Skip to content

Library Of Heaven’s Path 571

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 571 ปรมาจารย์หยาง ผมผิดไปแล้ว!

มาตรฐานของผู้มีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว…ตกต่ำลง?

C

คุณกำลังจะบอกว่าปรมาจารย์มั่วมีคุณสมบัติไม่เพียงพอจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว?

หงเฉียนกับมั่วเฉินถึงกับตัวสั่น

นี่คือปรมาจารย์ผู้เก่งกาจที่สุดแห่งจักรวรรดิขั้น 1 หงหย่วน การตั้งคำถามกับความเชี่ยวชาญของเขาแบบนั้น…ถือว่าดูถูกกันอย่างมาก!

ก็ตามคาด เมื่อได้ฟัง มั่วเกาหย่วนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ผมผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวจากจักรวรรดิเถียนหงอันทรงเกียรติ ซึ่งก็ผ่านมา 37 ปีแล้ว ระหว่างนี้ผมได้บ่มเพาะปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขึ้น 2 คน, ปรมาจารย์ระดับ 5 ดาว 12 คน และปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวกับ 3 ดาวอีกนับไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิหงหย่วนก็ยังติด 1 ใน 10 อันดับแรกของการประลองปรมาจารย์ถึง 3 ครั้ง ภายใต้การนำของผม…”

“ผมไม่เหมาะสมจะเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวอย่างไร? รบกวนปรมาจารย์หยางช่วยชี้แนะด้วย!”

นี่เป็นเรื่องของเกียรติภูมิและความเชี่ยวชาญในวิชาชีพปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวโดยตรง ต่อให้ปรมาจารย์หยางเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจริงๆ เขาก็ปล่อยปละเรื่องนี้ไม่ได้

“ผู้แสวงหาการหยั่งรู้ย่อมได้การหยั่งรู้ ผู้แสวงหาคำชี้แนะย่อมได้คำชี้แนะ เช่นเดียวกับวิถีทางของครูบาอาจารย์!”

แม้ถูกอีกฝ่ายท้าทาย แต่ปรมาจารย์หยางก็ยังรักษาความสุขุมไว้ได้ เขาพูดต่อ “หากอาจารย์สักคนอยากชี้แนะลูกศิษย์ให้อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง เขาจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าตัวเองอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว หากตัวเองยังเดินทางผิด ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสร้างความเสียหายได้มากขึ้นเท่านั้น!”

การสอนที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ หากแม้แต่อาจารย์ยังเข้าใจผิด ยิ่งมีลูกศิษย์มากขึ้นเท่าไหร่ ความผิดพลาดก็จะยิ่งขยายวงกว้างออกไปเท่านั้น นำมาซึ่งความเสียหายที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิม

“คำถามที่คุณถามมานั้นถือเป็นหนึ่งในคำถามง่ายๆ ซึ่งหากคำถามง่ายๆ คุณยังแก้ไขด้วยตัวเองไม่ได้ ก็แสดงว่าความเข้าใจในวรยุทธของคุณยังมีข้อบกพร่องอยู่ แล้วแบบนี้ คุณจะชี้แนะลูกศิษย์ให้ถูกต้องได้อย่างไร?”

ปรมาจารย์หยางส่ายหน้า “เอาล่ะ ออกหมัดพื้นฐานของคุณให้ผมดู หากผมเข้าใจไม่ผิด การที่คุณแก้ไขปัญหาง่ายๆ ขนาดนั้นไม่ได้ ก็แปลว่าคุณเดินผิดทางแล้ว!”

“เดินผิดทาง?”

มั่วเกาหย่วนหน้าตึง

คงไม่มีใครรู้สึกดีที่ได้ฟังคำพูดแบบนี้ซึ่งๆ หน้า

และเขาก็รู้คำตอบแล้ว แค่อยากทดสอบอีกฝ่ายเท่านั้น

“ผมไม่ชอบฝืนใจใครหรอกนะ!” เมื่อรู้สึกได้ถึงความเงียบงันของมั่วเกาหย่วนที่แสดงถึงการขัดขืน อาการเซ็งของปรมาจารย์หยางก็หนักขึ้นอีก เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ซุนฉาง ส่งแขก!”

“ขอรับ!”

ซุนฉางเดินเข้ามาและผายมือไปที่ประตู “ปรมาจารย์มั่วที่ขาดคุณสมบัติคนนี้น่ะ ผมต้องขอให้คุณกลับไป พวกเราที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ!”

“คุณ…” มั่วเกาหย่วนอารมณ์เสียอยู่แล้ว เจ้าพ่อบ้านต่ำต้อยยังกล้าแดกดันเขาอีก เล่นเอาโมโหจนเกือบกระอักเลือดออกมา

ถูกปรมาจารย์หยางแดกดันก็ยังพอทนได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็อาจเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว แต่คุณพูดกับผมแบบนี้…คิดว่าตัวเองเป็นใคร?

“ใครจะรู้ว่าอีกกี่ชาติคุณถึงจะโชคดี มีโอกาสได้รับคำชี้แนะจากนายท่านอีก ทั้งหมดที่คุณต้องทำก็แค่ออกหมัดพื้นฐาน แต่คุณก็ยังลังเล…เป็นครั้งแรกนะที่ผมเจอปรมาจารย์งี่เง่าขนาดนี้ ยังกล้าอวดอ้างว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดอีกหรือ?”

สีหน้าสีตาของซุนฉางดูถูกเหยียดหยามไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว “แหวะ!”

หงเฉียนกับมั่วเฉินหน้ามืดขึ้นมาพร้อมๆ กัน แทบลมจับไปเดี๋ยวนั้น

พี่ใหญ่…รู้หรือเปล่าว่าคนที่คุณพูดด้วยน่ะ ได้รับความเคารพยกย่องขนาดไหน? กล้าพูดกับเขาแบบนั้น…

เขาคือคนที่เกือบจะได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวแห่งจักรวรรดิหงหย่วน, เป็นผู้เชี่ยวชาญหมายเลข 1 ของที่นั่น ขนาดฮ่องเต้ยังต้องทักทายเขาด้วยความนอบน้อมเหมือนลูกศิษย์ทักทายอาจารย์ แต่เจ้าอ้วนที่เป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 1 อย่างคุณกล้าดูถูกเหยียดหยามเขา…

‘แหวะ’ หัวแกสิ!

คิดว่าตัวเองมีค่าพอจะดูถูกเขาแบบนั้นหรือ?

“คุณ…”

ขณะที่ทั้งคู่แทบคลั่ง มั่วเกาหย่วนก็เกือบลมจับไปเดี๋ยวนั้น

ตลอดระยะเวลา 37 ปีของการเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ไม่มีใครกล้าพูดจาโอหังแบบนี้ต่อหน้าเขาสักคนเดียว เป็นครั้งแรกที่ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพของเขาถูกตั้งคำถาม แถมตอนนี้ก็ยังโดนดูถูกอีก…

ที่หนักกว่านั้น…คนที่ดูถูกเขาเป็นแค่ขี้ข้า!

มั่วเกาหย่วนหน้าดำคร่ำเครียดราวกับก้นหม้อ เขาข่มความเดือดดาลไว้และพูดต่อ “ปรมาจารย์หยาง ดูเหมือนจะมีเทคนิคการต่อสู้อย่างหนึ่ง ที่ทำอย่างไรผมก็ไม่เข้าใจ หวังว่าคุณจะช่วยชี้แนะความผิดพลาดให้!”

แม้เขาจะโมโหกิริยาท่าทางของไอ้อ้วนเต็มที แต่หมอนั่นก็เป็นแค่บริวารของปรมาจารย์หยาง ไม่คู่ควรที่เขาจะเกรี้ยวกราดใส่ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจจะทดสอบความสามารถของปรมาจารย์หยางอีกครั้ง ก่อนจะเดินหมากต่อไป

มั่วเกาหย่วนสำแดงเทคนิคการต่อสู้ของเขาทันที

สมกับที่เป็นนักรบระดับเซียน ทันทีที่เขาออกตัว พละกำลังมหาศาลก็พลุ่งพล่านไปทั่วทั้งห้อง ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกกักขังไว้ในกรงที่เขาสร้างขึ้น ไม่มีทางให้เล็ดลอดออกไปได้เลย

หนีให้พ้นจากเงื้อมมือของเซียน…เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มีทางทำได้!

โอบล้อมพื้นที่ทั้งหมดได้ด้วยหมัดเดียว…น่าสะพรึงจริงๆ

เมื่อมองดูเทคนิคการต่อสู้ที่อีกฝ่ายสำแดงออกมา หนังสือเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้า ปรมาจารย์หยางรีบเพ่งสมาธิอ่าน

เมื่ออ่านหนังสือที่ระบุรายละเอียดของมั่วเกาหย่วนไว้จนจบ จางเซวียนก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาอดที่จะมองซุนฉางอย่างชื่นชมไม่ได้

เก่งกาจขนาดยั่วโมโหปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดได้สำเร็จ หมอนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ

ฟึ่บ!

ไม่ช้ามั่วเกาหย่วนก็เสร็จสิ้นการออกหมัดพื้นฐาน เขาประสานมือและพูดว่า “ปรมาจารย์หยาง ผมขอคำชี้แนะ!”

“ได้”

ปรมาจารย์หยางลืมตาและให้คำตอบ “คุณฝึกฝนเพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จนเข้าถึงการประสบความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว!”

มั่วเกาหย่วนถึงกับผงะ

ถึงจะมีนักรบไม่มากนักที่ฝึกฝนวรยุทธเพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่ แต่มันก็ไม่ใช่เทคนิคที่แปลกพิสดารอะไรมากมาย การที่ปรมาจารย์หยางรู้จักจึงไม่ได้น่าประหลาดใจนัก แต่…อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเขาฝึกฝนเทคนิคนี้มานานแค่ไหนแล้ว?

เพราะมีนักรบผู้ปราดเปรื่องบางคนเข้าถึงการประสบความสำเร็จเบื้องต้นได้ภายใน 3 วันที่เริ่มฝึกฝน ขณะที่บางส่วน…ทุ่มเทฝึกฝนทั้งชีวิตก็ยังผ่านระดับมือใหม่ไปไม่ได้ ในเมื่อมั่วเกาหย่วนยังห่างไกลกับการประสบความสำเร็จในภาพรวม ผู้คนส่วนใหญ่จึงมักจะคาดเดาว่าเขาเพิ่งเริ่มฝึก แต่ปรมาจารย์หยางบอกได้ถูกเผงว่าเขาฝึกมันมา 20 ปีแล้ว ความสามารถในการหยั่งรู้ของเขา…ช่างไร้เทียมทานจริงๆ !

ด้วยความตกตะลึง ทีท่าของมั่วเกาหย่วนนอบน้อมกว่าเดิม “ปรมาจารย์หยางพูดถูกแล้ว ผมฝึกฝนเทคนิคนี้มาตลอดระยะเวลา 20 ปีกับอีก 1 เดือน…”

ราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องตอบแบบนี้ ปรมาจารย์หยางดูไม่ประหลาดใจสักนิด เขามองหน้ามั่วเกาหย่วนอย่างเฉยเมยและตั้งคำถาม “คุณรู้ไหมว่าทำไมคุณถึงได้แค่การประสบความสำเร็จเบื้องต้นทั้งที่ฝึกฝนมันมากว่า 20 ปีแล้ว?”

“ผมไม่รู้…”

มั่วเกาหย่วนส่ายหน้า

สำหรับเทคนิคการต่อสู้อื่นๆ เขาเข้าถึงระดับการประสบความสำเร็จในภาพรวมได้อย่างง่ายดาย มีเพียงเพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่เท่านั้นที่เป็นปัญหา เขาพยายามค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่มแล้ว แต่ก็ยังหาเหตุผลไม่ได้

นั่นคือเหตุผลที่เขาจงใจเลือกสำแดงเทคนิคนี้เพื่อตั้งคำถามกับอีกฝ่าย

“หัวใจของเพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่ไม่ได้อยู่ที่ ‘ตะวัน’ หรือ ‘มังกร’ แต่อยู่ที่ ‘คู่เกิดใหม่’!”

เห็นสายตางุนงงของมั่วเกาหย่วน ปรมาจารย์หยางพูดต่อไป “อย่างที่เขาพูดกันว่า ‘หมัดสำหรับมือใหม่ ไม้เท้าสำหรับผู้ช่ำชอง’ เพื่อให้เทคนิคเพลงหมัดมีความแข็งแกร่ง พละกำลังเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ ผู้ฝึกฝนจะต้องมีพลังชีวิตที่สดใหม่ด้วย แนวคิดของ ‘คู่เกิดใหม่’ ที่อยู่เบื้องหลังเพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่ หมายถึงร่างกายกับหัวใจ!”

“ถ้าคุณฝึกฝนเพลงหมัดนี้ครั้งแรกตอนอายุราว 100 ปี ไม่ช้าก็คงเข้าถึงการประสบความสำเร็จในภาพรวม แต่น่าเสียดายที่มาเริ่มเอาตอนอายุ 120 ปี ด้วยอายุที่มากแล้ว พลังชีวิตในรังสีของคุณ จึงอ่อนด้อยเกินไป…ทำให้สำแดงเพลงหมัดที่สร้างมาเพื่อผู้อ่อนวัยได้ยาก”

“แต่แน่นอนว่า ด้วยจิตวิญญาณที่ยังอ่อนวัยของคุณ ผนวกกับความเข้าใจอันลึกซึ้งที่คุณมีในเทคนิคการต่อสู้ ก็พอจะชดเชยข้อบกพร่องนี้ได้ การที่คุณจะประสบความสำเร็จในภาพรวมภายใน 20 ปีก็ไม่ได้ยากเกินไป…แต่ก็น่าเสียดายอีกที่เกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่คุณพยายามจะฝ่าด่านไปให้ถึงขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่า จนทำให้เกิดความบอบช้ำขึ้นในสมอง ส่งผลให้คุณไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้และหัวใจของเทคนิคการต่อสู้นี้!”

“เกิดความบอบช้ำขณะที่ผมพยายามจะไปให้ถึงขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่า…คะ-คุณรู้ได้อย่างไร?”

มั่วเกาหย่วนตกตะลึงจนเก็บกิริยาไม่อยู่

วรยุทธระดับเซียนขั้น 1 -ไล่ล่าหาความว่างเปล่า…หมายถึงจิตวิญญาณของนักรบที่พยายามจะเข้าถึงแก่นแท้ของความว่างเปล่า ผู้ที่สำเร็จขั้นนี้จะสามารถโบยบินบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระเสรี

“คุณรู้ได้ไง?”

ปรมาจารย์หยางหัวเราะหึๆ “เพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเทคนิคเพลงหมัด แต่อันที่จริงคือการยืนบนพื้นดินอย่างมั่นคง และถ่ายทอดพละกำลังทั้งหมดในร่างกายออกมาทางหมัดของผู้นั้น!”

มันเป็นเทคนิคเพลงหมัดอันน่าทึ่ง เพราะสามารถสำแดงพละกำลังทั้งหมดของร่างกายออกมา แทนที่จะเป็นแค่พละกำลังของแขน 1 ข้าง

เมื่อได้ยินแบบนั้น ทั้งมั่วเกาหย่วน หงเฉียน และมั่วเฉินต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้อง

ปรมาจารย์หยางพูดต่อ “แต่ตอนที่คุณออกหมัด รังสีของคุณออกจะไม่เสถียรเล็กน้อย แม้ดูเผินๆ จะเหมือนคุณใช้พละกำลังทั้งหมดในร่างกาย แต่อันที่จริง คุณแค่ถ่ายทอดพละกำลังจากระดับข้อเท้าขึ้นมาเท่านั้น ไม่รวมเอาเท้าเข้าไปด้วย! ซึ่งเท้าเป็นบริเวณที่มีจุดชีพจรจูข่งอยู่ และเมื่อพิจารณาจากปัญหาที่คุณหยิบยกขึ้นมา ก็ไม่ยากเกินไปที่จะสรุปได้ว่าคุณเจอกับปัญหานี้ตอนที่พยายามฝ่าด่านไปสู่ขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่า”

เพิ่งเมือครู่นี้เองที่มั่วเกาหย่วนถามว่า ‘จะเปิดจุดชีพจรจูข่งได้อย่างไรโดยไม่ทำให้พลังปราณรั่วไหล และยังรักษาระดับการพุ่งขึ้นของวรยุทธไว้ได้…’

การที่พลังปราณหลีกเลี่ยงฝ่าเท้าซึ่งเป็นบริเวณที่จุดชีพจรจูข่งตั้งอยู่ออกไป ผนวกกับคำถามที่มั่วเกาหย่วนเพิ่งถาม การปะติดปะต่อเรื่องราวก็ไม่ยากเกิน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการฝึกฝนวรยุทธของคุณทำให้พลังปราณรั่วไหลออกจากจุดชีพจรจูข่ง การยกระดับวรยุทธจึงเป็นไปได้ยาก ดังนั้น คุณจึงจงใจปล่อยพลังปราณให้หลบเลี่ยงบริเวณเท้าของคุณขณะที่ฝึกฝนเพลงหมัดตะวันคู่มังกรเกิดใหม่ แม้สุดท้ายจะแก้ปัญหาได้ และทำให้วรยุทธพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่ก็น่าเสียดายที่นิสัยการปล่อยให้พลังปราณหลบเลี่ยงจุดชีพจรจูข่งได้ฝังลึกกับคุณมาเนิ่นนานหลายปี จนทำให้เพลงหมัดนี้เกิดการชะงักงัน!” ปรมาจารย์หยางพูด

“อะ-เอ่อ…” มั่วเกาหย่วนตัวแข็งทื่อและพูดไม่ออก

ปรมาจารย์หยางพูดถูกทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ ขณะที่เขาพยายามจะฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่า เขาได้ทำพลาดโดยบังเอิญ ทำให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นที่จุดชีพจรและเป็นเหตุให้พลังปราณรั่วไหลออกมา ซึ่งผ่านไปหลายปีกว่าเขาจะหาวิธีแก้ปัญหาได้

มั่วเกาหย่วนแน่ใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบกับปรมาจารย์หยาง แต่อีกฝ่ายบอกทุกอย่างได้เพียงแค่สังเกตเทคนิคการต่อสู้ของเขา…

จะต้องมีทักษะการหยั่งรู้ที่ไร้เทียมทานขนาดไหนกัน?

อย่างน้อยที่สุด เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่มีปัญญาทำแบบนั้น!

อันที่จริง แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวที่เขาเคยพบมาก็ยังทำไม่ได้

หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็น…ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจริงๆ ?

เขามาที่นี่พร้อมกับความสงสัยในสถานภาพของชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ตอนนี้ ก็คล้อยตามไปกว่า 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ขณะที่มั่วเกาหย่วนยังอึ้งตะลึงอยู่ เสียงของปรมาจารย์หยางก็ดังขึ้นอีก “อีกอย่าง ถ้าตาของผมไม่ฝาด คุณน่าจะพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่าขณะที่เผชิญหน้ากับอันตรายหรืออยู่ระหว่างการต่อสู้”

“ใช่…” มั่วเกาหย่วนพยักหน้า

ครั้งหนึ่งเขาถูกศัตรูไล่ล่า และในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น เขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่าเพื่อแก้ไขสถานการณ์ แม้การฝ่าด่านวรยุทธครั้งนั้นจะสำเร็จ และเขาก็เอาชนะศัตรูได้เพราะพละกำลังที่สูงกว่า แต่การฝ่าด่านวรยุทธอย่างดุเดือดก็ส่งผลให้จุดชีพจรจูข่งเกิดความบอบช้ำ…ส่งผลให้ปัญหาตามมาอีกมากมาย

“ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว คุณควรจะรู้ดีว่าการฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นการไล่ล่าหาความว่างเปล่าต้องการความเงียบสงัดอย่างยิ่ง ผู้ฝ่าด่านวรยุทธจะต้องใช้พลังปราณค่อยๆ บ่มเพาะจุดชีพจรจูข่ง…แต่คุณกลับปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย จนไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องฝ่าด่านวรยุทธด้วยความเสี่ยง!”

“คุณประเมินศัตรูผิดพลาด ประเมินตัวเองก็ยังผิดพลาด…นี่คือความผิดพลาดที่ควรจะเกิดกับปรมาจารย์ระดับสูงอย่างนั้นหรือ? จะบอกว่าคุณมีคุณสมบัติไม่เพียงพอก็ยังจะดูดีเกินไป! ทำไมล่ะ? ที่ผมพูดมาน่ะ มีอะไรจะค้าน…”

ปรมาจารย์หยางขมวดคิ้ว รังสีแผดกล้าสง่างามระเบิดออกจากตัวเขา “…คุณยังคิดว่าผมเป็นตัวปลอมอยู่หรือเปล่า?”

“ผม…”

มั่วเกาหย่วนหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนก

“ผมขอโทษ ปรมาจารย์หยาง! ผมผิดไปแล้ว!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!