Skip to content

Library Of Heaven’s Path 748

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 748 ห้างสารพันจิตวิญญาณ

“แกมันรนหาที่ตาย!” ชายสวมหน้ากากคนสุดท้ายตะโกนก้อง

C

เพราะนึกไม่ถึงว่าจะมาถูกโจมตีที่นี่ เขากัดฟันกรอดก่อนจะรวบรวมพลังปราณ และจากนั้นรังสีอันทรงพลังของนักรบเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุดก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา

ฟึ่บ!

ชายสวมหน้ากากยกมือขึ้น พลังปราณของเขาแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณนั้น ไม่ช้าอากาศรอบตัวจางเซวียนก็ดูหนาหนักและเหนียวหนืด ราวกลับมีแรงต้านทานมหาศาลคอยยับยั้งทุกท่วงท่าของเขา ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลงไปมาก

พละกำลังของจางเซวียนไม่ได้ด้อยกว่าอีกฝ่ายมากนัก แต่ด้วยระดับวรยุทธที่ต่างกัน รวมถึงพลังความสอดคล้องกับธรรมชาติที่ไม่เท่ากัน ทำให้อีกฝ่ายใช้ประโยชน์จากพลังปราณได้เหนือกว่าเขามาก ซึ่งจุดนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบที่สำคัญในการต่อสู้

พูดง่ายๆก็คือหากวัดกันด้วยพลัง จางเซวียนสามารถต่อสู้กับนักรบเรียงร้อยสวรรค์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่หากเป็นการสู้รบที่แท้จริงล่ะก็ เขายังเสียเปรียบและด้อยกว่ามาก

พลั่ก!

แต่จางเซวียนก็จะไม่มีวันยอมแพ้หากยังไม่ได้ตอบโต้ เขารวบรวมพละกำลังและเตะสวนไป

ด้วยพละกำลังเกือบ 20 ล้านติ่ง แต่พลังปราณของจางเซวียนก็แตกฉานซ่านเซ็นไปราวกับกระจกที่แตกละเอียด

ฟึ่บ!

จางเซวียนสำแดงศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าเข้าใส่ชายสวมหน้ากากผู้นั้นอีกครั้ง

พลั่ก!

หมัดที่แข็งแกร่งราวกับเพชรพุ่งตรงเข้าใส่เขา

“ฮึ่ม!” หลังจากเจอดอกแรกเข้าไป ชายสวมหน้ากากก็รู้แล้วว่าคู่ต่อสู้ของเขาเป็นเพียงนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดเท่านั้น แม้อีกฝ่ายจะมีพละกำลังแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังห่างไกลกันนักที่จะมาเทียบชั้นกับเขาซึ่งเป็นนักรบเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุด

ไม่มีทางที่เขาจะพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่เป็นเพียงนักรบสะพานจักรวาลอย่างเด็ดขาด!

เขารวบรวมพลังปราณเข้าสู่ท่อนแขนและตอบโต้กลับด้วยฝ่ามือ

ตึ้ง!

ฝ่ามือนั้นมีพละกำลังมากพอจะทลายภูเขาได้ทั้งลูกเลยทีเดียว

เทคนิคการต่อสู้ระดับจิตวิญญาณขั้นสูง, ฝ่ามือทลายภูผา!

ในช่วงเวลาอันน่าตื่นตะลึงนั้น ราวกับสรวงสวรรค์กับพื้นโลกได้สลายอยู่ตรงหน้าฝ่ามือของเขา ต่อให้คู่ต่อสู้ของเขาจะเป็นนักรบเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุดเหมือนกัน เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย

นี่คือเทคนิคการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของชายผู้นี้ วิธีการพิสดารที่อีกฝ่ายแสดงออกมาทำให้เขาเกิดความระแวงระวัง จึงตัดสินใจใช้เทคนิคการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่แรก

เขาคิดว่าหมอนั่นจะต้องหงายกระเด็นไปทันทีที่เจอกับแรงปะทะนั้น แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ามือของเขาจะได้ปะทะตัวอีกฝ่าย ก็ได้ยินหมอนั่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“เอาซึ่งๆหน้างี้เลย? เจ๋ง!”

แล้วชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาก็หลบไปทางซ้าย

“เฮ้ย…” เมื่อเห็นภาพนั้น ชายสวมหน้ากากตกใจจนแทบขวัญบิน

มือของหมอนั่นพุ่งไปทางขวาซึ่งเป็นบริเวณตำแหน่งจุดเป็นจุดตายของฝ่ามือทลายภูผาของเขา!

เทคนิคทุกเทคนิคย่อมมีข้อบกพร่อง นี่คือข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากผู้สำแดงเทคนิคสามารถเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วที่มากพอ ก็สามารถปกปิดจุดอ่อนของตัวเองจากคู่ต่อสู้ได้ ด้วยเหตุนี้ ในการสู้รบระหว่างผู้เชี่ยวชาญ จึงปรากฏน้อยครั้งที่จะมีการโจมตีจุดเป็นจุดตายของกันและกัน

แต่ครั้งนี้ ดูเหมือนหมอนั่นจะรู้จุดอ่อนของฝ่ามือทลายภูผาของเขาตั้งแต่ต้น แล้วตรงเข้าโจมตีจุดเป็นจุดตายของเขาทันทีที่เขาเริ่มสำแดงเทคนิคนั้น

ตัดคำถามข้อที่ว่าเขาเขารู้จุดเป็นจุดตายของเทคนิคนี้ได้อย่างไรออกไปก่อน ลำพังแค่รับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วปานนั้น เขาจะต้องมีความเข้าใจในเทคนิคฝ่ามือทลายภูผาอย่างล้ำลึกขนาดไหน

แต่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น เขาไม่มีเวลาจะมัวมานั่งตกตะลึง นัยน์ตาที่กระพริบปริบๆของเขาเห็นนิ้วของชายหนุ่มพุ่งตรงเข้าใส่จุดอ่อนของเทคนิคฝ่ามือทลายภูผา ความหนักหน่วงจากแรงปะทะนั้นทำให้เขาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ได้

จึ้ก!

ก็แค่จิ้มเบาๆ แต่ร่างของเขากระเด็นหงายหลังไปไกล พลังปราณในร่างกายแปรปรวน เลือดสดๆทะลักออกจากปากราวกับน้ำพุ สุดท้าย ร่างของเขาก็ปะทะเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งและร่วงลงมากองกับพื้น

แรงจิ้มนั้นพุ่งตรงเข้าใส่จุดศูนย์กลางการไหลเวียนพลังปราณของเขาพอดี ทำให้พลังปราณในร่างกายเกิดการแปรปรวนและเสียกระบวนอย่างกะทันหัน จนทำลายทางเดินพลังปราณและจุดชีพจรของเขา ต่อให้เขาฟื้นคืนจากอาการบาดเจ็บครั้งนี้แล้ว ก็หมดหนทางอย่างสิ้นเชิงที่จะพัฒนาวรยุทธได้อีก

เมื่อรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย น้ําตาก็ไหลรินอาบหน้าของชายสวมหน้ากากคนนั้น

เขาได้ฝึกฝนฝ่ามือทลายภูผาจนถึงระดับสูง ซึ่งยากที่คู่ต่อสู้คนไหนจะล่วงรู้ถึงข้อบกพร่องในเทคนิคนี้ แต่หมอนี่รู้ได้อย่างไร ทั้งยังโจมตีได้อย่างเหมาะเหม็ง ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย?

หากเขารู้เสียก่อนว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น จะไม่มีวันใช้เทคนิคฝ่ามือทลายภูผากับไอ้หนุ่มนี่เลย…

หลังจากจัดการทั้ง 4 จนหมอบราบคาบแก้วไปแล้ว จางเซวียนถอนหายใจอย่างโล่งอกและสั่งการ “เอาล่ะ พาพวกนั้นมาหาฉัน!”

ฮื่อออออ!

เมื่อได้ยินคำสั่ง จอมอสูรปีกม่วงก็จัดการทันที

“นายน้อย คุณอยู่ที่นี่เอง!”

“ท่านอาจารย์!”

ทั้งซุนฉาง เจิ้งหยาง หวังหยิ่งและคนอื่นๆรีบออกมาทันทีที่เห็นความปั่นป่วนวุ่นวายภายนอก และทันได้เห็นเงาดำๆของจางเซวียนท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด

ทั้งกลุ่มเดินเข้าไปในบ้านพัก และหลังจากหาที่นั่งกันแล้ว จางเซวียนก็ขมวดคิ้วพร้อมกับตั้งคำถามว่า “พวกคุณแต่ละคนไปทะเลาะกับใครในเมืองหลวงหรือสร้างปัญหาที่ไหนบ้างหรือเปล่า?”

“ทะเลาะกับใคร? สร้างปัญหา? พวกเราเปล่าเลย!” ซุนฉางตอบ

“ถ้าพวกคุณไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วทำไมนักรบเรียงร้อยสวรรค์ถึง 4 คนถึงพยายามจะบุกเข้ามาในบ้านพักของเรา?” จางเซวียนตั้งคำถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักรบขั้นเรียงร้อยสวรรค์ถึง 4 คน?” เมื่อได้ยินคำนั้น ซุนฉางตกตะลึงขึ้นมาทันที

และในตอนนั้นเอง “พลั่ก!” จอมอสูรปีกม่วงก็โยนร่างทั้ง 4 เข้ามาทางประตูใหญ่

“ดูเอาเองก็แล้วกัน!” จางเซวียนชี้นิ้วไป

ซุนฉางเดินไปดู และตรวจสอบหน้าตาของกลุ่มชายที่สวมหน้ากากเหล่านั้น ก่อนจะส่ายหน้าอย่างงงๆ “ผมไม่รู้จักคนพวกนี้แม้แต่คนเดียว…”

“ถ้าคุณไม่รู้จัก แล้วพวกเขามาทำลับๆล่อๆอยู่นอกที่พักของเราทำไม?”

แต่ถึงอย่างไร จางเซวียนก็รู้สึกได้ว่าทั้งลูกศิษย์และพ่อบ้านของเขาต่างงุนงงจริงๆจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่และโบกมือ “เอาพวกนั้นเข้ามา!”

ฮื่อออออ!

ชายทั้งสี่ถูกนำมากองรวมกันในห้องโถงใหญ่

เพราะพวกเขาต่อสู้กันในความมืด จางเซวียนจึงไม่มีโอกาสสังเกตรายละเอียดของคู่ต่อสู้ แต่ภายใต้แสงเรืองจากไข่มุกกระจ่างราตรีที่อยู่ในห้อง เขาเห็นชายวัยกลางคนอายุราว 40 ปี จำนวน 4 คน ทุกคนล้วนแต่มีผิวคล้ำและร่างกายใหญ่โตบึกบึน

“พวกแกเป็นใคร? มาทำลับๆล่อๆรอบที่พักของเราทำไม?” จางเซวียนหันไปพูดกับนักรบเรียงร้อยสวรรค์ขั้นสูงสุดซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังพอมีสติอยู่

“พวกเราเพียงแค่ผ่านมาแถวนี้ ไม่มีเจตนาจะทำร้ายอะไรพวกคุณเลย” อีกฝ่ายตอบ

“แค่ผ่านมา?” เห็นหมอนั่นยังปากแข็ง นัยน์ตาของจางเซวียนเป็นประกายดุดันขึ้นมาวาบหนึ่ง ขณะที่โบกมือและสั่งการ “ฆ่าพวกมันซะ แล้วโยนศพออกไปนอกเมือง!”

เขากำลังอารมณ์เสียอย่างหนักอยู่แล้ว เจ้าหมอนี่ก็ยังมาทำยึกยักใส่อีก

รนหาที่ตายแท้ๆ!

จางเซวียนไม่ได้ชื่นชอบการนองเลือด แต่เขาก็ไม่รังเกียจการที่จะยอมมือเปื้อนเลือดหากต้องจัดการกับใครก็ตามที่กล้าเข้ามาคุกคามสวัสดิภาพของลูกศิษย์และพ่อบ้านของเขา

ฮื่ออออออ!

เมื่อได้ยินคำสั่ง จอมอสูรปีกม่วงก็รีบผงกหัวอย่างกระตือรือร้น มันคำรามเสียงดังสนั่นและพุ่งกรงเล็บเข้าใส่ชายทั้ง 4

หากกรงเล็บนั่นได้เข้าถึงศีรษะของพวกเขาล่ะก็ หัวคงได้ระเบิดเป็นจุณกันไปเดี๋ยวนั้น

“อย่า-ยะ-อย่าฆ่าผม! ผมยอม! ผมยอมพูดแล้ว!” การที่ชายหนุ่มสั่งการสังหารเขาอย่างไม่ลังเลทำให้ชายผู้นั้นเย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง “ผมแค่ทำตามคำสั่งของนายท่าน ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย…”

ชายผู้นั้นรู้ดีว่าตัวเองจะไม่มีโอกาสได้พูดอีกเลยหากไม่ยอมพูดความจริงเสียตั้งแต่ตอนนี้ เขาจึงยอมจำนน

“ทำตามคำสั่ง? ของใครกัน?” จางเซวียนถาม

“ห้างสารพันจิตวิญญาณ…” ชายผู้นั้นตอบ

“ห้างสารพันจิตวิญญาณ?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

เขาไม่เคยได้ยินชื่อของสถานที่นั้นมาก่อน แล้วทำไมอีกฝ่ายจะต้องมาตามล่าเขาด้วย?

“คุณมาจากห้างสารพันจิตวิญญาณหรือ?” ซุนฉางตัวแข็งไปครู่หนึ่งก่อนจะประสานมือและหันมาพูดกับจางเซวียน “นายน้อย ห้างสารพันจิตวิญญาณเป็นร้านค้าร้านหนึ่งในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนที่ค้าขายสิ่งประดิษฐ์มากมาย….วันนี้ ผมเพิ่งเดินผ่านไปชมหน้าร้านของเขา!”

“คุณแวะไปดูห้างสารพันจิตวิญญาณมาแล้ว?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

“ใช่ เพราะตอนนี้เงินทองของพวกเราร่อยหรอเต็มที ผมจึงคิดว่าหากขายสมบัติบางส่วนที่ได้มาจากจักรวรรดิฮ่วนหยูเพื่อประทังชีวิตไปก่อนก็น่าจะดี และหลังจากถามทางคนแถวๆนั้น ผมก็ได้พบกับห้างสารพันจิตวิญญาณ” ซุนฉางอธิบาย

ตอนที่อยู่ในดงสมบัติลึกลับแห่งจักรวรรดิฮ่วนหยู จางเซวียนได้สิ่งประดิษฐ์ล้ำค่ามาจำนวนหนึ่ง แต่เขายังไม่มีโอกาสจะได้ขายมันออกไป เมื่อในตอนนี้ฐานะการเงินของพวกเขายอบแยบเต็มที ซุนฉางจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขายสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น

ใครเล่าจะคิดว่า ลงท้าย…จะถูกทั้งกลุ่มกลับมาเล่นงาน?

“ผมเข้าใจแล้ว” หลังจากถามต่ออีก 2-3 คำถาม ไม่ช้าจางเซวียนก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด

แม้ห้างสารพันจิตวิญญาณดูเหมือนจะทำกิจการค้าขายบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือตลาดมืดซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดขององค์กรที่เป็นอันตราย ด้วยกิจการบังหน้าของพวกเขา จะทำให้สามารถค้นพบ เป้าหมายหรือเหยื่อที่จะทำให้เหล่าสมาชิกในกลุ่มสามารถไปขโมยทรัพย์สมบัติล้ำค่ามาเพื่อให้ได้ราคางาม

ทั้งซุนฉาง เจิ้งหยางและคนอื่นๆต่างยังมีระดับวรยุทธอ่อนด้อย แต่กลับมีสมบัติล้ำค่าอยู่กับตัว แล้วทางห้างสารพันจิตวิญญาณจะปล่อยให้เป้าหมายไก่อ่อนแบบนี้หลุดรอดไปได้อย่างไร?

ดังนั้น ทางห้างสารพันจิตวิญญาณจึงส่งชายทั้ง 4 คนมาที่นี่ เป้าหมายหลักของทั้ง 4 ก็คือมาสำรวจตรวจตรากลุ่มเหยื่อเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในหมู่พวกเขา ซึ่งหากเหยื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่เกินกำลังจะรับมือ พวกเขาก็จะตรงเข้าโจมตีและขโมยทรัพย์สมบัติล้ำค่าไปทันที

“พวกมันกล้าปล้นลูกศิษย์และพ่อบ้านของฉันได้อย่างไร? แกอยากตายเต็มทีสินะ!” จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียด

พวกนั้นควรจะขอบคุณสวรรค์แล้วที่เขาไม่พุ่งไปสร้างความวอดวายให้กับองค์กรของพวกมัน แต่คิดดูซิว่า มันอาจหาญถึงขนาดคิดจะลงไม้ลงมือกับลูกศิษย์และพ่อบ้านของเขา…

จางเซวียนหันไปถามซุนฉาง “ห้างสารพันจิตวิญญาณอยู่ที่ไหน?”

“ไม่ไกลจากที่นี่หรอก เดินไปราว 10 นาทีก็ถึง!” ซุนฉางตอบ

“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวได้ ตอนรุ่งเช้าพวกเราจะแวะไปเยี่ยมเสียหน่อย!” จางเซวียนหรี่ตาขณะออกคำสั่ง

ถ้าเขายังไม่กลับมา สิ่งเดียวที่จะรอเขาอยู่ก็คงมีแต่ศพและการนองเลือด

เจิ้งหยางกับคนอื่นๆได้ร่วมเดินทางกับเขามาตลอด ต่างคนต่างสนิทสนมรักใคร่กันราวกับญาติสนิท มันผู้ใดก็ตามที่บังอาจแตะต้องลูกหลานและญาติสนิทของเขา ก็เตรียมตัวเจอกับความโกรธเกรี้ยวและหายนะได้!

หากแม้แต่ลูกศิษย์กับพ่อบ้าน เขายังปกป้องไม่ได้ แล้วจะมีพละกำลังมหาศาลไปเพื่ออะไร?

“ได้เลย!”

เมื่อได้ยินคำสั่งอันเกรี้ยวกราดของนายน้อย ซุนฉางพยักหน้า

เพราะติดตามนายน้อยตั้งแต่อาณาจักรเทียนเซวียนมาจนถึงที่นี่ เขาจึงรู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

นายน้อยดูเป็นคนที่ไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร แต่หากใครบังอาจทำร้ายหรือคุกคามสวัสดิภาพของผู้คนรอบตัวเขา เขาก็พร้อมจะแปลงร่างเป็นปีศาจที่ห้ำหั่นศัตรูทุกตัวให้วอดวายได้ในทันที

เหมือนเมื่อครั้งที่ลู่ชงถูกติงหงทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส จางเซวียนถึงกับบุกเดี่ยวเข้าสู่อาณาจักรชวนหยวนเพื่อทำลายล้างทั้งราชวงศ์ เพื่อเป็นการแก้แค้นให้ลูกศิษย์ของเขา

ในเมื่อห้างสารพันจิตวิญญาณกล้าแตะต้องพวกเขา ชะตากรรมที่ได้รับก็คงไม่ต่างกัน

ซุนฉางชี้มือไปยังชายทั้งสี่ที่ยังกองอยู่ในห้องโถงใหญ่และถามว่า “เราจะทำอย่างไรกับเจ้าพวกนี้?”

จางเซวียนคำราม

“ตัดตอนวรยุทธของพวกมัน แล้วมัดมันเอาไว้ รุ่งสางเมื่อไหร่ค่อยส่งกลับ!”

“ได้! ซุนฉางพยักหน้า ก่อนจะพาชายทั้ง 4 ไปพร้อมกับจอมอสูรปีกม่วง

เมื่อพวกเขาออกไปแล้ว ก็เหลือแต่จางเซวียน เจิ้งหยาง และนักเรียนคนอื่นๆอยู่ในห้อง

จางเซวียนสั่งการให้ทุกคนสำแดงเทคนิคการต่อสู้ของตัวเอง และจากนั้นก็ให้คำชี้แนะจำนวนหนึ่ง ตามด้วยการถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทียบฟ้าขั้นสะพานจักรวาลฉบับปรับปรุงให้เรียบง่ายให้กับทุกคน ก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อน เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลาใคร่ครวญถึงหลักการและแก่นแท้ของมันให้เข้าใจลึกซึ้ง

จากนั้นเขาก็กลับเข้าห้อง

ฟึ่บ!

ด้วยการสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง วานรขนาดมหึมาก็ปรากฏตัวตรงหน้าเขา

อสูรตะวันไบแซนไทน์!

เขาได้ขังเจ้านี่เอาไว้ในรังนางพญามดตั้งแต่เมื่อบ่าย และในเมื่อเวลาก็ผ่านไปนานโขแล้ว เขาจึงตัดสินใจจะนำตัวมันออกมา

“แก…แกคิดจะทำอะไร?”

อสูรตะวันไบแซนไทน์มีบาดแผลสาหัสอยู่ทั่วตัว และทั้งเนื้อทั้งตัวก็ถูกมัดไว้ ทำให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าของสมุนผู้จงรักภักดีของ ‘เผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่น’ มันก็กัดฟันกรอดและคำรามอย่างดุเดือด “ฆ่าฉันเลยถ้าแกต้องการ แต่อย่าได้หวังสักนิดว่าฉันจะยอมทรยศนายท่าน!”

…..

ตอนนั้นเอง ในลานบ้านซึ่งอยู่ภายในสถาบันปรมาจารย์ ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ลุกพรวด

“ปรมาจารย์มู่ เกิดอะไรขึ้น?” เสียงเยือกเย็นถามมาจากอีกฟากหนึ่ง

ถ้าหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยาอยู่ที่นี่ เขาก็จะจดจำน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้ทันที เพราะเธอคือศิษย์น้องที่ปรมาจารย์มู่พามาแนะนำ – หลัวลั่วชิง

“ท่านหญิงลั่วชิง…ผม-ผมคิดว่าผมจับรังสีของอสูรตะวันไบแซนไทน์ได้!” ปรมาจารย์มู่ตอบ

ซึ่งก็น่าแปลก ทีท่าของเขานอบน้อมเป็นพิเศษ ไม่เหมือนการที่ศิษย์พี่สักคนจะพูดกับศิษย์น้องของตัวเองเลย

เป็นไปได้ว่าหลัวลั่วชิงคงเป็นท่านหญิงผู้สูงส่งคนหนึ่งจากตระกูลนักปราชญ์อย่างที่ทุกคนคาดไว้

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!