ตอนที่ 1438 จางเซวียนเอาจริง
“นั่นคือ…เทคนิคฝีแปรงปฐพีหิมะ!”
“ตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่ผู้ก่อตั้งหวู่เต้ากำลังเฝ้ามองนกนางนวลอยู่กลางอากาศ เขาสังเกตเห็นกรงเล็บของมันจิกลึกลงไปในพื้นดินที่ถมทับไปด้วยหิมะ จึงได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนั้น เขาคิดค้นเทคนิคฝีแปรงปฐพีหิมะขึ้น ภาพวาดที่ใช้เทคนิคนี้จะมีแนวคิดอันล้ำลึกตั้งแต่ตอนที่ผลงานยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ ลำพังแค่กระบวนการวาดภาพก็เกินพอจะกุมหัวใจของผู้ได้ชมแล้ว!”
“เทคนิคฝีแปรงนี้ถูกส่งทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายปี แต่มีจิตรกรอัจฉริยะเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้มันได้ ใครจะไปคิดว่าไม่เพียงแต่จื่อชิงจะได้ศึกษามัน แต่ยังสำแดงออกมาได้อย่างราบรื่นด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในท้ายที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ ชัยชนะจะต้องตกเป็นของเราแน่”
“เท่าที่เห็น หากหมอนั่นวาดภาพไม่ได้ถึงขั้น 9 ล่ะก็ ไม่มีทางที่เขาจะได้ชัยชนะอย่างแน่นอน…”
…..
เกิดเสียงเซ็งแซ่โดยรอบ
ทันทีที่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลจางเริ่มการวาดภาพของเธอ ทุกคนก็ถูกสะกดให้อยู่ในภวังค์ ไม่ว่าจะเป็นพู่กัน กระดาษ หมึก เทคนิคฝีแปรง และแม้แต่สภาพจิตของเธอ ล้วนแล้วแต่ปราศจากข้อบกพร่องที่จะก่อเกิดกับภาพวาดของเธอได้ พูดได้เลยว่าใครที่พบเห็นก็มีแต่จะถอนหายใจด้วยความยำเกรง
ไม่เลว จางเซวียนพยักหน้าด้วยอาการยอมรับ
ในฐานะจิตรกรระดับ 8 ดาว ความสามารถในการหยั่งรู้ของเขาเหนือชั้นกว่าฝูงชนเหล่านั้น เป็นธรรมดาที่เขาจะบอกได้ว่าสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะรับมือด้วยได้ง่ายๆ
อันที่จริง ทักษะของเธอเหนือชั้นกว่านักปราชญ์รุ่นเยาว์ของสมาคมจิตรกรที่เขาได้พบในปูชนียสถานนักปราชญ์ด้วยซ้ำ
แม้จะมีอัจฉริยะผู้น่าทึ่งมากมายจากทั่วทั้งแห่งทวีปแห่งปรมาจารย์มารวมตัวกันอยู่ที่ปูชนียสถานนักปราชญ์ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่านักปราชญ์รุ่นเยาว์จะเป็นตัวแทนของความเป็นสุดยอดในอาชีพรองรับนั้น
ยกตัวอย่าง แม้แต่จางเฟิงซึ่งเป็นนักปราชญ์รุ่นเยาว์ของสมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ มีความสามารถอย่างน่าทึ่งในการร่ายมนต์พลิกฟื้นจิตวิญญาณ แต่หากเขาต้องแข่งขันกับอัจฉริยะที่เพิ่งเข้าสู่สมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณสำนักงานใหญ่อย่างหวังหยิ่ง ก็แน่นอนว่าคงจะต้องพ่ายแพ้ ไม่อย่างนั้น เหล่าผู้อาวุโสของสมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณคงไม่ต้องลดตัวลงมาขอความช่วยเหลือจากจางเซวียน
ซึ่งที่นี่ก็เหมือนกัน
แม้นักปราชญ์รุ่นเยาว์ของสมาคมจิตรกรที่ปูชนียสถานนักปราชญ์จะเป็นอัจฉริยะจิตรกรผู้หาตัวจับยาก แต่ก็เห็นชัดว่าเขายังอ่อนด้อยกว่าเมื่อเทียบกับจางจื่อชิง
ฟึ่บ!
