Skip to content

Library Of Heaven’s Path 874

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 874 เผามัน (2)

“เผามัน?”

C

“ฮ่องเต้เชิญแกมาช่วยชีวิตต้นโพธิ์นะ ไม่ใช่มาเผามัน!”

“ตลกเป็นบ้า นี่คือเรื่องตลกที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา มีใครไม่รู้บ้างว่าจะฆ่าต้นไม้ได้ด้วยวิธีไหน? พวกเราต้องการแกสำหรับเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ?”

ทุกคนอึ้งกันไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำตอบของจางเซวียน ก่อนจะตวาดก้อง

สมองแกต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ!

แกพูดอย่างกับว่าพวกเราไร้ประโยชน์ แต่พอถามถึงวิธีแก้ไข กลับเสนอให้เผาต้นโพธิ์เสียนี่

ต้นโพธิ์เซียนเป็นรากฐานของตระกูลหยู และเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรได้ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามัน เกรงว่าหากทำไม่สำเร็จจะต้องหัวหลุดจากบ่า หมอนี่พูดราวกับว่ามีวิธีการดีๆอยู่ในหัว ไม่น่าเชื่อเลยว่าวิธีของเขาคือการเผาต้นโพธิ์ทิ้ง นี่มันเสียสติไปแล้ว!

หยูเสิ่นชิงตัวสั่น แทบลมจับไปเดี๋ยวนั้น

หลังจากที่เห็นปรมาจารย์จางเล่นงานเหล่าผู้อาวุโสเสียจนอึ้งไป เขาก็พอมองเห็นความหวังที่จะช่วยชีวิตต้นโพธิ์เซียนได้รำไร แต่พอได้ยินวิธีแก้ไข ก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจงใจปั่นหัวเขาเล่น!

ต้นโพธิ์เซียนร่อแร่อยู่แล้ว หากถูกเผา มิตายทันทีหรือ?

จางเซวียนเลิกคิ้วเมื่อรู้สึกได้ถึงความลังเลของหยูเสิ่นชิง “ผมจะไม่บังคับคุณหรอกนะถ้าคุณไม่เชื่อใจผม แต่ถ้าอยากช่วยชีวิตต้นโพธิ์เซียนล่ะก็ รีบตัดสินใจเสียดีกว่า!”

“ช่วยชีวิต?” หยูเสิ่นชิงอ้าปากค้าง

คุณแน่ใจนะว่ากำลังช่วยชีวิตต้นโพธิ์เซียน ไม่ใช่ฆ่ามัน?

“ใช่!” จางเซวียนพยักหน้าก่อนจะเอาสองมือไพล่หลังและรอคอยอย่างอดทน

“คือ” เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของปรมาจารย์จาง ดูไม่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะพูดเล่น

หลังจากอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง หยูเสิ่นชิงหันไปสั่งการกับหลัวฟู่, ขันทีคนเก่าคนแก่ “ทำตามที่ปรมาจารย์จางบอก!”

แม้จะยังรู้สึกว่าการเผาต้นโพธิ์เป็นเรื่องไม่เข้าท่า แต่ความจริงที่ว่าปรมาจารย์จางเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันปรมาจารย์ ประกอบกับวีรกรรมน่าทึ่งมากมายที่เขาได้ทำมา ก็ยังทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสเหล่านี้ก็อยู่โยงมากว่า 2 ปีแล้ว แต่อาการของต้นโพธิ์เซียนก็ไม่กระเตื้องสักนิด คงไม่เป็นการพูดเกินกว่าเหตุหากจะกล่าวว่าเวลาของต้นโพธิ์เหลือน้อยลงทุกที

ในเมื่อปรมาจารย์จางมั่นอกมั่นใจ บางทีก็สมควรจะให้เขาทดลอง โดยเฉพาะเมื่อไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีกว่านี้ ถ้าลงท้ายต้นโพธิ์ต้องตาย ก็พูดได้แต่เพียงว่าเป็นวาสนาของมัน

“ฝ่าบาท ผมขอวิงวอนให้ฝ่าบาททบทวนการตัดสินใจใหม่!”

“อย่าไปฟังคำโกหกของหมอนี่ ต้นโพธิ์เซียนอยู่ในสภาวะอ่อนแอมากอยู่แล้ว หากถูกเผาล่ะก็ไม่รอดแน่ๆ!”

เห็นหยูเสิ่นชิงสั่งการให้คนไปนำน้ำมันและไม้ขีดไฟมา ผู้อาวุโสจ้าวกับคนอื่นๆถึงกับตื่นตระหนก พวกเขาละล่ำละลัก

“ใจเย็นก่อนเถอะ ปรมาจารย์จางเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจมากจากสถาบันปรมาจารย์ ผมเชื่อว่าเขามีเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนั้น”

หยูเสิ่นชิงกำลังจะเปิดเผยตัวตนของจางเซวียน ก็พอดีกับที่นึกได้ว่าเรื่องนี้ยังคงเป็นความลับจนกว่าจะมีพิธีสถาปนา จึงรีบเปลี่ยนคำพูด

เห็นฮ่องเต้หลงกลเด็กหนุ่ม ผู้อาวุโสจ้าวอุทานออกมาอย่างหงุดหงิด “ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าปรมาจารย์คือผู้รอบรู้และมีทักษะการหยั่งรู้อันน่าทึ่ง แต่ในเรื่องของสมุนไพร ไม่มีใครในจักรวรรดิหงหย่วนจะเหนือไปกว่าพวกเรา และก็ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่เคยได้ยินว่าสามารถช่วยชีวิตสมุนไพรระดับเซียนได้ด้วยการเผามัน!”

พวกเขามาจากตระกูลผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรชั้นนำที่มีมรดกตกทอดยาวนาน ภูมิปัญญาของเหล่าบรรพบุรุษของพวกเขาถูกส่งมอบกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เกิดเป็นความรู้อันหลากหลายอย่างน่าทึ่งแต่ทั้งๆที่เป็นผู้สืบทอดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ก็ไม่มีใครในหมู่พวกเขาเคยได้ยินว่าการเผาจะช่วยชีวิตสมุนไพรได้

ไม่ต่างอะไรกับการดื่มยาพิษลงไปเพื่อบรรเทาความกระหาย แนวคิดนี้ขัดกับทฤษฎีสมุนไพรทั้งหมด เป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น

“จริงด้วย แต่ละวิชาชีพก็มีผู้เชี่ยวชาญของตัวเอง ต่อให้เป็นปรมาจารย์ก็ไม่อาจจะรอบรู้ไปเสียหมดทุกวิชาชีพในโลกนี้ได้หรอก เว้นก็เสียแต่ปรมาจารย์ขงเท่านั้น” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งเสริม

ตำนานกล่าวไว้ว่า นอกจากเป็นผู้ก่อตั้งสภาปรมาจารย์แล้ว ปรมาจารย์ขงยังมีทักษะและความเชี่ยวชาญในหลากหลายวิชาชีพ อันที่จริง มรดกตกทอดของหลายวิชาชีพที่มีอยู่ในตอนนี้ก็ได้รับการประมวลและจัดระบบโดยปรมาจารย์ขง

เจ้าหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาอาจเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจ แต่ต่อให้เป็นปรมาจารย์ ก็ไม่อาจรอบรู้ไปได้ทุกเรื่อง มีโอกาสจะพลาดพลั้งได้เหมือนกัน!

“เอ่อ”

ได้ยินผู้อาวุโสตอบโต้ ความตั้งใจของหยูเสิ่นชิงก็เริ่มสั่นคลอน แต่เมื่อนึกถึงตัวตนของจางเซวียน ก็กัดฟันกรอดก่อนจะพูดว่า “อย่าห้ามอีกเลย ผมตัดสินใจแล้ว ทำตามที่ปรมาจารย์จางสั่งเถอะ!”

ขณะที่พวกเขากำลังหารือกันอยู่ เหล่าข้าราชบริพารก็ได้นำถังน้ำมันและไม้ขีดไฟเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนจางเซวียนก็พยักหน้าอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าหยูเสิ่นชิงเต็มใจจะเชื่อมั่นในตัวเขาแม้ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ จึงสั่งการให้เหล่าข้าราชบริพารราดน้ำมันจนทั่วต้นโพธิ์ เสร็จแล้วก็จุดไม้ขีด

จางเซวียนไม่รีบร้อนเผา เขาหันไปพูดกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่อยู่ตรงนั้น “มีตระกูลผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรอยู่นับไม่ถ้วนในโลกนี้ และพวกเขาต่างก็มีวิถีทางของตัวเอง ทั้งด้านการฝึกฝนวรยุทธและการรักษาพืชสมุนไพร แม้พวกคุณจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่เก่งกาจที่สุดในจักรวรรดิหงหย่วน แต่คุณแน่ใจหรือว่ารู้จักวิธีการรักษาหมดทุกวิธีที่มีอยู่ในโลก?”

ผู้อาวุโสจ้าวกับคนอื่นๆเงียบกริบ

การแสวงหาความรู้นั้นเรียกได้ว่าไม่มีที่สิ้นสุด มีการค้นพบความรู้ใหม่ๆทุกวัน มรดกตกทอดใหม่ๆก็ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ใครจะอาจหาญพูดว่าตัวเองรู้ดีไปเสียหมดทุกอย่าง?

ต่อให้ปรมาจารย์ขงก็ยังประกาศแบบนั้นไม่ได้

“จิตวิญญาณของต้นโพธิ์เซียนนั้นไม่ได้เสื่อมสลาย แต่กำลังหลับไหล พวกคุณรีบร้อนทำการรักษาโดยไม่ตรวจสอบสภาวะของมันให้ถี่ถ้วน เกือบจะทำให้มันตาย แต่ช่างมันเถอะ รอดูก็แล้วกัน” จางเซวียนส่ายหัวและโยนไม้ขีดไป

ฟึ่บ!

ทันทีที่ไม้ขีดสัมผัสกับน้ำมัน ต้นโพธิ์ทั้งต้นก็กลายเป็นเปลวเพลิง

“เขาเผาต้นโพธิ์จริงๆ” ผู้อาวุโสจ้าวกับคนอื่นๆอ้าปากค้าง

หลังจากใช้เวลากับต้นโพธิ์ต้นนี้มา 2 ปีเต็ม พวกเขาก็มีความรู้สึกผูกพันกับมัน จึงอดไม่ได้ที่จะเจ็บแปลบไปถึงหัวใจเมื่อเห็นเปลวเพลิงค่อยๆลามเลียต้นโพธิ์ทั้งต้น

หยูเสิ่นชิงเองก็กำหมัดแน่นขณะเฝ้าดูเปลวไฟ

มาถึงตอนนี้ เขาไม่รู้จริงๆว่าตัดสินใจถูกหรือผิดที่เชื่อใจจางเซวียน

ส่วนจางเซวียนก็จ้องมองเปลวไฟอย่างใจจดใจจ่อ ดูเหมือนรอเวลาสำหรับอะไรบางอย่าง

ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “ดับไฟ!”

“ขอรับ” องครักษ์สองสามคนรีบเข้ามาใช้พลังปราณควบคุมเพลิงที่กำลังลามเลียต้นโพธิ์เซียน

แม้ผู้มีวรยุทธอ่อนด้อยที่สุดก็ยังเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8-การเรียงร้อยสวรรค์ การดับไฟจึงใช้เวลาเพียงครู่เดียว

เมื่อเปลวเพลิงมอด ทุกคนก็มองต้นโพธิ์เซียนอย่างเต็มตา ตอนนี้ภายนอกของมันมอดไหม้เป็นสีดำเหมือนเถ้าถ่าน ไม่มีร่องรอยของการมีชีวิตอยู่แม้แต่น้อย

จางเซวียนไม่พูดอะไร เขาเดินเข้าไปหาต้นโพธิ์และแตะที่บางจุดของมันขณะเดินวนรอบๆ

หลังจากแตะมัน 36 ครั้งติดต่อกัน เขาก็หยุด

ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยว่าจางเซวียนทำอะไร เขาก็หันไปมองหยูเสิ่นชิงกับคนอื่นๆและดีดนิ้ว

ฟุ่บ! ครืนนน!

เปลือกนอกที่ดำปิ๊ดปี๋เป็นเถ้าถ่านของต้นโพธิ์ระเบิดออก

“อะ-แบบนี้ก็ได้เหรอ?”

ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ทุกคน อึ้งตะลึง

ภายใต้เปลือกไม้ที่ดำเป็นเถ้าถ่านนั้น คือลำต้นที่มีความหนาประมาณท่อนแขน ดูเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เหมือนต้นอ่อนที่งอกใหม่จากต้นเก่า มันถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่เหี่ยวแห้งมาตลอด

แต่ในเมื่อเปลือกนอกดูร่อแร่เต็มทีแล้ว ภายในต้นโพธิ์ยังมีชีวิตชีวาขนาดนี้ได้อย่างไร?

ภาพที่เห็นช่างแปลกประหลาดจนไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้อาวุโสจ้าวกับคนอื่นๆได้วินิจฉัยและดูแลสมุนไพรมาแล้วมากมายหลายชนิด แต่ไม่เคยพบเจอหรือได้ยินเรื่องราวแบบนี้มาก่อน

เห็นสีหน้าฉงนของทุกคนที่อยู่รอบตัว จางเซวียนอธิบายอย่างเคร่งขรึม “ไม่ใช่เพราะต้นโพธิ์เซียนต้นนี้กำลังจะตายที่ทำให้มันสลบไสลไปแบบนี้ แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณของมันเลือกที่จะปกป้องตัวเองไว้ในแก่นไม้ เปลือกไม้จึงไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากจิตวิญญาณ ทำให้มันอยู่ในสภาพเหมือนตาย”

“พวกคุณมองข้ามจุดนี้ไปและพยายามถ่ายทอดจิตวิญญาณเข้าไปในลำต้นของมัน ซึ่งเกือบจะทำลายรากฐานของมันเสียราบคาบ ถ้าพวกคุณทำสำเร็จล่ะก็ ป่านนี้ต้นโพธิ์เซียนคงตายไปแล้ว”

“เอ่อ”

ผู้อาวุโสจ้าวกับคนอื่นๆตัวสั่นด้วยความอัศจรรย์ใจ

อีกฝ่ายพูดถูก

ภายใต้สภาวะที่จิตวิญญาณเดิมยังไม่ตาย หากถูกถ่ายทอดจิตวิญญาณใหม่เข้าไป จะก่อให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง และในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด จิตวิญญาณทั้งสองส่วนอาจฟาดฟันกันเอง

พูดง่ายๆก็คือ สวรรค์เมตตาแล้วที่พวกเขาทำไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นทุกคนคงต้องตกเป็นตัวการที่สังหารต้นโพธิ์เซียน!

“แต่ปรมาจารย์จาง ต้นโพธิ์เซียนก็อยู่ในสภาพดีมาหลายปีแล้ว ทำไมอยู่ๆถึงเกิดมีกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมาแบบนี้?” หยูเสิ่นชิงถามด้วยความสงสัย คนอื่นๆต่างก็หันไปมองจางเซวียนเป็นตาเดียว

“ผมเองก็ไม่แน่ใจเรื่องนั้น โดยทั่วไปจิตวิญญาณจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ลองนึกทบทวนดูสิ ในช่วงเวลาก่อนที่ต้นโพธิ์เซียนจะเริ่มเหี่ยวแห้งน่ะ มีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า?” จางเซวียนถาม

หอสมุดเทียบฟ้าระบุข้อบกพร่องของต้นโพธิ์เซียนเอาไว้ แต่ไม่ได้บอกเหตุผลที่มันต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ตัวเขาจึงไม่แน่ใจ

“ผมไม่คิดว่าในช่วงเวลานั้นจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นนะ” หยูเสิ่นชิงขมวดคิ้ว

“เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาพอๆกันกับที่อาจารย์ใหญ่คนเก่าของสถาบันปรมาจารย์หายตัวไป อ้อใช่ รองหัวหน้าโรงเรียนนายแพทย์, โหยวฉู่ ได้มาที่นี่ครั้งหนึ่งเพื่อเก็บเมล็ดจากต้นโพธิ์ เขาบอกว่าพยายามจะนำไปปลูกเพื่อช่วยหาตำแหน่งของจิตวิญญาณของท่านอาจารย์ใหญ่ ถ้านอกเหนือไปจากนั้น ก็ไม่มีคนนอกที่ไหนมาที่ต้นโพธิ์อีก”

“โหยวฉู่?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

หมอนั่นเป็นตัวการที่ทำให้เว่ยชางเฟิงต้องตาย และเพื่อให้เว่ยหรูเหยียนได้แก้แค้นแทนพ่อด้วยตัวเอง เขาจึงกักขังอีกฝ่ายไว้ในคฤหาสน์

หมอนั่นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ?

“ใช่แล้ว รองหัวหน้าโหยวฉู่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรที่เก่งกาจ ผมจึงเชิญเขามาดูอาการของต้นโพธิ์เซียน แต่เขาก็บอกไม่ได้ว่ามันผิดปกติอย่างไร” หยูเสิ่นชิงตอบ

“ผมเข้าใจแล้ว ช่างมันเถอะ ทิ้งเรื่องนั้นไปก่อน ตอนนี้มาหาวิธีปลุกจิตวิญญาณของมันให้ฟื้นจากการหลับไหลก่อนเถอะ!” จางเซวียนพูด

กว่า 2 ปีมาแล้วที่ต้นโพธิ์เซียนถูกวางยา จึงยากที่จะเสาะหาตัวการในตอนนี้ อีกอย่าง เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปยุ่มย่าม

หยูเสิ่นชิงไม่พูดอะไรอีก

จางเซวียนเดินไปที่ต้นโพธิ์เซียนอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ทาบฝ่ามือลงไปบนลำต้นก่อนจะจมดิ่งเข้าภวังค์

ครู่ต่อมา เขาก็สะบัดข้อมือและนำน้ำเต้าไวน์ขนาดยักษ์ออกมา เขาเปิดจุก แล้วพลังจิตวิญญาณเข้มข้นก็พวยพุ่งออกมาโดยรอบในทันที

“นั่นคือน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพี?” หยูเสิ่นชิงกับเหล่าผู้อาวุโสพากันตาลุก

น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีมีพลังงานของพื้นดิน ทำให้มีอานุภาพบ่มเพาะสมุนไพรได้เป็นอย่างดี ถือเป็นของสุดแสนล้ำค่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร

จางเซวียนรดน้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีลงบนลำต้นของต้นโพธิ์ ใบอ่อนมากมายเริ่มแตกขึ้นมาด้วยความเร็วอันน่าทึ่งบนต้นไม้ที่เคยโล้นเลี่ยน จากนั้นก็งอกงามเป็นใบเขียวชอุ่ม

“จิตวิญญาณของมันถูกปลุกแล้วหรือ?”

หยูเสิ่นชิงกับเหล่าผู้อาวุโสตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นภาพนั้น

การที่ต้นไม้เติบโตรวดเร็วขนาดนี้ หมายความได้อย่างเดียวว่าจิตวิญญาณที่เคยหลับไหลของต้นโพธิ์เซียนถูกปลุกให้ตื่นแล้ว

แต่น้ำหล่อเลี้ยงเส้นเลือดปฐพีมีอานุภาพในการฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณของสมุนไพรระดับเซียนเท่านั้น ไม่สามารถปลุกจิตวิญญาณที่หลับไหลให้ตื่นได้

แล้วปรมาจารย์จางใช้วิธีการลึกลับแบบไหนกัน?

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!