Scumbag System 25

0 Comments

ตอนที่ 25

“สัตว์ประหลาดเผ่ามาร”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ความจริงก็ยากจะชี้ชัดว่าเป็นสัตว์ประหลาดเผ่ามารหรือไม่ แต่รูปร่างของมันแปลกประหลาด ไม่คล้ายสิ่งมีชีวิตทั่วไปในภพมนุษย์”

กงอี๋เซียงกล่าว “ในรัศมีสิบลี้ละแวกป่าน้ำค้างขาวมีคนอาศัยอยู่ประปราย แต่ไม่เคยได้ยินว่าเจอภพมารบุก กระทั่งสิงสาราสัตว์ดุร้ายก็ไม่เคยมีมาก่อนเลยขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวพึมพำกับตัวเอง “ตกลงมันเป็นตัวอะไรกันแน่ ผมสยายปกคลุมหน้า กระดูกโค้งอ่อน ใบหน้าบวมพองราวกับศพขึ้นอืด”

กงอี๋เซียวเอ่ย “ไม่ว่าจะเป็นอะไร อย่าได้ออกมาอีกเป็นดีที่สุด แต่หากว่าออกมา ไม่ต้องรบกวนผู้อาวุโสทั้งสองท่านลงมือ ส่งให้ผู้เยาว์จัดการได้เลยขอรับ”

ความนับถือที่อยู่ในน้ำเสียงมิได้เสแสร้ง ถึงเขาจะรู้จักผู้อาวุโสเจ้าของฉายากระบี่ซิวหย่าท่านนี้ไม่มาก ก่อนหน้านี้เพียงแค่เคยเห็นหน้าอยู่ไกลๆ แต่งานชุมนุมเซียนคราวก่อน ศิษย์ที่เสิ่นชิงชิวสั่งสอนมากับมือแซงหน้าตนจนขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งตัวเสิ่นชิงชิวเองยังได้ช่วยชีวิตศิษย์ของวังฮ่วนฮวาเอาไว้มากมาย ความยอมรับนับถือจึงมีไม่น้อย

เสิ่นชิงชิวเห็นเขาวางตัวเหมาะสม ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่พึงมีก็ครบถ้วน อีกทั้งหน้าตาสไตล์เดียวกับลั่วปิงเหอ คือมาแนวอบอุ่นอ่อนโยนอ่อนไหว รูปหล่อ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เลยหวนนึกถึงศิษย์รักลั่วปิงเหอตอนที่จิตใจยังไม่เข้าสู่ด้านมืด ทำให้รู้สึกดีด้วยอย่างไม่ยากเย็น

มีกงอี๋เซียวนำทาง คนทั้งสามก็ฝ่าออกมาจากค่ายกลของวังฮ่วนฮวาได้อย่างรวดเร็ว และหาตำแหน่งทิศทางด้วยความแม่นยำ

นิยายดั้งเดิมบรรยายเกี่ยวกับสถานที่ๆหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรางอกไว้ไม่มาก เพียงเขียนคร่าวๆว่า ‘เป็นถ้ำศิลาแห่งหนึ่งที่ถูกต้นไม้ปกคลุมมืดครึ้มไปหมด’ เพื่อนึกรายละเอียดตรงนี้ให้ออก ซั่งชิงหัวแทบต้องแลกมาด้วยชีวิตเลยที่เดียว เพราะของสิ่งนี้มิใช่ให้ลั่วปิงเหอใช้ แต่เขียนมาเพื่อให้ศัตรูคนหนึ่งของลั่วปิงเหอใช้

เหตุนี้เสิ่นชิงชิวถึงได้กล้าลงมือ หากเกี่ยวพันกับพล็อตหลัก หรือเป็นหญ้าวิเศษมหัศจรรย์ที่ลั่วปิงเหอใช้เพื่อเก็บเลเวล เขาไม่มีทางขวัญกล้าไปชิงมาอยู่แล้ว ผลของการแย่งชิงทรัพยากรกับพระเอก จะต้องลงเอยเลวร้ายยิ่งกว่าขโมยไก่ไม่สำเร็จกลับต้องเสียข้าวสารไปด้วยแน่นอน แต่ในเมื่อเป็นผู้ร้ายเหมือนกัน ฉวยเอามาก็คงไม่น่าจะเป็นอะไร

