ตอนที่ 140 ข่าวแพร่สะพัด
เมืองหลวงของอาณาจักรเทียนเซวียน ภายในบ้านของสมาชิกตระกูลตู้
ชายวัยกลางคนเดินออกจากห้องมาหยุดเหม่อมองสระน้ำอันสงบเงียบ ในมือถือกาน้ำชาเย็นๆใบหนึ่ง
เขาติดนิสัยอย่างหนึ่ง ทุกวัน หลังอาหารกลางวัน เขาจะต้องดื่มน้ำชาเย็นๆ!
นี่เป็นช่วงเวลาที่เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุด เขาได้สั่งบริวารไว้แล้วว่าห้ามใครมารบกวน แม้แต่ลูกชายของเขาเอง
เขาเคยเป็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องของตระกูลตู้ ผู้เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับตำแหน่งหัวหน้าตระกูล แต่ตอนนี้เขาเป็นแค่คนแก่ธรรมดาสามัญ
ตู้เหมี่ยวชวน บิดาของตู้หยวน!
แม้วรยุทธของเขาจะเสื่อมลงมากอันเนื่องจากอาการป่วยร้ายแรง และกลุ่มผู้สนับสนุนเขาก็ลดน้อยถอยลงในช่วงหลายปีของการถูกช่วงชิงอำนาจ แต่การปรากฏตัวของเขายังคงเรียกความนับถือยำเกรงได้เสมอ ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ไม่มีใครกล้ารบกวนช่วงเวลาแห่งความสงบของเขา
“ตอนนี้เรายังพอมีอำนาจควบคุมสถานการณ์อยู่บ้าง แต่ถ้าเราตาย ผู้สืบทอดตำแหน่งของเราจะต้องถูกขับไล่แน่ ถ้าถึงเวลานั้น เราจะต้องให้หยวนเอ๋อออกจากตระกูลไปก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องเกิดความยุ่งยากแน่นอน!”
เขาเอนหลังลงบนเก้าอี้ยาว ดวงตาปิดสนิท
ในเวลานี้คำพูดของเขายังพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายหนึ่งมิได้เห็นว่าเขาเป็นเสี้ยนหนามต่อตำแหน่งหัวหน้าตระกูล แต่ถ้าเขาตายไป ฝ่ายที่สนับสนุนเขาไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้แน่
คนนอกจะมองเห็นแต่ความรุ่งโรจน์และเกียรติยศของการได้อยู่ในตระกูลที่ทรงอิทธิพล แต่ไม่มีใครเห็นความขัดแย้งภายในซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างอะไรนักกับการแย่งชิงอำนาจภายในราชวงศ์ การเผลอไผลเพียงชั่วขณะอาจทำให้ทุกอย่างพังไปตลอดกาล
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ…”
ขณะที่สมองของเขาเริ่มสงบ และอยู่ในภวังค์เรื่องอนาคต เสียงโหวกเหวกอย่างตื่นเต้นก็ดังขึ้น จากนั้นก็เห็นเจ้าลูกชายตัวดีวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“พ่อบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่ามารบกวน?” ตู้เหมี่ยวชวนหน้าดำคร่ำเครียด
“ท่านพ่อ…” ตู้หยวนตัวแข็ง เพิ่งนึกได้ว่านี่เป็นเวลาพักผ่อนของบิดา
“ออกไป!”
