Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1088

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 1088 ตัวตนของหลัวลั่วชิง

ความเชี่ยวชาญด้านการปรุงยาของปรมาจารย์อู๋นั้นยังคงใช้การได้อยู่ ไม่ช้าเขาก็หลอมยาเม็ดปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่ได้สำเร็จ

C

ยากที่จะบอกได้ว่าเป็นเพราะระดับวรยุทธที่เพิ่มขึ้นหรืออายุที่แก่จัดของหญ้าปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่ แต่การหลอมยาครั้งนี้ก็ได้ยาถึง 5 เม็ด

รองอาจารย์ใหญ่ถานฉิงจะต้องกินยา 3 เม็ดเพื่อฟื้นฟูแขนขาของเขาให้กลับสู่สภาพเดิม รวมทั้งเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง

“อาจารย์ใหญ่จางยิ่งชิว คุณยังห่างไกลจากการสำเร็จวรยุทธขั้นจิตวิญญาณต้นกำเนิด แต่จิตวิญญาณของคุณก็แข็งแกร่งมากเพราะได้อาบลำแสงศักดิ์สิทธิ์มาถึง 2 ปี ทำไมไม่ให้ผมถ่ายทอดเทคนิควรยุทธสำหรับจิตวิญญาณให้คุณ เพื่อที่จิตวิญญาณของคุณจะได้เข้าใช้หุ่นนี้เป็นการชั่วคราวล่ะ? บางทีผมอาจจะหาวิธีหลอมร่างใหม่ให้คุณได้” จางเซวียนเดินเข้าไปหาจางยิ่งชิว เขาสะบัดข้อมือและนำหุ่นเผ่าพันธุ์ปีศาจตัวหนึ่งออกมา

จิตวิญญาณของจางยิ่งชิวนั้นแข็งแกร่งกว่าจิตวิญญาณทั่วไปเพราะได้รับการบ่มเพาะจากลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบแท่นสถาปนาเซียนมาถึง 2 ปี แม้จะยังเทียบไม่ได้กับจิตวิญญาณต้นกำเนิด แต่ก็สามารถอยู่นอกร่างกายได้เป็นเวลานาน

หากจางเซวียนสามารถหลอมร่างที่เหมาะสมกับเขาได้ในตอนนี้ เขาก็จะมีชีวิตได้เหมือนคนธรรมดาโดยปราศจากปัญหาใดๆ

“นี่มัน…หุ่นเผ่าพันธุ์ปีศาจนี่” เมื่อเห็นหุ่น จางยิ่งชิวรีบส่ายหัว

เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ปีศาจ จะให้ยืมร่างของมันมาใช้ได้อย่างไร?

“ก่อนหน้านี้ บรมครูหวูหยางจื่อได้ใช้ร่างของเผ่าพันธุ์ปีศาจเพื่อทำเป็นหุ่น นี่คือประดิษฐกรรมชั้นยอดของเขา” รู้ดีว่าจางยิ่งชิวชื่นชมในตัวหวูหยางจื่อมาก จางเซวียนรีบเสริม

“คุณกำลังจะบอกว่าหุ่นพวกนี้…หลอมโดยบรมครูหวูหยางจื่อหรือ?” จางยิ่งชิวเบิ่งตาด้วยความตกตะลึงก่อนจะรีบหันไปจ้องหุ่นอีกครั้ง

เขาชื่นชมหวูหยางจื่อจากใจจริง และเพราะเหตุนั้นถึงได้พยายามค้นหาข้อมูลมากมายเกี่ยวกับอาณาจักรโบร่ำโบราณเพื่อจะสืบหากรณีของหวูหยางจื่อ

หลังจากตรวจสอบหุ่นปีศาจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าด้วยอาการยอมรับในความละเอียดลออของมัน สุดท้ายจางยิ่งชิวก็ได้แต่พูดว่า “ถึงอย่างไรผมก็เป็นปรมาจารย์ ให้ใช้เลือดเนื้อของเผ่าพันธุ์ปีศาจแบบนี้ ผมทำไม่ได้หรอก!”

“นายท่าน คุณยังไม่ตาย!” ขณะที่จางยิ่งชิวกำลังจะปฏิเสธความปรารถนาดีของจางเซวียน เสียงร้อนรนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น จางยิ่งชิวเงยหน้าและเห็นร่างใหญ่โตของอสูรระดับเซียนที่มีลักษณะเหมือนลิงพุ่งเข้าใส่เขาด้วยน้ำตานองหน้า

“ตะวันไบแซนไทน์” เมื่อเห็นหน้าตาของอีกฝ่าย จางยิ่งชิวนัยน์ตาแดงก่ำ

อสูรระดับเซียนตัวนี้เป็นอสูรของเขา อสูรตะวันไบแซนไทน์!

ทั้งเจ้านายและลูกน้องต่างพากันคิดว่าจะต้องแยกจากกันชั่วชีวิต ไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ได้กลับมาพบกันอีก

“นายท่าน ผมคิดถึงคุณมาก” อสูรตะวันไบแซนไทน์ทรุดตัวลงคุกเข่าและกอดจางยิ่งชิว น้ำตาไหลอาบหน้าของมัน ไม่หลงเหลือภาพของอสูรอารักขาผู้เข้มงวดของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนที่ทุกคนเคยรู้จักเลย

“ดูเหมือนจางยิ่งชิวจะมีความหมายกับเขามาก” เห็นสภาพของทั้งคู่ จางเซวียนครุ่นคิด

การกระทำของอสูรตะวันไบแซนไทน์นั้นบ่งบอกว่าเขาคิดถึงอาจารย์ใหญ่จางยิ่งชิวมาก ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็ได้ใช้เวลาหลายศตวรรษร่วมกัน และความผูกพันระหว่างพวกเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมีอะไรมาแทนที่ได้ง่ายๆ

ดังนั้น ด้วยการกระดิกนิ้ว จางเซวียนจึงคืนเสี้ยวของจิตวิญญาณที่อสูรตะวันไบแซนไทน์เคยมอบให้เขา

“อาจารย์ใหญ่จาง” เมื่อรับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณที่กลับมา อสูรตะวันไบแซนไทน์รีบหันมามองชายหนุ่มอย่างแทบไม่เชื่อสายตา

“นับจากวันนี้ไป คุณเป็นอิสระ ทำอะไรได้ตามใจ ถ้าคุณต้องการ คุณก็เป็นอสูรของอาจารย์ใหญ่จางยิ่งชิวต่อไปได้” จางเซวียนพูดยิ้มๆ

ถ้าจะพูดตามตรง ด้วยพละกำลังของจางเซวียนในตอนนี้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอสูรตะวันไบแซนไทน์อยู่ข้างกายแล้ว ในเมื่อเป็นแบบนั้น สู้เขาปลดปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระดีกว่า เพื่อที่จะได้ไปอยู่เคียงข้างจางยิ่งชิวได้

“ขอบคุณมาก นายท่าน” อสูรตะวันไบแซนไทน์โค้งคำนับให้จางเซวียนด้วยความสำนึกในบุญคุณ

ถ้าไม่ใช่เพราะชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า เขาคงไม่มีวันได้พบอาจารย์ใหญ่คนเก่าอีก

“ปรมาจารย์จาง ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะใช้ร่างของหุ่นปีศาจไปก่อน ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรรั้งผมไว้ คุณก็ได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนแล้ว และผมเชื่อว่าสถาบันของเราจะต้องเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกมากภายใต้การนำของคุณ นั่นคือเหตุผลที่ผมคิดว่าผมตายเสียดีกว่าที่จะต้องใช้สิ่งนั้นเพื่อมีชีวิตอยู่”

มาถึงตอนนี้ อาจารย์ใหญ่จางยิ่งชิวมองอสูรระดับเซียนของเขาและยิ้ม “แต่หลังจากได้พบเขา ผมก็ได้แรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป!”

จางยิ่งชิวคือผู้ที่ทุ่มเททุกสิ่งให้กับสถาบันปรมาจารย์ จนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่มีภรรยาและทายาท ยิ่งกว่านั้น สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนก็มีผู้ปราดเปรื่องเข้ามาแทนที่แล้ว เขาจึงคิดว่าอยู่ไปก็ไม่ได้อะไร แต่เมื่อได้พบกับอสูรตะวันไบแซนไทน์และเห็นทีท่าของมัน ก็รู้ตัวแล้วว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่เขายังทำได้ ยังเร็วเกินไปที่จะลาโลกไปตอนนี้

บางครั้งคนเราก็ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง แต่อยู่เพื่อคนอื่น

“ได้สิ!” เมื่อได้ยินคำตกลง จางเซวียนพยักหน้า เขาเดินเข้าไปแล้วใช้ศาสตร์ลับบางอย่างนำพาจิตวิญญาณของจางยิ่งชิวเข้าสู่ตัวหุ่น

ฟึ่บ!

ครู่ต่อมา หุ่นก็ลืมตา

หุ่นปีศาจนั้น ดูเผินๆ ก็ไม่ค่อยจะน่ามอง แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นนักรบระดับเซียนขั้น 3 เมื่ออยู่ในร่างนี้ จางยิ่งชิวก็จะมีประสิทธิภาพการต่อสู้ที่เพิ่มขึ้น

หลังจากจัดการเรื่องของถานฉิงและจางยิ่งชิวแล้ว จางเซวียนก็นำทั้งกลุ่มไปที่ทางเข้าหอสถาปนาเซียนตรงที่มีฉนวนอยู่

เขาดีดนิ้ว และรูปทรงกลมก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และด้วยการดีดนิ้วอีกครั้ง ฉนวนก็เปิดช่องออกมา

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

ทั้งกลุ่มเดินออกไป ไม่ช้าก็พบกับปรมาจารย์มู่ ฟงฉวิ๋น และคนอื่นๆ ซึ่งรออยู่ข้างนอก

เมื่อเห็นจางเซวียนกับคนอื่นๆ กลับมาอย่างปลอดภัยโดยมีรองอาจารย์ใหญ่ถานฉิงและรองอาจารย์ใหญ่จี้หยันมาด้วย ความยินดีก็แผ่ซ่านไปทั่วกลุ่มฝูงชน

ภารกิจของพวกเขาบรรลุแล้ว ทุกคนจึงตัดสินใจออกจากพระราชวังชิวอู๋ จางเซวียนชูรูปทรงกลมขึ้นสูง นำแสงเจิดจ้าแผ่ออกมาโดยรอบ

ฟึ่บ!

เพียงครู่เดียว ทุกคนก็พบว่าตัวเองยืนอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟของภูเขากกกอด

เมื่อหลุดออกมาจากอาณาจักรโบร่ำโบราณแล้ว จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขายิ้มและสะบัดข้อมือ แล้วทรัพย์สมบัติกองใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า “ทุกคน นี่คือทรัพย์สมบัติที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติซึ่งได้จากการสังหารเผ่าพันธุ์ปีศาจระหว่างการสำรวจ ในเมื่อพวกเราออกจากอาณาจักรโบร่ำโบราณได้โดยที่ยังมีชีวิต ก็ต้องแบ่งสมบัติกันหน่อย!”

สมบัติของราชาใบไม้ท้องฟ้า ราชาใบไม้เลือดนกและคนอื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่ทั้งทีมร่วมมือกันเพื่อให้ได้มา ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขายังอยู่ในอาณาจักรโบร่ำโบราณ ต่างคนต่างก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ออกมาทั้งยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ การจะแบ่งสมบัติหรือไม่แบ่งจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้ในเมื่อทุกคนออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว ก็เป็นเรื่องถูกต้องที่จะทำแบบนั้น

“เอ่อ”

“อาจารย์ใหญ่จาง คุณคือคนที่สังหารราชาใบไม้ท้องฟ้ากับตัวอื่นๆ พวกเรารับของพวกนี้ไว้ไม่ได้หรอก” นึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะเททุกอย่างในแหวนเก็บสมบัติออกมา ทุกคนพากันตัวแข็ง

ต่างคนต่างอดประทับใจความใจกว้างของเขาไม่ได้

ในส่วนลึกของหัวใจ พวกเขารู้ดีว่าต้องขอบคุณชายหนุ่มคนนี้ที่ทำให้สามารถเอาชนะเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นและหลบหนีออกมาจากอาณาจักรโบร่ำโบราณได้ทั้งที่ยังมีชีวิต ตลอดการเดินทางสำรวจ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรมากมาย จึงรู้สึกละอายที่จะรับของเหล่านั้นมาเป็นของตัวเอง

“พวกเราเข้าไปในอาณาจักรโบร่ำโบราณเป็นทีม ถ้าไม่มีพวกคุณ ผมก็อาจไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก” จางเซวียนยิ้ม

เมื่อได้เป็นเซียนฟ้าประทานแล้ว สภาวะจิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

ถึงของล้ำค่าพวกนี้จะมีค่าแค่ไหน ก็จะดีกว่าหากมันสามารถใช้ยกระดับวรยุทธให้ผู้คนมากมายได้ ดีกว่าที่เขาจะเก็บไว้คนเดียว

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็จะขอน้อมรับของขวัญจากคุณนะ” เห็นจางเซวียนตัดสินใจ ทุกคนก็ไม่อยากปฏิเสธอีก หลังจากแบ่งสรรปันส่วนทรัพย์สมบัติกันแล้ว ส่วนแบ่งที่แต่ละคนได้รับก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

ทีมสำรวจทั้งทีมเหลือทรัพย์สมบัติไว้ให้จางเซวียนมากมาย แต่นั่นไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อเขาแล้ว เพราะสิ่งยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาได้จากอาณาจักรโบร่ำโบราณก็คือการได้เป็นเจ้าของพระราชวังชิวอู๋

ฟึ่บ!

ด้วยการหมุนลูกทรงกลม มิติลี้ลับที่ดินแดนโบร่ำโบราณตั้งอยู่ก็ได้เข้าไปอยู่บนผิวหน้าของลูกทรงกลม เมื่อมองไกลๆ ก็เหมือนกับมีแผนที่จารึกไว้

หลังจากแบ่งทรัพย์สมบัติกันแล้ว ปรมาจารย์อู๋กับประธานหานเดินเข้ามาหาจางเซวียน ปรมาจารย์อู๋พูดว่า “อาจารย์ใหญ่จาง ในเมื่อเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว พวกเราจะขอกลับไปรายงานให้จักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติรับรู้ จึงขออำลาคุณตรงนี้เลย”

“ได้สิ เราคงมีโอกาสได้พบกันอีก” จางเซวียนพยักหน้า

“ก่อนพวกเราจะไป อยากขอคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวสักหน่อย จะสะดวกไหม?” ปรมาจารย์อู๋ส่งโทรจิตหาจางเซวียน

“ได้” จางเซวียนตอบ

เขาสร้างฉนวนล้อมรอบตัวเองไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ใครแอบฟัง จากนั้นก็หันไปถามทั้งคู่ “ไม่ทราบว่าคุณมีเรื่องอะไรที่จะพูดกับผม ที่ให้คนอื่นรับรู้ไม่ได้?”

ปรมาจารย์อู๋กับประธานหันมองหน้ากันอย่างลังเลก่อนประธานหานจะพูดขึ้น “อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เราอยากแนะนำอาจารย์ใหญ่จาง”

“แนะนำ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

มันเรื่องอะไรที่ทั้งคู่จะต้องเจาะจงมาให้คำแนะนำเขาเป็นการส่วนตัว?

“ผมเข้าประเด็นเลยก็แล้วกันนะ จากที่ผมเห็นตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าอาจารย์ใหญ่จางมีใจให้ปรมาจารย์หลัวใช่ไหม?” ปรมาจารย์อู๋พูดหลังจากเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง

“ใช่!” จางเซวียนรับคำอย่างหนักแน่น

เป็นเรื่องธรรมดาที่ชายหนุ่มคนหนึ่งจะมีใจให้หญิงสาว ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่น

แถมสาวน้อยคนนี้ก็เป็นคนเดียวที่ทำให้เขาใจเต้น และเขาตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือไปกับเธอ

“แล้ว…คุณรู้ภูมิหลังของปรมาจารย์หลัวหรือเปล่า?” ปรมาจารย์อู๋ถาม

“เรื่องนี้…เท่าที่ผมได้ยินมา ดูเหมือนเธอจะเกี่ยวข้องกับตระกูลนักปราชญ์” จางเซวียนอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง

“นั่นคือสิ่งที่พวกเราคิดไว้เช่นกัน อันที่จริง เราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่เธอจะเป็นองค์หญิงน้อยของตระกูลหลัว!” ปรมาจารย์อู๋เปิดเผยข้อสันนิษฐานของเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“องค์หญิงน้อย?” จางเซวียนถึงกับผงะ

“ใช่ เป็นที่รู้กันว่าองค์หญิงน้อยมีสายเลือดบริสุทธิ์ของตระกูลหลัว ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวนับตั้งแต่ตัวผู้ก่อตั้งเป็นต้นมา ไม่เพียงแต่เธอจะปราดเปรื่องมาก ว่ากันว่าเธอมีของล้ำค่าที่เป็นของตระกูลหลัวด้วย, ผู้ปกปิดมิติ”

ปรมาจารย์อู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เหล่านักปราชญ์ให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของสายเลือดมาก ดังนั้นการเลือกคู่ครองจึงเป็นเรื่องสำคัญ แถมเธอยังมีของล้ำค่าของตระกูลหลัวด้วย ดังนั้น…ในสถานการณ์ปกติ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะแต่งงานกับคนนอก!”

“เอ่อ” จางเซวียนขมวดคิ้ว “ถ้าเธอไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับคนนอก แล้วเธอจะต้องเป็นโสดตลอดชีวิตหรือ?”

“สำหรับผู้ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ในระดับปานกลาง จะแต่งงานกับคนนอกหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำหรับผู้ที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ในระดับขององค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัว…เป็นเรื่องยากมาก!” ปรมาจารย์อู๋ส่ายหน้า “ต่อให้เธอแต่งงาน ก็จะต้องแต่งงานกับคนในตระกูลเดียวกัน!”

“แต่งงานกับคนในตระกูลเดียวกัน?”

“ใช่แล้ว เทคนิควรยุทธของตระกูลนักปราชญ์นั้นไม่อาจปล่อยให้รั่วไหลไปสู่คนนอกได้ ดังนั้น ลูกหลานตระกูลนักปราชญ์จึงมักแต่งงานกันเอง ซึ่งถ้าคู่สมรสมีความบริสุทธิ์ของสายเลือดในระดับเดียวกัน ก็จะมีโอกาสที่จะได้ทายาทที่ปราดเปรื่องขึ้นอีก ผมจึงเกรงว่าความปรารถนาของคุณที่จะเดินในเส้นทางเดียวกับเธอนั้นอาจจะยากลำบาก เส้นทางที่คุณเลือกนั้นมีอุปสรรคนะ” ปรมาจารย์อู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

เขาไม่ได้ต่อต้านการที่ทั้งคู่จะร่วมทางกัน เพียงแต่รู้สึกว่ามีบางอย่างที่จางเซวียนควรจะรู้ไว้ก่อน

การจะแต่งงานกับลูกสาวของตระกูลนักปราชญ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“ยิ่งไปกว่านั้น…เท่าที่ผมรู้ องค์หญิงน้อยของตระกูลหลัวนั้นได้หมั้นหมายกับทายาทของตระกูลนักปราชญ์ผู้ทรงพลังไว้แล้ว เพราะเหตุนี้ เธอจึงหนีออกจากตระกูล และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน”

คราวนี้คนที่พูดขึ้นมาคือประธานหาน

หลังจากคาดเดาตัวตนของหลัวลั่วชิงแล้ว เรื่องร่ำลือมากมายที่เขาได้ยินเกี่ยวกับเธอก็เรียงรายกันเข้ามา แม้จะเป็นข่าวที่ว่ากันมาอีกที มีโอกาสที่จะเชื่อถือไม่ได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบอกจางเซวียนให้รู้ไว้

ถ้าจางเซวียนอยากจะร่วมหอลงโรงกับหลัวลั่วชิง เขาไม่เพียงแต่จะต้องปะทะกับตระกูลหลัว แต่ต้องเจอกับตระกูลนักปราชญ์ที่หลัวลั่วชิงได้หมั้นหมายไว้ด้วย

ในเมื่อฝ่าความเป็นความตายมาด้วยกัน เขาจะปล่อยให้จางเซวียนเผชิญหน้ากับเรื่องนี้โดยไม่รู้ความเสี่ยงไม่ได้

“หมั้นหมายกับทายาทของตระกูลนักปราชญ์ผู้ทรงพลัง ตระกูลไหน?” จางเซวียนอดถามไม่ได้

“เป็นตระกูลที่ใช้แซ่เดียวกับคุณนั่นแหละ” ปรมาจารย์อู๋หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ตระกูลนักปราชญ์ ตระกูลจาง!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!