ดีที่ป่าน้ำค้างขาวถึงแม้กว้างใหญ่ ถ้ำศิลากลับมีอยู่แห่งเดียวเท่านั้นช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ไม่น้อย

เสิ่นชิงชิวดีดนิ้วเสียงดัง เปลวไฟสีเหลืองลูกหนึ่งลุกขึ้นที่ปลายนิ้ว ดีดอีกทีหนึ่ง ยอดเปลวไฟก็ส่ายวูบวาบ แล้วแหวกว่ายเข้าไปในถ้ำศิลาอันมืดมิดอับชื้น ช่วยเบิกหนทางข้างหน้า

ปากถ้ำยังกว้างพอจะให้สามคนเดินเรียงหน้าเข้าไปพร้อมกันได้ แต่ยิ่งเดินเข้าไปลึกยิ่งแคบ ต้องตะแคงตัวถึงจะผ่านไปได้ ทางเดินในถ้ำขดไปขดมา โค้งแล้วโค้งเล่าเหมือนลำไส้ขนาดยักษ์ก็ไม่ปาน

แสงสว่างเริ่มน้อย เปลวไฟที่เสิ่นชิงชิวเสกออกมาลูกนั้นเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด เขาจึงดีดเพิ่มออกไปอีกสองสามลูก ดวงไฟสองสามลูกนั้นแล่นไล่กวดกัน กงอี๋เซียวปิดท้าย ซั่งชิงหัวเดิมทีอยากรออยู่ข้างนอก แต่ถูกเสิ่นชิงชิวลากตัวมาด้วย ไม่รู้เพราะกลัวหรืออะไร เขาจะคอยแตะๆลูบๆแขนเสิ่นชิงชิวเป็นระยะ ทำเอาขนแขนลุกซู่

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวทนไม่ไหว ติดที่มีคนนอกอยู่ด้วยเลยกดเสียงต่ำ “อย่ามากระแซะได้ไหม”

ไม่มีเสียงตอบ และไม่มีการแตะต้องตัวแล้ว เสิ่นชิงชิวคลำทางไปข้างหน้าต่อ ใครจะไปนึกว่าซั่งชิงหัวกลับเตะที่น่องเขาทีหนึ่ง

เสิ่นชิงชิวหลุดปากอย่างทนไม่ไหว “เชี่ย”

เสียงซั่งชิงหัวดังมาจากข้างหลังไกลๆ “ศิษย์——พี่——เสิ่น! ท่าน——ว่า——อาราย”

เสียงเขาสะท้อนก้องในทางเดินของถ้ำศิลาอันคดเคี้ยวราวกับอยู่ห่างออกไปมิใช่น้อย ที่แท้ระหว่างที่ไม่รู้สึกตัว เสิ่นชิงชิวยิ่งเดินยิ่งเร็ว ซั่งชิงหัวชักช้างุ่มง่าม พานให้กงอี๋เซียวที่ปิดท้ายไปได้ไม่เร็วเช่นกัน คนทั้งสองจึงถูกเขาทิ้งห่างไปไกล

ไม่ใช่ซั่งชิงหัว เช่นนั้นแล้วใครคือคนที่ลูบแตะตัวเขาเมื่อครู่

หรือพูดให้ถูก สิ่งที่แตะแขนเขาเมื่อครู่ คือตัวอะไร

เสิ่นชิงชิวหยุดเดินฉับพลัน

เขาตบที่แขนตัวเองด้วยสีหน้าไม่บอกความรู้สึก พยายามตบให้ขนที่ลุกชูชันราบลงไป

เปลวไฟสองสามลูกยังคอยลอยแขวนอยู่กลางอากาศ ลุกไหม้สลัว

ศัตรูอยู่ในที่มืด เราอยู่ในที่สว่าง

เสิ่นชิงชิวพลิกมือซ้ายทีหนึ่ง ตวัดยันต์สองสามแผ่นออกมาจากแขนเสื้อโดยไร้สุ้มเสียง มือขวาค่อยๆดึงซิวหย่าออกจากฝักเล็กน้อย รัศมีที่แผ่ออกมาจากกระบี่ทำให้ในถ้ำสว่างเรืองรองขึ้น ไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านหลัง ล้วนเป็นหินดำมะเมื่อม ส่งกลิ่นอับชื้นคาวๆ

เขาฉุกคิดขึ้นได้โดยพลัน ที่เตะน่องเขาเมื่อกี้เหมือนไม่ใช่การใช้ขาเตะ หากแต่เป็นการ…เอาหัวชน

เสิ่นชิงชิวก้มลงมอง สายตาพลันสบเข้ากับใบหน้าขาวซีดพอดิบพอดี

เสิ่นชิงชิวใช้มือซ้ายฟาดยันต์ไปที่ใบหน้านั้น ชั่วพริบตาทางเดินในถ้ำอันคับแคบก็เกิดแสงไฟลุกฟู่ขึ้น เดิมทีเขาคิดจะชักกระบี่ออกมาฟันด้วย แต่ลืมนึกว่าพื้นที่แคบเกินไป ดึงออกมาได้ยังไม่ถึงครึ่งเล่ม แขนซ้ายก็ชนเข้ากับผนังหินของถ้ำ ส่วนด้ามกระบี่กระแทกเข้ากับก้อนหินจนเกิดเสียงดังเคร้ง

เจ้าสิ่งนั้นนุ่มนิ่มไร้กระดูก ไถลตัวไปบนพื้นหลบหลีกอย่างรวดเร็วเหมือนงูยัก์ ใกล้กันแค่นี้แต่ยันต์กลับฟาดไม่โดน มิหนำซ้ำมันยังเคลื่อนไหวปราดเปรียวกว่าเขา เสิ่นชิงชิวชักกระบี่ช้าไปก้าวหนึ่ง มันจึงวกกลับหัว คลานเฟี้ยวออกไป ซั่งชิงหัวกลับกงอี๋เซียวกำลังเดินมาด้านหลังพอดี เสิ่นชิงชิวตะโกนลั่น “ระวัง! มันไปทางนั้นแล้ว!”

ซั่งชิงหัวได้ยินก็หันไปกล่าวทันที “จอมยุทธ์น้อย เร็วเข้า รีบเปลี่ยนที่กัน” แผนกธุรการซึ่งเป็นพวกแนวหลังจะมีปัญญาไปยืนอยู่แถวหน้าบุกตะลุยฝ่าแนวข้าศึกได้อย่างไร

กงอี๋เซียวทำตามคำสั่ง เจ็บใจที่ทางเดินคับแคบเกินไป เพียงยอมให้คนหนึ่งเดินผ่านและเหลือที่แค่ฝ่ามือหนึ่งเท่านั้น เขาเลยผ่านไปไม่ได้

ซั่งชิงหัวได้ยินเสิ่นชิงชิวตะโกนมาอีก “บนพื้น! ดูที่พื้น! มันคลานอยู่บนพื้น!”

ครั้นหันไปมองอีกที งูครึ่งคนตัวหนึ่งกำลังคลานปราดๆเข้ามา

ซั่งชิงหัวตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ลงนอนทันที

กงอี๋เซียวไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาก่อน เลยยืนเซ่อไปวูบหนึ่ง แต่แล้วพอเห็นผู้อาวุโสซั่งชิงหัวลงนอนพังพาบกับพื้นก็หน้ากระตุก ได้สติทันที ร้องว่า “ล่วงเกินแล้ว” แล้วกระโดดข้ามไป

ไม่ว่าจะด้วยสภาพทุเรศอย่างไร ในที่สุดแผนกธุรการแนวหลังกลับทหารแนวหน้าก็เปลี่ยนตำแหน่งกันได้สำเร็จ…

เสิ่นชิงชิวตะโกนมาอีก “ห้ามดึงกระบี่” แต่คำว่า ‘กระบี่’ ยังไม่ทันจบ กงอี๋เซียวชักกระบี่ออกมาโดยไม่ทันคิด ผลลัพธ์ลงเอยอีหรอบเดียวกัน ด้ามกระบี่กระแทกเข้ากับผนังสนั่นหวั่นไหว

เสิ่นชิงชิวแบกกระบี่ปรี่เข้ามา หลุดปากด่า “โง่จริง!”

กงอี๋เซียวถูกด่าอย่างไม่เป็นธรรม ความจริงเสิ่นชิงชิวรู้ดี ต้องโทษที่ปฏิกิริยาเขารวดเร็วเกินไป ยังไม่ทันฟังเสียงร้องเตือนให้จบก็ลงมือเลย เปลี่ยนเป็นคนอื่นผลลัพธ์ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน ทว่าเพราะเมื่อก่อนเวลาร่วมมือกับลั่วปิงเหอต่อสู้ ตนไม่เคยต้องพูดมาก

ลั่วปิงเหอก็เข้าใจเองโดยไม่ต้องบอก ตอบรับอย่างเข้าขาเป็นอันดี เมื่อเปรียบเทียบกันก็จะเห็นได้ถึงความรู้อกรู้ใจระหว่างตนกับลั่วปิงเหออย่างชัดแจ้ง เสิ่นชิงชิวเลยอดคิดถึงความว่าง่าย ไม่เคยสร้างปัญหาให้ และข้อดีของศิษย์รักไม่ได้

ทางในถ้ำคดเคี้ยวเลี้ยวลด อีกทั้งมืดสลัว สร้างความได้เปรียบให้กับเจ้าสิ่งนั้น

เสิ่นชิงชิวคว้ายันต์ออกมาอีกปึกหนึ่ง แต่เจ้าสิ่งนั้นเลื้อยหายไปแล้ว

กงอี๋เซียวกล่าวด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโสเสิ่นขอรับ งู…ตัวเมื่อครู่ ใช่ปีศาจที่พวกท่านเจอในป่าน้ำค้างขาวหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “มันนั่นแหละ ขนาดโจมตีสองทางก็แล้ว ไม่รู้ว่ามันยังหนีไปได้อย่างไร”

ซั่งชิงหัวลุกขึ้นจากพื้นโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี แล้วตบฝุ่นตามเสื้อผ้า “ก็เลื้อยผ่านตัวข้าไปน่ะซิ”

กงอี๋เซียว “…”

เสิ่นชิงชิว “…ไปกันเถอะ คราวนี้อยู่ชิดๆกันไว้”

ไม่ต้องให้บอก คราวนี้ให้ตายซั่งชิงหัวก็ไม่อยมอยู่ห่างจากเขาเกินสองฉื่อ*เด็ดขาด

(ฉื่อคือ หน่วยวัดความยาวของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับประมาณ 10 นิ้ว)

เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนเวียนหัว ในที่สุดคนทั้งสามก็หลุดออกจากทางเดินอันคับแคบ เข้าสู่คูหาส่วนลึกใจกลางถ้ำ เบื้องหน้าพลันแผ่กว้างไฟศาล

ก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิวขบคิดไม่เข้าใจมาตลอดทาง ส่วนที่ลึกที่สุดของคูหานี้ น่าจะมืดมิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แล้วทำไมต้นหญ้านั่นถึงเติบโตได้ ‘หญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา’ ชื่อลักษณะนี้ฟังแล้วเหมือนเป็นสิ่งที่รวมปราณทิพย์ของฟ้าดินและธาตุสำคัญแห่งสุริยันจันทราเอาไว้ ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว

ที่แท้ยอดเพดานของถ้ำนี้ เป็นปากโพรงเปิดโล่งขนาดใหญ่ แสงอาทิตย์แสงจันทร์ส่องผ่านปากโพรงนี้ลงมายังใจกลางทะเลสาบด้านในถ้ำได้โดยตรงราวกับแสงสปอร์ตไลท์

ทะเลสาบขนาดย่อมนี้โอบล้อมเนินดินเล็กๆไว้ตรงกลาง น้ำในทะเลสาบใสเป็นประกาย จึงเป็นชัยภูมิอันเยี่ยมยอดที่บ่มเพาะหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราขึ้นมา

ซั่งชิงหัวกล่าวอย่างมั่นใจ “ทะเลสาบน้ำค้าง ไม่ผิดแน่”

ถึงที่หมายแล้ว พอเสิ่นชิงชิวได้รับคำยืนยันก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

นี่ไม่ใช่น้ำทะเลสาบธรรมดา แต่เป็นน้ำค้างยามเช้าไร้ราก วารีไร้ราก+น้ำค้างยามเช้า สะสมปราณทิพย์ไว้เต็มเปี่ยม ช่วยหล่อเลี้ยงบำรุงหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทรา และเมื่อหญ้าเติบโตได้ที่ รากก็จะแช่อยู่ในน้ำ และกลับไปบำรุงหล่อเลี้ยงน้ำค้างเป็นวงจรเช่นนี้ไม่มีหยุด ปราณทิพย์ก่อเกิดไม่ขาดช่วง ไม่มีวันแห้งเหือดไปตลอดกาล

ขณะที่กงอี๋เซียวอุทานอย่างชื่นชมในความอัศจรรย์ ในที่สุดจึงได้ล่วงรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่ทำให้เจ้ายอดเขาทั้งสองเดินทางมาถึงนี่แล้ว

เขาอดฉงนไม่ได้ ชางฉยงซานเองก็เป็นสำนักใหญ่ที่ผลิตหญ้าวิเศษโอสถทิพย์เช่นกัน ดอกไม่หายากมหัศจรรย์ที่เก็บได้แต่ละวันย่อมมีไม่น้อย หญ้าทิพย์นี้ถึงแม้งดงามหายากปานใด แต่ท่าทางไม่น่าถึงขนาดทำให้กินแล้วไม่แก่ไม่ตาย หรือสำเร็จเป็นเซียนได้ในทันที เหตุใดเจ้ายอดเขาทั้งสองท่านถึงกับต้องรอนแรมเดินทางเป็นพันลี้มาเอาด้วยตัวเองกัน

แต่สำหรับเสิ่นชิงชิว ยามนี้ในสายตาของเขามีแต่พวก ‘หญ้าเนื้อ’ ต้นน้อยๆอวบๆขาวๆ ที่อยู่ใจกลางทะเลสาบเท่านั้น เขาสะบัดชายเสื้อทีหนึ่งเดินลุยน้ำเข้าไปในทะเลสาบ เดินไปได้สิบกว่าก้าว น้ำค้างลึกระดับเอว ไม่ร้อนไม่เย็นซึมเข้าสู่ผิวหนังราวกับสามารถชโลมเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจคน

ถึงยามนี้พวกหญ้าวิเศษจะยังเล็กขนาดพอกับถั่วงอก แต่รอจนเขาหาสถานที่ๆมีชัยภูมิเหมาะสม พลังทิพย์เต็มเปี่ยม แล้วเอามันไปปลูก เลี้ยงมันให้โตตามแผนที่วางเอาไว้…

มองดูหญ้าน้ำค้างต้นเล็กขาวอวบสิบกว่าต้นบนเนินดิน เสิ่นชิงชิวก็ลังเลเล็กน้อย การที่หญ้าน้ำค้างงอกขึ้นที่นี่ ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ถอนขึ้นมาหมดก็ใจร้ายไปนิด แต่คิดอีกที หากไม่ถอนตอนนี้ วันหน้าก็ต้องถูกผู้ร้ายคนอื่นมาถอนไปอยู่ดี ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ อีกทั้งหากการย้ายที่ปลูกไม่ประสบผลสำเร็จ มีต้นอ่อนไว้หลายๆต้นก็ยังพอมีทางรอด อย่างไรยึดหลักรอบคอบไว้ก่อนเป็นดี ขอเพียงไม่มีข้อผิดพลาด รับประกันสำเร็จแน่นอน

เมื่อตกลงใจได้ เขาจึงถอนหญ้าแต่ละต้นด้วยความระมัดระวังโดยให้มีดินติดมาด้วยเล็กน้อย แล้วเก็บใส่แขนเสื้อ

ขณะที่คีบต้นสุดท้ายไว้ในมือ ยังไม่ทันเก็บใส่แขนเสื้อ เสิ่นชิงชิวได้ยินเสียงชักกระบี่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

เขาหันกลับไป กงอี๋เซียวกุมกระบี่ในมือ จ้องเขาเขม็ง

เดิมทีเสิ่นชิงชิวเข้าใจว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อประท้วงที่ตนถอนหญ้ามากเกินไป แต่พอหันไปเห็นซั่งชิงหัวจ้องตนเขม็งเช่นกัน ก็พลันทราบว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว เขาสะกดกลั้นลมหายใจทันที

ทันใดนั้นตัวอะไรอย่างหนึ่งกระโจนออกมาจากผิดน้ำของทะเลสาบ ตัวของมันทั้งยาวและใหญ่ดูคล้ายปลายักษ์ โผเข้าใส่เสิ่นชิงชิว

ใบหน้าขาวซีดตายด้านพุ่งเข้ามา มันคือสิ่งที่ตามพวกเขามาตลอดทางนั่นเอง

ขณะเดียวกัน กงอี๋เซียววาดท่าร่ายกระบี่เสร็จแล้ว กระบี่ยาวเหินเข้าใส่เจ้าสิ่งนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมันโผเข้าใส่เสิ่นชิงชิวไม่โดนก็ดำลงน้ำไป ไม่โผล่ขึ้นมาอีก กวนดินทรายที่นอนก้นนิ่งอยู่ในทะเลสาบมาหลายปีให้ฟุ้งขึ้นมาจนขุ่นคลั่ก

กงอี๋เซียวเรียกกระบี่กลับ “ผู้อาวุโสเสิ่นรีบขึ้นมาเถอะขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวยิ้มๆ “ไม่ต้องกลัว ข้าจะจับปลาเล่นสักหน่อย” เขายืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ล้วงเอายันต์แผ่นหนึ่งออกมาอย่างไม่รีบร้อน

กงอี๋เซียวกล่าว “ใช้ยันต์แผ่นเดียวรับมือกับเจ้าสิ่งนั้น เกรงว่าจะไม่…”

คำว่า ‘พอ’ ยังไม่ทันหลุดจากปากก็เห็นเสิ่นชิงชิวคลี่ยันต์แผ่นนั้นราวกับจะคลี่ธนบัติเงินหยวน* จากนั้นยันต์หนึ่งแผ่นก็คลี่ออกมาเป็นหนึ่งโหล เสิ่นชิงชิวกำยันต์หนึ่งโหลเอาไว้แล้วฟาดใส่น้ำทีหนึ่ง

(ธนบัตรเงินหยวน ตรงนี้ต้นฉบับใช้คำว่า 人民币 เหรินเหมินปี้ คือ หน่วยเงินชื่อเรียกสกุลเงินของจีนอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน ขณะที่หยวนเป็นหน่วยเงินพื้นฐานของเหรินเหมินปี้)

พลันเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ผิวน้ำระเบิดออกมาสิบสองสายสูงเกินหนึ่งจั้ง

งูครึ่งคนที่เดิมทีหลบอยู่ใต้ก้นทะเลสาบถูกพลังระเบิดกระแทกใส่จนกระเด็นขึ้นสูงมาก แล้วตกลงมาอย่างแรงที่พื้นข้างเท้าของซั่งชิงหัว

เสิ่นชิงชิวตัวเปียกชุ่มโชกขึ้นมาบนฝั่ง กงอี๋เซียวเข้าใจที่เขาส่งสายตาบอกเป็นนัย จึงใช้ด้ามกระบี่พลิกเขี่ยเจ้าสิ่งนั้นขึ้น

พอพลิกขึ้นมาดู คนทั้งสามก็ตะลึงพรึงเพริด

สักพักเสิ่นชิงชิวจึงหันไปถามซั่งชิงหัว “นี่คืออะไร”

ซั่งชิงหัวเค้นออกมาสองคำ “…ไม่รู้”

เขาไม่รู้จริงๆนี่

สิ่งมีชีวิตนี้หน้าตาคล้ายคน ผมยาวปรกไหล่ กระดูกอ่อนไปทั้งตัว ผิวหนังทั้งหยาบทั้งแข็งมีเกล็ดอยู่ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย มองดูคล้ายปลาที่ขอดเกล็ดไม่สะอาด

คราแรกเสิ่นชิงชิวเข้าใจว่ามันเป็นผีผู้หญิง ครั้นมองที่หน้าให้ละเอียดถึงจะพองอืดก็ยังพอมองออกว่าหน้าตาเป็นผู้ชาย

ซั่งชิงหัวมองเสิ่นชิงชิวด้วยสายตาเป็นคำถามพลางเอ่ย “เคยเหรอ” ความหมายคือ ผมเคยเขียนไอ้ตัวนี้เอาไว้ด้วยเหรอ

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “…น่าจะไม่เคย” หากที่บรรยายไว้ในนิยายดั้งเดิมเกินกว่า 10 ตัวอักษร ไม่มีเหตุผลที่เขาจะจำไม่ได้

คนทั้งสองมองกงอี๋เซียวอย่างคาดหวัง แต่กงอี๋เซียวไม่รู้จักเช่นกัน เขากล่าวอึกอัก “กระทั่งปรมาจารย์ทั้งสองท่านยังไม่รู้จักเจ้าสิ่งนี้ ผู้เยาว์ยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำขอรับ”

ซั่งชิงหัวกล่าวทันที “ข้าว่านะ อันที่จริงเจ้าปีศาจตนนี้อาจไม่ได้เป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิดก็ได้”

มีเหตุผล มองดูรูปร่างแปลกประหลาดของมันแล้ว อย่างไรก็ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตปกติทั่วไป แต่เหมือนพวกกลายพันธุ์ หรือลูกผสมมากว่า

เสิ่นชิงชิวกล่าวพึมพำ “สวรรค์ลงโทษ เจอคำสาป หรือไม่ก็อาจเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนที่ฝึกวิชาต้องห้ามแล้วเกิดความผิดพลาดก็เป็นได้”

กงอี๋เซียวกล่าวว่า “จากสามกรณีนี้ เป็นไปได้มากที่จะเกิดเจ้าตัวประหลาดนี้ขึ้น”

พอได้ฟังคำว่า ‘ตัวประหลาด’ ชายร่างงูที่นอนอยู่บนพื้นก็ดูเหมือนจะอยู่ไม่สุขขึ้นมา ส่วนที่ดูเหมือนหางฟาดไปมาอย่างคลุ้มคลั่ง

ซั่งชิงหัวรีบหลบฉาก “จอมยุทธ์น้อยกงกี๋ คุณชายกงอี๋ เจ้าอย่าพูดจามั่วซั่ว ดูเหมือนมันจะฟังภาษาคนรู้เรื่อง รีบเปลี่ยนคำพูดเร็ว เปลี่ยนคำพูด”

มันจ้องชายแขนเสื้อเสิ่นชิงชิวเขม็ง

เสิ่นชิงชิวสังเกตเห็นแล้ว แม้หน้าตาของเจ้าสิ่งนี้จะดูดุดันน่าสยดสยอง แต่ดวงตาที่ถูกบดบังด้วยผมยุ่งนั้นกลับใสแจ๋วดุจเดียวกับน้ำค้างในทะเลสาบ

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 219
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 218
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 217
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: