Scumbag System 27

0 Comments

ตอนที่ 27

หลิ่วชิงเกออาสาเป็นคนแรก “ไป่จั้นเฟิงขอไปคุ้มกันศิษย์น้องมู่ขอรับ”

เพราะเกิดโรคระบาดที่เมืองนั้น มู่ชิงฟางแห่งเซียนเฉ่าเฟิงจึงย่อมต้องออกปฏิบัติการโดยไม่มีทางเลี่ยง

เสิ่นชิงชิวเห็นแล้วว่า สองคนที่ต้องไปนี้ คนหนึ่งมีหน้าที่ต้มยาให้เขา คนหนึ่งมีหน้าที่ช่วยกรุยชีพจรทิพย์ ถ้าไปกันหมด คนที่ปราศจากออร่าพระเอกคุ้มครองกายอย่างเขาจะเกิดเคราะห์หามยามร้ายขึ้นมาไหม ยิ่งน่ากังวลเข้าไปใหญ่ ไม่ไปดูสักหน่อยไม่ได้แล้ว เขารีบกล่าวทันที “ชิงชิวขออาสาไปด้วยขอรับ”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “เจตนาเดิมของข้าคือให้เจ้าเฝ้าสำนัก”

วิธีรับมือกับคนผู้นี้ เสิ่นชิงชิวจะไม่รู้ได้อย่างไร ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก “ทำไมศิษย์พี่เจ้าสำนักถึงได้คิว่าข้าอ่อนแอขนาดนั้น ชิงชิวแม้ไร้ความสามารถ แต่วิธีจัดการกับพวกปีศาจสารพัดชนิดกลับพอมีความรู้อยู่บ้าง หากเป็นพวกมันชักใยอยู่เบื้องหลังจริงๆ จะมากจะน้อยข้าก็พอช่วยเหลือได้บ้าง”

สารนุกรรมเดินได้ว่าด้วยเผ่ามาร ไม่ว่าเสิ่นชิงชิวตัวออริจนอลหรือเสิ่นชิงชิวในเวลานี้ต่างคู่ควรกับสมญานามนี้ด้วยกันทั้งคู่ เอกสารและคัมภีร์โบราณที่เจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงแต่ละรุ่นสะสมมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เล่มที่ถ้าอ่านไม่จบไม่อนุญาตให้ขึ้นรับตำแหน่งถูกกองเป็นพะเนินอยู่ในห้องด้านหลังของเรือนไผ่

เมื่อเยวี่ยชิงหยวนตรองดูแล้ว จึงยอมให้เขาออกเดินทางไปกับหลิ่วชิงเกอและมู่ชิงฟาง ดีเสียอีก จะได้มีคนช่วยสะกดข่มพิษ ‘ไร้ยาถอน’ ที่อยู่ในร่างเขา หากเกิดการต่อสู้ เจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงยังช่วยคุ้มครองได้ ในที่สุดจึงแบ่งกำลังออกเป็น 3 กลุ่ม ให้กลุ่มของหลิ่วชิงเกอ มู่ชิงฟาง และเสิ่นชิงชิวเป็นทัพหน้าไปตรวจสอบเหตุการณ์ในเมืองจินหลันก่อน กลุ่มที่สองให้รออยู่ด้านนอก ดูสถานการณ์แล้วค่อยเคลื่อนไหว กลุ่มที่สามให้เฝ้ารักษาการณ์ที่ชางฉยงซาน

สถานการณ์เร่งด่วนจึงไม่มีเวลาให้เอ้อระเหยนั่งรถม้าหรือลงเรือได้ เสิ่นชิงชิวความจริงแล้วไม่ชอบท่องกระบี่ แต่ก็รู้ว่าคราวนี้ต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ พวกเขาท่องกระบี่ออกเดินทาง ผ่านไปไม่ถึงครึ่งวันเสิ่นชิงชิวมองลงไปผ่านหมู่เมฆ แล้วเกร็งลมปรานตะโกนบอกสหายร่วมสำนักทั้งสอง “ด้านล่างคือจุดที่แม่น้ำลั่วกับแม่น้ำเหิงไหลมาบรรจบกัน”

เมื่อมองจากมุมสูงก็เห็นว่ามีแม่น้ำสองสายพาดตัดกันอยู่จริงๆ แลดูคล้ายแถบสีเงินที่คดเคี้ยวและทอดยาวทอประกายระยิบระยับใต้แสงอาทิตย์ ทั้งดูราวกับเกล็ดเงินที่พลิ้วไหว

ในแม่น้ำสองสายนี้ สายหนึ่งคือแม่น้ำลั่ว ลั่วปิงเหอตอนแรกเกิด ถูกปล่อยลงแม่น้ำนี้ จึงใช้แซ่ลั่วตามแม่น้ำนี้นั้นเอง

คนทั้งสามเลือกยอดเขาโล่งเตียนแห่งหนึ่งเป็นจุดลงจอด จากตรงนี้พอจะมองเห็นชายคาโค้งงอนของบ้านเรือนในเมืองจินหลันอยู่ไกลๆ รวมทั้งกำแพงเมืองที่ปิดสนิดและสะพานข้ามคูเมืองที่ชักขึ้นสูง

เสิ่นชิงชิวลดมือที่ยกขึ้นป้องคิ้วบังแดดลง “ไฉนพวกเราไม่เหาะเข้าเมืองไปเลยล่ะ”

มู่ชิงฟางอธิบาย “วัดเจาหัวได้ร่ายเขตอาคมขนาดยักษ์ครอบเมืองจินหลังตามที่เจ้าเมืองขอเอาไว้ หากกระบี่วิเศษหรืออะไรก็ตามที่มีปราณทิพย์ปราณมารผ่านเข้าไปทางอากาศ จะถูกดีดกระเด็นออกมาทันที”

ความสามารถในการร่ายเขตอาคมขอวัดเจาหัวนั้น เสิ่นชิงชิวได้ประจักษ์มาแล้วจากทีมสร้างเขตอาคมอันเลื่องชื่อครั้งงานชุมนุมเซียน หากพวกเขาจัดให้ตัวเองอยู่ในลำดับสอง ไม่มีใครหน้าไหนจะกล้าอวดอ้างตัวเองเป็นลำดับหนึ่งแน่นอน เสิ่นชิงชิวจึงไม่ถามอะไรอีก

เมื่อไม่อาจกระโดดร่มเข้าไป ทั้งไม่อาจเข้าทางประตูใหญ่ ก็ต้องช่องทางอื่นอีกแน่ จริงดังดาด มู่ชิงฟางที่ทราบรายละเอียดต่างๆจากเยวี่ยชิงหยวนครบทุกเรื่อง นำศิษย์พี่ทั้งสองทะลุเข้าทางป่าละเมาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้หนาครึ้มช่วยอำพรางสายตา ได้ยินเสียงธารน้ำไหลรินเอื่อยๆ

เสียงนั้นดังมาจากถ้ำธารลอดที่อยู่ต่ำลงไปแห่งหนึ่ง มู่ชิงฟางเรียกคนทั้งสองเข้ามา “ตรงนี้มีถ้ำธารลอด ธารน้ำนี้สามารถเข้าไปโผล่ในเมืองได้”

เสิ่นชิงชิวแจ่มแจ้งทันที “พ่อค้าขายอาวุธคนนั้นหรือออกมาทางนี้หรือ”

มู่ชิงฟางพยักหน้า “พวกพ่อค้าเถื่อนมักนัดพบกันที่นี่ หรือไม่ก็ลักลอบขนสินค้าหนีภาษีกันทางนี้ คนที่รู้เส้นทางนี้ความจริงแล้วมีไม่นากนัก พ่อค้าขายอาวุธคนนั้นสนิทสนมกับพวกหลวงจีนจึงเคยบอกเอาไว้”

ปากถ้ำธารลอดมีเถาวัลย์เขียวเลื้อยพันเต็มไปหมด ทั้งยังสูงเพียงอก คนทั้งสามจึงต้องค้อมตัวลอดเข้าไป เดินไปได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็รู้สึกว่าเหนือศีรษะกว้างโล่งขึ้น เสียงน้ำไหลแรงกว่าเดิม ริมฝั่งน้ำมีเรือเล็กเก่าโทรมสองสามลำผูกอยู่ริมฝั่ง

เสิ่นชิงชิวเลือกลำที่สภาพดีหน่อยไม่ถึงกับรั่ว ดีดนิ้วทีหนึ่ง ตะเกียงแห้งผากที่แขวนอยู่หัวเรือ พลันก็ไฟลุก จุดติดไฟขึ้น เขามองซ้ายมองขวาพอเห็นว่ามีไม้ถ่อเรืออยู่เพียงด้ามเดียว เสิ่นชิงชิวผายมือทำท่า ‘เชิญ’ แล้วกล่าวกับหลิ่วชิงเกอ “พายเรือทวนน้ำเข้าเมืองต้องให้ผู้ที่มีกำลังแขนดีที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว ศิษย์น้อง เชิญ”

หลิ่วชิงเกอหน้าง้ำ ฉวยไม้ถ่อเรือผอมยาวด้ามน้ำมาจ้วงโดยไม่ปริปากบ่น จ้วงทีหนึ่งเรือก็แล่นวืดไปใกล ตะเกียงที่หัวเรือแกว่งดังเอี๊ยดอ๊าด

เสิ่นชิงชิวดึงมู่ชิงฟางให้นั่งลง มองลอดไปในน้ำข้างลำเรือ กลับมองเห็นปลาสองสามตัวแหวกว่ายในน้ำอย่างชัดเจน จึงพูดไปเรื่อยเปื่อย “น้ำนี่ใสดี”

เพิ่งสิ้นคำก็มีอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่าฝูงปลาลอยสวนมา

ซากศพ ศพหนึ่งลอยคว่ำหน้ามาตามน้ำ

เสิ่นชิงชิวนั่งตัวตรงแน่ว

ศพลอยน้ำ เชี่ยๆๆ!!!

เพิ่งพูดยังไม่ทันขาดคำว่า ‘น้ำใสดี’ ศพก็ลอยมาหาฉันเลย ไม่ต้องตบหน้ากันแรงขนาดนี้ก็ได้!

หลิ่วชิงเกอใช้ไม้ถ่อเรือเกี่ยวศพเข้ามา แล้วพลิกหงาย คาดไม่ถึงว่าศพนี้จะเป็นโครงกระดูก เนื่องจากใช้ผ้าดำห่อทั้งตัวรวมถึงศีรษะด้วย อีกทั้งหน้าคว่ำมา เมื่อครู้จึงมองไม่ออก

เสิ่นชิงชิวถามว่า “ศิษย์น้องมู่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มีโรคระบาดชนิดใดที่ทำให้ร่างกายเหลือเพียงโครงกระดูกในชั่วพริบตา”

มู่ชิงฟางส่ายหน้า “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

เป็นอย่างที่เขาว่ากัน พายเรือทวนน้ำ หากไม่พายไปข้างหน้าก็ถูกกระแสน้ำพัดถอยหลัง หยุดเพียงครู่เดียว เรือน้อยถอยหลังมาช่วงหนึ่งเลยทีเดียว หลิ่วชิงเกอยกไม้ถ่อเรือขึ้นอีกครั้ง เพียงไม่นานก็บอกว่า “ข้างหน้ายังมีอีก”

เป็นจริงดังคาด ด้านหน้ามีศพลอยสวนมาอีกห้าหกศพ ล้วนเป็นโครงกระดูกที่ห่อด้วยผ้าดำเหมือนกันศพแรกทุกประการ

ขณะเสิ่นชิงชิวกำลังครุ่นคิดพิจารณา ฉับพลันหลิ่วชิงเกอเสียงไม้ถ่อเรือลงไปในผนังหินด้านข้าง ลำไผ่ถ่อเรือซึ่งทั้งผอมทั้งเปราะกลับสามารถปักเข้าไปในเนื้อศิลาแข็งและปราศจากรอยแยกได้ทันที เรือหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว เสิ่นชิงชิวรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน จึงลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนั้น “ใคร”

เสียงหอบแฮกดังมาจากความมืดเบื้องหน้า ตะเกียงที่หัวเรือส่องให้เห็นเงาตะคุ้มของคนผู้หนึ่งอย่างเลือนราง เสียงที่ฟังอายุยังไม่มากกล่าวขึ้น “พวกเจ้าเป็นใคร ลับๆล่อๆเข้าถ้ำธารลอดคิดกระทำการใด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “คำพูดนี้พวกเราก็อยากถามเจ้าที่อยู่ตรงนี้เช่นกัน”

แม้เสิ่นชิงชิวจะยืนอยู่บนเรือน้อยเก่าโทรม ทว่าชุดเขียวผมดำ ที่เอวแขวนกระบี่ยาว ยามยกมือวางเท้าดูสงบนิ่งไม่ลนลาน ดูแล้วเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนที่มีลักษณะทรงภูมิไม่น้อย อีกทั้งเสิ่นชิงชิวในเวลานี้เก็กท่าจนติดเป็นนิสัย มีมาดเฉพาะของตนเองไปแล้ว จึงพอขู่ขวัญคนได้ เด็กหนุ่มผู้นั้นคาดไม่ถึงจริงๆว่าอีกฝ่ายจะดูภูมิฐานขนาดนี้ ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนตวาด “พวกเจ้าไปเสีย! ตอนนี้ห้ามเข้าไปในเมืองเด็ดขาด!”

หลิ่วชิงเกอแค่นเสีย “อาศัยเจ้า? คิดหรือว่าจะขัดขวางผู้อื่นได้”

เด็กหนุ่มผู้นั้นตะคอก “ในเมืองมีโรงระบาด ไม่อยากตายก็ไสหัวไป!”

มู่ชิงฟางกล่าวเสียงนุ่มนวล “สหายน้อย ที่พวกเรามาก็ด้วยเหตุนี้แหละ…”

เด็กหนุ่มผู้นั้นเห็นว่าบอกดีๆแล้วอีกฝ่ายยังไม่ยอมไปจึงโมโห “ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องใช่ไหม พวกเจ้าไสหัวไปเสีย ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”

พูดยังไม่ทันขาดคำ หอกด้ามหนึ่งแทงมาด้วยกำลังแกร่งกร้าวดุดัน

หลิ่วชิงเกอหัวเราะหยัน ดึงไม้ถ่อเรือที่ปักอยู่ในผนังหินออก ไม้ถ่อตวัดเหวี่ยงอีกฝ่ายลงน้ำไปทันที

เสิ่นชิงชิวได้ยินเสียงหนุ่มน้อยคนนั้นว่ายตะเกียดตะกายอยู่ในน้ำ ปากก่นด่าไม่หยุด จึงถามว่า “จะช่วยขึ้นมาไหม”

หลิ่วชิงเกอตอบว่า “ด่าได้เสียงดังฟังชัดชนาดนี้จะช่วยขึ้นมาทำอะไร เข้าเมืองได้แล้ว” จากนั้นก็ถ่อเรือต่อ

พอคนทั้งสามออกมาพ้นถ้ำธารลอด เรือเถื่อนก็ลอยตามกระแสน้ำกลับเข้าไปในความมืด พวกเขามาโผล่ตรงบ่อน้ำตื้นรกร้างที่สุดแห่งหนึ่งในเมือง ไม่เห็นผู้เห็นคน เดินเข้าใจกลางเมืองได้สักพัก ทันใดนั้น ด้านหลังมีคนวิ่งตึงๆตามมา

หนุ่มน้อยที่ดูเหมือนลูกหมาตกน้ำคนนั้นโผเข้ามากล่าวกระหืดกระหอบ “บอกว่าอย่าเข้าเมือง! เข้ามาจะมีประโยชน์อะไร คนที่มาช่วยก่อนหน้าตั้งมาก หลวงจีนกะจมูกโค* วังฮวาๆอะไรนั้นยังออกไปไม่ได้เลย รนหาที่ตายเองนะ”

(จมูกโค เป็นคำเรียกนักพรตอย่างหยาบคาย)

ที่แท้เด็กหนุ่มที่ซุ่มโจมตีในความมืดผู้นี้กลับคิดอ่านเพื่อพวกเขา เสิ่นชิงชิวถามว่า แต่พวกข้าก็เข้ามาแล้ว เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี”

เด็กหนุ่มกล่าวว่า “ยังจะทำอะไรได้อีกล่ะ ตามข้ามาอย่าวิ่งเพ่นพ่าน ข้าจะพาพวกเจ้าไปหาหลวงจีน”

คนทั้งสามไม่คัดค้าน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม้คุ้นทางในเมืองจินหลัน มีคนนำทางไม่ต้องเดินวนเวียนให้เสียเวลาก็ดีแล้ว

เสิ่นชิงชิวก้มหน้าเล็กน้อยถามว่า “สหายน้อย เจ้าชื่ออะไร”

หนุ่มน้อยยืดอก “ข้าชื่อหยางอี้เสวียน เป็นลูกชายร้านค้าอาวุธจินจื่อ”

หรือจะเป็นพ่อค้าอาวุธผู้นั้นที่เสี่ยงตายไปแจ้งวัดเจ้าหัวให้มาช่วย

หลิ่วชิงเกอเห็นเสิ่นชิงชิวมองหนุ่มน้อยผู้นั้นอย่างประเมินก็ถามว่า “เจ้ามองอะไร”

เสิ่นชิงชิงกล่าวว่า “ข้าว่าเด็กคนนี้สามารถรับมือเจ้าได้สองสามกระบวนท่า จิตใจก็ไม่เลว สองประการนี้ยากจะพบพาน กลับเป็นอัจฉริยะที่ปั้นได้คนหนึ่ง”

หลิ่วชิงเกอตอบว่า “ปั้นได้ก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่รับศิษย์ รำคาญ”

เดินเข้ามาในตัวเมือง เริ่มเห็นผู้คนค่อยๆหนาตาขึ้น แต่คำว่า ‘หนาตาขึ้น’ นี้ เพียงตรงข้ามกับคำว่าไม่เห็นผู้เห็นคนเมื่อครู่เท่านั้นเอง บนถนนสายหลักมีคนอย่างมากแค่สามสี่คน ทั้งยังห่อตัวด้วยผ้าดำตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ละคนเดินอย่างเร่งรีบร้อนรน ดูราวกับนกหวากเกาทัณฑ์และปลาหลุดแห

ร้านขายอาวุธจินจื่อไม่ใช่ร้านเล็กๆเลย ร้านมีขนาดสี่คูหาทะลุถึงกันตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่กว้างที่สุด ทั้งยังมีลานบ้านชั้นใน ห้องโถง และห้องใต้ดิน

อู๋เฉินต้าซืออยู่ในห้องใต้ดินนี่เอง เขานอนอยู่บนเตียงมีผ้าห่อคลุมท่อนล่าง เมื่อเห็นคณะช่วยเหลือของชางฉยงซานมาถึงก็ลุกขึ้นกล่าว “อมิตาพุทธ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ต้าซือ สถานการณ์คับขัน ข้าจะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน สถานการณ์โรคระบาดในเมืองจินหลันตกลงแท้จริงคืออะไรกันแน่ เหตุไฉนต้าซือเข้าเมืองมาแล้วไม่ออกไป ซ้ำไม่แจ้งข่าว และเหตุใดทุกคนถึงต้องคลุมผ้าดำ”

อู๋เฉินฝืนยิ้ม “ที่เสิ่นเซียนซือถาม ความจริงแล้วเป็นปัญหาข้อเดียวกัน”

ขณะที่พูดเขาก็เลิกผ้าที่ห่มคลุมกายออก เสิ่นชิงชิวตัวแข็งทื่อ

ใต้ผ้าห่ม มีเพียงต้นขาคู่หนึ่ง แต่ใต้เข่าลงไปคือความว่างเปล่า ตรงที่ควรจะเป็นน่องกลับหายไปแล้ว

หลิ่วชิงเกอถามเสียงเย็นยะเยียบ “ใครทำ”

อู่เฉินส่ายหน้า “มิใช่ใครทำ”

เสิ่นชิงชิวฉงน “มิใช่ใครทำ หรือว่ามันหายไปเอง”

นึกไม่ถึงว่าอู๋เฉินจะพยักหน้า “ถูกต้อง ขาทั้งสองข้างหายไปเอง”

ต้นขาที่อยู่เหนือเข่ายังมีผ้าดำพันไว้ อู๋เฉินยื่นมือพยายามจะแกะออก มู่ชิงฟางรีบเข้าช่วย อู๋เฉินกล่าวว่า “ของสิ่งนี้อาจทำให้สหายพรตทุกท่านรู้สึกไม่สบายตานัก”

เมื่อผ้าดำชั้นแล้วชั้นเล่าถูกคลี่ออก หลังจากเห็นสิ่งที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายในชัดเจนแล้ว ลมหายใจของเสิ่นชิงชิวสะดุดค้างไปครู่หนึ่ง

ต้าซือ แบบนี้ท่านเรียกว่า ‘รู้สึกไม่สบายตานัก’ รึ

บริเวณที่เดิมทีเป็นต้นขาล้วนเน่าเฟะเนื้อตายหมดแล้ว หลังเอาผ้าออก ก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่าเป็นระลอก

เสิ่นชิงชิวถามว่า “นี่คือโรคที่ระบาดอยู่ในเมืองจินหลันหรือ”

อู๋เฉินตอบว่า “ถูกต้อง โรคนี้ตอนแรกเริ่มจะปรากฏผื่นแดงก่อน อย่างเร็วสามถึงห้าวัน อย่างช้าครึ่งเดือน ผื่นแดงก็จะลุกลามแล้วเริ่มเปื่อยพุพอง ผ่านไปอีกเดือนจะเน่าเปื่อยจนเห็นกระดูก ต้องใช้ผ้าดำพันไว้ อย่าให้โดนลมโดนแสง ถึงจะพอถ่วงเวลาลุกลามได้”

มิน่าเล่าคนในเมืองถึงได้เอาผ้าดำพันตัวเป็นมัมมี่กันทุกคน

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ช่วงเวลาที่โรคก่อตัวนานถึงหนึ่งเดือน เหตุใดตอนนั้นที่ท่านหยางไปแจ้งข่าวที่วัดเจาหัวกลับกลายเป็นโครงกระดูกในชั่วพริบตาเล่า”

อู๋เฉินมีสีหน้าเศร้าสลด ละอายแล้ว อาตมาเองก็เพิ่งรู้ทีหลัง ผู้ที่ติดโรคระบาด หากอยู่ในเมืองจินหลันจะยังพอมีชีวิตได้ประมาณหนึ่งเดือน แต่หลังจากติดโรคแล้ว ถ้าออกห่างเมืองจินหลันเกินชั่วระยะทางหนึ่ง จะยิ่งเร่งการลุกลามของโรค ศิษย์น้องของอาตมาสองรูปก็เนื่องด้วยเร่งออกจากเมืองกลับไปที่วัด เลยกลายเป็นโครงกระดูกไปอย่างรวดเร็ว”

มิน่าเล่าถึงเข้ามาได้ ออกไปก็ไม่ได้!

หลิ่วชิงเกอถามว่า “แล้วสาเหตุของโรคคืออะไร แพร่ระบาดอย่างไร”

อู๋เฉินถอนใจ “อาตมาละอายใจนัก เข้าเมืองมาคราวนี้ เสียเวลาไปหลายวัน กลับไม่อาจทำอะไรกับโรคระบาดนี้ได้เลย ทั้งไม่รู้ต้นเหตุของโรคเกิดจากที่ใด ไม่รู้ว่าแพร่ระบาดอย่างไร อีกทั้งไม่รู้จนแล้วจนรอดว่ามันแพร่ระบาดได้หรือไม่ด้วยซ้ำ”

มู่ชิงฟางตะลึง “พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

เสิ่นชิงชิวดูจะเข้าใจอยู่บ้าง “พวกเจ้าดูลูกชายร้านขายอาวุธซิ เขาคอยดูแลอู๋เฉินต้าซืออย่างใกล้ชิดอยู่เป็นนาน ทั้งไม่ได้เอาผ้าดำห่อพันร่าง แต่ผิวหนังเขาก็ยังอยู่ดีเป็นปกติ ร่างกายก็แข็งแรงดีมาก หากบอกว่าที่เป็นกันอยู่ตอนนี้คือโรคระบาด เขากลับไม่ติดโรคไปจากอู๋เฉินต้าซือ จะไม่แปลกได้อย่างไร”