“เอ่อ…” เห็นบิดาเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น ตู้หยวนจึงกลืนคำพูดลงไปและหันหลังกลับ
“รอเดี๋ยว แกวิ่งมาหน้าตาตื่นขนาดนี้ มีอะไร?” หลังจากได้จิบน้ำชาเย็นๆ ความหงุดหงิดของตู้เหมี่ยวชวนก็บรรเทาลง เขาลงนอนเหยียดขาบนเก้าอี้ยาวตัวนั้น ดวงตาหรี่ปรือ
“มะ…มีปรมาจารย์คนหนึ่งอยู่ที่เมืองหลวงนี่ เขารักษาภรรยาของหลิงเทียนหยู่ได้ ลูกเลยคิดว่า…ท่านพ่อก็ป่วยเหมือนกันไม่ใช่หรือ? บางทีเราอาจจะจ่ายค่าเสียเวลาเพื่อขอให้ท่านมาเยี่ยมเยียนได้”
เขาก้มหน้าแล้วตั้งต้นเล่าเรื่องที่เพิ่งได้รู้และเห็นมากับตา แต่ก่อนจะเล่าจบก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆที่อยู่รอบตัว เมื่อเงยหน้าขึ้นดูก็แทบทรุด
บิดาของเขาซึ่งเมื่อครู่ยังนอนยาวอยู่บนเก้าอี้ ตอนนี้ลุกขึ้นมายืนตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้ นัยน์ตาของบิดาเบิกโพลง สั่นสะท้านไปทั้งร่าง น้ำชาในถ้วยที่ถืออยู่กระฉอกลงบนพื้น เหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป
“ท่านพ่อ…” ตู้หยวนจ้องหน้าบิดาอย่างประหวั่นพรั่นพรึง
“เรียกพ่อ พ่ออยู่ได้ พูดอีกทีซิ ปรมาจารย์มาอยู่ในเมืองรึ?” ตู้เหมี่ยวชวนจับไหล่ลูกชายเขย่า สูญสิ้นความสุขุมเยือกเย็นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
ตู้หยวนรีบเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อฟัง
อันที่จริงเขารู้สภาวะของบิดาดี จุดชีพจรของบิดาถูกปิดกั้นอันเป็นผลมาจากอาการป่วยรุนแรง ในยามบ่ายของทุกวันพลังปราณของเขาจะแล่นผิดปกติ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมผิดเพี้ยนไปอย่างน่าอับอาย
เขากลัวผู้อื่นจะมาล่วงรู้ความผิดปกตินี้ จึงใช้นิสัยชอบดื่มน้ำชาตอนบ่ายมากลบเกลื่อนปิดบังใครต่อใคร ซึ่งก็พอถูไถไปได้
“ท่านพ่อ ปรมาจารย์ท่านนี้ไม่ธรรมดานะ เราควรจ่ายเงินเพื่อขอให้ท่านมาเยี่ยม…” ตู้หยวนเอ่ยกับบิดาหลังจากระลึกถึงสิ่งที่ได้เห็นมา แต่ก่อนจะพูดจบ ก็เพิ่งรู้ตัวว่าบิดาของเขาซึ่งปกติเป็นคนใจเย็นเดินนำลิ่วไปกว่าสิบเมตรแล้ว
ท่านพ่อของเขาตวาดก้อง “แกมัวจ้องหาอะไรล่ะ เร็วๆเข้า รีบล่วงหน้าไปมอบเงินค่าเยี่ยมเยียนให้ปรมาจารย์ก่อนสิ…”
“…”
พักหนึ่งกว่าตู้หยวนจะได้สติ “ท่านพ่อ…รองเท้า…”
ก่อนหน้านี้ บิดาของเขาถอดรองเท้าเพื่อจะเอนหลังบนเก้าอี้ แต่พอลุกก็ไม่ได้ใส่ไป เสื้อผ้าก็ยังยับยู่ยี่ เขารีบไปอย่างจะเป็นจะตาย…ปกติเขาเป็นคนเคร่งครัดและมีระเบียบแบบแผนมาก สิ่งหนึ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการแต่งกายไม่เรียบร้อย
“อ้อ…”
ตู้เหมี่ยวชวนนึกได้เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เขารีบจัดแจงเสื้อผ้า เมื่อออกจากบ้านแล้วก็เพิ่งนึกออก “ปรมาจารย์ที่แกพูดถึงพักอยู่ที่ไหน?”
ตู้หยวนตอบ
“อะไรนะ? มีคนระดับปรมาจารย์มาอยู่ในเมืองหลวง รักษาภรรยาของหลิงเทียนหยู่หายในสิบนาที?”
“เป็นไปได้อย่างไร? ข่าวลือกระมัง ขนาดท่านหยวนหยู่ยังหมดปัญญา ถึงปรมาจารย์จะเก่งวิเศษมาจากไหน เรื่องการรักษาก็สู้หมอแท้ๆไม่ได้หรอก!”
“ฉันก็ว่ามันเหลือเชื่อเกินไป เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้แค่ในฝันเท่านั้นแหละ”
“ฉันได้ยินมาว่าเขาชื่อหยางชวน ในบรรดาเก้าอาณาจักรใหญ่ที่อยู่รายรอบอาณาจักรเทียนเซวียนนี่ มีปรมาจารย์อยู่แค่สองสามคนเองนะ และฉันก็ไม่เคยได้ยินชื่อเขาเลย!”
“บางทีเขาอาจจะเป็นแค่หมอเก่งๆคนหนึ่งกระมัง แล้วข่าวลือก็เกินเลยไป ถ้าเขาเป็นปรมาจารย์ตัวจริงล่ะก็ ฮ่องเต้เซินจุยจะไม่ทรงทราบได้อย่างไรกัน?”
“ฮ่องเต้เซินจุยน่ะตามหาปรมาจารย์สักคนมาตลอด ฉันได้ยินมาว่าพระองค์ได้ส่งคำเชิญไปหาปรมาจารย์สองสามคนด้วยนะ เพราะฉะนั้นถ้าปรมาจารย์คนใดคนหนึ่งมาถึงเมืองหลวงล่ะก็ จะไม่ทรงทราบข่าวได้อย่างไร?”
“เราส่งคนไปสืบหาความจริงแล้ว…”
สถานการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับทุกตระกูล ทุกกลุ่มผู้มีอิทธิพล
หลิงเทียนหยู่เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของอาณาจักรเทียนเซวียน จะไม่ให้ผู้คนพากันสงสัยได้อย่างไรเมื่อได้รู้ว่าเขาตากน้ำค้างอยู่นอกคฤหาสน์หลังนั้นทั้งคืน?
เมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยออกมาว่ามีปรมาจารย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดออกไปเหมือนไฟป่า
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีใครเชื่อข่าวลือนี้อย่างจริงจัง
เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ขั้นต่ำสุด หากมาถึงที่นี่ก็แทบจะปิดเมืองฉลองกันแล้ว แต่แล้วจู่ๆปรมาจารย์คนหนึ่งเข้าไปพักในคฤหาสน์เล็กๆแบบนั้นโดยไม่มีผู้ใดระแคะระคายเลยได้อย่างไร?
การอภิปรายอย่างออกรสเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง แต่ผู้ต้องสงสัย – จางเซวียน ยังคงไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขากำลังจ้องซุนฉางอย่างเคร่งเครียด “ประหลาดมาก ทำไมแตะตัวเขาแล้วหนังสือไม่ปรากฏขึ้นมา”
เมื่อหลิงเทียนหยู่กลับไป จางเซวียนก็อดทดลองเรื่องการเรียกดูอาการป่วยโดยการสัมผัสตัวไม่ได้
เขาแตะทุกส่วนบนร่างกายของซุนฉางแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เสี่ยวฉาง นอนลงซิ” จางเซวียนสั่ง
“นอนลงหรือท่าน?” มุมปากของซุนฉางกระตุก น้ำตาหวิดร่วง
พูดกันตามตรง ไม่ว่าเจ้านายอยากให้เขาทำอะไร เขาก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ แต่…ไอ้การมาแตะเนื้อต้องตัวเขาตามอำเภอใจนี่ เขาอยากจะบ้า
ก่อนหน้านี้ก็กระตุกมาหนหนึ่งแล้วตอนได้ยินเจ้านายพูดว่าอยากสัมผัสภรรยาของหลิงเทียนหยู่ เพราะเขาคิดว่าเจ้านายมีรสนิยมวิตถาร แต่สุดท้ายก็โล่งอกที่แก้ไขความเข้าใจผิดไปได้
มาตอนนี้ก็ยังไม่วาย ดูเหมือนเจ้านายจะสนใจผู้ชาย…ไม่ใช่ผู้หญิงเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น แค่แตะต้องก็ยังไม่หนำใจ ยังต้องการให้เขานอนลงด้วย…
ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเรา…พรหมจรรย์ของเรา…
“ผู้อาวุโส…”
“เร็วเข้า!” จางเซวียนขมวดคิ้วอย่างรำคาญความยืดยาดของซุนฉาง ที่เขาต้องการก็แค่ให้นอนลงเท่านั้นเอง
“ครับท่าน” ซุนฉางน้ำตาคลอ เขาลงนอนและรอคอย ‘การรุกรานอย่างป่าเถื่อน’ ของเจ้านาย แต่สิ่งที่จางเซวียนทำก็แค่จับชีพจรและแตะต้องร่างกายบางส่วนของซุนฉางเท่านั้น เขาพึมพำอย่างสับสน “ประหลาดมาก ทำไมไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย?”
“ปฏิกิริยาหรือ? ผู้อาวุโส ท่าน…ท่านต้องการปฏิกิริยาแบบไหน?” ซุนฉางตัวสั่น
มาแตะเนื้อต้องตัว ลูบไล้เขาแบบนี้…อยากให้เขาเป็นฝ่ายรุกหรืออย่างไร?
สุดท้ายก็ชัดเจนแล้วใช่ไหมว่าตัวเองอยากเป็น ‘ฝ่ายรับ’?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซุนฉางตัวสั่นด้วยความขยะแขยง
“ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย…อ๋อ รู้แล้ว!” ขณะที่ซุนฉางใกล้จะเสียสติเต็มที ‘เจ้านาย’ ก็ตบหน้าผากราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้ เขาก้มหน้าลงมอง
“เสี่ยวฉาง อย่าขยับนะ ฉันจะลองทำให้เธอสลบ…”
“ฮะ?”
ท่านคิดจะทำอะไร…
หรือท่านอาย…ถ้าผมยังรู้สึกตัวอยู่?



