Skip to content

Library Of Heaven’s Path 573

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 573 เรื่องพิสดารของลู่ชง

ระดับวรยุทธของเด็กหนุ่มตรงหน้ายังเท่าเดิม ไม่มีร่องรอยของพลังจิตวิญญาณในตัวแม้แต่น้อย ราวกับสิ่งที่จางเซวียนได้เห็นในจิตใต้สำนึกของเขาเป็นแค่ความฝัน

C

“ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล…”

จางเซวียนขมวดคิ้ว

เขาเคยดำดิ่งเข้าไปในจิตใต้สำนึกของลู่ชงแล้ว นอกจากมันจะกว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา จิตวิญญาณของเขาก็ยังใหญ่โตราวกับภูเขา

จางเซวียนพลันเกิดความคิดหนึ่ง

‘หรือว่าเขายังไม่ได้ถอดจิตออกมา?’

ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณนั้นไม่อาจวัดกันได้ง่ายๆ เมื่อถอดจิตออกมาแล้วเท่านั้นถึงจะประเมินได้

จางเซวียนสั่งการ “ผมจะถ่ายทอดเทคนิควรยุทธเกี่ยวกับจิตวิญญาณให้คุณ จากนี้คุณก็ฝึกฝนวรยุทธของจิตวิญญาณให้ดี ไม่ต้องฝึกฝนวรยุทธให้พลังปราณแล้ว!”

จางเซวียนยกมือขึ้นและแตะปลายนิ้วที่หว่างคิ้วของลู่ชง

วิ้ง!

เคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณฉบับปรับปรุงให้เรียบง่ายถูกถ่ายทอดเข้าไปในสมองของลู่ชงทันที

ระดับวรยุทธขั้นจงซรือของลู่ชงนั้นไม่ได้มาจากการฝึกฝนพลังปราณ แต่มาจากวิชากายพิษที่บ่มเพาะขึ้นจากการใช้ยาพิษกับตัวเอง ระดับวรยุทธของร่างกายนั้นเข้ากันดีกับระดับวรยุทธของจิตวิญญาณมากกว่าระดับวรยุทธของพลังปราณ ด้วยเหตุนี้ ลู่ชงจึงได้ประโยชน์มากกว่า

“ขอบคุณท่านอาจารย์!”

หลังจากอ่านเทคนิควรยุทธที่เพิ่งเข้าสู่สมองมาหมาดๆ ลู่ชงก็ประสานมือคารวะอาจารย์ของเขาอย่างซาบซึ้งในบุญคุณ

แม้จิตวิญญาณของเขาเคยเข้าสู่ภาวะหลับไหล แต่ประสาทสัมผัสที่ยังใช้การได้ก็ทำให้เขารับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

พูดง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่อยู่ในภาวะโคม่า ลู่ชงรู้ทุกอย่างว่าท่านอาจารย์ทำอะไรให้เขาบ้าง

ทั้งต่อสู้กับนักรบเหนือมนุษย์ที่อาณาจักรชวนหยวนทั้งที่ตัวเองเป็นแค่นักรบจื้อจุน, ซื้อหุ่นโลหะไร้วิญญาณและเข้าไปเสี่ยงตายในสุสานผู้พยากรณ์จิตวิญญาณที่แสนอันตราย, แยกส่วนจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อนำมาบ่มเพาะหญ้าปลุกวิญญาณ…

บุญคุณที่ท่านอาจารย์มีต่อเขานั้นยิ่งใหญ่เสียจนชาตินี้ก็ชดใช้ไม่หมด แถมอาจารย์ยังมอบเทคนิควรยุทธอันล้ำค่าให้เขาโดยไม่ลังเล…

ลู่ชงกำหมัดแน่นด้วยความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น เขาคิดในใจว่า ‘ท่านอาจารย์อย่าได้กังวลเลย ผมจะหมั่นฝึกฝนวรยุทธเพื่อไม่ให้อาจารย์ผิดหวัง!’

ลู่ชงเคยเป็นคนร่าเริงและกล้าแสดงออก แต่หลังจากโศกนาฏกรรมที่ทำลายล้างทั้งตระกูลของเขา ความโศกเศร้าล้ำลึกก็เข้าครอบงำ แทนที่จะแสดงความสำนึกในบุญคุณออกมาเป็นคำพูด เขาเลือกที่จะแสดงมันผ่านความขยันหมั่นเพียรและความอดทนอดกลั้นมากกว่า

หลังจากอ่านเทคนิควรยุทธถึง 2 ครั้งจนจำได้ขึ้นใจ ลู่ชงก็ระบายลมหายใจยาวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น

จางเซวียนนั่งลงข้างๆ เพื่อเฝ้าระวังเขา

จิตวิญญาณที่ถูกถอดออกมาครั้งแรกจะเปราะบางมาก ผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้มันสูญสลายไปกับสายลม ในวันนั้น จางเซวียนถอดจิตของเขาในสุสานใต้ดิน ทั้งยังได้ฝึกฝนเคล็ดวิชานำทางจิตวิญญาณฉบับสมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่องด้วย จิตวิญญาณของเขาจึงไม่เปราะบางมากนัก แต่สำหรับลู่ชง จะพูดแบบนั้นไม่ได้

จางเซวียนถอดจิตของเขาออกมา และสังเกตสภาวะของลู่ชงอย่างใกล้ชิด

บางครั้ง ร่างของลู่ชงก็โอนเอนไปมาและนัยน์ตาฉายแสงเป็นประกาย เกิดเงาดำๆ ที่ดูเหมือนเขากำลังกระเสือกกระสนออกจากร่างของตัวเอง

ลู่ชงถอดจิตสำเร็จแล้ว!

“เอ๊ะ? จิตวิญญาณของเขาดูจะยังอ่อนแออยู่…”

จางเซวียนขมวดคิ้ว

ถึงจะถอดจิตได้สำเร็จ จิตวิญญาณของลู่ชงก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่จางเซวียนคิดไว้ แต่กลับเหมือนนักรบทั่วไปที่ถอดจิตของตัวเองเป็นครั้งแรก จิตวิญญาณของเขายังอ่อนแอและเปราะบางมาก แม้แต่สายลมอ่อนๆ ก็อาจทำให้มันสูญสลายได้

มันเกิดอะไรขึ้น?

ด้วยจิตใต้สำนึกที่กว้างใหญ่และจิตวิญญาณที่ใหญ่โตขนาดนั้น จิตวิญญาณของลู่ชงจะอ่อนแอได้อย่างไร?

“ท่านอาจารย์!”

โลกที่จิตวิญญาณรับรู้นั้นแตกต่างกับที่ตามองเห็นมาก เมื่อได้เห็นโลกที่ต่างออกไป ลู่ชงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

“จิตวิญญาณของคุณยังอ่อนแอมาก พยายามข่มความรู้สึกไว้ เอาหินวิเศษก้อนนี้ไป แล้วรีบฝึกฝนวรยุทธเพื่อปรับสภาพจิตวิญญาณให้มั่นคงเสียก่อน!”

หลังจากโยนหินวิเศษขั้นกลางก้อนหนึ่งให้ จางเซวียนก็แตะหว่างคิ้วของลู่ชงอีกครั้งและถ่ายทอดศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเทียบฟ้าเข้าไป

ไม่ใช่แค่สายลม แม้แต่อารมณ์รุนแรงหนักหน่วงก็ทำให้จิตวิญญาณที่เพิ่งถอดออกมาใหม่ๆ เกิดความไม่เสถียร จึงดีที่สุดถ้าลู่ชงจะรีบฝึกฝนวรยุทธเพื่อปรับสภาวะของจิตวิญญาณให้มั่นคงเสียก่อน

แต่เพราะจางเซวียนเฝ้าระวังอยู่ข้างๆ ทั้งยังมีเทคนิควรยุทธที่เหมาะสม รวมทั้งหินวิเศษขั้นกลางที่ช่วยปรับสภาวะของลู่ชงด้วย จึงไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร เพราะถึงอย่างไร สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีกว่าสมัยที่จางเซวียนถอดจิตมาก

“ขอรับ”

ลู่ชงข่มความรู้สึกไว้และทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าหินวิเศษขั้นกลางก้อนนั้น เขาเริ่มซึมซับพลังจิตวิญญาณเพื่อนำมาฝึกฝนวรยุทธ

“ระดับวรยุทธของเขาก็พุ่งขึ้นได้ไม่เร็ว นี่เราเข้าใจผิดจริงๆ หรือ?” จางเซวียนเกาหัว

ระดับการพุ่งขึ้นของวรยุทธของลู่ชงนั้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่จางเซวียนได้เห็นในจิตใต้สำนึกของเขา

ถ้าลู่ชงมีร่างผนึกวิญญาณจริงๆ ด้วยพื้นฐานอันแข็งแกร่งนี้ ระดับวรยุทธของเขาจะต้องพัฒนาได้เร็วอย่างน่าทึ่ง ถึงขนาดที่ทิ้งห่างจางเซวียนแบบไม่เห็นฝุ่น

แต่กลับตรงกันข้ามกับที่จางเซวียนคิดไว้ สิ่งที่ลู่ชงแสดงออกมาไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย

หรือว่าเขา…เข้าใจผิด? ลู่ชงไม่ได้มีร่างผนึกวิญญาณหรือ?

แต่ถ้าจางเซวียนเข้าใจผิด ทำไมจิตใต้สำนึกและจิตวิญญาณของลู่ชงจึงใหญ่โตขนาดนั้น?

ขณะที่กำลังคิดวกวนไปมา จางเซวียนก็รู้สึกได้ว่าจิตวิญญาณของลู่ชงเสถียรแล้ว ในเมื่อผ่านช่วงเวลาเปราะบางที่สุดมาได้ ก็ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเฝ้าระวังอะไรอีก จางเซวียนจึงออกจากห้อง เขาตามหามั่วคุนเสินและถามถึงสิ่งที่ยังสงสัย

แม้มั่วคุนเสินจะถ่ายทอดเทคนิคของเขาให้จางเซวียนแล้ว แต่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องจิตวิญญาณของอีกฝ่ายก็ยังเหนือกว่าเขามาก

เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นผู้พยากรณ์จิตวิญญาณระดับ 6 ดาวที่มีชีวิตมานานหลายหมื่นปี

“เอ่อ…เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจ ผมจะพิจารณาอีกทีตอนที่นายน้อยลู่ชงฝึกฝนวรยุทธเสร็จก็แล้วกัน”

มั่วคุนเสินเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาได้แต่ส่ายหน้า

คงจะดีกว่าถ้าได้สังเกตอาการของลู่ชงอย่างใกล้ชิด

“ได้!” จางเซวียนพยักหน้าก่อนจะกลับห้อง

เขาเฝ้าระวังการฝึกวรยุทธของลู่ชงมาทั้งคืน และการประลองปรมาจารย์ก็กำลังจะเริ่ม ถึงอย่างไรจางเซวียนก็ต้องเตรียมตัวสักหน่อย

แม้ของรางวัลที่เป็นหินวิเศษขั้นกลางจะไม่ค่อยเย้ายวนใจแล้ว แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง

ไม่อย่างนั้น การจะก้าวไปเป็นปรมาจารย์ระดับสูงกว่านี้ย่อมเป็นเรื่องยาก

จางเซวียนเดินเข้าไปในห้องและเห็นตัวโคลนกำลังฝึกฝนวรยุทธอยู่ เขาพูดขึ้น “นับจากวันนี้ คุณมีชื่อว่าตัวโคลน แล้วคุณควรจะเรียกผมว่าตัวต้นแบบ!”

ตัวโคลนพยักหน้า

“ผมกำลังจะเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์แล้ว เพราะฉะนั้นคุณก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ ไม่อย่างนั้น เกิดใครเข้ามาทำความสะอาดห้องแล้วเห็นคุณเข้า คงอธิบายกันลำบาก…”

บ้านพักที่พวกเขาอยู่เป็นอภินันทนาการจากจ้าวเฟยอู่ มีบริวารจากสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์มาคอยดูแลความเรียบร้อย หากจางเซวียนอยู่ในบ้านก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ระหว่างที่เขาไปเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ เกิดมีบริวารสักคนเห็นจางเซวียนอีกคนอยู่ที่นี่ มิกลัวจนขาดใจตายหรือ?

หากจะปลอมตัวเป็นหยางชวน…แม้ตัวโคลนจะมีศิลปะการปลอมตัวเทียบฟ้า แต่ก็ไม่มีหอสมุดเทียบฟ้าอยู่ในหัว เพราะฉะนั้น เกิดต้องเจอกับปรมาจารย์ระดับสูงขึ้นมา…ก็จะเป็นเรื่องใหญ่

ตัวโคลนก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เขาตอบว่า “ผมจะเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัติของคุณ!”

“คุณเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติได้หรือ?” จางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ

พื้นที่ภายในแหวนเก็บสมบัตินั้นเป็นสูญญากาศ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เข้าไปข้างในจะต้องตายอย่างรวดเร็ว อย่าว่าแต่นักรบเหนือมนุษย์ ต่อให้นักรบระดับเซียนก็ไม่รอด!

แต่ตัวโคลนของเขาแตกต่างออกไป กายเนื้อของตัวโคลนนั้นหลอมขึ้นจากของล้ำค่าระดับเทพเจ้า, บัวเก้าหัวใจ มันไม่จำเป็นต้องใช้การหายใจเพื่อดำรงชีวิต ทั้งเปลวไฟและสายน้ำทำอันตรายอะไรมันไม่ได้ ดาบและกระบี่ก็ไม่ระคายผิว การที่ตัวโคลนจะเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัตินั้นไม่ใช่ปัญหาเลย

จางเซวียนเคยชินกับแนวคิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตเข้าไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัติไม่ได้ เขาจึงถามคำถามนั้นไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร

“เก็บ!”

เมื่อรู้แล้วว่าตัวโคลนเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของเขาได้ จางเซวียนก็ยื่นมือออกมาและดึงเอาตัวโคลนใส่เข้าไป

ฟึ่บ!

ตัวโคลนพุ่งเข้าไปในแหวน และหายวับไปกับตา

การพาตัวโคลนไปไหนมาไหนด้วยจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกกวนใจได้ทั้งหมด ส่วนการที่ปรมาจารย์หยางหายตัวไปจากบ้านพักก็ไม่เป็นไร เพราะคงจะแปลกหากปรมาจารย์ระดับสูงขนาดนั้นปรากฏตัวบ่อยเกิน

จางเซวียนออกจากห้องแล้วเดินไปยังห้องโถงใหญ่ เขาเห็นประธานคัง คุณชายโหลวฮวน กับอีกสองสามคนรออยู่

ตอนนี้ คุณชายโหลวฮวนปรับระดับวรยุทธของนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 -สูงสุดจนเสถียรและเข้าที่เข้าทางแล้ว นัยน์ตาของเขาเป็นประกายด้วยพลังสดใส

นอกจากระดับวรยุทธที่เพิ่มขึ้น ดูเหมือนความรู้ความเข้าใจของเขาในเรื่องวิชาชีพปรมาจารย์ก็ล้ำลึกกว่าเดิมอีกมาก

เมื่อเห็นจางเซวียน ประธานคังก็หัวเราะหึๆ

“การประลองปรมาจารย์ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญต่อสาธารณชน เราจะจัดการประลองขึ้นที่สนามด้านนอกสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์ ปรมาจารย์จาง, ไปกันเถอะ!”

“ได้” จางเซวียนพยักหน้าและกำลังจะเดินไป ก็พอดีกับที่ร่างหนึ่งเข้าขวาง

“ศิษย์พี่ ฉันขอไปด้วย!”

“ศะ-ศิษย์พี่?”

จางเซวียนถึงกับผงะ เขาหันกลับไป และเพิ่งเห็นว่ากูรูเชวอยู่ด้วย

ตอนนี้กูรูเชวแผ่รังสีหนักแน่นมั่นคงออกมา บ่งบอกถึงความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างจิตวิญญาณกับกายเนื้อของเธอ ชัดเจนว่าเธอได้ฝ่าด่านคอขวดไปเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 5 -จิตวิญญาณสอดคล้องแล้ว!

ก็เป็นเพราะการซ่อมแซมจิตวิญญาณได้สำเร็จที่ทำให้เธอก้าวไปได้ไกลกว่านักรบขั้นขจัดสิ่งมัวหมอง

ราวครึ่งเดือนก่อน ‘ปรมาจารย์หยาง’ ได้ถ่ายทอดเทคนิคที่ช่วยเยียวยาจิตวิญญาณบอบช้ำให้เธอ เมื่อผนวกเข้ากับพื้นฐานอันแข็งแกร่งของวรยุทธที่เธอสั่งสมมานานปี กูรูเชวจึงสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบขั้นจิตวิญญาณสอดคล้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ยิ่งไปกว่านั้น ใครๆ ก็รู้สึกได้ว่าระดับวรยุทธของเธอแตะที่จิตวิญญาณสอดคล้องขั้นต้นแล้ว เหลือแค่แรงผลักดันไปยังขั้นกลางเท่านั้น

จางเซวียนประหลาดใจกับระดับวรยุทธที่พุ่งพรวดของเธอ แต่เมื่อคิดดูก็เข้าใจได้

เพื่อเยียวยาจิตวิญญาณบอบช้ำ กูรูเชวได้ใช้เวลาหลายสิบปีไปกับการซึมซับจิตวิญญาณของสมุนไพรวิเศษในสวนสมุนไพรของเธอ แม้มันจะช่วยเยียวยาจิตวิญญาณของเธอไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้สูญเปล่า ถ้าจางเซวียนคิดไม่ผิด มีโอกาสสูงที่เธอจะสำเร็จวรยุทธเป็นนักรบจิตวิญญาณสอดคล้องขั้นสูงสุดเร็วๆ นี้

“ใช่แล้ว ปรมาจารย์หยางรับฉันเป็นศิษย์ของเขา และในเมื่อคุณเป็นศิษย์สายตรง…ฉันก็ต้องเรียกคุณว่าศิษย์พี่ ถูกไหม?” กูรูเชวประสานมือ

“เอ่อ…ใช่!” จางเซวียนเพิ่งถึงบางอ้อ

ในวันนั้น ด้วยสถานการณ์ที่เร่งด่วนและล่อแหลม เขารู้ดีว่ามีโอกาสที่กลยุทธเขียนเสือให้วัวกลัวจะใช้ไม่ได้ผล จึงรับเชวอีเย่าเป็นศิษย์ และถ่ายทอดเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาจิตวิญญาณบอบช้ำให้

ด้วยสิ่งนี้ เขาจึงได้รับความสำนึกในบุญคุณจากเธอ

แล้วก็โชคดีเหลือหลายที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เกิดหน้าหนังสือสีทองขึ้นจากความสำนึกในบุญคุณครั้งนี้ และก็เพราะหน้าหนังสือสีทองที่ทำให้จางเซวียนปราบเจ้าสำนักไป๋จนเละราบคาบ และทำให้คนที่เหลือหวาดกลัวได้สำเร็จ

เขาตัดสินใจทำไปด้วยความคิดชั่ววูบ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว จึงลืมเรื่องนั้นไปสนิท นึกไม่ถึงว่ากูรูเชวจะถือเป็นจริงเป็นจัง

ในเมื่อกูรูเชวเป็นศิษย์ของปรมาจารย์หยาง ส่วนจางเซวียนเป็นศิษย์สายตรง ด้วยลำดับอาวุโสของความเป็นศิษย์ที่สูงกว่า เธอจึงเรียกเขาว่าศิษย์พี่ได้

“การประลองปรมาจารย์ไม่มีอันตรายอะไรหรอก คุณไม่ต้องกังวลใจ อยู่เฝ้าระวังที่นี่จะดีกว่า!”

รู้ว่ากูรูเชวเสนอตัวด้วยความปรารถนาดี จางเซวียนจึงโบกมือให้เธอคลายใจ

เพราะการประลองปรมาจารย์เป็นกิจกรรมที่สภาปรมาจารย์เป็นผู้จัด ใครก็ตามที่เข้าไปสร้างปัญหาจะถูกมองว่าเป็นศัตรูของสภาปรมาจารย์ทันที จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงแบบนั้น ดูๆ ไป ความปลอดภัยของจางเซวียนก็ไม่น่าเป็นห่วง

“คือ…” กูรูเชวลังเล

“อย่าห่วงน่ะ ผมไม่เป็นไรหรอก!”

จางเซวียนโบกมือและเดินตามประธานคังออกจากห้องโถงใหญ่ไป

‘การประลองปรมาจารย์ พี่มาแล้ว!’

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!