Scumbag System 26

0 Comments

ตอนที่ 26

เสิ่นชิงชิวพลันเข้าใจในที่สุด “มิน่าเล่ามันถึงพยายามโจมตีพวกเรา พวกเจ้าดู” เขาชี้ “ดวงตาของมัน เป็นไปได้อย่างมาก ว่ามันดื่มน้ำค้างไร้รากทุกวันจึงหล่อเลี้ยงกลายเป็นเช่นนี้ แล้วดูที่เกล็ดมัน ในซอกมีตะไคร่เขียบเหลือบแดงปนอยู่ เหมือนกับที่ผนังถ้ำไม่ผิดเพี้ยน ถ้ำคือสถานที่ที่มันเข้าออกเป็นประจำ มันน่าจะใช้ปราณทิพย์ของน้ำค้างในทะเลสาบนี่แหละเพื่อดำรงชีวิต”

แต่หากหญ้าน้ำค้างแก่นสุริยันจันทราถูกถอนไปเท่ากับทำลายวงจรของปราณทิพย์ จะส่งผลให้ทะเลสาบน้ำค้างค่อยๆ งวดลงกลายเป็นแค่น้ำเสียกองหนึ่งถึงขั้นแห้งเหือด เจ้าสิ่งนี้จึงได้ติดตามเรามาตลอดทาง เพื่อรอโอกาสโจมตี”

กงอี๋เซียวถามว่า “แต่ผู้อาวุโสเสิ่นขอรับ หากเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ดื่มน้ำค้างในการดำรงชีวิต มันกินหญ้าน้ำค้างเข้าไปตรงๆเลยไม่ดีกว่าหรือ เพราะอะไรมันถึงไม่เด็ดหญ้าน้ำค้างไปก่อนหน้านี้เล่าขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ในป่าน้ำค้างขาวก่อนหน้านี้ พวกเราถูกมันตามรังควาน มีอยู่ครั้งหนึ่งมันถูกแสงแดดที่สะท้อนจากกระบี่ลวกบาดเจ็บ จึงได้ยอมล่าถอย น่ากลัวว่าเจ้าสิ่งนี้จะทนแสงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดและแสงจันทร์ ดังนั้นมันจึงอยู่ได้แต่ในป่า ในถ้ำและใต้น้ำ” เขาชี้ไปที่ลำแสงที่ส่องลงมาจากปากปล่องเพดานถ้ำ “หญ้าน้ำค้างถูกแสงแดดแสงจันทร์แผ่ปกคลุมทั้งวันทั้งคืน มันจึงเข้าใกล้ไม่ได้เลย”

เพื่อเป็นการยืนยัน เขาคีบต้นหญ้าอ่อนนุ่มออกมาส่ายเบาๆ

จริงดังคาด ชายร่างงูผู้นั้นตาลุกวาว ชูหัวขึ้นอย่างร้อนรน อ้าปากแยกเขี้ยวขาว

กงอี๋เซียวเห็นดังนั้น จึงเอาด้ามกระบี่จิ้มลงไปทีหนึ่งแล้วพลิกมันหงายขึ้น ชายร่างงูผู้นั้นดิ้นกระเสือกกระสนกับพื้น แต่ไม่อาจพลิกไปไหนได้ กระบี่ของกงอี๋เซียงทำราวกับจะแทงลงไป

เสิ่นชิงชิวเห็นดังนั้นก็รีบห้าม “ช้าก่อน”

กงอี๋เซียวยั้งมือทันที เรียกอย่างไม่เข้าใจ “ผู้อาวุโส?”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอ้อมๆ “เจ้าเคยบอกว่าชาวบ้านที่อยู่รอบๆป่าน้ำค้างขาวไม่เคยเจอปีศาจรังควานใช่หรือไม่”

“ขอรับ”

“เช่นนั้นก็เห็นได้ว่ามันไม่เคยทำเรื่องชั่วช้า จะถึงกับต้องตัดรากถอนโคนมันไปทำไมกัน อันที่จริงมันก็แค่มาเพื่อรับน้ำค้างในถ้ำทุกวัน กลับเป็นพวกเราเสียอีกที่บุกเข้ามารบกวนมัน”

ในเมื่อผู้อาวุโสเอ่ยปาก กงอี๋เซียวย่อมต้องรับฟัง อีกทั้งคำพูดนี้ก็ไม่ใช่ความเท็จ หากว่าเจ้าสัตว์ประหลาดนี้เคยทำร้ายผู้คน วังฮ่วนฮวาก็ต้องเจอตัวมันนานแล้ว และกำจัดมันไปจนสิ้นซากแต่แรก เนื่องจากไม่เคยพบเห็นจึงยังไม่ตาย เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก เห็นเสิ่นชิงชิวมองเจ้าสิ่งมีชีวิตด้วยสายตาเอ็นดู จึงเหมาเอาว่าเขาคงถือคติเมตตาปราณีเหมือนพวกหลวงจีนวัดเจาหัว หารู้ไม่ เสน่ห์ของสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่พวกนี้ สำหรับเสิ่นชิงชิวแล้วเป็นเช่นเดียวกับเสน่ห์ของน้องๆหนูๆคนงามนับร้อยในเรื่องที่มีต่อนักอ่านทั่วไปนั่นเอง

แต่ตอนที่ทุกคนออกไปจากถ้ำลึก ไม่มีใครสังเกตเลยว่าชายร่างงูที่ดิ้นกระเสือกกระสนอยู่บนพื้นนั้นหยุดดิ้นแล้ว เหลือเพียงอาการตัวสั่นเบาๆ

รูปร่างอันพิกลพิการของมันลอบกอดยอดอ่อนของต้นหญ้าน้ำค้างที่บอบบางเอาไว้ สองตาสุกใสดูไม่เข้ากับสภาพอเนจอนาถของมันวาวโรจน์ราวกับกองไฟลุกโชติช่วง

เมื่อออกจากป่าน้ำค้างขาว กงอี๋เซียวเชิญทั้งสองคนไปนั่งพักในวังฮ่วนฮวา เพื่อจะได้แจ้งแก่กงจู่เฒ่า

เสิ่นชิงชิวกล่าวปฏิเสธ “จบเรื่องได้เพราะมีเจ้าช่วยเหลือ ไม่ดีแน่ถ้าต้องรบกวนไปมากกว่านี้”

ล้อเล่นรึไง จะเข้าวังฮ่วนฮวาไปทำแป๊ะอะไร จัดงานชมความงามของต้นหญ้ารึ หากระดับสูงของพวกเจ้าไม่ยอมปล่อยมี แต่อยากอภิปรายเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของต้นหญ้าแทนล่ะ

เห็นกงอี๋เซียวยังคงยืนกราน ซั่งชิงหัวจึงกล่าว “คราวนี้ต้องขอตัวแล้วจอมยุทธ์น้อยกงอี๋ เอาไว้คราวหน้าเถอะ วันหน้าหากเจ้าไปชางฉยงซานก็ขึ้นชิงจิ้งเฟิงไปนั่งสนทนากัน ผู้อาวุโสเสิ่นของเจ้าจะต้องต้อนรับเจ้าอย่างดีแน่”

เสิ่นชิงชิวชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ซั่งชิวหัวหุบปากทันที

เสิ่นชิงชิวจึงปรับสีหน้าใหม่ ยิ้มเล็กน้อย “ศิษย์น้องซั่งกล่าวถูกต้อง ถึงเวลานั้นชิงจิ้งเฟิงจะคอยต้อนรับเจ้าเป็นอย่างดี”

กงอี๋เซียวรู้ดีว่าชิงจิ้งเฟิงนั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าชอบความสงบ ไม่ชอบให้คนนอกรบกวน เลยไม่แน่ใจว่าเขาแค่พูดตามมารยาทหรือไม่ ใบหน้ายังคงแต้มยิ้ม “คำพูดนี้ของผู้อาวุโสเสิ่นข้าจดจำไว้แล้ว วันหน้าอาจไปขอรบกวน ถึงเวลานั้นข้าควรส่งเทียบไปที่ผู้ใดขอรับ”

