไม่ สำหรับมันแล้วเมิ่งฮ่าวเป็นแค่กลุ่มคนรุ่นเยาว์เท่านั้น ในความคิดของมัน ฟางซิ่วซานกำลังทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ในการที่ให้คนทั้งเก้ามาโจมตีเมิ่งฮ่าวเพียงคนเดียว

ในตอนนี้มันกำลังอยู่ห่างจากเมิ่งฮ่าวประมาณหนึ่งพันจ้าง แค่แวบเดียว ระยะห่างนั้นก็หดแคบลงจนเหลือเพียงแค่ไม่กี่ร้อยจ้างเท่านั้น

มันไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว แค่ยกมือขวาขึ้นมา และชี้ตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

ทำให้พื้นดินที่อยู่ข้างหน้าขึ้นไปบิดเบี้ยวไปมา ขณะที่รอยแตกขนาดใหญ่ได้เปิดออก ดูคล้ายกับเป็นมังกรปีศาจอันดุร้าย พุ่งตรงไปยังเมิ่งฮ่าว

สีสันแปลกๆ แวบขึ้นไป และกฎธรรมชาติก็ปรากฏขึ้น แสงสว่างและความมืดมิดในโลกแห่งนี้ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ถ้ามองมาจากที่ห่างไกล จะเห็นท้องฟ้ากลายเป็นร่างแหขนาดใหญ่ ทันทีที่รอยแตกนั้นปรากฏขึ้นบนพื้นดิน ท้องฟ้าทั้งหมดดูเหมือนจะแตกกระจายไป!

ม่านตาเมิ่งฮ่าวหดเล็กลง การมาถึงของบุรุษผู้นี้คล้ายกับมีแรงกดดัน กำลังกดทับลงมาทั่วทั้งบริเวณนี้ ราวกับเป็นเจตจำนงแห่งสวรรค์ เป็นแรงกดดันที่ทำให้โลหิตของเมิ่งฮ่าวต้องพลุ่งพล่านปั่นป่วน ทำให้พื้นฐานฝึกตนของเขาเริ่มแตกกระจายไป แม้แต่ร่างกายก็ยังได้เริ่มเกิดเป็นเสียงแตกร้าวขึ้นมา

“นี่คือผู้แข็งแกร่งอาณาจักรโบราณ, หือ…?” แสงแปลกๆ สาดประกายขึ้นในดวงตาเมิ่งฮ่าว ขณะที่อากาศเกิดการฉีกขาดออก เพื่อตอบรับนิ้วที่ชี้มาของบุรุษผู้นั้น การจัดการกับกฎธรรมชาติแห่งสวรรค์และปฐพีของมัน ได้บรรลุถึงความสมบูรณ์แบบ เห็นได้ชัดว่าถ้ามันต้องการให้อากาศฉีกขาดออก อากาศก็จะต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน

ความรู้สึกถึงวิกฤตอันร้ายแรง พุ่งขึ้นมาอยู่ในจิตใจเมิ่งฮ่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะที่รอยแตกนั้นได้เลื้อยตรงมาที่เขา ริมฝีปากของเมิ่งฮ่าวก็บิดขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เยาะเย้ย

ในตอนนี้เขาไม่ได้ขยับตัวเคลื่อนไหว สิ่งที่ขยับไปคือรูปปั้นที่อยู่ใต้เท้าเมิ่งฮ่าว!

ดวงตาของรูปปั้นที่ก่อนหน้านี้มีแต่ความว่างเปล่า ไร้สัญญาณแห่งชีวิตใดๆ แม้แต่น้อยนิด แต่ตอนนี้ดวงตาทั้งคู่จู่ๆ ก็เริ่มสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเจิดจ้า ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่ามีสติกลับคืนมาแล้ว ใบหน้าของรูปปั้นในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปด้วยความรู้สึก และกลิ่นอายของมันก็ม้วนตัวออกไป

มันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่ากลิ่นอาย แต่ก็ได้ทำให้สวรรค์ต้องสะท้านปฐพีต้องสะเทือน และรอยแตกที่กำลังพุ่งตรงมายังเมิ่งฮ่าวด้วยความรวดเร็ว จู่ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย!