พู่กันของจางจื่อชิงดูเหมือนจะร่ายรำอย่างนุ่มนวลอยู่กลางอากาศ เกิดเป็นภาพที่งดงามแก่สายตาของผู้ชม แม้ท่วงท่าของเธอจะดูผ่อนคลาย แต่ทุกการเคลื่อนไหวนั้นมีเป้าหมายแม่นยำ สามารถควบคุมได้โดยไม่เกินเลยไปแม้แต่น้อย ทุกฝีแปรงที่ปัดลงไปบนกระดาษนั้นดูจะแผ่รังสีของความทรงพลังออกมา ทำให้ผู้พบเห็นจมดิ่งเข้าไปในโลกที่จางจื่อชิงสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของเธอ
“ปรมาจารย์จาง…เธอวาดไปเยอะแล้วนะ คุณควรจะเริ่มได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเราแพ้แน่!” ขณะที่จางเซวียนเฝ้าดูจางจื่อชิงอย่างสบายใจ เสียงร้อนรนก็ดังขึ้นข้างหู
เมื่อหันไป ก็เห็นเจี้ยนชิงเซินตบหน้าผากอย่างหมดปัญญา
“ไม่ต้องตื่นตระหนกไปหรอก” จางเซวียนชำเลืองดูก้านธูป และพบว่ายังมีเวลาอีกมากที่จะเริ่มทำงาน เขาจึงโบกมืออย่างสบายใจ ไม่ใส่ใจกับความร้อนรนของเจี้ยนชิงเซิน
เขาเป็นจิตรกรผู้มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลงานภาพวาดให้สำเร็จได้ภายในเวลา 10 ถึง 20 อึดใจเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เจี้ยนชิงเซินก็พลันนึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาเอาชนะนักปราชญ์รุ่นเยาว์ของสมาคมจิตรกรในหอคอยปรมาจารย์มาแล้ว จึงตัดสินใจไม่พูดอะไรมาก “ก็ดีแล้วที่คุณมั่นใจ แค่ก แค่ก! ปรมาจารย์จาง…คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมจะขอหารืออะไรกับคุณสักหน่อย?”
“ศิษย์น้องพูดมาเลย!” จางเซวียนตอบ
เจี้ยนชิงเซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยายามเรียบเรียงคำพูด “คืออย่างนี้ ตอนนี้คุณน่ะเป็นตัวแทนของศิลปะเพลงดาบของปูชนียสถานนักปราชญ์ของเรา ถ้าเป็นไปได้ คุณอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาชีพรองรับอื่นๆ ให้มากนักได้ไหม?”
พูดกันตามตรง เขาเริ่มจะเสียใจแล้วที่พาจางเซวียนมาที่นี่
พวกเขาตั้งใจมาที่นี่เพื่อท้าทายศิลปะเพลงดาบของตระกูลจาง แต่ยังไม่ทันจะได้พบนักดาบของตระกูลจางสักคน ชายหนุ่มก็ทำลายค่ายกลของอีกฝ่ายและร่ายมนต์ใส่บรรดารูปปั้นของพวกเขา มาตอนนี้ก็ยังท้าทายอัจฉริยะจิตรกรของตระกูลจางเสียอีก
ทั้งค่ายกล การร่ายมนต์พลิกฟื้นจิตวิญญาณ จิตรกร และการตรวจสอบสมบัติ…ถึงตอนนี้ จะยังมีใครจดจำได้อยู่หรือเปล่าว่าคุณคือนักดาบ?
เพราะฉะนั้น ผมอยากขอร้องคุณ คุณช่วยให้ความสำคัญกับสถานภาพของตัวเองก่อนจะทำอย่างอื่นได้ไหม?
ตอนนี้คุณเป็นศิษย์พี่ของผมนะ! มันดูดีหรืออย่างไรที่คุณจะไปโชว์ออฟในอาชีพรองรับอื่นๆ ?