เสิ่นชิงชิวตอบโดยไม่คิด “ให้ศิษย์ข้า…ลั่วปิง…”

พอกล่าวคำนี้ออกมา รอบด้านพลันตกอยู่ในความสงัด เกิดเป็นบรรยากาศแปลกประหลาดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

ชะงักกันไปครู่ใหญ่ เสิ่นชิงชิวโบกพัดด้ามจิ้วสองที กล่าวกลบเกลื่อนอย่างฝืนๆ “…ให้ศิษย์พี่ของลั่วปิงเหอที่ชื่อหมิงฟาน”

กงอี๋เซียวสับสนในใจ

ที่เล่าลือกันว่านับจากเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงสูญเสียศิษย์รักไปช่วงงานชุมนุมเซียน ก็จมอยู่ในความโศกเศร้าไม่สร่าง เสียขวัญสูญวิญญาณ ที่เห็นวันนี้เขายังคงไม่ยอมรับความจริงว่าลั่วปิงเหอจากไปแล้วอยู่ดี เป็นไปได้ว่าที่มาคราวนี้มิใช่เพื่อเก็บหญ้า แต่เพียงเพื่อออกมาผ่อนคลายจิตใจให้ลืมลั่วปิงเหอไปชั่วคราว ไม่เช่นนั้นแล้วไยเจ้ายอดเขาทั้งสองจึงต้องมาเอง ส่วนผู้อาวุโสซั่งก็คงมาเพื่อคอยป้องกันไม่ให้ผู้อาวุโสเสิ่นทำเรื่องโง่ๆ นึกไม่ถึงท่านอุตส่าห์ปั้นหน้ายิ้มแย้มมาตลอดทาง ตนดันพูดเรื่องที่ไม่สมควร ทำให้ท่านต้องเจ็บปวดขึ้นมาอีก ศิษย์อาจารย์ช่างรักผูกพันแน่นแฟ้นอย่างที่ว่ากันโดยแท้

จนกระทั่งถึงเวลาต้องแยกย้าย กงอี๋เซียวยังคงคอยหันกลับไปมองเสิ่นชิงชิวทุกสิบก้าว สายตามีทั้งความกระอักกระอ่วน เห็นใจ เศร้าใจ เลื่อมใส ปะปนกันสารพัด

เสิ่นชิงชิวถูกมองจนขนลุกเกรียว เขาแค่หลุดปากไปโดยไม่ตั้งใจหน่อยเดียว กงอี๋เซียวคิดเป็นตุเป็นตะไปถึงไหนกันนี่

ซั่งชิงหัวถอนใจ “จริงด้วย ที่แท้ก็เป็นความจริง”

เสิ่นชิงชิวถีบเขาเบาะๆ “อะไรจริงอะไรเท็จของนาย”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “ผมสังเกตคุณมานานละ มีประโยคนึงที่อัดอั้นเอาไว้ในใจ ขืนไม่พูดออกมาจะไม่สบายเอา กวาซยง คุณเห็นลั่วปิงเหอเป็นศิษย์หัวแก้วหัวแหวนจริงๆแล้วใช่ไหม”

เขาวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล “ได้ยินที่ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงพูดกันว่าหลังกลับจากงานชุมนุมเซียน ศิษย์พี่เสิ่นก็เสียขวัญสูญวิญญาณ ใจลอยไปไหนต่อไหน เรียกชื่อลั่วปิงเหอออกมาหลายครั้งแล้ว ทั้งยังสร้างสุสานกระบี่ไว้ไปคอยยืนทอดถอนใจ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเชื่อเลยนะ เมื่อกี้นับว่าได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว กวาซยง ผมไม่นึกจริงๆว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้”

เชี่ย! ‘เสียขวัญสูญวิญญาณ’ มาอีกละ ประโยคนี้จะต้องเป็นรอยด่างไปชั่วชีวิตตูแน่

ศิษย์ชิงจิ้งเฟงของเราแต่ละคนที่อารมณ์ศิลปิน เจ้าบทเจ้ากลอนกลายเป็นขาเม้าท์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องบ้าบอคอแตกก็เอาไปเล่าจนทั่ว เอาภาพลักษณ์ของซือจุนไปวางไว้ที่ไหนกัน

ซั่งชิงหัวยังคงพูดต่อแบบไม่รู้จักที่ตาย “กวาซยง ถามหน่อยเหอะ ตกลงคุณคิดยังไงกับลั่วปิงเหอ ผมจำได้ว่าคุณเป็นสาวกเขา ถึงจะด่าตัวละครอื่นๆ ที่ผมเขียนเป็นกระบุงโกย แต่ไม่เคยด่าเขาเลย เวลานี้สำหรับคุณแล้ว เขาเป็นตัวละครตัวหนึ่ง หรือว่าเป็น…”

แผ่นหลังของเสิ่นชิงชิวสั่นยะเยือก

การจิกถามที่ไม่เหมือนใครของเซี่ยงเทียนต่าเฟยจี ให้อารมณ์เหมือนสาวม.ปลายเม้าท์กันในหอพักหลับดับไฟเป๊ะ…

“นี่! ตะเองแอบชอบ XXX อยู่เหรอ”

“เปล่านะ ไม่มี้ไม่มี ไปเอาเรื่องเหลวไหลที่ไหนมาพูด”

“โกหก ไม่ต้องอายหรอกน่า ฮ่าๆๆๆ”

“รำคาญ นอนๆๆๆ”

ฟ้าผ่าจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าลงมาโครมเบ้อเริ่ม!

ซั่งชิงหัวถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาแค่อยากพูดคุยสอบถามอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเสิ่นชิงชิวต่างหากที่มีพิรุธในใจเลยคิดมากเกินไป

เสิ่นชิงชิวตัดบท “ทำไมนายยังไม่ขยับเสียที”

ซั่งชิงหัวเหวอไป “อะไรเหรอ”

เสิ่นชิงชิวมองเขา ยัดเยียดแส้ม้าส่งให้ “กงอี๋เซียวไปแล้ว แต่รถม้าต้องมีคนขับ”

“…ทำไมคุณไม่ขับมั่งล่ะ”

“นายต้องเข้าใจนะ ฉันเป็นคนป่วย ฉันถูกพิษ”

คนป่วยกะผี!

แล้วเมื่อกี้ใครวะเล่นสู้กับสัตว์ประหลาด ใช้ยันต์ระเบิดทะเลสาบทิพย์เสียกระดี๊กระด๊าแบบนั้น

รู้จักอายบ้างเหอะ!

เสิ่นชิงชิวนอนอยู่ในรถม้า สะบัดแขนเสื้อ

คำนวฯเวลาดูแล้ว กว่าลั่วปิงเหอจะกลับจากห้วงอเวจีคืนสู่ภพมนุษย์ก็อีก 5 ปี หากไม่เกิดเรื่องผิดพลาด เขาก็พอจะรักษาชีวิตรอดได้

แต่เขาลืมไปว่า ‘เทพมารอหังการ’ เป็นนิยายพิสดารพันลึกระดับไหน หากเนื้อเรื่องในช่วงสำคัญไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น นิยายเรื่องนี้มันก็จะไม่ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้น่ะซิ

บทที่ 6

เมืองจินหลัน

สามปีผ่านไปราวกับกะพริบตา

ในสามปีนี้ นอกจากไปขอให้หลิ่วชิงเกอมาช่วยกรุยชีพจรรักษาพิษเป็นระยะๆ ไหว้วานมู่ชิงฟางช่วยจัดเทียบยาให้ หรือไม่ก็กำหนดเควสต์ให้ศิษย์ของชิงจิ้งเฟิงได้ฝึกฝนเพื่อเก็บเลเวลแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของเสิ่นชิงชิวจึงมักไปเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก

วันเวลาผ่านไปสบายๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน จนกระทั่งเยวี่ยชิงหยวนร่อนจดหมายมาเรียกเขากลับชางฉยงซานเป็นการด่วน

เนื่องจากเจ้ายอดเขาหายหัวไปเป็นเวลานาน คราวนี้อยู่ๆกลับคืนสำนักอย่างกะทันหัน บรรดาศิษย์ชิงจิ้งเฟิงจึงพากันลงไปตั้งแถวต้อนรับที่ประตูทางเข้าแต่ไก่โห่ ครั้นเห็นเสิ่นชิงชิวเดินขึ้นบันไดมาก็กรูเข้าไปรุมล้อมทันที

หมิงฟานที่นำหน้ามาโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว รูปร่างสูงผอม แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าหล่อเหลาเกินใคร แต่นับว่าหน้าตาสะอาดหมดจด อย่างน้อยก็ไม่ปากแหลม หน้าตอบ มองปราดเดียวรู้เลยว่าเป็นใบหน้าของลิ่วล้อที่มีจิตใจคับแคบเหมือนตอนวัยรุ่น

ส่วนหนิงอิงอิงกลายเป็นหญิงสาวน่ารัก ทรวดทรงองค์เอวไร้ที่ติ ทันทีที่เห็นเสิ่นชิงชิวก็โผเข้าหา แล้วลากแขนเขาพาเดินขึ้นบันไดสวรรค์ไป

ถึงการมีหญิงสาวตัวนุ่มๆหอมๆเข้ามากอดจะเป็นเรื่องวิเศษสุดในโลก แต่เสิ่นชิงชิวกลับไม่มีวาสนาจะได้เสพสุข ยิ่งเวลานี้หนิงอิงอิงโตเป็นสาวเต็มตัว ไม่ใช่หนูน้อยโลลิตัวเล็กน่ารักอย่างในตอนนั้นแล้ว บางครั้งเผลอเอาหน้าอกมาเบียดเขาโดยไม่ตั้งใจ ทำเอาเสิ่นชิงชิวเหงื่อแตกพลั่กภายใต้ใบหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก นึกถึงคอมเม้นต์ยาวเป็นตั้งที่เรียกร้องให้จับเสิ่นชิงชิวตอนขึ้นมาทันที

หนิงอิงอิงกล่าวอย่างออดอ้อน “ซือจุนไม่ค่อยยอมอยู่บนเขา พวกศิษย์คิดถึงท่านจะตายอยู้แล้วเจ้าค่ะ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างเอ็นดู “เหวยซือก็คิดถึงพวกเจ้า…ทุกคน”

ไม่จริงหรอก ที่นางควรคิดถึงคือลั่วปิงเหอต่างหาก เธอจะมาคิดถึงผู้ร้ายกากๆคนหนึ่งอย่างฉันทำไม อีกอย่างในฐานะหนึ่งในว่าที่เมียของลั่วปิงเหอเธอควรกินไม่ได้นอนไม่หลับผ่ายผอมตรอมตรมตลอดหน้าปีไม่ใช่เหรอ

ทำไมตอนนี้กลับดูอวบอั๋นขึ้นอีกต่างหาก

พวกศิษย์ห้อมล้อมเสิ่นชิงชิวขึ้นสู่ฉยงติ่งเฟง ในอารามฉยงติ่ง เจ้ายอดเขาทั้งสิบสองนั่งกันพร้อมหน้า โดยที่เจ้ายอดเขาแต่ละท่านมีศิษย์คนสนิทคนหรือสองคนคอยยืนรับใช้อยู่ด้านหลัง มีเพียงหลิ่วชิงเกอคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น

การสอนของไป่จั่นเฟิงตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมานั้นเหมือนการเลี้ยงแกะในทุ่งหญ้าที่ปล่อยให้หากินเอาเองคือต่างคนต่างฝึก เจ้ายอดเขานอกจาจะโผล่มาทุบตีเหล่าลูกศิษย์เป็นระยะ โดยรวมก็ไม่ได้สอนอะไรอื่นจนกระทั่งศิษย์สามารถสู้ตอบโต้อาจารย์กลับไปได้นั่นแหละ ตำแหน่งเจ้ายอดเขาก็จะถึงคราวเปลี่ยนมือ ü* เป็นแบบนี้ก็แน่นอนว่าคงไม่มีศิษย์คนสนิทอะไรกับเขาหรอก

(เครื่องหมาย ü ณ ที่นี้ผู้เขียนอธิบายว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันในเน็ตมีความหมายประมาณว่า ‘โอเค’ สำหรับริบทนี้เทียบได้ว่า ‘ก็เป็นแบบนี้แหละ’)

เสิ่นชิงชิวทักทายไปทีละคน แล้วนั่งลงยังเก้าอี้ประจำตำแหน่งของชิงจิ้งเฟิงซึ่งอยู่อันดับสอง หมิงฟานกับหนิ่งอิงอิงอยู่ข้างหลัง ส่วนด้านตรงข้ามเป็นฉีชิงชีและหลิ่วหมิงเยียนจากเซียนซูเฟิง

เยวี่ยชิงหยวนยังไม่ได้กล่าวเปิดการประชุม เสิ่นชิงชิวเลยเอาพัดด้ามจิ้วมาคลี่ๆหุบๆเล่น พลางกวาดตามองเจ้ายอดเขาแต่ละท่านรวมถึงบรรดาศิษย์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง คิดว่าหากลั่วปิงเหอยังอยู่ ที่ยืนอยู่ด้านหลังตนในตอนนี้ไม่มีทางเป็นคนอื่นแน่นอน ลูกศิษย์รุ่นต่อไปที่โดดเด่นที่สุดของชางฉยงซานก็ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้นอกจากลั่วปิงเหอ

ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เยวี่ยชิงหยวนก็กล่าวว่า “สหายร่วมสำนักทุกท่านรู้จักเมืองจินหลันหรือไม่”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “เคยได้ยินมาบ้างขอรับ อยู่ที่จงหยวน เป็นจุดที่แม่น้ำใหญ่สองสายคือแม่น้ำลั่วกับแม่น้ำเหิงไหลมาบรรจบกัน เจ้าเมืองให้ความสำคัญกับการค้า ว่ากันว่าเจริญรุ่งเรืองมาก”

เยวี่ยชิงหยวนพยักหน้า “ถูกต้อง เมืองจินหลันเป็นศูนย์กลางการสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก ตลอดมาเป็นแหล่งชุมนุมของพ่อค้าจากทั่วสารทิศ แต่สองเดือนก่อนเมืองจินหลันปิดเมืองเสียแล้ว ไม่เพียงห้ามเข้าออก การติดต่อสื่อสารยังถูกตัดขาดด้วย”

ค้าขายกันอยู่ดีๆ เมืองปิดก็เหมือนศูนย์กลางการเงินการธนาคารถูกตัดขาดกะทันหัน ช่างไร้เหตุผลเสียจริง รับรองว่าต้องมีเรื่องอะไรอยู่แน่

เสิ่นชิงชิวยกฝาถ้วยน้ำชาขึ้นปาดใบชาที่ผิวน้ำ “เมืองจินหลันอยู่ใกล้วัดเจาหัวมากที่สุด จากที่จำได้ มีการติดต่อคบหากันใกล้ชิด หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต้าซือ* ที่วัดทุกท่านน่าจะรู้สึกถึงความผิดปกติแล้วซิ”

(ต้าซือ เป็นคำเรียกพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เหมือนกับคำว่า พระคุณเจ้า ออกเสียงตามสำเนียงแต้จิ๋วว่า ไต้ซือ)

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “ถูกต้อง 20 วันก่อน มีพ่อค้าชาวเมืองจินหลันคนหนึ่งหนีออกมาทางน้ำแล้วรีบไปขอความช่วยเหลืองจากวัดเจาหัว”

เขาใช้คำว่า ‘หนี’ เห็นทีว่าสถานการณ์คงร้ายแรงมาก ทั่วทั้งห้องเงียบขรึมไปตามๆกัน

“ชายกลางคนผู้นั้นความจริงแล้วเป็นเจ้าของร้านค้าอาวุธอันดับหนึ่งของเมืองจินหลัน ปกติแล้วจะไปจุดธูปไหว้พระที่วัดเจ้าหัวอยู่เป็นประจำ พระในวันที่รู้จักเขาจึงมีไม่น้อย ตอนนั้นเขาเอาผ้าดำห่อตัวแน่นหนา เปิดเพียงหน้าซีกหนึ่งให้เห็น พอถึงวัดเจาหัวก็หมดแรงล้มอยู่หน้าบันไดทางขึ้นเขา เอาแต่พูดซ้ำๆว่าในเมืองเกิดโรคระบาดน่าสะพรึงกลัว พระที่เฝ้าทางขึ้นเขารีบพาเขาเข้าไปในวิหารใหญ่ทันที แล้วแจ้งให้เจ้าอาวาสทราบ แต่พอเจ้าอาวาสกับต้าซืออีกสองสามท่านมาถึงก็สายไปเสียแล้ว”

หลิ่วชิงเกอถามว่า “เขาตายแล้ว?”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “พ่อค้าคนนั้นกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว”

เมื่อกี้ยังบอกว่าหนีจนหมดแรงอยู่หน้าประตูวัดอยู่เลย ทำไมถึงกลายเป็นโครงกระดูกไปในชั่วพริบตา

เสิ่นชิงชิวกล่าวพึมพำ “เมื่อครู่ศิษย์พี่บอกว่าพ่อค้าผู้นั้นห่มผ้าดำทั้งตัวหรือ หัวจรดเท้าเลยหรือขอรับ”

เยวี่ยชิงหยวนตอบว่า “ถูกต้อง ตอนนั้นมีพระรูปหนึ่งจะเข้าไปเอาผ้าออกให้เขา แต่พอแตะโดนตัวก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดทรมานสุดแสนราวกับเนื้อหนังฉีกขาด ดังนั้นจึงไม่กล้าดึงอีก บรรดาพระชั้นผู้ใหญ่ของวัดเจาหัวรู้สึกเป็นกังวลอย่างยิ่ง หลังจากหารือกัน ก็ส่งอู๋เฉินต้าซือและพระอาวุโสอีกสองสามรูปไปตรวจสอบคืนนั้นเลย จนถึงบัดนี้ยังไม่กลับมา”

ต้าซือรุ่นที่มีคำว่า ‘อู๋’ อยู่ในชื่อ เทียบกับเสิ่นชิงชิวแล้ว ศักดิ์ฐานะไม่ต่ำกว่าเขาเลย ว่ากันที่พลังฝึกปรือก็ไม่น่าจะแตกต่างเช่นกัน

เสิ่นชิงชิวตกตะลึง “แม้แต่คนเดียวก็ไม่กลับมาหรือ”

เยวี่ยชิงหยวนพยักหน้าอย่างหนักใจ “วังฮ่วนฮวาและอารามเทียนอีก็ส่งศิษย์ไปสิบกว่าคน แต่ไม่มีใครกลับมาเลยเช่นกัน”

4 สำนักใหญ่ถูกฉุดลงน้ำไป 3 สำนักแล้ว แน่นอนว่าชางฉยงซานย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย มิน่าถึงได้เรียกตัวเขากลับมาโดยด่วน จริงดังคาด เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “ด้วยความอับจนหนทาง สหายพรตสำนักอื่นจึงได้ร่อนสารพร้อมกับส่งคนมาขอความช่วยเหลือจากชางฉยงซาน ช่วยเหลือน่ะต้องช่วยแน่ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกรงว่าจะมีโจรต่างเผ่าอยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างความปั่นป่วน อีกอย่างหากส่งคนไป ต้องมีคนอยู่โยงเฝ้าที่นี่ด้วย”

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุที่ไม่มีคนอยู่รักษาการณ์เหมือนครั้งซาหัวหลิง

‘ต่างเผ่า’ ไม่จำเป็นต้องระบุชัด ก็ชี้ไปที่เผ่ามารเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: