Scumbag System 28

0 Comments

ตอนที่ 28

พอเห็นเสิ่นชิงชิวที่ดูไม่เข้าพวกกับพวกเขาสักนิดก็ไม่มีทีท่าประหลาดใจ มองหน้าเขาราวกับมองคนตาย เนื่องจากหลายวันมานี้ พวกเขาได้เห็นเหล่าซิวซื่อที่เข้าเมืองกันมาอย่างเอิกเกริกอลังการบอกว่าจะมาช่วย แล้วมีประโยชน์ไหมล่ะ ตายเร็วกว่าพวกเขาเสียอีก”

คนที่รับหน้าที่พ่อครัวเคาะหม้อเหล็ก “น้ำแกงเสร็จแล้ว มาตักไปได้แล้ว!”

คนจรจัดไม่น้อยที่นอนหาเหาให้กันอยู่ลุกพรวด ถือชามเดินเข้ามา

โรคระบาดคราวนี้ส่งผลให้การดำรงชีวิตของชาวเมืองทั้งเมืองต้องสะดุด น้ำแกงหม้อใหญ่ที่ต้มกันเองตามมีตามเกิดลักษณะนี้ช่วยผู้คนได้มากจริงๆ

ต้องหาต้นตอของโรคให้เร็วที่สุด เสิ่นชิงชิวตกลงใจแน่วแน่ หมุนกายหมายออกเดิน แต่หันมาเจอเข้ากับคนผู้หนึ่งที่อาศัญไม้เท้าพยุงตัว ร่างงองุ้มมือสั่นจนชามข้าวทำท่าจะร่วง ดูท่าจะเป็นหญิงชราผู้หนึ่ง

เขาเห็นดังนี้ก็หลีกทางให้ แต่ไม่ทราบอีกฝ่ายไร้เรี่ยวแรงด้วยความชรา หรือหิวจนเป็นลมหรืออย่างไร ขาแม่เฒ่าพลิก ร่างเอนล้มลงมาใส่ตัวเสิ่นชิงชิว

เสิ่นชิงชิวพยุงตัวนางไว้ หญิงชราผู้นั้นกล่าวอู้อี้ “ขอโทษ…ขอโทษ…คนแก่เลอะเลือนแล้ว…” พูดไปก็รีบเดินแซงเขาไปข้างหน้า คงกลัวจะแย่งน้ำแกงไม่ทัน

เสิ่นชิงชิวเดินไปได้สองสามก้าวก็หยุดชะงัก

ไม่ถูกต้อง

หญิงชราผู้นี้ดูๆไปราวกับเปลวเทียนกลางพายุที่ลมพัดมาทีก็จะล้ม แต่เมื่อกี้ตอนชนกัน ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวหนักกว่าชายหนุ่มเสียอีก

เขาหันกลับไปทันที ท่ามกลางฝูงชนที่ถือชามแย่งน้ำแกงกัน หาได้มีแม้แต่เงาของ ‘หญิงชรา’ ผู้นั้นไม่

ทางด้านซ้ายมีตรอกบุปผา* สายหนึ่ง เสิ่นชิงชิวไล่ตามไป ทันเห็นเงาร่างที่หลังงองุ้มอยู่ไวๆพอดี

(ตรอกบุปผา หมายถึง ตรอกที่เต็มไปด้วยสถานเริงรมย์)

เชี่ย ความเร็วไม่ต่างอะไรกับนักกระโดดข้ามรั้งประเภทร้อยเมตรเลย ยังจะใช่ ‘หญิงชรา’ ที่ไหนอีกเล่า เมื่อกี้เรามันตาบอดจริงๆ!

เสิ่นชิงชิวออกวิ่งตามทันที แม้ลักษณะท่าทางของหญิงชราคนนี้น่าสงสัย แต่การที่เขาไม่สังเกตเห็นความผิดปกติได้ทันท่วงที ถือว่าเป็นความผิดของเขาหรือ ในเมื่อตอนนี้เมืองจินหลันทั้งเมืองมีแต่คนเอาผ้าดำห่อตัวเดินไปเดินมาด้วยลักษณะท่าทางน่าสงสัยแบบนี้กันทั้งนั้น

ระหว่างที่วิ่งไล่ตาม อยู่ๆเขารู้สึกคันที่หลังมือจึงยกขึ้นมาดู

มือข้างนี้มันสุดจะซวยซ้ำซวยซ้อนเสียจริง ตอนนั้นที่ถูกผู้อาวุโสค้อนสวรรค์ทิ่มพรุนก็มือข้างนี้แหละ ตอนนี้มือที่ติดเชื้อจนเริ่มเป็นผื่นแดงก็ข้างนี้อีก

จะว่าไปตอนนั้นไอ้มือพาซวยที่คลิกเปิดอ่านนิยายบ้าบอคอแตกอย่าง ‘เทพมารอหังการ’ ก็มือข้างนี้เลย นึกแล้วก็อยากฟันมือข้างนี้ทิ้งจริงๆ อ๊าก…

วอกแวกไปครู่เดียว ความเร็วของเสิ่นชิงชิวเลยตก จากนั้นก็รู้สึกว่ามีรังสีกระบี่พุ่งเข้ามาจากเหนือศีรษะ เขาคลี่พัดเดี๋ยวนั้น เตรียมซัดมีดลมออกไปพลางตวาด “ใคร!”

คนผู้นั้นกระโดดลงมาจากชายคาทันที เมื่อคนทั้งสองเผชิญหน้ากัน เสิ่นชิงชิวก็โพล่งออกไป “กงอี๋เซียว?”

ชายหนุ่มผู้นั้นชักกระบี่กลับทันที ตกใจมากกว่าดีใจ “ผู้อาวุโสเสิ่น”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าเอง เจ้ามาได้อย่างไร” พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่หยางอี้เสวียนบอกว่ามีคนของวังฮ่วนฮวาเข้าเมืองมาทางถ้ำธารลอด คงเป็นพวกพ้องของกงอี๋เซียวเป็นแน่ จึงเอ่ยถาม “วังฮ่วนฮวาส่งพวกเจ้ามาสืบข่าวหรือ”

กงอี๋เซียวกล่าว “ผู้เยาว์ได้รับมอบหมายให้มาสืบข่าวจริงขอรับ แต่ผู้นำขบวนมิใช่ข้า”

เสิ่นชิงชิวนึกฉงน กงอี๋เซียวเป็นศิษย์ที่กงจู่เฒ่ารักเอ็นดูมากที่สุด ก่อนที่ลั่วปิงเหอจะปรากฏตัว คนทั่วไปยอมรับเขาในฐานะที่เป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ บุตรสาวคนเดียวของกงจู่เฒ่าก็มีใจให้เขา เวลาศิษย์รุ่นเขามีเรื่องอะไรก็จะต้องเป็นเขานำทีม ยกเว้นลั่วปิงเหอที่สามารถใช้ออร่าของพระเอกมาสยบเขาแล้ว ยังจะมีใครชิงตำแหน่งเขาไปได้อีก

แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้ขบคิดแล้ว เสิ่นชิงชิวกล่าว “ตามไปด้วยกัน”

กงอี๋เซียวรับคำเสียงดังฟังชัด แล้วคนทั้งสองก็ก้าวกระโดดออกไปโดยพร้อมเพรียง

ร่างงองุ้มนั้นหลบหนีเข้าไปในหอสูงสามชั้นแห่งหนึ่ง ขนาดยืนอยู่ด้านนอกอาคารยังได้กลิ่นแป้งชาดชัดเจน ในหอตกแต่งอย่างฉูดฉาด ดูท่าว่าก่อนหน้านี้คงเป็นสถานเริงรมย์ แต่ตอนนี้ไร้เสียงหัวร่อต่อกระซิกหรือแม้แต่เสียงขับร้องเจื้อยแจ้ว มีเพียงประตูใหญ่เปิดอ้า และห้องโถงใหญ่ชั้นล่างที่ดูมืดมน

คนทั้งสองสะกดกลั้นลมหายใจ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป

โต๊ะเก้าอี้ในห้องโถงใหญ่ล้มระเนระนาด  เสิ่นชิงชิวชำเลืองมองกงอี๋เซียว “แยกย้ายกันหา เจ้าไปดูห้องทางซ้าย ข้ารับผิดชอบทางขวา”

เขาใช้พัดด้ามจิ้วผลักประตูห้องที่ใกล้ที่สุดให้เปิดออก เห็นรางๆว่าบนเตียงมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่ ทีแรกเขาใจหายวาบ ต่อมาคลายใจได้อย่างรวดเร็ว

นั่นเป็นแค่โครงกระดูกขาวกองหนึ่ง สวมเสื้อผ้าลายพร้อยหลายชั้น เครื่องประดับเต็มตัว ท่านอนเรียบร้อย น่าจะเป็นหญิงสาวที่อยู่ในหอนี้ คงรู้ตัวว่ากำลังจะตาย จึงได้แต่งตัวเต็มที่ สวมเสื้อผ้าที่ดีที่สุดรอความตายอย่างสงบ ถึงใกล้ไปก็อยากอยู่ในสภาพที่งดงามที่สุดตามประสา

เสิ่นชิงชิวสงบนิ่งไว้อาลัยให้หนึ่งวินาที ถอยออกจากห้องแล้วปิดประตูให้

หาต่ออีกสองสามห้อง ล้วนเป็นโครงกระดูกหญิงสาวแต่งกายเต็มยศ ดูท่าว่าคนในหอเริงรมย์แห่งนี้คงตายเรียบไม่เหลือ ขณะที่เสิ่นชิงชิวกำลังจะเปิดประตูห้องที่หก พลันมีเสียงคนและเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากชั้นสอง

คนทั้งสองพุ่งกายขึ้นชั้นบนทันที เสิ่นชิงชิวนำหน้า ตัวยังไม่ทันขึ้นถึงบันไดขั้นบนสุด ทันใดนั้นมีเสียงนุ่มนวลของชายหนุ่มดังขึ้น “ไม่เป็นไร”

ถึงจะแค่สามพยางค์สั้นๆ แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เสิ่นชิงชิวราวกับเจอฟ้าผ่า พัดด้ามจิ้วในมือถูกเขาบีบแน่นเสียจนเกิดเสียงดังกร๊อบ

ชั่วเวลานั้นแม้แต่ลมหายใจก็ราวกับหยุดชะงัก

เขายืนตัวแข็งค้างตรงบันไดขั้นนั้น ซึ่งสามารถมองเห็นห้องหรูที่อยู่สุดปลายทางเดินชั้นสองได้ คนผู้หนึ่งกำลังอยู่ท่ามกลางการห้อมล้อมของบรรดาศิษย์วังฮ่วนฮวา

คนผู้นั้นเป็นชายหนุ่มในชุดสีดำ บนหลังสะพายกระบี่ยาว ใบหน้าราวกับหยก ดวงตาลึกล้ำสุกสกาวดุจดารา กำลังเดินเข้ามาอย่างไม่อนาทรร้อนใจ

ถึงจะโตขึ้นไม่น้อย บุคลิกแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่ใบหน้าที่ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็สามารถเอามาเป็นพระเอกบนปกหนังสือนิยายโรแมนซ์ได้นี้ ตีให้ตายเสิ่นชิงชิวก็ไม่มีวันจำผิดเด็ดขาด

ขณะเดียวกันเสียงคุ้นหูที่ฝุ่นจับไปแล้ว พร้อมจังหวะการพูดไร้อารมณ์แบบเว็บแปลภาษากูเกิลก็ส่งข้อความเข้ามาในสมองเขาแบบรัวเร็ว

[สวัสดี ระบบเปิดใช้งานสำเร็จแล้ว]

[รหัสเปิดใช้งาน : ลั่วปิงเหอ]

[การทดสอบตัวเอง : แหล่งพลังงานไหลเวียนอยู่ในระดับปกติสภาพดีมาก]

[ปิดการใช้งานสลีปโหมด เปิดการใช้งานโหมดปกติ]

[อัปเดตการดาวน์โหลดแพ็กเกจและการติดตั้งเสร็จสิ้น]

เดี๋ยวนะ อ๊าก นี่อัปเดตได้ด้วยเหรอ

[ขอบพระคุณที่กลับมาใช้บริการของเราอีกครั้ง]

คืนสินค้าได้ม้ายยยย…

เสิ่นชิงชิวมองดูชายหนุ่มที่สมควรจะสนิทสนมคุ้นเคย แต่กลับรู้สึกแปลกหน้า แขนขาพลันแข็งทื่อ ลำคอขมฝาด

ไม่ใช่บอกว่าหลังจาก 5 ปี ค่อยกลับมาทวงความเป็นใหญ่หรอกหรือ

ลั่วปิงเหอในตอนนี้ ไม่ใช่ควรฝ่าฟันขวากหนามอยู่ในนรกของห้วงอเวจี ฝึกกระบี่ตีมอนสเตอร์อยู่หรอกหรือ

ทำไมออกมาก่อนตั้งสองปี

ทำไมต้องรีบแสวงหาความสำเร็จ รีบฝึกเร็วไปจะไม่ได้ผลแบบชัวร์ๆนะปิงเกอ

เสิ่นชิงชิวอยากหมุนกายลงบันไดเดินออกไปจากตึก ออกไปจากเมืองจินหลัน ออกไปจากโลกเวรตะไลแห่งนี้ขึ้นมาเดี๋ยวนั้น เพิ่งถอยหลังได้แค่ก้าวเดียวกลับถูกกงอี๋เซียวขวางไว้ แถมยังมีหน้ามาถามว่า “ผู้อาวุโสเสิ่น ทำไมถึงได้รีบร้อนถอยเล่าขอรับ”

นายก็กล่าวโดยไม่ดูเวล่ำเวลาหรือดูสีหน้าเลยนะ คุณชายกงอี๋

เสียงที่ฟังอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลัง “ซือจุนหรือขอรับ”

เสิ่นชิงชิวคอแข็ง ค่อยๆหันกลับไป

การเคลื่อนไหวง่ายๆแค่นี้ แต่ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนหัวและคอหนักสักพันชั่ง ใบหน้าที่กล่าวได้ว่าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบปานนั้นของลั่วปิงเหอในสายตาเขาเวลานี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เวลานี้สีหน้าของลั่วปิงเหอไม่ได้เย็นชาปานน้ำแข็ง ไม่ได้ซ่อนดาบในรอยยิ้ม แต่เป็นความอ่อนโยนใจดีชนิดหนึ่งที่ทำให้คนเห็นแล้วมือไม้อ่อนยวบเลยทีเดียว

แม่งเอ๊ย นายอย่าทำอะไรน่ากลัวขนาดนี้ได้เปล่า

ยิ่งรอยยิ้มของลั่วปิงเหอนุ่มนวลราวกับน้ำ จุดจบของฝ่ายตรงข้ามไม่พ้นต้องวิญญาณดับสูญร่างแหลกสลาย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเด็ดขาด

เสิ่นชิงชิวติดตาอยู่ที่หัวบันไดนั่นเอง ขึ้นไม่ได้ ลงไม่ได้ ขนที่หลังลุกเกรียว

ลั่วปิงเหอค่อยๆ เดินเข้ามา กล่าวเสียงเบา “เป็นซือจุนจริงๆด้วย”

เสียงเขาเบาหวิว แต่ทุกคำที่ออกจากปากก็เหมือนกับเสียงตอนที่เขาก้าวเดินทีละก้าวบนพื้นเมื่อครู่ ทำเอาเสิ่นชิงชิวใจหายวูบเหมือนตอนกระโดดบันจีจัมพ์บวกด้วยโดนท้าให้ทำไอซ์บักเกตนั่นเลย

เครื่องประหารหัวพยัคฆ์พาดอยู่ที่คอ ไม่ขึ้นก็ต้องขึ้นแล้ว

เสิ่นชิงชิวสงบสติอารมณ์ รวบรวมความกล้า มือขวากำซี่พัดด้ามจิ้วแน่นจนเส้นเอ็นเขียวปูดโปน แข็งใจใช้มือซ้ายยกชายเสื้อ ก้ามเดินขึ้นมาเหยียบชั้นบนในที่สุด

พอขึ้นไปก็ต้องหยุดกึก อยากร้องไห้ออกมาเดี๋ยวนั้น

ตอนนั้นที่ลั่วปิงเหอเข้าร่วมงานชุมนุมเซียน ยังสูงพอๆกับตนอยู่เลย แต่ตอนนี้เสิ่นชิงชิวกลับต้องแหงนหน้าเล็กน้อยถึงจะสบตาเขาได้ แค่มาดก็ด้อยกว่าโขแล้ว!

ดีที่เสิ่นชิงชิวหัดเก็กท่ามาหลายปี ประสบการณ์เพียบ ไม่ว่าข้างในจะปั่นป่วนพลุ่งพล่านแค่ไหน อย่างน้อยสีหน้าภายนอกก็ดูสงบนิ่ง

ผ่านไปครู่ใหญ่เขาเค้นเสียงออกจากลำคออย่างลำบาก “…ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

ลั่วปิงเหอยิ้มน้อยๆ ดูไม่มีทีท่าว่าจะตอบแต่อย่างใด ผิดกับพวกศิษย์วังฮ่วนฮวาที่อยู่ด้านหลังซึ่งกรูกันเข้ามาขวาง

เสิ่นชิงชิวจึงค่อยพบว่าท่าทางของศิษย์เหล่านี้ดูไม่ชอบมาพากล

เสิ่นชิงชิวนับว่าเคยกำราบบุคคลระดับปรมาจารย์มาแล้วทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำตั้งแต่สมัยรุ่นๆ อย่าว่าแต่ชนชั้นผู้เยาว์ของสำนักอื่น แม้แต่คนรุ่นเดียวกันเมื่อพบเจอ น้อยนักที่เขาจะไม่ได้รับความเคารพ แต่ศิษย์กลุ่มนี้ของวังฮ่วนฮวากลับตรงกันข้าม ซ้ำดูจะเปี่ยมไปด้วยความเป็นปรปักษ์ แววตาของแต่ละคนดูไม่ดีเอาเสียเลย บ้างก็ชัดอาวุธวาววับแล้ว เมื่อรวมกับท่าทางของลั่วปิงเหอที่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้เยาว์ของสำนักฝ่ายธรรมะดีๆกลุ่มหนึ่งจึงดูราวกับลูกกะจ๊อกที่พร้อมจะเฮโลกันเข้ามาพลีชีพเพื่อลูกพี่ หรือไม่ก็สุนัขรับใช้ของเผ่ามารที่กำลังจะไปก่อคดีฆ่าคนวางเพลิงก็ไม่ปาน

มันไม่ถูกนะเด็กๆ อย่าริทำตัวเป็นบอดี้การ์ดเลย คนที่อยู่ด้านหลังพวกนายต้องให้พวกนายมาปกป้องคุ้มครองรึไง เขาไม่ทำอะไรผู้คนก็ถือว่าไม่เลวแล้ว คนที่ต้องการการปกป้องตัวจริงน่ะ คือฉันต่างหากนะ ฉันนี่!

กงอี๋เซียวเห็นบรรยากาศไม่ดีนัก เลยแทรกตัวเข้ามา ตำหนิเสียงต่ำ “เก็บกระบี่เดี๋ยวนี้ ขายหน้านัก”

ทุกคนจึงค่อยสำรวมขึ้น คนที่ชักกระบี่ออกมาสอดกระบี่กลับลงฝักอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ท่าทีเป็นปฏิปักษ์ที่มีต่อเสิ่นชิงชิวหาได้ลดน้อยลงไปสักนิดไม่

มิน่าล่ะ มิน่า ผู้นำกลิ่มครั้งนี้จึงมิใช่กงอี๋เซียว หากเป็นเมื่อก่อนเวลาศิษย์คนสำคัญที่สุดพูดอะไร เพื่อนร่วมสำนักเหล่านี้ไหนเลยจะกล้าชักสีหน้า แต่ตอนนี้มีลั่วปิงเหอสายดาร์กผู้มีเทคนิคการล้างสมองขั้นสูงอยู่ทั้งคน เขาก็ต้องเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว ไม่ว่าใครล้วนหมดสิทธิ์ชิงความเป็นผู้นำ

เสิ่นชิงชิวขบคิดจนสมองแทบแตกแล้วก็ยังไม่เข้าใจ นี่ลั่วปิงเหอเข้าไปปะปนอยู่กับศิษย์ของวังฮ่วนฮวาตั้งแต่เมื่อไหร่ หากว่ากันตามพล็อตเดิมในนิยาย นี่เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกสองปีให้หลังนะ

ทั้งสองฝ่ายต่างยืนตัวแข็งกันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสาวน้อยหน้าตาสะสวยในชุดเหลืองคนหนึ่งก็ก้าวออกมา กล่าวด้วยน้ำตาคลอหน่วย “ตอนนี้พวกเจ้ายังมีแก่จิตแก่ใจจะทำเช่นนี้อีกหรือ ศิษย์พี่ลั่ว…ศิษย์พี่ลั่วเขาถูกคนประหลาดผู้นั้นทำร้าย ช่วยกันคิดหาทางแก้ไขก่อนไม่ได้หรือ”

เสิ่นชิงชิวถึงได้สังเกตเห็นว่าที่มุมห้องมีร่างของคนผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือแม่เฒ่าต้องปลอมคนเมื่อกี้นั่นเอง เขาหันไปมองลั่วปิงเหออีกครั้ง จึงเห็นว่าแขนเสื้อของฝ่ายนั้นเหมือนจะถูกกระบี่กรีดขาดไปหย่อมหนึ่ง เผยให้เห็นเสี้ยวข้อมือ ผิวซีดขาวตรงข้อมือของลั่วปิงเหอปรากฏรอยแดงปื้นหนึ่งสะดุดตา

เสิ่นชิงชิวโพล่งออกไปโดยไม่รู้ตัว “เจ้าติดเชื้อแล้วหรือ”

ลั่วปิงเหอมองเขาแวบหนึ่ง ส่ายหน้า “บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ทุกคนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

ท่าทีที่ไม่เห็นแต่ตัวแม้แต่น้อยนี้…พริบตานั้นเสิ่นชิงชิวเกือบหลงเข้าใจไปแล้วว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้ายังเป็นลูกแกะน้อยที่ร้องแบ๊ะๆชอบกินหญ้าตัวนั้น

จนใจที่บรรดาศิษย์ของวังฮ่วนฮวาช่างขยันสาดน้ำเย็นใส่เขาไม่หยุดกล่าวเหน็บแนมว่า “คราวนี้ศิษย์พี่ติดโรคระบาดแล้ว ผู้อาวุโสเสิ่นคงยินดีเป็นล้นพ้นเลยกระมัง”

เสิ่นชิงชิวเริ่มใคร่ครวญอย่างจริงจังว่าตัวเองไปล่วงเกินคนทั้งวังฮ่วนฮวาเข้าตอนไหน

กงอี๋เซียวเห็นสีหน้าเสิ่นชิงชิวดูกระอักกระอ่วนเต็มที จึงหันไปตำหนิเสียงเบา “ทุกคนหุบปากให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ”

ในฐานะผู้อาวุโสที่สั่งสมชื่อเสียงมานานปี เขาไม่มีทางลดตัวไปยุ่งกับผู้เยาว์ที่ถูกพระเอกล้างสมองเด็ดขาด

เสิ่นชิงชิวเอามือแนบลำตัวด้วยสีหน้านิ่งเฉย ให้ชายแขนเสื้อบดบังผื่นแดงที่ปรากฏบนหลังสือหลังจากเดินชนกับแม่เฒ่าตัวปลอมนั่น

ศิษย์หน้าสิวเขรอะที่กล่าวเหน็บแนมคนนั้นโดนดุเข้าก็หุบปากอย่างไม่พอใจ สีหน้ายังคงไม่ยินยอม

ฉินหว่านเยวียกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “เป็นพวกเราไม่ดีเอง เมื่อครู่หากมิใช่เพราะปกป้องพวกเรา ศิษย์พี่ลั่วก็คงไม่…”

เสิ่นชิงชิวพอจะคาดเดาเกี่ยวกับเจ้าสิ่งที่แพร่เชื้ออยู่ในเมืองได้แล้วว่าเป็นอะไร เขากล้าใช้ช่วงเวลาตอนวัยรุ่นที่ตามอ่านนิยาย 20 ล้านตัวอักษรจนจบด้วยความเจ็บไข่มาการันตีได้เลยว่า

ข้อหนึ่ง เจ้าสิ่งนี้สำหรับลั่วปิงเหอผู้เป็นลูกครึ่งมารฟ้าแล้วไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อเขาแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีคุณประโยชน์ไม่ต่างอะไรกับน้ำเกลือหรือกลูโคลสบำรุงร่างกายด้วยซ้ำ

ข้อสอง หากลั่วปิงเหอถูกคนอื่นทำให้ลำบากยุ่งยาก หรือช่วยคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บ ไม่จำเป็นต้องใช้หัวคิด ก็รู้ว่านั่นเป็นความจงใจของเขา ไม่รู้หรือไงว่าอะไรคือวิธีที่เร็วที่สุดในการสร้างภาพและความประทับใจน่ะ

เสิ่นชิงชิวทนดูบรรยากาศเศร้าสร้อยหดหู่ของพวกศิษย์วังฮ่วนฮวาต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าที่ทนไม่ไหวยิ่งกว่าคือการเผชิญหน้ากับลั่วปิงเหอโดยไม่พูดไม่จา เหมือนกำลังรอให้อีกฝ่ายเปิดปากก่อน

เขาแข็งใจจัดการธุระสำคัญให้มันจบๆไป สายตาไม่วอกแวก เดินไปยังซากร่างของหญิงชราผู้นั้น ชักกระบี่ซิวหย่าออก ฟันฉับจนผ้าดำขาดกระจุยเป็นชิ้นเผยให้เห็นร่างที่อยู่ข้างใจ

จริงๆด้วย

‘คน’ ผู้นี้มองผิวเผินเหมือนคนปกติทั่วไป แยกหญิงแยกชายไม่ออก ทว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่น่าสะพรึงกลัวอยู่ที่ร่างสีแดงก่ำทั้งร่างของมันดูเหมือนถูกต้มในน้ำเดือดทั้งตัวจนสุกเข้าไปถึงแกนใน แต่ร่างกลับยังอยู่ดีไม่ได้เปื่อยยุ่ยสักนิด

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เป็นคนเพาะเมล็ดพันธุ์”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: หงส์คืนแค้น เล่ม 24
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 240
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 239
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: