ตอนที่ 1436 จางจื่อชิง
ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าผู้อาวุโสโม่จะกำจัดกระบองเพชรจากศีรษะของเขาได้หมด ผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณระดับ 9 ดาวทั้งสองคนจ้องมองบรรดารูปปั้นที่อยู่ไม่ห่างออกไป ความหวาดกลัวและความไม่เข้าใจสั่นระริกอยู่ในดวงตาของพวกเขา
ทั้งคู่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในความสามารถด้านการร่ายมนต์พลิกฟื้นจิตวิญญาณของตัวเอง แต่ไม่เคยเจอกับอะไรที่แปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน มีเทคนิคการร่ายมนต์พลิกฟื้นจิตวิญญาณอยู่มากมายในโลกนี้ ดังนั้นจึงมีหลากหลายวิธีให้ผู้ผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณได้เลือกใช้ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง แต่สำหรับจิตวิญญาณที่อยู่ในรูปปั้นตรงหน้าพวกเขานั้น มันยากที่จะเชื่อ แต่ดูเหมือนจิตวิญญาณเหล่านั้นจะปราศจากข้อบกพร่องโดยสิ้นเชิง!
ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีไหน จิตวิญญาณพวกนั้นก็ตั้งรับและตอบโต้ได้
ตอนนี้ มาถึงจุดที่พวกเขาแทบจะหมดปัญญาแล้ว
“ยังมีวิธีอื่นที่จะแก้ปัญหานี้อีกไหม?” หลังจากรออยู่เกือบ 1 ชั่วโมง แต่ก็ไม่มีจิตวิญญาณดวงไหนถูกทำลายเลย จางหวู่เฉินนั่งนิ่งอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป
“เอ่อ…” เมื่อได้ยินคำนั้น ผู้อาวุโสอู๋หน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ เขาหันไปประสานมือให้จางหวู่เฉินด้วยอาการกระอักกระอ่วน “ผู้อาวุโสที่ 3, ผมเกรงว่าเราทั้งคู่คงจะมีทักษะไม่เพียงพอที่จะแก้สถานการณ์นี้ แต่ขอโทษเถอะ ถ้าผมจะถามว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการพลิกฟื้นจิตวิญญาณคนไหนที่ร่ายมนต์ใส่รูปปั้นพวกนี้?”
“พวกมันถูกร่ายมนต์ใส่โดยนักดาบคนหนึ่งจากปูชนียสถานนักปราชญ์, จางเซวียน!” จางหวู่เฉินตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“จางเซวียน?” ผู้อาวุโสอู๋กับผู้อาวุโสโม่มองหน้ากัน ต่างคนต่างเห็นความสับสนในดวงตาของอีกฝ่าย
พวกเขาพอรู้จักผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณที่ปราดเปรื่องอย่างน่าทึ่งในโลกใบนี้อยู่บ้าง แต่ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อนี้มาก่อน!
ยิ่งไปกว่านั้น…นักดาบ? มันบ้าบออะไรกันนี่?
“การร่ายมนต์พลิกฟื้นจิตวิญญาณของเขาเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากที่พวกเราเคยเรียนมา ผมเกรงว่าพวกเราคงช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าผมจะเสนอแนะ…ผู้อาวุโสที่ 3, ทำไมคุณไม่ตามหาบุคคลที่เป็นตัวการล่ะ? เป็นไปได้ว่าเขาจะเป็นเพียงคนเดียวที่จะยับยั้งรูปปั้นพวกนี้ได้” ผู้อาวุโสอู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
ในเมื่อแม้แต่ผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณระดับ 9 ดาวอย่างพวกเขายังจนปัญญา ก็เป็นไปได้ว่าคงมีแต่บุคคลผู้เป็นตัวการเท่านั้นที่จะยับยั้งรูปปั้นเหล่านี้ได้
เมื่อได้ฟัง ผู้อาวุโสที่ 3 ได้แต่นวดหว่างคิ้วด้วยความกลุ้มใจ
ไม่น่าเชื่อว่าตระกูลจางผู้ทรงเกียรติจะไม่อาจแก้ปัญหาที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งสร้างขึ้นได้! ถ้าเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหูคนนอกว่าพวกเขาจะต้องไปขอร้องเจ้าตัวการให้มาแก้ไขสถานการณ์ให้ล่ะก็ คงจะเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของตระกูลจางอย่างมาก
แต่เท่าที่เห็น พวกเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้หากยังปล่อยให้รูปปั้นเพ่นพ่านอยู่
“อู่เจิน นำทางไปที…” จางหวู่เฉินโบกมือและถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหมดปัญญา
ผู้อาวุโสอู่เจินรู้ดีว่าเรื่องนี้ใหญ่โตแค่ไหน เขารีบนำทางไป มีผู้อาวุโสที่ 3 ตามไปติดๆ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ผู้อาวุโสอู๋กับผู้อาวุโสโม่ก็ตัดสินใจตามไปด้วย
พวกเขาอยากเห็นว่าใครที่สามารถร่ายมนต์ใส่จิตวิญญาณอันทรงพลังจนถึงกับทำให้พวกเขาจนปัญญาได้
“ปรมาจารย์จางกับเจี้ยนชิงเซินมาที่นี่เพื่อท้าทายศิลปะเพลงดาบของตระกูลจาง เพราะฉะนั้นพวกเขาคงจะอยู่ที่บ้านพักของผู้เข้าแข่งขัน” ผู้อาวุโสอู่เจินอธิบายขณะนำทางไป
มีนักรบนับไม่ถ้วนแวะเวียนมาที่ตระกูลจางไม่เว้นแต่ละวัน บางคนมาเพื่อท้าทายตระกูลจาง ในขณะที่บางคนมาเพื่อเยี่ยมเยียน ดังนั้น เพื่อเป็นการแยกแยะวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือน สถานที่อยู่ของพวกเขาจึงแบ่งแยกออกเป็นสัดส่วนตามเจตนาของการเข้ามา
ในเมื่อเจี้ยนชิงเซินมีความขัดแย้งส่วนตัวกับหัวหน้าตระกูลของพวกเขา ก็เป็นที่รู้กันว่าสถานที่ที่เขาพักอยู่จะต้องเป็นบ้านพักของผู้เข้าท้าทาย
มีผู้เชี่ยวชาญมากมายพักอยู่ที่นั่น และความเชี่ยวชาญของพวกเขาก็หลากหลายกันไปในแต่ละสาขา มีทั้งเพลงดาบ เพลงหอก เพลงกระบี่ ไปจนถึงเพลงหมัด เพลงฝ่ามือ และอีกมากมาย
แน่นอนว่ามีผู้เชี่ยวชาญในอาชีพรองรับอีกจำนวนมากด้วย
“เร็วเข้า! รีบไปดูกันเถอะ มีใครคนหนึ่งกำลังท้าทายจางจื่อชิง!”
“จางจื่อชิง? คุณหมายถึงสาวน้อยผู้ปราดเปรื่องซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นจิตรกรอัจฉริยะหมายเลข 1 ของตระกูลจางหรือ?”
“ใช่แล้ว เธอเริ่มศึกษาการวาดภาพตั้งแต่อายุเพียง 3 ปี เมื่ออายุ 7 ปีก็เข้าถึงภาพวาดขั้นการถ่ายทอดเจตนารมณ์, เข้าถึงขั้นประหนึ่งหยุดลมหายใจเมื่ออายุ 9 ปี, เข้าถึงขั้นปัญญาญาณเมื่ออายุ 12 ปี, เข้าถึงขั้นภาพจำอันตราตรึงเมื่ออายุ 15 ปี”
“ปีนี้เธออายุ 18 ปีเท่านั้น แต่ก็สามารถวาดภาพที่เข้าถึงขั้นการรำลึกอดีตได้แล้ว แม้แต่ประธานสมาคมจิตรกรก็ยังชื่นชมยกย่องเธอมาก เขายกย่องให้เธอเป็นจิตรกรอัจฉริยะหมายเลข 1 ที่มีมาตลอดระยะเวลาหลายพันปี ไม่เพียงเท่านั้น ยังแทบไม่มีนักรบรุ่นเดียวกันคนไหนที่จะแข่งขันกับเธอในเรื่องการดีดพิณและการเล่นหมากรุกได้ด้วย แล้วใครกันที่ตาบอดถึงขนาดไปท้าทายเธอได้?”
“ผมเองก็ไม่แน่ใจ แต่ดูเหมือนจะเป็นแขกคนหนึ่งที่ชื่อจางเซวียน จากที่ผมได้ยินมา หมอนั่นเห็นว่ามีคนมากมายคลั่งไคล้ในภาพวาดของเธอ เขาจึงเดินเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ และดูเหมือนเขาจะพูดบางอย่างไม่เข้าหูที่ทำให้จางจื่อชิงโมโหเดือด ลงท้ายจึงเกิดการท้าทายกันขึ้น!”
“พูดบางอย่างไม่เข้าหู?”
“ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ดูเหมือนหมอนั่นจะพูดว่าพื้นฐานการวาดภาพของเธอนั้นไม่แข็งแรงนัก และถึงกับให้คำชี้แนะเธอด้วย ในเมื่อจางจื่อชิงเป็นถึงจิตรกรอัจฉริยะหมายเลข 1 ของสมาคมจิตรกร, หนึ่งในทายาทที่มีชื่อเสียงที่สุดของตระกูลจาง ก็เป็นธรรมดาที่เธอจะต้องโมโหเมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้น…”
ขณะที่จางหวู่เฉินมุ่งหน้าไป ก็ได้ยินเสียงฝูงชนโดยรอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเซ็งแซ่
“ไปดูกันเถอะ…”
พวกเขามาที่นี่เพื่อตามหาจางเซวียน แต่ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนอีกรอบทั้งๆ ที่เรื่องรูปปั้นก็ยังจัดการไม่เรียบร้อย?
เมื่อเดินตามฝูงชนไป ไม่ช้าพวกเขาก็เห็นจางเซวียนยืนอยู่กลางจัตุรัส มีเจี้ยนชิงเซินยืนเอามือกุมขมับอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนอีกคนหนึ่งคือจางจื่อชิง ก็กำลังจ้องหน้าจางเซวียนด้วยใบหน้าที่แดงก่ำอย่างโกรธจัด ร่างของเธอสั่นสะท้านไม่หยุด
“คุณจะแข่งกับผมเรื่องการวาดภาพหรือ?” จางเซวียนเลิกคิ้วอย่างไม่รู้สึกรู้สาขณะที่ตั้งคำถาม “แล้วเดิมพันคืออะไร? ถ้าไม่มีเดิมพัน ผมก็ไม่อยากจะเสียเวลากับคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนะ”
เขาได้ยินว่ามีผู้คนมากมายคลั่งไคล้ในผลงานของสาวน้อยคนนี้ จึงเดินเข้ามาเพื่อหวังว่าจะได้เห็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองต้องอัศจรรย์ใจ แต่หลังจากพิจารณาใกล้ๆ ก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยความผิดหวัง
จริงอยู่ว่าถือเป็นเรื่องน่าทึ่งที่สาวน้อยในวัยนี้สามารถวาดภาพที่เข้าถึงขั้นการรำลึกอดีตได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นเพราะอายุที่ยังน้อยและความอ่อนด้อยประสบการณ์ที่ทำให้แนวคิดของเธอยังขาดความสมบูรณ์ ส่งผลให้อารมณ์และความรู้สึกของภาพวาดนั้นดูจะอ่อนด้อยไป
ในอีกแง่หนึ่ง ก็เหมือนกับบทกวีอันงดงามในโลกเก่าของเขาที่ยืนยงมาได้หลายชั่วอายุคน บทกวีเหล่านั้นรังสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกของตัวกวี มีแต่ประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้รังสรรค์งานที่โดดเด่นจนทำให้ผู้อื่นสามารถนึกภาพตามและทำความเข้าใจได้ ทำให้มันมีทั้งความหมายและความยั่งยืนมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่วาดภาพโดยใช้เพียงจินตนาการของตัวเองนั้นจะอ่อนด้อยในแง่ของความรู้สึกและมโนภาพ ส่งผลให้แนวคิดในภาพวาดนั้นออกจะอ่อนด้อยไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าเป็นคนอื่น ด้วยความถ่อมตัวของจางเซวียน เขาคงจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือให้คำแนะนำใดๆ แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นจิตรกรผู้เป็นอัจฉริยะของตระกูลจาง เขาจึงอดรนทนไม่ไหว จะต้องให้คำแนะนำสัก 2-3 ข้อให้ได้
ใครจะไปคิดว่าสาวน้อยจะโมโหเดือดใส่เขาอย่างกะทันหันแบบนั้น?
“คุณ…” จางจื่อชิงจ้องหน้าจางเซวียนเขม็ง สายตาของเธอแทบจะฆ่าเขา
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้ช่างบ้าบอเกินจะทน การที่เขากล่าวหาว่าภาพวาดของเธอไร้สาระก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับพูดว่าเธอเป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงอะไร…รู้หรือเปล่าว่าฉัน, จางจื่อชิง คือผู้มีชื่อเสียงที่สุดในสมาคมจิตรกร ฉันคือคนที่ไม่มีชนชั้นสูงคนไหนไม่รู้จัก แล้วจางเซวียน…คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?
กล้าประกาศว่าจะไม่แข่งขันกับฉันหากไม่มีเดิมพัน คุณมีดีพอที่จะพูดแบบนั้นออกมาด้วยหรือ?
“ได้! ฉันจะวางเดิมพัน ภาพนี้มีชื่อว่า” ภาพเหมือนแห่งสายหิมะในฤดูหนาว “มันเป็นผลงานชิ้นเอกที่ฉันวาดขึ้นเมื่อฤดูหนาวที่แล้ว หากคุณเอาชนะฉันได้ ฉันจะให้คุณไปเลย!” ถึงจางจื่อชิงจะโมโห แต่เธอก็รู้ว่าชายหนุ่มจะต้องเดินหนีไปแน่ถ้าเธอไม่ยอมวางเดิมพัน
ดังนั้นเธอจึงสะบัดข้อมือ และม้วนกระดาษก็ปรากฏตรงหน้า
เมื่อคลี่มันออก โลกทั้งโลกที่มีแต่ความเยือกเย็นและหิมะที่ตกลงมาเป็นสายก็ปรากฏตรงหน้า เพียงแค่ได้มองมัน ก็ให้ความรู้สึกราวกับจมอยู่ในความเยือกเย็นที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เห็นเธอนำภาพวาดออกมา ฝูงชนก็ได้แต่อุทานด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่สีหน้าของหลายคนจะปรากฏความอิจฉา
“จื่อชิงถูกยั่วโมโหจนนำภาพนั้นออกมา ดูเหมือนคราวนี้เธอจะเอาจริงแน่!” จางหวู่เฉินตั้งข้อสังเกตขณะลูบเครา
“จริงด้วย นี่เป็นภาพวาดที่จื่อชิงรักมาก เธอถือมันเป็นของรักของหวง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สมาคมจิตรกรเสนอหินวิเศษขั้นสูงสุดให้ถึง 50 ก้อนเพื่อแลกกับภาพนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่ยอมขาย” ผู้อาวุโสอู่เจินพยักหน้า
ภาพวาดนั้นเป็นผลงานที่จางจื่อชิงรังสรรค์ขึ้นภายใต้สภาวะที่เธอมีความสมบูรณ์แบบที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะสร้างผลงานในขั้นนี้ได้อีก ดังนั้นเธอจึงทะนุถนอมภาพนี้ราวกับลูกรัก แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจางก็ยังไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เห็นมัน การที่เธอนำมันออกมาเป็นเดิมพันในการท้าทายครั้งนี้…ดูเหมือนเธอจะโมโหเอาจริงๆ
“คุณนี่ก็ช่างขี้เหนียวเหลือเกิน!” ส่วนอีกด้านหนึ่ง จางเซวียนกำลังสงสัยอยู่ว่าจางจื่อชิงจะนำอะไรมาเป็นเดิมพัน ก็พอดีกับที่เห็นภาพวาดนั้น เขาอดส่ายหัวด้วยความผิดหวังไม่ได้ “คุณไม่รู้สึกว่ามันน่าอับอายบ้างหรือที่อัจฉริยะของตระกูลจางอย่างคุณพยายามจะล่อลวงผมด้วยภาพวาดที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้? เอาอย่างนี้ดีกว่าน่ะ ถ้าคุณแพ้ผม คุณจะต้องมอบหินวิเศษขั้นสูงสุดให้ผมหนึ่งก้อน!”
“หินวิเศษขั้นสูงสุดหนึ่งก้อน?” คำพูดนั้นทำให้จางจื่อชิงกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว เธอกัดฟันถาม “คุณแน่ใจนะ?”
“แน่ใจสิ” จางเซวียนตอบหน้าตาเฉย
สำหรับเขา ของที่มีค่าที่สุดก็คือหินวิเศษขั้นสูงสุด ส่วนภาพวาดนั้น…เขาจะวาดเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ มันจึงแทบไม่มีค่าอะไรกับเขาเลย



