ตอนที่ 1441 จางเจี้ยง
เพราะเป็นหนึ่งในทายาทสาวที่ปราดเปรื่องที่สุดของตระกูลจาง จางจื่อชิงจึงเป็นดาวเด่นในสมาชิกรุ่นเยาว์ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมีบุคลิกที่ร่าเริงและรูปร่างหน้าตางดงาม ทำให้มีผู้มาชอบพอมากมาย ในแต่ละวันจะมีชายหนุ่มจำนวนมากพยายามเข้าหาเธอ โดยหวังว่าจะโชคดีและเอาชนะใจเธอได้ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความรำคาญให้เธออย่างมาก
ดังนั้น วันหนึ่งเธอจึงประกาศว่า ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใคร ตราบใดที่เขายังอายุไม่เกิน 30 ปีและสามารถเอาชนะเธอได้ในด้านการดีดพิณ การเล่นหมากรุก และการวาดภาพ เธอจะแต่งงานกับชายผู้นั้นโดยไม่ลังเล
เธอพูดแบบนั้นออกมาก็เพื่อยับยั้งบรรดาชายหนุ่มที่เข้ามารังควานเธอเท่านั้น อีกอย่าง เธอก็ไม่คิดว่าจะมีใครในโลกนี้ที่จะเอาชนะเธอในศาสตร์ทั้ง 3 ด้านได้ แต่ใครจะไปคิดว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เอาชนะเธอได้อย่างง่ายดายในด้านการวาดภาพ
ถึงหมอนี่จะบุคลิกไม่ดีนัก คำพูดคำจาก็ระคายหู แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามีความสามารถไม่น้อย การได้แต่งงานกับเขาคงไม่เลวนัก
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในสมองของจางจื่อชิงเมื่อได้ยินใครคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนพูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา ในชีวิตของเธอ เธอไม่เคยคิดเรื่องการแต่งงานกับชายใดมาก่อน เพราะรู้สึกว่าพวกเขาล้วนแต่ไม่คู่ควร แต่สำหรับชายคนนี้…เธอจำเป็นที่จะต้องยอมรับอย่างไม่เต็มใจ
ทันทีที่เกิดความคิดนั้นขึ้น มันก็ออกดอกออกผลขึ้นในสมองของเธอจนเธออดใจไว้ไม่ไหว จึงหันไปถามจางเซวียน “ไม่ทราบว่าปรมาจารย์จางมีทักษะในการดีดพิณด้วยหรือเปล่า?”
“ผมก็เคยเล่นอยู่บ้าง” จางเซวียนตอบพร้อมกับพยักหน้า
ใช่ เขาเป็นมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 8 ดาว แต่ถ่อมเนื้อถ่อมตัวไว้ก่อนน่าจะดีกว่า
“แล้ว…หมากรุกล่ะ?”
“ผมเกรงว่าผมจะเล่นไม่เป็น” จางเซวียนส่ายหัว
เขาได้ร่ำเรียนอาชีพรองรับมามากมาย แต่หมากรุกไม่ใช่ทักษะที่เขาสนใจ จึงไม่เคยคิดจะศึกษามันมาก่อน ดังนั้นจึงพูดได้ว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน
“เรื่องนั้นไม่เป็นไร ฉันสอนคุณได้ ปรมาจารย์จาง, คุณจะยอมลดตัวลงมาแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องศิลปะกับฉันต่อไปหรือเปล่า?” จางจื่อชิงถามด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
เจตนาที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของเธอนั้นชัดเจน ในอีกแง่หนึ่ง คำพูดนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการสารภาพ
“แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องศิลปะ?” จางเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัว “ผมหยิบยกเรื่องศิลปะขึ้นมาพิจารณาในยามว่างเท่านั้น และมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ผมใช้เวลาศึกษาเรื่องการวาดภาพเพียง 2 วัน และขอโทษเถอะ ผมเกรงว่าผมไม่สนใจที่จะให้เวลากับมันมากไปกว่านี้”
เขามาที่นี่เพื่อตบหน้าตระกูลจางและบีบบังคับให้ทายาทน้อยปรากฏตัว แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปศึกษาร่ำเรียนศิลปะ?
อีกอย่าง ผมพัฒนาความรู้ความเข้าใจเรื่องศิลปะได้ด้วยการอ่านหนังสือที่ถ่ายโอนเอาไว้ ทำไมจะต้องเสียเวลามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณด้วย?
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของชายหนุ่ม จางจื่อชิงถึงกับหน้าเสีย แต่เธอก็จับรายละเอียดบางอย่างในคำพูดของชายหนุ่มได้ จึงตั้งคำถามต่อ “คุณบอกว่าคุณใช้เวลาแค่ 2 วันในการเรียนรู้เรื่องการวาดภาพหรือ?”
“ใช่ ผมหมายความตามนั้น” จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “คิดว่าคงจะประมาณนั้นแหละ”
เหตุผลเดียวที่เขาเรียนวิชาวาดภาพก็เพื่อจะให้มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขสำหรับการเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์เท่านั้น เขาใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงในการศึกษาการวาดภาพแต่ละขั้น ดังนั้น เพื่อจะให้ถึงระดับ 8 ดาว เขาจึงต้องใช้เวลาราว 16 ชั่วโมง รวมเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือและฝึกฝนการวาดภาพด้วย รวมระยะเวลาแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 2 วัน
แต่เพราะความเป็นคนถ่อมตัว เขาจึงเลือกที่จะเพิ่มระยะเวลาขึ้นนิดหน่อย
“คุณใช้เวลาศึกษาการวาดภาพเพียง 2 วัน แต่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งขนาดนี้เชียวหรือ?” จางจื่อชิงไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ชายหนุ่มพูดออกมา
ส่วนจางเซวียนก็ไม่อยากจะพูดเรื่องไร้สาระมากกว่านี้ จึงยื่นมือออกไปและพูดว่า “ในเมื่อคุณแพ้การแข่งขัน ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องชดใช้สิ่งที่คุณติดค้างผม”
เป็นเพราะหินวิเศษขั้นสูงสุดเท่านั้นที่ทำให้เขารับคำท้า ในเมื่อเขาชนะแล้ว ก็ควรจะได้ของรางวัลที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเอง
“เดิมพัน…” เมื่อนึกได้ถึงเรื่องเดิมพัน จางจื่อชิงอดหัวเราะไม่ได้กับความเล็กน้อยของเรื่องนั้น “คุณควรจะได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดเมื่อครู่นี้นะ ตราบใดที่ใครคนหนึ่งเอาชนะฉันได้ทั้งในด้านการวาดภาพ การดีดพิณ และหมากรุก ฉันจะแต่งงานกับเขาโดยไม่มีคำถามใดๆ ในเมื่อคุณเหนือชั้นกว่าฉันในเรื่องการวาดภาพ ขอแค่คุณมีความเชี่ยวชาญในการดีดพิณและหมากรุกด้วย ฉันก็จะพิจารณาใช้ชีวิตที่เหลือกับคุณ…”
เมื่อพูดจบ ใบหน้าของจางจื่อชิงก็แดงก่ำด้วยความอาย
สำหรับสุภาพสตรี เรื่องนี้ถือเป็นความกล้าหาญมากที่พูดตรงไปตรงมาในเรื่องน่าอับอายแบบนี้
“คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ? พยายามจะเปลี่ยนเรื่องจากการที่ต้องมอบหินวิเศษขั้นสูงสุดให้ผมหรือ?” เห็นอีกฝ่ายไม่คิดจะมอบหินวิเศษขั้นสูงสุดให้เขา จางเซวียนหรี่ตาด้วยความไม่พอใจ
ทั้งคู่ตกลงกันแล้วก่อนการแข่งขัน มีพยานรู้เห็นมากมาย แล้วเธอจะผิดสัญญาหลังจากที่แพ้การแข่งขันอย่างนั้นหรือ…แถมยังบีบบังคับเขาให้แต่งงานกับเธอด้วย?
ฝันไปเถอะ!
“ฮะ?” จางจื่อชิงชะงักกับปฏิกิริยาตอบรับที่คาดไม่ถึงของจางเซวียน
ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่เธอคิดไว้เลย
“แพ้ก็คือแพ้นะ ไม่ว่าอย่างไรคุณก็จะต้องมอบหินวิเศษขั้นสูงสุด 1 ก้อนให้ผม!” จางเซวียนประกาศอย่างหงุดหงิด “อย่ามัวหาข้อแก้ตัวอยู่เลย วันนี้ไม่มีทางที่ผมจะจากไปโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายค่าชดใช้”
“คุณ…” จางจื่อชิงแทบจะหมดความอดทน
ในสายตาของชายหนุ่ม เธอมีค่าน้อยกว่าหินวิเศษขั้นสูงสุดก้อนหนึ่งอีกหรือ?
ถ้าใครต่อใครรู้ว่าเธอ, ซึ่งเป็นหนึ่งในอัจฉริยะชั้นยอดของตระกูลจางต้องถูกสลัดทิ้งเพียงเพื่อหินวิเศษขั้นสูงสุด 1 ก้อน เธอคงจะกลายเป็นตัวตลกให้ทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์หัวเราะเยาะแน่!
“อะ-เอ่อ…หัวสมองของจางเซวียนคนนี้ช่างประหลาดเหลือเกิน!” จางหวู่เฉินแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เขาใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะพึมพำออกมา
“อันที่จริง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นคนคนหนึ่งกล้าปฏิเสธจื่อชิง แถมยังใช้เหตุผลประหลาดด้วย!” ผู้อาวุโสอู่เจินก็พบว่าสถานการณ์นั้นเหลือเชื่อ
อย่างที่เขาว่ากัน แม้แต่วีรบุรุษผู้หาญกล้าที่สุดก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์ของความงดงาม
ด้วยความสามารถและรูปลักษณ์ของจางจื่อชิง เธอเป็นบุคคลที่มีชนชั้นสูงมาชอบพอมากมาย แต่แล้วกลับถูกปฏิเสธเพียงเพราะหินวิเศษขั้นสูงสุดเพียงก้อนเดียว
ลองคิดดู หากชายหนุ่มแต่งงานกับจางจื่อชิงจริงๆ ด้วยสายสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับตระกูลจาง เขาคงจะได้หินวิเศษขั้นสูงสุดในโลกนี้มามากมายเท่าที่เขาต้องการ!
แล้วมันเรื่องอะไรถึงจะต้องหงุดหงิดกับอีแค่หินวิเศษขั้นสูงสุดเพียงแค่ก้อนเดียว?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับส่ายหน้า จางหวู่เฉินก็ตั้งข้อสังเกต “เป็นไปได้ว่าเขาคงไม่อยากมีความสัมพันธ์กับตระกูลจาง!”
คนปราดเปรื่องอย่างจางเซวียนนั้นย่อมไม่ใช่คนโง่ ไม่มีทางที่เขาจะไม่เข้าใจเจตนาที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของจางจื่อชิง แต่ก็ยังเลือกที่จะพูดถ้อยคำแย่ๆ เหล่านั้นออกมา เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการจะมีความสัมพันธ์ล้ำลึกกับตระกูลจาง
……
บางที การที่จางเซวียนปฏิเสธจางจื่อชิงอาจทำให้อัจฉริยะคนอื่นๆ ของตระกูลจางเกิดความโมโหขึ้นมา ชายหนุ่มคนหนึ่งบินออกมาจากท่ามกลางฝูงชนและร่อนลงตรงกลางจัตุรัส “จางเซวียน, ผมคือจางเจี้ยงจากตระกูลจาง ผมขอท้าทายคุณ”
“คุณจะท้าทายผมเรื่องอะไร?” จางเซวียนถามอย่างสบายใจ
เขาคงจะตาบอดถ้าไม่รู้ว่าสมาชิกรุ่นเยาว์ของตระกูลจางคนนี้พยายามจะโค่นเขาลงให้ได้ ดูเหมือนเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการที่ค่ายกลป้องกันตัวถูกทำลายก่อนหน้านี้ด้วย ในเมื่อวัตถุประสงค์ของเขาในการมาเยี่ยมเยียนตระกูลจางก็เพื่อก่อกวนทุกอย่างให้ปั่นป่วนที่สุดมากเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาจึงไม่เดือดร้อนหากใครต่อใครจะพากันเข้ามา
“ผมไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่มั่นใจในทักษะการฝึกอสูรของตัวเอง ในเมื่อคุณกล้าดูถูกสมาชิกผู้ทรงเกียรติของตระกูลจางของเรา ผมก็หวังว่าคุณจะกล้าพอที่จะรับคำท้าทายของผม!” จางเจี้ยงพูดด้วยแววตาที่บ่งบอกความโกรธเคือง
ตรงกันข้ามกับทีท่าเป็นปฏิปักษ์ของจางเจี้ยง จางเซวียนตอบอย่างสุภาพ ราวกับไม่ได้รู้สึกว่าถูกคุกคามจากคำพูดของอีกฝ่ายแต่อย่างใด “คุณตั้งใจจะแข่งขันอย่างไร?”
“ง่ายมาก เมื่อ 3 ปีก่อน ตระกูลจางจับอสูรระดับเซียนที่ดุร้ายได้ตัวหนึ่ง ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำให้มันยอมจำนนได้ แม้แต่ผมก็ยังทำไม่สำเร็จ ตราบใดที่คุณทำให้อสูรตัวนั้นยอมจำนนได้ ผมจะยอมแพ้” จางเจี้ยงพูด
“แล้วถ้าผมทำให้มันยอมจำนนไม่สำเร็จล่ะ?” จางเซวียนส่ายหน้า
เท่าที่ฟังจากสิ่งที่จางเจี้ยงพูดออกมา ดูเหมือนว่าหากจางเซวียนทำให้อสูรระดับเซียนตัวนั้นยอมจำนนไม่สำเร็จ ก็จะถือว่าเขาพ่ายแพ้ แต่นี่เป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าแม้แต่จางเจี้ยงก็ยังไม่สามารถทำให้อสูรตัวนั้นยอมจำนนได้ก็บ่งบอกแล้วว่าเจ้านั่นเป็นอสูรที่รับมือด้วยได้ยาก หากจางเซวียนทำให้มันยอมจำนนไม่สำเร็จ ก็หมายความว่าอสูรตัวนั้นอยู่เหนือกว่าความสามารถของเขา ไม่ได้หมายความว่าทักษะการฝึกอสูรของจางเจี้ยงเหนือชั้นกว่าเขาเสมอไป
ถึงจางเซวียนจะมั่นใจในทักษะการฝึกอสูรของเขา แต่ประสิทธิภาพและเทคนิคที่เขาใช้นั้นก็ใช้ได้ผลดีกับอสูรที่มีสายเลือดมังกรหรืออสูรที่มีพละกำลังอ่อนด้อยกว่าเขาเท่านั้น ถ้าเป็นอสูรที่แข็งแกร่งกว่า ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเขาจะทำให้มันยอมจำนนได้สำเร็จ
“ผมได้ยินมาว่าคุณทำให้จิตวิญญาณที่อยู่ในค่ายกลป้องกันตัวของเรายอมจำนนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น คุณคงไม่มีปัญหาในการทำให้อสูรระดับเซียนยอมจำนนหรอก ใช่ไหม?”
จางเจี้ยงยิ้มขณะที่พูดต่อ “ผมใช้ชีวิตอยู่กับอสูรระดับเซียนตัวนี้มา 3 วันแล้ว แต่ความสนิทชิดเชื้อของเราก็อยู่แค่ 25% เท่านั้น ถ้าคุณเข้าถึงความสนิทชิดเชื้อที่เทียบเท่ากับผมได้ภายใน 3 วัน ผมจะยอมรับว่าคุณเหนือชั้นกว่าผม!”
“25%?” เมื่อได้ยินว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ยุติธรรม ในที่สุดจางเซวียนก็พยักหน้ารับ “แล้วถ้า…ผมทำให้อสูรตัวนั้นยอมจำนนได้ ผมจะพามันไปกับผมด้วยได้ไหม?”
นี่เป็นสิ่งที่ต้องหารือกันล่วงหน้า เพราะถึงอย่างไรอสูรระดับเซียนตัวนี้ก็เป็นของตระกูลจาง จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องปรึกษากันเรื่องที่อยู่ของมันเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น
“ถึงอสูรระดับเซียนตัวนี้จะถูกหัวหน้าตระกูลจับมา แต่ถ้าคุณทำให้มันยอมจำนนได้ คุณก็พามันไปได้เลย!” จางเจี้ยงพูด
ถึงตอนนี้ นัยน์ตาของเขาเป็นประกายโหดเหี้ยมขณะที่พูดต่อ “ถ้าคุณพ่ายแพ้การแข่งขัน ผมจะไม่เรียกร้องหินวิเศษขั้นสูงสุดหรืออะไรทำนองนั้นจากคุณ แต่ผมต้องการให้คุณคุกเข่าขอโทษจื่อชิง และไสหัวออกไปจากตระกูลจางซะ!”