ร่างแหขนาดใหญ่ที่อยู่ในท้องฟ้าก็พังทลายลงไปด้วยเช่นเดียวกัน

เสียงกระหึ่มดังก้องออกไปทั่วทุกทิศทาง และพื้นดินก็สั่นไหวไปมา ภูเขาสั่นสะเทือนขณะที่รูปปั้นของเมิ่งฮ่าว ดูเหมือนจะตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลมานานกว่าหลายหมื่นปี ราวกับว่ามันกำลังฟื้นคืนกลับมาจากความตาย

กลิ่นอายของมันเริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ เข้มข้นจนถึงระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ยิ่งใหญ่ ลักษณะของผู้ยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เหมือนกับผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกเรียกขานของหญิงสาวชุดขาว ซึ่งได้ปรากฏกายขึ้นในการต่อสู้ที่ถูกจัดขึ้นโดยสามกลุ่มเต๋าอันยิ่งใหญ่ นี่คือ…อาณาจักรเสมือนเต๋า ซึ่งถูกเรียกขานโดยผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่ในจิ่วต้าซานไห่! (เก้าขุนเขาทะเลอันยิ่งใหญ่)

สำหรับเหตุผลที่ทำไมมันถึงถูกเรียกขานเช่นนี้ ก็มีเหตุผลที่พิเศษเฉพาะบางอย่าง!

ดวงตาของนักรบศิลาสาดประกายขึ้นด้วยแสงอันเจิดจ้าและดูกระจ่างแจ่มใส พลังของมันกำลังพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ราวกับว่าในตอนนี้ รูปปั้นได้บรรลุถึงภารกิจที่ถูกมอบหมายมาให้โดยเคออวิ๋นไห่เมื่อหลายปีก่อนนั้นแล้ว!

ภารกิจของมันคือ…ปกป้องคุ้มครองเมิ่งฮ่าวไว้ตลอดเวลา ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์ของเขาไปตราบชั่วนิรันดร์!

มันจะไม่ยอมให้เมิ่งฮ่าวได้รับบาดเจ็บใดๆ ไม่ยอมให้เขาต้องโศกเศร้าเสียใจ และมากไปกว่านั้นคือจะไม่ยอมให้เขาต้องถูกสังหารไปอย่างแน่นอน นั่นคือ…ภารกิจของรูปปั้น และเป็นจุดประสงค์ทั้งหมดที่เคออวิ๋นไห่ได้สร้างมันขึ้นมา

เมิ่งฮ่าวนั่งอยู่บนศีรษะรูปปั้น และมองเห็นเคออวิ๋นไห่อยู่ในจิตใจ ใบหน้าท่านดูเข้มงวด แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความรัก และอีกครั้งที่หยาดน้ำตาได้เริ่มปรากฏขึ้นในดวงตาเมิ่งฮ่าว

อีกครั้ง…ที่เขารับรู้ได้ถึงความรักของบิดาจากเคออวิ๋นไห่

ครั้งนี้มันได้ปรากฏขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

เสียงแตกร้าวได้ยินมา และทุกสิ่งทุกอย่างก็สั่นสะเทือน รอยแตกปรากฏขึ้นในเขตเทือกเขา และจากนั้นก็กระจายออกไปในทั่วทุกทิศทาง

สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนเปลี่ยนไป ด้วยความไม่อยากจะเชื่อและประหลาดใจ จิตใจมันหมุนคว้าง ต้องหยุดชะงักนิ่งโดยไม่รู้สึกตัวในทันที และดวงตาก็เบิกโพลง

มันก็เป็นคนของตระกูลฟางด้วยเช่นเดียวกัน และสิ่งที่มันกำลังมองเห็นอยู่นี้ทำให้มันต้องงุนงง มองไปด้วยสองตาของตัวเองยังผู้พิทักษ์ในตำนานของดินแดนบรรพบุรุษและตระกูลฟาง รูปปั้นขนาดใหญ่โตนี้ไม่เคยขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมานานหลายปีจนนับไม่ถ้วน…แต่จู่ๆ กลับขยับตัวขึ้น!

มันมองเห็นเมิ่งฮ่าวนั่งอยู่ที่ด้านบนสุดของรูปปั้น ขณะที่รูปปั้นได้ยกเท้าขวาขึ้นและก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

ถ้ามองมาจากที่ห่างไกล รูปปั้นนั้นดูสูงใหญ่อย่างไร้ขอบเขต และทรงพลังอย่างน่าตื่นตกใจยิ่ง เมื่อเท้าของมันเหยียบลงไปบนพื้นดิน ทั่วทั้งโลกแห่งนี้ก็สั่นไหวไปมา ในเวลาเดียวกันนั้น แขนของรูปปั้นก็ขยับเคลื่อนไหว และเสียงแตกร้าวก็ได้ยินมา ขณะที่ภูเขาซึ่งได้เชื่อมต่อกับรูปปั้นได้พังทลายลงไป กลายเป็นก้อนหินดินทรายกลิ้งลงไปจากรูปปั้น ตกลงไปบนพื้นดิน

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: