ตอนที่ 525 บ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณ-สำเร็จ!
“ดอกไม้สะกดอารมณ์? ได้สิ!” กูรูเชวพยักหน้า แต่แล้วก็พลันหน้าแดงก่ำขึ้นมาขณะที่พูดต่อ “ส่วนหินวิเศษขั้นกลางน่ะ ฉันมีแค่ก้อนเดียว…”
เธอมีดอกไม้สะกดอารมณ์อยู่ 2 – 3 ดอกในสวนสมุนไพร และดอกที่อายุมากที่สุดก็ตกราว 700 ปีแล้ว แต่ส่วนหินวิเศษขั้นกลางนั้น…แม้แต่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 สูงสุดอย่างเธอก็มีอยู่ในครอบครองเพียงหนึ่งก้อน
มีแต่อาณาจักรขั้น 2 อย่างจักรวรรดิฮ่วนหยูเท่านั้นที่มีสิทธิ์ซื้อขายแลกเปลี่ยนหินวิเศษขั้นกลาง ส่วนในสมาพันธ์นานาอาณาจักรก็ใช้กันเฉพาะหินวิเศษขั้นต่ำ นอกจากราชวงศ์ที่มีอยู่เพียง 2 – 3 ก้อน ก็เหลือแต่ตัวเธอนี่แหละที่มี
“ก้อนเดียว? ก้อนเดียวก็ได้!” จางเซวียนพยักหน้า
สำหรับดอกไม้สะกดอารมณ์ เขาจะนำมาใช้เอง แต่หินวิเศษขั้นกลางนั้นไม่ใช่
เพื่อให้พืชที่มีจิตวิญญาณอ่อนแอเติบโตได้อย่างรวดเร็ว พลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในหินวิเศษขั้นกลางจึงมีความจำเป็น หากเขาใช้หินวิเศษขั้นต่ำ กระบวนการก็จะยืดเยื้อออกไปอีกนาน
“ฉันจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้!” กูรูเชวผลุนผลันออกไป
ไม่ช้าเธอก็กลับมา
สำหรับคนอื่น การรวบรวมข้าวของตามที่จางเซวียนต้องการย่อมเป็นเรื่องยาก และไม่มีทางทำได้หากไม่ใช้เวลาสัก 2 – 3 เดือน แต่สำหรับสวนสมุนไพรอันดับ 1 ของเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ที่นี่มีสมุนไพรเกือบทุกชนิดที่จางเซวียนต้องการ ดังนั้น ใช้เวลาไม่นาน เธอก็รวบรวมได้หมด
เธอหาได้แม้กระทั่งหน่ออ่อนของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์
“ผมต้องการความสงบเพื่อทำการรักษา กูรูเชว คงต้องขอให้คุณเชิญทุกคนออกไปก่อน!”
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างถูกเตรียมการไว้แล้ว จางเซวียนก็โบกมือ
การฝังจิตวิญญาณของหน่ออ่อนเข้ากับเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นแม่ทำให้เขาต้องใช้ทักษะของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ แม้มรดกตกทอดนี้จะหายสาบสูญไปเนิ่นนาน และมีผู้คนจำนวนน้อยมากที่รู้จัก แต่จางเซวียนก็รู้สึกว่าปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าจะมาเสียใจภายหลัง
“ได้สิ!”
กูรูเชวรู้ดีว่าวิธีการของเขาคงจะเป็นความลับสุดยอด และเป็นธรรมดาที่จะไม่ต้องการให้ใครเห็น เธอจึงพยักหน้าและพาแขกเหรื่อทุกคนออกจากแปลงสมุนไพร
เมื่อทุกคนจากไป จางเซวียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองหน่ออ่อนของเถาวิเศษที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็ถอดจิตออกจากร่าง และเริ่มกระบวนการรักษา
“ทำไมปรมาจารย์จางยังไม่ออกมาอีก? คุณคิดว่าเขาจะได้ดอกไม้สะกดอารมณ์มาหรือเปล่า?”
ในห้องโถงที่จัดงานเลี้ยง จ้าวเฟยอู่กับจินชงไห่เดินพล่านเหมือนหนูติดจั่น ต่างมองไปที่แปลงสมุนไพรเป็นระยะ
มีแต่กูรูสมุนไพรและปรมาจารย์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในแปลงสมุนไพร ในฐานะผู้ติดตามปรมาจารย์จาง พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป จึงได้แต่รออยู่ข้างนอก
ใครจะไปรู้ว่าต้องรอนานถึง 5 – 6 ชั่วโมง ฟ้าก็มืดแล้ว แต่เขาก็ยังไม่กลับมา ทำให้ทั้งคู่เป็นห่วงและกังวลใจมาก
จินชงไห่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา “ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยน่ะ ถึงอย่างไร…เขาก็คือปรมาจารย์จาง!”
แม้เขาจะเพิ่งคุ้นเคยกับชายหนุ่มได้ไม่นาน แต่ก็รู้แล้วว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร ก็ล้วนแต่สำเร็จได้อย่างง่ายดาย เขายังสงสัยอยู่ว่ามีอะไรบ้างที่ปรมาจารย์จางทำไม่ได้
“ฉันรู้จักความสามารถของปรมาจารย์จางดี แต่…นิสัยแปลกประหลาดของกูรูเชวก็เป็นที่เลื่องลือไปทั้งเมืองหลวง แม้แต่พ่อของตัวเอง เธอก็ยังปฏิเสธได้โดยไม่ลังเลสักนิด และด้วยเหตุเร่งด่วนของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ เธอก็คงกระวนกระวายยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ไม่ง่ายเลยที่ปรมาจารย์จางจะขอซื้อสมุนไพรจากเธอได้ในสถานการณ์แบบนี้…ฉันเกรงว่า ทันทีที่เขาขอซื้อสมุนไพร กูรูเชวก็จะเฉดหัวเขาออกมาน่ะสิ!”
ถึงจ้าวเฟยอู่จะชื่นชมยกย่องความสามารถของปรมาจารย์จาง แต่เธอก็ยังกังวลใจเรื่องกูรูเชว
เพราะกูรูเชวคือผู้ที่ไม่มีใครบีบบังคับให้เธอทำสิ่งใดได้เลย ทุกอย่างแล้วแต่อารมณ์ของเธอทั้งนั้น ถ้าเธออารมณ์ดี ก็พร้อมจะขายทุกสิ่งที่คุณอยากได้ ขอแค่มีเงินจ่าย…แต่ในสภาวะที่แปลงสมุนไพรทั้งแปลงกำลังจะตาย เธอย่อมอารมณ์เสียอย่างหนัก การที่ปรมาจารย์จะขอซื้อสมุนไพรจากเธอคงเป็นเรื่องสาหัสแน่
เผลอๆ ปรมาจารย์จางอาจถูกตะเพิดออกมาก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้พูดเสียด้วยซ้ำ
เพราะเรื่องแบบนั้นก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
มันคือสิ่งที่เกิดกับผู้แทนจากสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ในครั้งนั้น
“เอ่อ…ที่คุณพูดก็ดูจะเป็นไปได้…” จินชงไห่มีแววตากังวลใจ
“ปรมาจารย์จางอยากได้ดอกไม้สะกดอารมณ์มาก ถ้าหมดหนทางจริงๆ ฉันจะขอร้องท่านพ่อให้ช่วย เพราะหากเป็นท่านพ่อ อย่างน้อย…กูรูเชวก็น่าจะรับไว้พิจารณาบ้าง…”
อีกครู่ต่อมา เมื่อยังไร้วี่แววของจางเซวียน จ้าวเฟยอู่จึงตัดสินใจ
แต่ถึงจะคิดไว้แล้ว เธอก็ยังไม่แน่ใจเท่าไรนัก
เพราะถ้าชื่อของท่านพ่อยังพอมีอิทธิพลกับกูรูเชว ในครั้งนั้น ผู้แทนของสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์ก็คงไม่ถูกตะเพิดออกมา
กูรูเชวเป็นผู้มีอำนาจ และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการหว่านล้อมหรือข่มขู่ใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่จ้าวเฟยอู่ซึ่งมีทักษะการต่อรองและโน้มน้าวใจ ก็ยังหาทางออกให้เรื่องนี้ไม่ได้
เพราะถ้าอีกฝ่ายมีอำนาจล้นฟ้า จะใช้กลวิธีไหนก็ไร้ประโยชน์
“พวกเราคงได้แต่หวัง…ดูนั่น มีคนมา!” จินชงไห่พยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะปลอบใจจ้าวเฟยอู่ ก็เห็นเงาดำๆ ของร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามาในงานเลี้ยง
“ปรมาจารย์จางนี่…”
เขาคือคนที่ทั้งคู่กำลังบ่นถึง จางเซวียน
“ไม่ต้องบอกก็รู้ ถูกตะเพิดออกมาแน่ๆ …”
เมื่อเห็นเขามาคนเดียว จ้าวเฟยอู่ก็เปรยอย่างไม่สบายใจก่อนจะเดินออกไปหาจางเซวียนพร้อมกับจินชงไห่
“ปรมาจารย์จาง คุณกลับมาแล้ว อย่าห่วงเรื่องดอกไม้สะกดอารมณ์เลยนะ ฉันจะขอร้องท่านพ่อให้ช่วยเจรจาให้…”
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดและอ่อนระโหยของชายหนุ่ม จ้าวเฟยอู่ก็สรุปได้ว่าเขาคงถูกกระหน่ำมาอย่างหนัก เธอจึงรีบปลอบใจ
“จริงด้วย! ใครๆ ก็รู้ว่ากูรูเชวน่ะนิสัยประหลาดและเข้าใจยากแค่ไหน คุณไม่ต้องกังวลให้มากไปหรอก…” จินชงไห่พูด
“ฮึ?”
ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ทั้งคู่ก็กลุ้มรุมกันปลอบใจเขาเสียแล้ว เล่นเอาจางเซวียนหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก ขณะที่เขากำลังจะอธิบาย เสียงฝีเท้าที่กำลังจ้ำอย่างรีบเร่งก็ดังขึ้น
กูรูเชวกับแขกเหรื่ออีกสองสามคนพรวดพราดเข้ามาในงานเลี้ยง
“พวกคุณคิดจะทำอะไรน่ะ?” เมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนของพวกเขา จินชงไห่ก็รีบก้าวออกมาเพื่อปกป้องจางเซวียนกับองค์หญิง
“ปรมาจารย์จาง นี่คือสมุนไพรที่มีอายุ 500 ปีอีกหนึ่งร้อยชนิด มันเป็นสัญลักษณ์แทนความซาบซึ้งใจของฉัน คุณช่วยรับมันไว้เถอะ อีกอย่าง นับจากวันนี้เป็นต้นไป คุณจะเป็นมิตรสหายตลอดกาลของสวนสมุนไพรตะวันตกแห่งนี้ หากมีสิ่งใดที่คุณต้องการ บอกมาได้เลย ทุกอย่างที่ฉันหาให้ได้ ฉันจะมอบให้คุณฟรีๆ !”
กูรูเชวเดินเข้ามาหาจางเซวียนโดยไม่แยแสจินชงไห่ เธอโค้งคำนับอย่างงามและยื่นแหวนเก็บสมบัติวงหนึ่งให้จางเซวียน
“มิตรสหายตลอดกาล?”
“ฟรี!”
เมื่อเห็นกูรูเชวผู้แสนพิลึกพิลั่นที่กล้าตะเพิดแม้กระทั่งผู้แทนจากสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์กำลังโค้งคำนับให้จางเซวียน และมอบสมุนไพรให้เขาเป็นของขวัญ จ้าวเฟยอู่กับจินชงไห่ก็ได้แต่ตาค้าง
นี่มันอะไรกัน…
ผู้หญิงคนนี้เป็นคนหัวแข็งดื้อรั้นอย่างไม่มีใครเทียบได้ ทำไมจู่ๆ ก็โค้งคำนับอย่างงามราวกับ นักเรียนผู้ถ่อมตัว…หนักข้อถึงขนาดมอบสมุนไพรล้ำค่ามากมายให้เป็นของขวัญด้วย
“ถ้าเปรียบเทียบกับปรมาจารย์จาง ความรู้ความเข้าใจในฐานะกูรูสมุนไพรของพวกเรายังอ่อนด้อยเหลือเกิน!”
“ต้องขอบคุณปรมาจารย์จางที่ทำให้เถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง!”
ขณะที่ทั้งคู่ยังงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่ของแขกเหรื่อที่เพิ่งกลับมา
“ปรมาจารย์จาง…รักษาอาการป่วยของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ได้?”
เมื่อถึงบางอ้อ ทั้งคู่ก็ได้แต่มองหน้ากันอย่างพรั่นพรึง
พวกเขาเพิ่งพูดถึงเรื่องของปรมาจารย์จางกับลู่จั้นอยู่เมื่อครู่ สำหรับคนที่ไม่รู้แม้แต่ว่ากูรูสมุนไพรคืออะไร แต่สามารถรักษาอาการป่วยของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ที่แม้แต่กูรูสมุนไพรผู้เชี่ยวชาญก็ยังหมดหนทาง…
ทำไมเรื่องราวมันพิสดารพันลึกราวกับนิยายแบบนี้?
“ไม่เพียงแต่ปรมาจารย์จางจะซื้อดอกไม้สะกดอารมณ์ได้ เขายังมีความสัมพันธ์อันดีกับกูรูเชวถึงขนาดที่เดินออกมาจากแปลงสมุนไพรพร้อมกับเธอ แถมกูรูเชวยังสัญญาว่าต่อไปเธอจะจัดหาสมุนไพรทุกอย่างให้ตามที่เขาต้องการ และที่สำคัญกว่านั้น…เจ้าบอกว่าเขารักษาอาการป่วยของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ได้ด้วย?”
ที่สำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร หัวหน้าจ้าวตาโตจนแทบถลนเมื่อได้ฟังลูกสาวกับจินชงไห่รายงาน
ตกตะลึงขนาดที่…เวลาผ่านไปครู่ใหญ่แล้ว ก็ยังไม่หาย
จางเซวียนนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง เขาจ้องมองดอกไม้สีแดงก่ำที่อยู่ตรงหน้า
ดอกไม้สะกดอารมณ์ที่มีอายุ 700 ปี!
ด้วยสมุนไพรที่มีจำนวนมากพอผนวกกับกลวิธีของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณ การจะฝังหน่ออ่อนของเถาวิเศษเข้ากับเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ต้นแม่จึงไม่ยากเย็นเกินไป ซึ่งเมื่อเขาทำสำเร็จ กูรูเชวก็ขอบอกขอบใจเขาเสียใหญ่โต
เหตุผลที่จางเซวียนไปสวนสมุนไพรในครั้งนี้ก็เพื่อดอกไม้สะกดอารมณ์ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เขาจึงรีบกลับมาที่สำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักรกับจ้าวเฟยอู่และจินชงไห่ จากนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้องพักที่จ้าวเฟยอู่จัดเตรียมไว้ให้
มันเป็นบ้านพักขนาดกลางที่อยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์ มีทั้งองครักษ์ คนรับใช้ และแม่บ้านประจำตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา ซุนฉางจึงไม่ต้องเหนื่อยยากไปจ้างมาให้เขา
เมื่อหาที่นอนเหมาะๆ ให้อสูรห้าสะพรึงได้แล้ว จางเซวียนก็กลับห้องและหยิบดอกไม้สะกดอารมณ์ออกมา
“เราต้องถอดจิตก่อน”
จิตวิญญาณค่อยๆ ลอยออกจากร่างผ่านทางจุดชีพจรของเขา จางเซวียนยกมือขึ้น และดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้ากายเนื้อก็ลอยมาหา
“ในการบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณ ผู้นั้นจะต้องจารึกอักขระค่ายกลเพื่อรวบรวมพลังงานจากวิญญาณเข้าสู่พืชที่สามารถควบคุมและใช้ประโยชน์จากพลังงานนั้นได้…จากนั้นก็จะต้องเพิ่มพลังงานให้กับพืชชนิดนั้นอีก เพื่อเร่งอัตราการเจริญเติบโตของมัน…”
จางเซวียนหวนนึกถึงกรรมวิธีบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณ ขณะที่จับจ้องดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า
แม้ดอกไม้สะกดอารมณ์จะเป็นสมุนไพรวิเศษ แต่ก็ยังไม่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง การจะใช้มันเป็นศูนย์รวมพลังงานจากวิญญาณของผู้พยากรณ์จิตวิญญาณจึงทำได้ง่ายกว่า
หากเป็นสมุนไพรวิเศษชนิดอื่นที่มีชีวิตจิตใจ มันอาจทำลายตัวเองทันทีที่เขาพยายามถ่ายทอดพลังงานจากวิญญาณเข้าสู่ตัวมัน ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ก็ไม่อาจบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณได้สำเร็จ
ฟิ้วววว!
จางเซวียนขับเคลื่อนพลังงานจากวิญญาณสู่ดอกไม้ มันค่อยๆ โอบล้อมดอกไม้สะกดอารมณ์อย่างช้าๆ
หลังจากได้ฝึกฝนศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้า พลังจิตวิญญาณของจางเซวียนก็มีพลังเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 2 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าระดับวรยุทธของเขาเสียอีก แม้การบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยระดับความแข็งแกร่งของพลังที่เขามีอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย
ด้วยเหตุนี้ จางเซวียนจึงขังตัวเองอยู่ในห้องตลอด 3 วัน
สุดท้าย ในวันที่ 4 ดอกไม้สีแดงก่ำที่อยู่ตรงหน้าเขาก็สั่นสะท้านและเปลี่ยนเป็นต้นอ่อนสีขาว
การบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณ…สำเร็จแล้ว!
“นับจากนี้ เราจะต้องใช้พลังบ่มเพาะมันทุกวัน อีก 2 เดือนก็คงจะใช้การได้!”
จางเซวียนพยักหน้าอย่างพอใจ
ดอกไม้สะกดอารมณ์ได้แปรสภาพเป็นหญ้าปลุกวิญญาณแล้ว แต่เพราะยังเป็นต้นอ่อน ตอนนี้จึงยังใช้การไม่ได้ แต่จางเซวียนก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ให้เวลาอีกสัก 1 หรือ 2 เดือนมันก็คงจะโตเต็มที่
ทันทีที่เขาสกัดธูปปลุกวิญญาณจากหญ้าปลุกวิญญาณได้สำเร็จ เขาก็จะช่วยชีวิตลู่ชงได้
การขับเคลื่อนพลังงานตลอด 3 วันเต็มทำให้จางเซวียนอ่อนเพลียอยู่บ้าง
หลังจากดึงจิตกลับเข้าร่าง จางเซวียนก็หยิบหินวิเศษขั้นกลางที่ได้จากซ่งเชาออกมาซึมซับพลังจิตวิญญาณเข้าไป เมื่อพอจะฟื้นตัวจากอาการอ่อนล้า เขาก็เดินออกจากห้อง
ในตอนนั้น พระอาทิตย์ก็ลอยโด่งแล้ว ยังไม่ทันจะเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ จางเซวียนก็เห็นซุนฉางเดินตรงเข้ามา
“นายน้อย ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวมาขอพบ”
ปรมาจารสู่ว, สู่วฟันและปรมาจารย์หลิว, หลิวหยู่เหิง คือปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวที่เชิญเขามาร่วมการประลองปรมาจารย์ตั้งแต่สมัยที่จางเซวียนยังอยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่
“พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่?” จางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า แต่ไม่ช้าก็เข้าใจ
เขาไม่ได้ปกปิดตัวเองเลยตั้งแต่มาถึงเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ถึงขนาดไปสวนสมุนไพรตะวันตกเพื่อแก้ปัญหาของเถาวิเศษสอดประสานโลกันตร์ด้วย ในฐานะองค์กรที่มีอำนาจที่สุดในดินแดนนี้ การที่สภาปรมาจารย์จะรู้ตำแหน่งแห่งหนของเขาก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร
จางเซวียนเคยพูดไว้ว่าเขาจะไปตามหาปรมาจารย์ทั้งคู่ทันทีที่มาถึงเมืองหลวงแห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ซึ่งเขาก็มาถึงตั้ง 2 – 3 วันแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปสภาปรมาจารย์เลย เป็นไปได้ว่าทั้งคู่คงรอไม่ไหว จึงมาตามตัวเขาเสียเอง
“ไปดูดีกว่า!”
เมื่อรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จางเซวียนก็มุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่



