Skip to content

Library Of Heaven’s Path 864

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 864 ใครคนหนึ่งก่อนหน้าเรา

“ปรมาจารย์จางมีแผนการแล้วหรือ?” หูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆสบตากัน ทุกคนตาโตขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

C

แม้น้ำต้นกำเนิดจะมีค่า แต่ก็ไม่อาจเทียบกับผลหิ่งห้อยแดงที่โตเต็มที่แล้วได้ ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาก็รู้ว่าแผนการที่คิดขึ้นมานั้นไม่เหมาะสมนัก แต่ด้วยระดับวรยุทธและทรัพยากรที่มีจำกัด จึงไม่อาจวางแผนที่เข้าท่ากว่านั้นได้

แต่ถ้าจางเซวียนมีความคิด ก็น่าจะดีที่สุด

“ใช่สิ!” จางเซวียนพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้นก็เยี่ยมเลย!” เมื่อนึกได้ว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาสามารถทำให้อสูรวิเศษกว่า 400 ตัวเชื่องได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง อีกทั้งยังเป็นเจ้านายของอสูรตะวันไบแซนไทน์ ทั้งสี่ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

“เอาไปเลย!” ตงซินกับคนอื่นๆสะบัดข้อมือและนำขวดหยกออกมา

ดูเหมือนพวกเขาตกลงกันไว้แล้วว่าจะซื้อน้ำต้นกำเนิดมาคนละขวดและนำมาใช้ด้วยกันเมื่อมาถึงหุบเขา

จางเซวียนรับขวดหยกมาจากทั้ง 4 จากนั้นเปิดจุกขวดใบหนึ่ง เขารู้สึกได้ทันทีว่ามีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นอยู่ภายในน้ำนั้น ทุกเซลล์ในร่างกายพากันสั่นสะท้านด้วยความตื่นตัว ราวกับปรารถนาจะได้ของเหลวในขวดเพื่อไปฝึกฝนความโชติช่วงระดับ 3 เต็มที

“รอเดี๋ยวนะ ผมจะล่อไอ้สองตัวนั้นออกมา!”

แต่จางเซวียนก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาฝึกวรยุทธ เขาเก็บขวดหยกเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ

ด้วยมูลค่าสูงของน้ำต้นกำเนิด ย่อมเป็นการสูญเปล่าหากใช้มันล่อเสือสมิงเขี้ยวดาบออกมา แถมเขายังมีแผนการอื่นในใจที่จะล่อเจ้าสองตัวนั้นออกมาโดยไม่ต้องใช้น้ำต้นกำเนิด

อันที่จริง ถ้าเขาอยากทำ ก็สามารถถอดจิตลอบเข้าไปข้างในแล้วเก็บมาได้ทั้งต้น

หากเป็นอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสูญเสียน้ำต้นกำเนิดไปเปล่าๆ เก็บไว้ใช้เองจะดีกว่า

แต่ก็แน่นอนว่าเขาจะต้องแน่ใจว่าสามารถชดใช้ค่าน้ำต้นกำเนิดให้กับทั้ง 4 ได้ เพราะจะต้องแน่ใจว่าส่วนแบ่งสำหรับการฝ่าด่านไปสู่การเป็นนักรบระดับกึ่งเซียนจะต้องมีมากพอ

เมื่อพิจารณาจากการที่พวกเขาใช้น้ำต้นกำเนิดเป็นเดิมพันเพื่อให้ได้ผลหิ่งห้อยแดง ซึ่งเป็นผลไม้ที่จะเพิ่มความเป็นไปได้ในการฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบระดับกึ่งเซียน ส่วนแบ่งที่จะได้รับก็ย่อมต้องมีค่ามากกว่าราคาของน้ำต้นกำเนิดแน่

หลังจากเก็บน้ำต้นกำเนิดแล้ว จางเซวียนถาม “เอาล่ะ พวกคุณอธิบายแผนการเต็มๆมาได้ไหม? ผมจะช่วยคุณวิเคราะห์ว่าทำได้หรือไม่ได้!”

“แผนการของเรานั้นง่ายมาก หลังจากล่อเจ้าสองตัวนั้นออกมาแล้ว เราก็จะกักขังมันไว้ในค่ายกล, รีบเข้าไปเก็บผลหิ่งห้อยแดง แล้วกลับออกมา” ตงซินพูด

“ขังพวกมันไว้ในค่ายกล? ถ้าคุณอยากจะขังอสูรระดับตัวดักแด้ขั้นสูงสุดไว้ล่ะก็ อย่างน้อยค่ายกลจะต้องเป็นเกรด 6 ทั้งยังต้องสามารถเปิดใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย คุณมีแผ่นค่ายกลแบบนั้นอยู่กับตัวหรือ?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย

“ใช่แล้ว เผื่อกรณีเกิดข้อผิดพลาด พวกเราทั้ง 4 ได้เตรียมแผ่นค่ายกลมาคนละแผ่น มีทั้งค่ายกลกักกัน ค่ายกลภาพลวงตา ค่ายกลหลอกล่อ และค่ายกลสังหาร”

ในเมื่อพวกเขาตัดสินใจร่วมงานกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องนี้กับจางเซวียน

จางเซวียนส่ายหน้า “การที่พวกคุณจะกักขังเสือสมิงเขี้ยวดาบไว้ในแผ่นค่ายกลเกรด 6 นั้นก็เป็นไปได้ แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะทำสำเร็จ เพราะคุณจะต้องถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในค่ายกลเพื่อหล่อเลี้ยงมัน และด้วยพละกำลังมหาศาลของเสือสมิงเขี้ยวดาบ คุณคงไม่อาจกักตัวพวกมันไว้ได้นานพอ ถ้าอยากจะมีเวลาเก็บผลหิ่งห้อยแดงและหนีไปให้พ้นก่อนพวกมันจะทำลายค่ายกลล่ะก็ แผนการนี้ไม่น่าจะสำเร็จ”

จุดเด่นของแผ่นค่ายกลคือแม้แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจการทำงานของค่ายกลก็สามารถเปิดใช้งานมันได้ แต่ก็มีข้อด้อยเมื่อเทียบกับค่ายกลแบบทั่วไป เว้นเสียแต่ผู้นั้นจะสามารถผสมผสานค่ายกลเข้ากับค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ก็จะต้องขับเคลื่อนพลังปราณเพื่อหล่อเลี้ยงไว้ตลอดเวลา

นักรบแต่ละคนมีพลังปราณในปริมาณจำกัด ด้วยเหตุนี้ แม้แผ่นค่ายกลอาจใช้แก้สถานการณ์ได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่อาจได้ผลในระยะยาว

เสือสมิงเขี้ยวดาบมีพละกำลังสูงส่งมาก จึงยากที่จะบอกได้ว่าแผ่นค่ายกลจะสามารถรั้งพวกมันไว้ได้นานพอที่พวกเขาจะเข้าไปเก็บผลหิ่งห้อยแดงได้หรือไม่

จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ลงท้ายพวกนั้นจะเลือกตามตัวเขา ด้วยแผนการนี้ โอกาสประสบความสำเร็จมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

เมื่อได้ฟังคำวิเคราะห์ของจางเซวียน ทุกคนต่างหน้าแดงก่ำ พวกเขาเองก็รู้ดีว่าแผนนี้มีปัญหา แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่หาได้

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง หูเหยาเหย่าพูดเสียงลอดไรฟัน “ปรมาจารย์จาง ถ้าพวกเราได้ผลหิ่งห้อยแดงเหล่านั้นมา พวกเราเต็มใจที่จะเก็บไว้แค่คนละผลเดียว ที่เหลือจะยกให้คุณ”

อีก 3 คนต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง

พวกเขารู้ดีว่าโอกาสประสบความสำเร็จมีน้อยมาก จึงออกจะรู้สึกผิดหากจะแบ่งผลหิ่งห้อยแดงในสัดส่วนที่เท่าๆกัน

ถึงอย่างไร เป้าหมายของพวกเขาก็คือการฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบระดับกึ่งเซียน ขอแค่ทำสำเร็จ จะได้ผลหิ่งห้อยแดงมา 1 หรือ 2 ผลก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

จางเซวียนส่ายหัว “เก็บมันมาให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยพูดถึงเรื่องนี้”

ออกจะไม่ค่อยเข้าท่านักที่จะมาพูดเรื่องส่วนแบ่งทั้งๆที่ยังไม่ได้มันมา

ทุกคนเข้าใจและพยักหน้า จากนั้นทั้งกลุ่มก็เดินต่อไป

“พื้นที่ที่มีผลหิ่งห้อยแดงอยู่แถวๆโค้งนี้เอง ระมัดระวังด้วยนะ” ตงซินเตือนขณะที่มองซ้ายขวา

คนอื่นๆพยักหน้าขณะที่ค่อยๆรุกคืบเข้าไป

แม้เสือสมิงเขี้ยวดาบจะรู้ได้ว่ามีผู้บุกรุกจากการเปลี่ยนสีของดอกแดงเรื่อขี้อาย แต่ตราบใดที่ผู้บุกรุกมีระดับวรยุทธต่ำกว่าพวกมัน พวกมันก็จะไม่เดือดร้อนอะไรมากมาย ขอแค่พวกเขาปกปิดตัวเองไว้ได้อย่างมิดชิด ก็มีโอกาสที่จะทำสำเร็จ

หลังจากรุกคืบเข้าไปได้อีกหน่อย ก็มาถึงสุดทางเดินแคบๆของหุบเขา จางเซวียนเลิกคิ้วขึ้นทันที “มีบางอย่างผิดปกติแล้วล่ะ!”

เห็นจางเซวียนหยุดกึก คนที่เหลือต่างรีบหยุด

“อะไรผิดปกติ?”

จางเซวียนไม่ตอบคำถาม เขาเดินไปที่โขดหินใกล้ๆแล้วลงนั่งยองๆ ครู่ต่อมาก็ร้องเรียกคนที่เหลือ “มาดูสิ”

หูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆเดินเข้าไปด้วยความสงสัย หลังโขดหินนั้น พวกเขาเห็นร่องรอยของดินที่ยังสดใหม่ ซึ่งแตกต่างจากบริเวณโดยรอบ หากไม่สังเกตให้ดีก็แทบมองไม่เห็น ดินที่ว่านี้ไม่ใช่ดินในหุบเขา

“มันคือ” คนอื่นๆพากันงงกับภาพที่เห็นตรงหน้า

“หุบเขานี้แห้งแล้งจากอากาศร้อน ซึ่งพวกเราก็บอกได้จากพื้นดินที่แตกระแหง แต่ดินพวกนี้กลับมีความชื้นอยู่เล็กน้อย ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ผมเชื่อว่ามีคนเข้ามาในหุบเขานี้ก่อนหน้าเรา” จางเซวียนตั้งข้อสงสัย

เขาเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้สำรวจพื้นที่โดยรอบมาแล้ว ถึงแม้ร่องรอยของดินสดใหม่นี้จะแทบมองไม่เห็น แต่เขาก็หาพบและบอกที่มาของมันได้อย่างง่ายดาย

“มีใครคนหนึ่งเข้ามาในหุบเขาก่อนหน้าเรา?”

คนอื่นๆต่างหน้าถอดสีด้วยความตกใจ

เหตุผลหลักที่พวกเขามุ่งหน้ามาเก็บผลหิ่งห้อยแดงที่นี่ก็เพราะแน่ใจว่าไม่มีคนอื่นล่วงรู้ ถ้าข่าวนี้แพร่งพรายออกไปก็คงยุ่งยาก

“ใช่แล้ว” จางเซวียนพยักหน้า “เท่าที่ดูจากขยุ้มดิน พวกเขาน่าจะมากัน 2 คน และเพิ่งผ่านจุดนี้ไปไม่ถึง 10 นาที อีกทั้งคนที่แข็งแรงกว่ายังดูเหมือนจะเป็นนักรบขั้นกึ่งเซียนด้วย!”

“คุณบอกระดับวรยุทธของพวกเขาได้เพียงแค่ดูจากร่องรอยของดินอย่างนั้นหรือ?”

ทุกคนถึงกับอึ้ง

เขาเป็นหมอดูหรือเปล่า?

เป็นไปได้ที่จะกะระยะเวลาจากความชื้นของดิน แต่เขารู้ระดับความแข็งแกร่งของผู้บุกรุกเข้ามาได้อย่างไร?

“ผมได้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้ว และไม่พบร่องรอยของดินด้านหลังเราเลย พูดอีกอย่างก็คืออีกฝ่ายน่าจะบินมาและร่อนลงจอดที่นี่ ผมยังรู้สึกได้ถึงร่องรอยบางเบาของพลังปราณ ดังนั้นการคาดเดาระดับวรยุทธของเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป” จางเซวียนตอบ

นักรบระดับกึ่งเซียนมีความสามารถในการบินขั้นพื้นฐาน แต่หากยังไม่ได้เปิดจุดชีพจรจูข่ง การบินของพวกเขาก็จะยังไม่เสถียร และพลังปราณจะรั่วไหลออกมาจากจุดชีพจรด้วย

หากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ร่อนลงบริเวณนี้ พลังปราณที่หลุดรอดออกมาก็จะเบาบางจนแทบไม่อาจวิเคราะห์อะไรได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายร่อนลงที่นี่ ร่องรอยของพลังปราณจึงยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ ทำให้สามารถคาดเดาระดับวรยุทธของเขาได้

“แทบไม่น่าเชื่อเลย”

ผู้ฟังอดรู้สึกเกรงขามไม่ได้

แม้พวกเขาจะเป็นปรมาจารย์เหมือนกัน แต่ในด้านความสามารถเรื่องการวิเคราะห์ ยังถือว่าห่างชั้นกับจางเซวียนมาก

เชวเจินหยางมีสีหน้าเคร่งเครียดไปทันที “ถ้านักรบระดับกึ่งเซียนอยู่ที่นี่ เสือสมิงเขี้ยวดาบจะทำลายผลหิ่งห้อยแดงหรือเปล่า?”

หากมีนักรบระดับกึ่งเซียนปรากฏตัว แน่นอนว่าเสือสมิงเขี้ยวดาบจะต้องเกิดความหวาดระแวง และหากพวกมันตัดสินใจทำลายผลหิ่งห้อยแดง การเดินทางของพวกเขาก็จะสูญเปล่า

หูเหยาเหย่าส่ายหน้า “ฉันคิดว่าเราควรจะสนใจคนที่เข้ามาก่อนหน้าเราจะดีกว่า หากพวกเขาได้ผลหิ่งห้อยแดงไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ผลหิ่งห้อยแดงถูกทำลายหรอก”

ที่เธอพูดก็จริงอยู่

หากอีกฝ่ายได้ผลหิ่งห้อยแดงไปแล้ว จะไปฉกมาจากมือของเขาได้อย่างไร?

ในฐานะปรมาจารย์ พวกเขาจำเป็นต้องปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเหมาะสม หากมีใครรู้ว่าพวกเขาฉกฉวยของล้ำค่าจากมือของคนอื่นล่ะก็ จะต้องถูกสภาปรมาจารย์ลงโทษอย่างรุนแรง

คนที่เหลือต่างพยักหน้าอย่างเห็นพ้องขณะรุกคืบไปเงียบๆ หลังจากสิ้นสุดทางลดเลี้ยวเคี้ยวคด ที่ดินผืนใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า

มันมีพื้นที่อย่างน้อยหลายพันตารางเมตร ราวกับมีใครมาขุดไว้กลางหุบเขา ที่สุดปลายอีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผาซึ่งมีถ้ำขนาดมหึมา ผลหิ่งห้อยแดงอยู่ในนั้น

ด้วยดวงตาหยั่งรู้ จางเซวียนมองเห็นพลังจิตวิญญาณเข้มข้นอบอวลอยู่ภายในถ้ำ แถมยังพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ

“มีคนมาก่อนหน้าเราจริงๆ!” ตงซินขมวดคิ้ว

เมื่อมองตามสายตาของเธอไป ก็เห็น 2 ร่างซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินนอกถ้ำ ดูเหมือนจะถืออะไรบางอย่างไว้ในมือ

“นักรบขั้นกึ่งเซียนและขั้นตัวดักแด้!” เมื่อรับรู้ระดับวรยุทธของทั้งสอง ทั้งกลุ่มก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองจางเซวียนอย่างชื่นชมอีกครั้ง

เป็นอย่างที่เขาบอกไว้จริงๆ

“พวกเขาสวมเสื้อคลุมปรมาจารย์นี่ แล้วทำไมถึงไม่เหมือนกับของพวกเรา?” เชวเจินหยางขมวดคิ้ว

เมื่อเชวเจินหยางตั้งข้อสังเกต ทุกคนจึงได้หันไปมองเสื้อผ้าของทั้งคู่ มันไม่เหมือนกับเสื้อคลุมปรมาจารย์ทั่วไปที่ใส่กันหลวมๆ โดยเสื้อคลุมสีเทาที่ทั้งคู่สวมนั้นดูจะรัดกุมกว่า เท่าที่มองจากด้านข้าง ทุกคนเห็นตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์กลัดติดบนหน้าอกของสองคนนั้น แต่ไม่แผ่รังสีอันสง่างามออกมาอย่างที่ควรจะเป็น ตราสัญลักษณ์ของพวกเขาดูดุดันและก้าวร้าวกว่า ดูเหมือนว่าพวกเขาอาจถูกควักลูกตาได้หากจากจ้องนานกว่านี้

หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง หลงชางเยว่พูด “ถึงเสื้อคลุมของพวกเขาจะแตกต่างจากเรา แต่ผมก็ยังรู้สึกได้ว่าพวกเขาเป็นปรมาจารย์ เพราะตราสัญลักษณ์อันมีลักษณะเฉพาะตัวนั้น แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้มาจากจักรวรรดิหงหย่วน ผมรู้จักผู้เชี่ยวชาญระดับนี้เกือบทุกคนในสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนและสภาปรมาจารย์ แต่ที่เห็นนี่ดูไม่คุ้นตาเลย”

เชวเจินหยางกับคนอื่นๆพยักหน้า

เพราะเป็นนักเรียนตัวท็อปของสถาบันปรมาจารย์ พวกเขาจึงมีสิทธิพิเศษในการพบปะกับปรมาจารย์ระดับสูงของจักรวรรดิหงหย่วน หาก 2 คนนี้มาจากจักรวรรดิหงหย่วน พวกเขาก็น่าจะจดจำได้ แต่ในเมื่อไม่คุ้นหน้า ก็มีโอกาสว่าทั้งคู่จะมาจากต่างดินแดน

อีกอย่าง สันเขาที่พวกเขายืนอยู่ตอนนี้ก็อยู่บริเวณชายแดนของจักรวรรดิหงหย่วน จึงไม่น่าแปลกอะไรที่จะได้เห็นปรมาจารย์จากต่างถิ่น

“ธรรมเนียมของเหล่าปรมาจารย์ในการครอบครองของล้ำค่าก็คือมาก่อนได้ก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครคนหนึ่งได้ของล้ำค่าไปแล้ว คนอื่นๆก็ไม่อาจจะใช้พละกำลังฉกฉวยไปได้ แต่หากอยากได้จริงๆ ก็จะต้องใช้วิธีการที่ถูกต้อง” ตงซินพูด

ในสถานการณ์ที่ปรมาจารย์จำนวนมากปรารถนาของล้ำค่าชิ้นเดียวกัน ไม่ว่าอย่างไร ผู้ที่ได้ไปเป็นคนแรกก็ย่อมเป็นเจ้าของ

การใช้วิธีการโหดเหี้ยมอย่างการสังหารอีกฝ่ายเพื่อให้ได้ของล้ำค่ามาครอบครองนั้น ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง

เพราะหากเหล่าปรมาจารย์สามารถสังหารใครต่อใครเพื่อฉกฉวยเอาของล้ำค่ามาเป็นของตัวเองได้ แล้วจะเอาความชอบธรรมที่ไหนไปสั่งสอนคนอื่น?

แต่ก็ยังพอมีวิธีการต่อรองให้ได้ของล้ำค่ามาด้วยการเสนอข้อแลกเปลี่ยน หรือด้วยการดวลอย่างเป็นทางการ แต่หากผู้ครอบครองของล้ำค่าปฏิเสธ ก็ไม่มีอะไรที่จะทำได้อีก

“ถ้าพวกนั้นได้ผลหิ่งห้อยแดงไปเมื่อไหร่ล่ะก็ จบเห่แน่ เราต้องคว้ามาให้ได้ก่อน” หูเหยาเหย่าพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ครู่ต่อมา เธอก็เลิกคิ้วและตั้งคำถาม “พวกเขาทำอะไรอยู่น่ะ?”

ห่างออกไป ทั้งคู่ดูไม่รีบร้อนจะเข้าไปในถ้ำ คนที่แข็งแกร่งกว่าจุดธูปดอกหนึ่ง และขับเคลื่อนพลังปราณอย่างเงียบๆเพื่อผลักดันกลิ่นธูปให้เข้าไปในถ้ำ

“ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด ของสิ่งนั้นคือธูปกระชากวิญญาณ!” ตงซินพูด

“ธูปกระชากวิญญาณ?” หูเหยาเหย่ากับคนอื่นๆสงสัย

“ใช่แล้ว ควันของธูปชนิดนั้นมีอานุภาพล่อลวงจิตวิญญาณให้งวยงง พวกเขาคงตั้งใจใช้หลอกล่อเสือสมิงเขี้ยวดาบก่อนจะเข้าไปขโมยผลหิ่งห้อยแดง!” ตงซินอธิบาย

“ว่าแต่ ของสิ่งนั้นไม่ได้แยกแยะว่าใครเป็นใคร หากพวกเขารมควันถ้ำเสียแล้ว ไม่กลัวว่าตัวเองจะถูกควันของธูปกระชากวิญญาณเล่นงานเอาบ้างหรือ?”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!