อู๋เฉินกล่าว “นี่แหละคือความหมายของอาตมา ลำบากพวกท่านต้องมาติดอยู่ที่นี่ อาตมาเกรงใจจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เจตนาของต้าซือคือช่วยคนบรรเทาทุกข์ อย่าได้พูดเช่นนี้เด็ดขาด” เขาเห็นมู่ชิงฟางจ้องตำแหน่งที่ติดเชื้อเน่าบนขาของอู๋เฉินอย่างค้นคว้าและพิจารณาราวกับไม่รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นเลย จึงถามเขา “ศิษย์น้องมู่พบอะไรหรือไม่ สามารถจัดยารักษาโรคได้หรือไม่”

มู่ชิงฟางส่ายหน้า “นี่ดูไม่เหมือนโรคระบาด หากแต่เป็น…” เขามองหน้าคนในห้อง “ผู้น้อยจำเป็นต้องขอดูอาการของผู้ป่วยเพิ่มอีกหลายๆคน จึงจะกล้าสรุปขอรับ”

เสิ่นชิงชิวออกจากห้องใต้ดิน เห็นบุตรชายร้านขายอาวุธแบกดาบยาวเดินไปเดินมาอย่างฮึดฮัดฟึดฟัด จึงยิ้มถาม “เถ้าแก่น้อย เกิดอะไรขึ้น”

หยางอี้เสวียนกล่าวว่า “มีคนเข้าเมืองมาอีกแล้วน่ะซิ คนของฮวาๆอะไรนั่นช่างไร้ประโยชน์ที่สุดล้วนแต่มารนหาที่ตายกันทั้งนั้น!”

ดูท่าว่าวังฮ่วนฮวาจะส่งทีมกู้ภัย(ผู้ประสบภัย) มาอีกรอบแล้ว เสิ่นชิงชิวเห็นเขาแก้มกลมๆคล้ายซาลาเปา ก็นึกอยากแกล้งเล่น “สหายน้อย ข้าเห็นว่าวิทยายุทธ์เจ้าไม่เลว มีคนสอนให้หรือ”

หยางอี้เสวียนไม่สนใจเขา เสิ่นชิงชิวกล่าวต่อ “ข้าจะบอกให้นะ เจ้าไปหาพี่ชายที่ตีเจ้าตกน้ำวันนี้ซิ เขาร้ายกาจมากนะ เจ้าไปต่อยตีกับเขาอีกสักสองสามครั้ง ยังได้ประโยชน์กว่าที่เจ้าร่ำเรียนกับผู้อื่นอีก”

หยางอี้เสวียนได้ยินเช่นนี้ก็ทิ้งเสิ่นชิงชิว ออกวิ่งหน้าเริดไปทันที เสิ่นชิงชิวหาคนไปตอแยสร้างความเดือดร้อนให้หลิ่วชิงเกอได้จึงเบิกบานใจ เดินอีกสองสามก้าว เลี้ยงตรงมุมถนน พอเห็นภาพตรงหน้าก็หยุดเท้า

ในเมืองมีแต่ความซบเซา ประตุทุกบ้านปิดสนิท มีคนไม่น้อยที่ก่อนหน้านี้เป็นพวกคนจรจัดไร้บ้านหาที่ไปไม่ได้มารวมตัวกันอยู่ที่หัวถนน เมื่อก่อนถนนใหญ่คับคั่งวุ่นวาย ผู้คนเข้าออกให้วุ่น คนเหล่านี้ไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เห็น แต่ตอนนี้ถนนว่างโล่ง พวกเขาจึงไม่ต้องเกรงใจใคร เอาหม้อใบใหญ่ออกมาตั้ง สุมฟืนต้มน้ำควันโขมง มีคนสองสามคนกำลังถอนขนไก่ที่ไม่รู้ว่าขโมยมาจากไหน แต่ละคนล้วนห่อตัวด้วยผ้าดำแน่นหนา

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: