Skip to content

Library Of Heaven’s Path 593

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 593 หลอกล่อ (2)

ด้านล่างเวที…

C

“ปรมาจารย์จาง นี่คือสิ่งที่อยู่ในกระดาษของคุณ…คุณรู้เยอะขนาดนี้ได้ไง?” ประธานคังตาค้างขณะจ้องหน้าชายหนุ่ม

เขารู้ระดับความสามารถของลูกศิษย์ดี

ตัวเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่นี้ฉิงเหลยสำแดงเทคนิคการต่อสู้ใด แต่ศิษย์สายตรงของเขากลับร่ายยาวข้อเท็จจริงที่ทำให้ทุกคนถึงกับอึ้ง ถ้าไม่ใช่เพราะปรมาจารย์จาง ไม่มีทางที่โหลวฮวนจะทำได้

“ใช่แล้ว!” จางเซวียนยอมรับ

“แต่…ปรมาจารย์ฉิงแค่ขับเคลื่อนพลังปราณและยกฝ่ามือขึ้นเท่านั้น แล้วคุณรู้เยอะขนาดนั้นได้อย่างไร?” แม้ตัวการจะยอมรับแล้ว ผู้ฟังก็ยังแทบไม่อยากเชื่อ

คุณชายโหลวฮวนยั่วโมโหฉิงเหลยด้วยการสาดซุปเนื้อใส่ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดการปะทะใดๆ และทั้งสองฝ่ายก็แทบไม่ได้เคลื่อนไหวมากมาย…แต่คุณกลับวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น เอาจริงๆ สิ?

คุณมีทักษะการหยั่งรู้ชนิดไหนกัน?

“แต่…ฉิงเหลยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้อะไรน่ะ? ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเทคนิคการต่อสู้ไหนในโลกที่กักขังจิตวิญญาณของผู้ฝึกเอาไว้ ทั้งยังสกัดกั้นหนทางการฝ่าด่านวรยุทธของเขาด้วย!” ปรมาจารย์สู่วอดออกความเห็นไม่ได้

ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดย่อมมีประสาทสัมผัสเหนือชั้นกว่านักรบทั่วไป เป็นไปได้อย่างไรที่ฉิงเหลยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ที่กักขังจิตวิญญาณของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว?

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…” จางเซวียนส่ายหน้า

“คุณไม่รู้? ถ้าอย่างนั้น…”

ทุกคนขมวดคิ้ว

ถ้าคุณไม่รู้ว่ามันคือเทคนิคการต่อสู้อะไร แล้วรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดผลแบบไหนตามมา?

จุดชีพจรปี้ไห่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ ขณะที่จุดชีพจรฉิงเจิงคือจุดที่เชื่อมโยงร่างกายของนักรบเข้ากับจิตวิญญาณของเขา

นี่คือข้อเท็จจริงทั่วไปที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4-สูงสุดทุกคนรู้ ภายใต้สถานการณ์ปกติ การใช้พลังปราณกระตุ้นจุดชีพจรเหล่านี้จะช่วยบ่มเพาะจิตวิญญาณ ในเมื่อตรรกะเป็นแบบนั้น จึงยากที่จะเชื่อว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรผิดปกติ

แต่…ในเมื่อคุณไม่รู้แม้กระทั่งว่าฉิงเหลยฝึกฝนเทคนิคการต่อสู้ชนิดไหน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าจุดชีพจรฉิงเจิงของเขาถูกปิดกั้น และจิตวิญญาณได้รับความบอบช้ำ?

“ผมโกหก!” จางเซวียนตอบหน้าตาเฉย

“โกหก?” ผู้ฟังพากันตัวแข็ง

“นักรบของสำนักตะวันขาวฝึกฝนพลังปราณตะวันขาว ซึ่งเป็นพลังปราณชนิดหนึ่งที่มีองค์ประกอบของพลังหยาง เมื่อครั้งที่ไป๋ไข่ซือบุกบ้านพักของผม ท่านอาจารย์ได้บอกไว้” จางเซวียนตอบ

“อือ…” ประธานคังกับคนอื่นๆ พยักหน้า

เคล็ดวิชาตะวันขาวที่สมาชิกส่วนใหญ่ของสำนักตะวันขาวฝึกฝนกันนั้นเป็นเทคนิคการต่อสู้ที่มีพลังหยางเป็นองค์ประกอบจริงๆ เมื่อฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว การโจมตีของผู้นั้นจะมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาก

“อาหารที่ทางสำนักงานใหญ่แห่งสมาพันธ์จัดให้เป็นอาหารเพิ่มพลังงานเสียส่วนใหญ่ อย่างเช่นเนื้ออสูรวิเศษและสมุนไพร ผมพูดถูกไหม?” จางเซวียนถาม

อันที่จริง ทางสมาพันธ์ก็จัดเตรียมอาหารแบบเดียวกันให้กับทุกสํานักและทุกจักรวรรดิ

ทั้งเนื้ออสูรวิเศษ เนื้ออสูรทั่วไป และสมุนไพรล้ำค่านั้นต่างมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้น มักนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารฟื้นฟูพลังงานให้กับผู้เข้าประลองที่เหน็ดเหนื่อยมา

“ถูกต้อง” จ้าวเฟยอู่พยักหน้า

เธอเป็นคนเลือกวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารด้วยตัวเอง จึงรู้เรื่องนี้ดี

“จะเกิดอะไรขึ้นถ้านักรบที่ฝึกฝนเทคนิควรยุทธซึ่งมีพลังหยางเข้มข้นกินอาหารบำรุงเข้าไป?” จางเซวียนถาม

“เซลล์ในตัวเขาจะสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง กระแสพลังปราณก็ไหลเวียนเร็วขึ้น” ประธานคังตอบ

มันให้ผลแบบเดียวกับการกินยากระตุ้น หลังจากนักรบที่มี ‘พลังงานร้อน’ กินอาหารบำรุงเข้าไป กระแสพลังงานจะไหลเวียนพลุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย ทำให้มีพละกำลังโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ว่าแต่…เรื่องนั้นน่าจะทำให้เขาต่อสู้ได้ดีขึ้นไม่ใช่หรือ?

“ในสถานการณ์ทั่วไป ก็ย่อมส่งผลดีต่อนักรบ แต่คุณลืมคิดถึงวัตถุดิบอย่างหนึ่งที่ใช้ในการเคี่ยวซุป ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด มันคือ ‘หญ้าหยินหยก’” จางเซวียนพูด

“เราใช้หญ้าหยินหยกจริงๆ ถึงหญ้านี้จะมีฤทธิ์เย็น แต่ก็ช่วยให้ใจเย็นลงและยกระดับความสามารถในการรับรู้ได้ด้วย จึงถือเป็นยาบำรุงที่โด่งดังอีกชนิดหนึ่ง…”

แต่ยังพูดไม่ทันจบ จ้าวเฟยอู่ก็พลันตาโตเมื่อนึกบางอย่างได้

“มันเป็นสมุนไพรมีชื่อก็จริง แต่ปัญหาก็คือฤทธิ์เย็นของมันนั่นแหละ เพราะเรายังอยู่ระหว่างการประลอง ฉิงเหลยก็น่าจะยังตื่นเต้น ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณที่มีองค์ประกอบพลังหยางของเขาและอาหารบำรุงที่กินเข้าไป ยังส่งผลให้พลังงานในตัวเขาพลุ่งพล่านอยู่ แล้วพอจู่ๆ …ถูกซุปเนื้อที่มีพลังหยินสาดเข้าใส่…ผมเชื่อว่า ถึงไม่อธิบาย พวกคุณก็น่าจะเข้าใจผลที่ตามมา!” จางเซวียนยิ้ม

“การปะทะกันอย่างกะทันหันของพลังหยินกับพลังหยาง : ร่างกายจะปิดจุดชีพจรของตัวเองโดยอัตโนมัติเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งเมื่อจุดชีพจรทุกจุดของเขาถูกปิดหมด ก็อธิบายได้ว่าทำไมจิตวิญญาณจึงถูกกักขังไว้ในร่าง…คุณ-คุณจัดฉากทั้งหมดนี่หรือ?”

เมื่อถึงบางอ้อ ทั้งประธานคัง ปรมาจารย์สู่วและคนอื่นๆ ก็หน้าซีดเผือดและเกือบจะคลุ้มคลั่ง

พวกเขาคิดว่าปรมาจารย์จางวิเคราะห์เรื่องราวของฉิงเหลยได้มากขนาดนี้เพราะความสามารถอันเหลือเชื่อของเขา นึกไม่ถึงเลยว่าทั้งหมดเป็นการจัดฉากครั้งมโหฬารเพื่อหลอกล่อฉิงเหลยให้ติดกับ โดยเริ่มต้นจากการสาดซุปเพียงถ้วยเดียว

ไม่เพียงแต่โซ่ทุกข้อของแผนการนี้จะเชื่อมต่อกันอย่างเหมาะเจาะจนแทบไม่เหลือโอกาสให้ผิดพลาด การแกะรอยหาตัวการยังเกือบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะหลงเหลือหลักฐานน้อยมาก ถ้าปรมาจารย์จางไม่อธิบายเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่มีทางรู้ ส่วนฉิงเหลยที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด ยิ่งไม่มีทางจะตาสว่างไปกว่าพวกเขา…คงไม่รู้สักนิดว่าความล่มจมของตัวเองถูกจัดวางไว้หมดแล้วนับตั้งแต่วินาทีที่ปรมาจารย์จางยื่นมือเข้ามา

นี่มัน…จะเหลือเชื่อไปไหน!

“ผมก็เพิ่งคิดได้!” จางเซวียนพยักหน้า

อันที่จริง แผนการทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานของความจริงข้อเดียวที่ว่าฉิงเหลยพยายามฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นจิตวิญญาณสอดคล้อง แต่ล้มเหลว ทำให้จิตวิญญาณของเขาได้รับความบอบช้ำ หากไม่มีหลักฐานเบื้องต้นข้อนี้ การโน้มน้าวใจให้เขาเชื่อก็แทบเป็นไปไม่ได้

นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ เช่นเดียวกันกับกลอุบายพื้นๆ ที่หมอดูใช้ ถ้าหาความจริงให้ได้สักข้อหนึ่งแล้วนำมาใช้เป็นรากฐาน ส่วนอื่นๆ ที่ตามมาก็จะดูน่าเชื่อถือขึ้นอีกมาก

แถมยังเป็นทฤษฎีที่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดรู้กันทั่วไป ซึ่งหากไม่ใช่อย่างนี้ ก็คงมีโอกาสสูงที่เขาจะไม่เชื่อ

“ในเมื่อเป็นเรื่องโกหก แล้ว…โหลวฮวนพูดว่าเขามีวิธีแก้ไข…”

ประธานคังพลันนึกได้ถึงสิ่งที่คุณชายโหลวฮวนเพิ่งพูดไป เกิดตะหงิดใจขึ้นมาทันที

ถ้าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องโกหก แล้วโหลวฮวนจะเสนอวิธีแก้แบบไหน?

“รอดูไป…”

จางเซวียนบุ้ยใบ้ไปที่เวที

ทั้งกลุ่มรีบหันขวับไปมอง

ตอนนี้ ฉิงเหลยที่ต่อสู้กับตัวเองอยู่พักใหญ่ก็ถอนหายใจเฮือกและพูดว่า “ผมยอมแพ้ ขอให้คุณช่วยถ่ายทอดวิธีแก้ปัญหาของผมด้วย!”

ตัวเขาติด 1 ใน 16 แล้ว ต่อให้แพ้รอบนี้ ก็ยังมีโอกาสแย่งชิง 2 อันดับสุดท้ายของ 1 ใน 10 อยู่

แต่ถ้าปัญหาของเขาไม่ได้รับการแก้ไข วรยุทธที่มีอยู่ก็ไม่อาจไปไกลกว่านี้ แค่คิดก็รับไม่ไหวแล้ว

หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย เขาจึงตัดสินใจยอมแพ้และขอรับคำชี้แนะจากอีกฝ่าย

ถึงอย่างไร อีกไม่นานเขาก็จะฆ่าหมอนี่อยู่แล้ว จะข่มคนตายไปทำไม?

“ยอมแพ้? ปรมาจารย์ฉิงยอมแพ้จริงๆ ?”

“ดูเหมือนคุณชายโหลวฮวนจะพูดถูกเผง!”

“น่าทึ่งที่สุด! พวกเราไม่รู้จักเทคนิคการต่อสู้นั้นด้วยซ้ำ แต่เขามองเห็นแม้กระทั่งข้อบกพร่องของปรมาจารย์ฉิง คุณชายโหลวฮวนเก่งกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“ผมคิดว่าผมเห็นเขาปรึกษาปรมาจารย์จางอยู่เมื่อครู่ คุณว่าเป็นไปได้ไหมที่ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือปรมาจารย์จาง?”

การยอมแพ้ของฉิงเหลยเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ผู้ชมส่งเสียงเซ็งแซ่

ใครๆ ก็รู้ว่าคุณชายโหลวฮวนมีความสามารถด้อยกว่าฉิงเหลยมาก การพลิกกลับครั้งมโหฬารทำให้พวกเขางงงัน

มีหลายคนที่เห็นคุณชายโหลวฮวนขอคำชี้แนะจากปรมาจารย์จางระหว่างช่วงพักเมื่อครู่

“ในเมื่อคุณยอมแพ้ ผมก็จะช่วย!”

ได้ยินว่าอีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้ คุณชายโหลวฮวนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น เพราะรู้ว่าตัวเองติด 1 ใน 8 แล้ว “อันที่จริง วิธีแก้ไขนั้นง่ายมาก จุดชีพจรฉิงเจิงของคุณถูกปิดกั้นด้วยปัจจัยกระตุ้นจากภายนอกเพียงชั่วคราวเท่านั้น แค่คืนนี้คุณนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พรุ่งนี้ก็จะหายดี…”

“คืนนี้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ?”

ฉิงเหลยตาค้าง เขาหน้ามืดและเกิดการระเบิดย่อมๆ ขึ้นในหัว

จนขนาดนี้แล้ว ถ้ายังไม่รู้ว่าถูกหลอก ก็คงเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นสูงสุดไม่ได้

“ฉันจะฆ่าแก…”

เขาคำรามกร้าวและเตรียมพุ่งเข้าฉะอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้น

“เอาล่ะ แพ้ก็คือแพ้สิ ยังมีสิ่งที่สำคัญไปกว่าความรู้และพละกำลังทางร่างกาย การประลองปรมาจารย์คือการประเมินความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวด้วย เป็นเพราะความไม่รู้ของคุณเองที่ทำให้หลงกล คุณจะโทษคนอื่นไม่ได้!”

ปรมาจารย์หงสะบัดแขนเสื้อ ทำเอาฉิงเหลยหยุดกึก

ในเมื่อตัวเขาเต็มใจยอมรับความพ่ายแพ้เอง จึงกล่าวโทษใครไม่ได้

“ผม…”

ปรมาจารย์หงถึงกับออกตัวแล้ว ตัวเขาก็ทำอะไรไม่ได้อีก เขากัดริมฝีปากด้วยความเดือดดาล เลือดก็เอ่ออยู่ในลำคอ พร้อมกระอักได้ทุกขณะ

เลวร้ายอะไรขนาดนี้ เขาเดินเชิดหน้าขึ้นเวทีด้วยความมั่นใจ เพียงเพื่อจะถูกหลอก…แถมยังเต็มใจยอมแพ้ด้วยตัวเองเสียอีก!

โธ่เว้ย! จวินโหลวฮวน ถ้าฉันไม่ฆ่าแก…อย่ามาเรียกฉันด้วยชื่อนี้อีก!

ฉิงเหลยคำรามพลุ่งพล่านอยู่ในใจ

การประลองเสร็จสิ้นแล้ว คุณชายโหลวฮวนได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ทันทีที่ลงจากเวที เขาก็มองหาปรมาจารย์จางด้วยความตื่นเต้น

อันที่จริง ครั้งแรกที่อ่านเนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้น ก็คิดว่าคงถูกฉิงเหลยเอาตายแน่ นึกไม่ถึงเลยว่าจะสำเร็จจริงๆ !

ติด 1 ใน 8 อันดับแรกของการประลองปรมาจารย์…นี่คือผลการประลองที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้!

“ขอบคุณ ปรมาจารย์จาง!”

เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

เพิ่งจะไม่นานนี้เองที่เขายังพยายามจะแข่งขันกับชายหนุ่มคนนี้ในทุกวิถีทาง แต่มาถึงตอนนี้ ก็ไม่หลงเหลือความคิดแบบนั้นแล้ว

หมอนี่ดูเหมือนไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร แต่หากใครคิดจะแข่งกับเขาล่ะก็ มีแต่จะล่มจมไม่เหลือดี

“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจหรอก ปรมาจารย์ฉิงถูกหลอกเสียขนาดนั้น เขาจะต้องเอาคืนด้วยการท้าทายคุณเข้าสู่การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายแน่ ตอนนี้น่ะ…คิดเสียก่อนดีกว่าว่าจะรับมือเขาอย่างไร!” จางเซวียนพูด

“ใช่” คุณชายโหลวฮวนพยักหน้า

เมื่อปรมาจารย์สองคนเกิดความขัดแย้งที่ไกล่เกลี่ยไม่ได้ ทั้งคู่ก็สามารถใช้การดวลแบบชี้เป็นชี้ตายเพื่อแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ

ฉิงเหลยถูกดูหมิ่นดูแคลนต่อหน้าคนหมู่มากแบบนั้น มีโอกาสสูงที่เขาจะท้าทายคุณชายโหลวฮวนเข้าสู่การดวลทันทีเมื่อจบการประลอง ซึ่งถ้าสำนักงานใหญ่เห็นชอบ คุณชายก็จะต้องเผชิญหน้ากับเขา

แต่นั่นแหละ น้อยครั้งเต็มทีที่สำนักงานใหญ่จะเห็นชอบกับการดวลแบบชี้เป็นชี้ตาย เว้นเสียแต่จะเป็นสถานการณ์ที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าคุณชายจะเป็นฝ่ายแพ้

เพราะในกระดาษแผ่นที่จางเซวียนมอบให้ มีข้อบกพร่องใหญ่ๆ ของเทคนิควรยุทธและเทคนิคการต่อสู้ของอีกฝ่ายอยู่ด้วย ซึ่งตัวเขาก็จำได้หมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงแทบบอกไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่จะต้องสิ้นชื่อเพราะการดวลแบบชี้เป็นชี้ตายครั้งนี้

คุณชายโหลวฮวนสลัดเรื่องนี้ทิ้งไปชั่วคราวและเตือนจางเซวียนด้วยสีหน้าเคร่งครึม “ปรมาจารย์จาง คู่ต่อสู้ของคุณในรอบนี้คือเว่ยฉางฉิงจากสำนักจื้อจิ่ง ผมได้ยินมาว่าหมอนี่เก่งกาจมาก คุณก็ระวังให้ดีนะ”

การจับฉลากมีเฉพาะในรอบแรกเท่านั้น และหลังจากนั้น การจับคู่จะเป็นไปตามวิธีการเฉพาะที่การประลองกำหนดไว้ ซึ่งผู้ที่จางเซวียนจะต้องเผชิญหน้าคือเว่ยฉางฉิง อัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานคนหนึ่งจากสำนักจื้อจิ่ง

“คุณเคยได้ยินเรื่องของเขา?” จางเซวียนถามด้วยความอยากรู้

“ถึงเขาจะไม่ใช่ตัวเก็งสิบอันดับแรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เก่ง…ข้อบกพร่องหลักๆ ของเขาคือระดับวรยุทธ เหมือนคุณนั่นแหละ เขาเป็นแค่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3-สูงสุด ติดหนึ่งในสิบหกได้ทั้งที่วรยุทธยังอ่อนด้อย ผมเชื่อว่าคุณคงรู้แหละว่าเขาจะปราดเปรื่องในด้านอื่นๆ แค่ไหน”

คุณชายโหลวฮวนเลิกคิ้ว “ผมจับตาดูการประลองรอบที่แล้วของเขา เขาใช้อาชีพรองรับในฐานะช่างตีเหล็กเอาชนะคู่ต่อสู้!”

“อือ!”

จางเซวียนพยักหน้า

เขาได้เห็นการประลองที่ว่าเหมือนกัน และถ้าจะพูดตามตรง หมอนั่นก็เก่งกาจจริงๆ

หากไม่เก่ง ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3-สูงสุดจะเอาชนะนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 4 ในการตีเหล็กได้

ในเมื่อช่างตีเหล็กไม่ใช่หนึ่งในอาชีพรองรับของจางเซวียน อีกฝ่ายก็ไม่อาจท้าดวลเรื่องนี้…แต่ถ้าหมอนั่นนึกอยากท้าทายเขาเรื่องการหลอมยาล่ะ…นั่นจะต้องเป็นปัญหาแน่

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!