“เอ่อ…ผมก็คิดว่าตัวเองออกจะหุนหันพลันแล่นไปหน่อยตั้งแต่มาถึงตระกูลจาง” เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนเกาหัวอย่างละอายใจ “ขอโทษทีเถอะ ดูเหมือนผมจะทำอะไรโดยขาดความยั้งคิดไปหน่อย”
เขามัวแต่มุ่งมั่นอยู่กับการตั้งใจป่วนตระกูลจางจนลืมเหตุผลดั้งเดิมที่เดินทางมาที่นี่ เขาควรจะเข้าท้าทายนักดาบชั้นยอดของตระกูลจางเพื่อล้างสิ่งที่เจี้ยนชิงเซินเคยถูกเหยียดหยามเอาไว้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสมจริงๆ ที่เขาจะปล่อยให้ตัวเองเดินว่อนไปทั่วเพื่อวุ่นวายกับอาชีพอื่นๆ หลายคนคงจะพากันคิดว่าเขาเป็นคนไร้สาระที่ไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านไหนเลยสักด้าน
เห็นจางเซวียนเข้าใจความคิดของเขา เจี้ยนชิงเซินพยักหน้าอย่างโล่งอก “ก็ไม่เป็นไร ขอแค่คุณจดจำวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่เรามาที่นี่ได้ก็พอแล้ว”
ถึงเขาจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่ได้เห็นชายหนุ่มเข้าไปวุ่นวายกับอาชีพรองรับอื่นๆ และยั่วโมโหพวกตระกูลจางอยู่ตลอด แต่ความรู้สึกโดยรวมก็ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางความสำนึกในบุญคุณมากกว่า เพราะถึงอย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะชายหนุ่ม ก็คงไม่มีโอกาสที่เขาจะได้เอาคืนเซียนดาบชิง
“ผมเข้าใจแล้ว จะจำไว้นะ” จางเซวียนพยักหน้า
ในตอนนั้น เสียงปรบมือกึกก้องก็ดังขึ้นรอบตัวเขา
“น่าทึ่งจริงๆ ! ผลงานของเธอใกล้จะเสร็จแล้ว”
“ช่างเป็นงานศิลปะที่มหัศจรรย์อะไรอย่างนั้น เทพธิดาจื่อชิง คุณคิดจะขายภาพวาดของคุณให้ผมหรือเปล่า?”
“สามารถวาดภาพอันงดงามได้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะชั้นยอดของสมาคมจิตรกร!”
…..
เสียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังเซ็งแซ่มาจากฝูงชนโดยรอบ จางเซวียนมองไป เห็นจางจื่อชิงวางพู่กันของเธอลง ภาพวาดที่เสร็จสมบูรณ์แล้วถูกเปิดเผยต่อสายตาชาวโลก
มันคือภาพวาดไม้ไผ่
ไม่มีความเขียวชอุ่มแบบไหนที่จะเติมเต็มความงดงามของไม้ไผ่นี้ได้ แต่สิ่งที่โดดเด่นก็คือความสูงตระหง่านของมัน ไม้ไผ่สีหยกดูเหมือนจะพุ่งออกมาจากภาพวาด มันดูจะสั่นสะท้านด้วยการเล่นแสงที่ส่องลงมาจากทั่วทั้งจัตุรัส
ไม้ไผ่นั้นดูเหมือนจะมีชีวิตจิตใจและความรู้สึกเป็นของตัวเอง มีรูปแบบและจิตวิญญาณเฉพาะตัวดังนั้น แม้จะขาดรายละเอียดเติมเต็มบางอย่าง แต่ภาพนั้นก็ไม่ได้ดูด้อยลงไป หากจะพูดเพียงอย่างเดียวก็คือ ไผ่แต่ละต้นนั้นดูจะแตกต่างจากต้นอื่นๆ
สามารถเรียกชีวิตให้กับภาพวาดของตัวเองได้…ไม่เลวเลย! จางเซวียนพยักหน้าด้วยอาการยอมรับ
เขาคิดว่าคงจะสามารถเอาชนะจางจื่อชิงได้ด้วยการวาดภาพแบบธรรมดาๆ แต่เท่าที่เห็น ทุกอย่างดูจะไม่ง่ายอย่างที่คิดไว้
ความสามารถของสาวน้อยสูงกว่าที่เขาคาดไว้มาก
การวาดภาพนั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เพียงเพราะภาพวาดมีสีสันสดใสและดูซับซ้อนก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นภาพวาดขั้นสูง ในทำนองเดียวกัน เสียงที่ดังที่สุดก็คือความเงียบ และรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการไร้รูปแบบ ผลงานชิ้นเอกส่วนมากมีแนวโน้มที่จะมีความเรียบง่าย
ในอีกแง่หนึ่ง ก็เหมือนกับการที่จะประเมินความสามารถของพ่อครัวด้วยการให้พวกเขาจัดเตรียมอาหารที่มีความเรียบง่าย
อันที่จริง ยิ่งภาพวาดมีความเรียบง่ายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนความสามารถของจิตรกรได้มากขึ้นเท่านั้น
หากใครสักคนชำเลืองมองงานของเธอเพียงแวบเดียว ก็พอจะสรุปได้ว่ามันอยู่ในระดับขั้นของการพรรณนาเสมือนจริง แต่อันที่จริงแล้ว หากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ผู้นั้นจะพบว่าไผ่ทุกต้นมีรายละเอียดราวกับมันมีชีวิต แทนที่จะเรียกว่าเป็นงานศิลปะ หากจะเรียกให้ถูกต้อง ก็สมควรจะเรียกว่าชีวิตใหม่ถูกสร้างขึ้นมากกว่า
ถ้าไม่ใช่เพราะอายุที่ยังน้อยของจางจื่อชิงและข้อจำกัดเรื่องวรยุทธของเธอ เธอคงจะสามารถรังสรรค์งานศิลปะขั้นสูงสุดและก้าวไปสู่ขั้นสุดท้ายของการเป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวได้
ไม่น่าแปลกใจแล้วที่ใครๆ พากันพูดว่าการจะเอาชนะเธอนั้นเป็นเรื่องยาก เว้นเสียแต่จะวาดภาพได้ถึงขั้น 9 จางเซวียนคิด
ด้วยคุณภาพของผลงานของจางจื่อชิง ต้องใช้ภาพวาดขั้น 9 ถึงจะเอาชนะเธอได้
“อะไรกัน? ปรมาจารย์จางคิดจะยอมแพ้หรือ?”
ขณะที่จางเซวียนกำลังครุ่นคิด เสียงของสาวน้อยก็ดังขึ้น
เมื่อหันกลับไป เขาเห็นจางจื่อชิงมองเขาด้วยรอยยิ้มเยาะ
ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มถึงเลือกเดิมพันกับเธอด้วยหินวิเศษขั้นสูงสุดก้อนหนึ่งแทนที่จะเป็นภาพวาดของเธอ เพราะด้วยมูลค่าของภาพวาดของเธอ ชายหนุ่มคงไม่สามารถจะหาสิ่งอื่นใดที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับสิ่งที่เขาเสียไปได้!
สุดท้าย เขาก็แค่หาทางหนีทีไล่เอาไว้ เผื่อในกรณีที่ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด
“ยอมแพ้? ผมจะทำอย่างนั้นทำไม?” จางเซวียนส่ายหน้า “ผมยอมรับว่าภาพวาดของคุณไม่เลวนะ และด้วยความเคารพในความเป็นจิตรกรของคุณ ผมจะต้องเอาจริงแล้ว!”
ขณะที่พูดคำนั้น จางเซวียนก็สะบัดข้อมือและชักดาบออกมา เขาทดสอบมันด้วยการกวัดแกว่งมันกลางอากาศ ก่อนจะส่ายหัวและเสียบกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขา จากนั้นก็ชักดาบออกมาอีกเล่มและกวัดแกว่งมัน แล้วก็ส่ายหัวอีกครั้งและเก็บมันเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
จางเซวียนทำแบบเดิมอยู่ถึง 3 ครั้งก่อนในที่สุดจะพบดาบที่พอใจ เขารีบเหลียวมองไปโดยรอบก่อนจะกระทืบเท้าเบาๆ ลงกับพื้น
ตุ้บ!
หินก้อนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับขาของเขาลอยขึ้นมา สะดุดตาทุกคนในทันที
“ผมจะเริ่มแล้วนะ” จางเซวียนพูดขณะชี้ดาบของเขาไปที่ก้อนหิน
“คุณจะไม่ใช้พู่กันหรือกระดาษในตำนานเพื่อแข่งขันกับฉัน แต่จะใช้แค่ดาบกับก้อนหินนี่หรือ?” จางจื่อชิงตาโตด้วยความไม่อยากเชื่อ
ในตอนนั้น เธอรู้สึกทันทีว่าอีกฝ่ายจงใจหยามหน้าเธอ ความโกรธเดือดพล่านเป็นริ้วๆ อยู่ในเส้นเลือด



