Home Novel Novel Action Scumbag System 29

Scumbag System 29

ตอนที่ 29

คนเพาะเมล็ดพันธุ์เป็นอาชีพหนึ่งของเผ่ามาร เอาแบบเข้าใจง่ายๆ เสิ่นชิงชิวคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนเกษตรกรในภพมาร หรือเจ้าของฟาร์ม ไม่ก็เป็นพ่อค้าขายส่งอาหารสัตว์

เป็นเพราะความต่างของภูมิประเทศและเผ่าพันธุ์ สิ่งมีชีวิตหลายชนิดในภพมาร รวมทั้งชาวเผ่ามารบางพวกจะมีรสนิยมความชอบหรือมีความต้องการทางกายภาพพิลึกพิลั่นชนิดหนึ่ง พูดให้เจาะจงหน่อยคือชอบกินของเหม็นเน่า กลิ่นยิ่งเหม็นเน่ายิ่งดี ยิ่งเน่าจนมีหนอนไชยิ่งอร่อย คุณค่าทางโภชนาการเต็มเปี่ยม

แต่ที่ไหนล่ะจะมีของเหม็นเน่ามากมายขนาดนั้น

หน้าที่ของคนเพาะเมล็ดพันธุ์ก็อยู่ตรงนี้

สิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่ไม่ใช่เผ่ามาร พอโดนพวกเขาแตะต้องโดยจงใจเพาะเมล็ดพันธุ์เอาไว้ ภายในเวลาไม่นานอวัยวะจะเน่าเปื่อย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ภพมารนิยมหุงข้าวหม้อใหญ่เพื่อเลี้ยงดูคนจำนวนมากในเขตปกครองด้วยวิธีนี้ กล่าวคือผู้เป็นนายจะจับคนเป็นๆมาทีละเป็นร้อยในคราวเดียว ขังไว้ในที่แห่งหนึ่งเหมือนขังสัตว์ แล้วปล่อยคนเพาะเมล็ดพันธุ์เข้าไป ไม่เกิน 7 วัน คนส่วนใหญ่จะเน่าได้ที่ ก็จะถึงเวลาเปิดประตู ท่านจะเลือกเอาคนออกมากินข้างนอกก็ได้ หรือจะเดินเข้าไปกินข้างในนั้นเอาเองก็ตามสบาย

นิสัยการกินอันพิลึกพิลั่นนี้น่าสะอิดสะเอียนอย่างมาก แต่แน่นอนว่าด้วยสายเลือดของมารฟ้าบรรพกาลในตัวลั่วปิงเหอซึ่งเป็นสายเลือดที่สูงส่งที่สุด เท่ากับว่าเป็นชนชั้นผู้ดีเก่าของภพมาร ความ B ในทุกด้าน ย่อมไม่อาจเอามาเปรียบกับพลเมืองในภพมารธรรมดาทั่วไปที่มีรสนิยมชอบของแปลกพวกนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีทางมาลิ้มรสชาติอันพิลึกพิลั่นนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วต่อให้ลั่วปิงเหอเกิดมาหล่อกว่านี้ เก่งผิดมนุษย์มนายิ่งกว่านี้ เกรงว่าพวกน้องๆหนูๆคงรับพฤติกรรมทางร่างกายและจิตใจอันแสนจะวิปริตพิสดาร ท้าทายศีลธรรม คุณธรรม และมโนธรรมเช่นนี้ไม่ไหวแน่ แค่คิดว่าต้องจูบกับเขาก็อ้วกแล้ว ฮ่าๆๆๆ

เนื่องจากอาชีพนี้ไร้มนุษยธรรมอย่างมากจึงไปกระตุ้นความโกรธแค้นของเหล่าซิวซื่อชาวมนุษย์ในเวลานั้นเข้า ปฏิบัติการฆ่าล้างบางคนเพาะเมล็ดพันธุ์จึงได้เกิดขึ้น ถึงขนาดว่าเหล่าผู้กล้านิรนามไม่น้อยยอมเสี่ยงอันตรายโดนรับเชื้อวายวอดไปด้วยกัน ไม่เกิน 10 ปี คนเพาะเมล็ดพันธุ์ก็แทบสาบสูญไม่เหลือร่องรอย แม้แต่ที่ภพมารก็ยากจะหาเจอ การที่พวกศิษย์รุ่นหลังและซิวซื่อทั่วไปไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้นเป็นเรื่องปกติ

เสิ่นชิงชิวที่อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำก็เอาคัมภีร์ตำรับตำราเก่าแก่ที่กองเป็นตั้งในชิงจิ้งเฟิงมาอ่านเล่นแทนนิยายแนวปราบปีศาจเลยรู้จักดี เสียดายที่ข้อวินิจฉัยซึ่งเขาอุตส่าห์คิดขึ้นมาได้เองนี้ไม่มีใครเห็นคุณค่า

ฉินหว่านเยวียกล่าวเกรงอกเกรงใจ “ที่แท้ผู้อาวุโสก็รู้จักปีศาจที่โหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้เหมือนกัน ศิษย์พี่ลั่วคาดการณ์ได้แต่แรกแล้ว เมื่อครู่เขาเล่ารายละเอียดให้พวกเราฟังแล้วเจ้าค่ะ” พูดจบคุณเธอกับบรรดาศิษย์ของวังฮ่วนฮวาที่อยู่รายรอบก็พร้อมใจกันมองลั่วปิงเหอด้วยความชื่นชมเป็นตาเดียว ประหนึ่งว่าบนหน้าเขามีรัศมีสีทองแผ่ออกมาหมื่นจั้งอย่างนั้นแหละ

มาแล้วไง อย่าบอกนะว่า นี่คือ ออร่าของพระเอกในตำนาน ที่บอกว่า ‘ไม่ว่าพระเอกจะพูดอะไร คนอื่นล้วนรู้สึกว่าสูงส่งจนบดขยี้ทำลายไอคิวและประสบการณ์ของพวกเขาไม่เหลือ’

ลั่วปิงเหอมองเสิ่นชิงชิวแล้วยิ้มน้อยๆ “ความรู้ทั้งหมดของข้า ล้วนเป็นซือจุนสั่งสอนมา”

ที่น่ากลัวก็คือ เสิ่นชิงชิวเองก็ดันรู้สึกว่าหน้าลั่วปิงเหอมีรัศมีอ่อนโยนแผ่ออกมาจริงๆ

เสิ่นชิงชิวไม่อยากสิ้นเปลืองเวลาในชีวิตกับบรรยากาศประหลาดพิกลเช่นนี้ต่อไปอีกแล้ว ในเมื่อคนเพาะเมล็ดพันธุ์ถูกวังฮ่วนฮวาฆ่าตาย ตามหลักอำนาจในการจัดการกับศพก็ต้องอยู่ที่พวกเขา เสิ่นชิงชิวกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะขอยืมศพนี้มาตรวจสอบดูสักครั้งได้หรือไม่ ไม่แน่ว่าศิษย์น้องมู่อาจค้นพบอะไรบ้าง จะได้หาวิธีรักษาและต้านโรคระบาดได้เร็วๆ”

ลั่วปิงเหอพยักหน้า “ทุกอย่างล้วนเชื่อฟังซือจุน ศิษย์จะส่งศพตามไปในไม่ช้าขอรับ”

เสิ่นชิงชิวถูกเขาเรียกว่าซือจุนก็ขนลุกซู่ ในที่สุดก็ได้ประสบด้วยตัวเองแล้วว่าความรู้สึกของคนที่ต้องเผชิญกับการยิ้มแบบ ‘ซ่อนดาบในรอยยิ้ม’ ของลั่วปิงเหอในนิยายดั้งเดิมเป็นอย่างไร เขาสะบัดแขนเสื้อปลีกตัวจากมา

พอออกมาจากตึกร้างแห่งนี้ได้ เสิ่นชิงชิวก็เคว้งคว้าง เดินไปอย่างมึนงง ก้าวขาสะเปะสะปะ

กงอี๋เซียวเดินตามหลังมา เห็นเสิ่นชิงชิวหน้าซีดเผือด แววตาเหม่อลอย จึงกล่าวอย่างกังวล “ผู้อาวุโสเสิ่น ต้องขออภัยจริงๆขอรับ ความจริงข้ารู้เรื่องที่ศิษย์พี่ลั่วอยู่ที่วังฮ่วนฮวามาตลอด แต่อาจารย์มีคำสั่ง ให้เก็บเป็นความลับอย่างเข้มงวด ห้ามไม่ให้แพร่งพรายออกไป ใครขัดขืนจะถูกขับออกจากวังฮ่วนฮวา จึงไม่อาจบอกความจริงกับท่านได้”

เสิ่นชิงชิวคว้าตัวเขาไว้ “ข้าขอถามเจ้า ลั่วปิงเหอไปอยู่ที่วังฮ่วนฮวาตั้งแต่เมื่อไหร่และอย่างไร”

กงอี๋เซียวกล่าว “เป็นศิษย์น้องฉินขอรับ ปีที่แล้วช่วยศิษย์พี่ลั่วที่บาดเจ็บสาหัสขึ้นมาจากแม่น้ำลั่วขอรับ”

ปีที่แล้ว แค่ปีเดียวสั้นๆ ก็ถีบกงอี๋เซียวให้ร่วงลงมาจากตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งได้แล้ว ดูท่าว่าลั่วปิงเหอเข้ายึดครองวังฮ่วนฮวาไม่เพียงเร็วขึ้นกว่าที่นิยายเดิมถูกเขียนไว้ และยังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงด้วย กงอี๋เซียวถึงถูกพระเอกถีบลงจากทุกตำแหน่งจนกลายเป็นลิ่วล้อไป

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ในเมื่อเขาได้รับการช่วยชีวิตจากพวกเจ้าแล้ว ทำไมถึงไม่กลับชางฉยงซาน”

กงอี๋เซียวสังเกตสีหน้าของเสิ่นชิงชิว ตอบอย่างระมัดระวัง “หลังจากฟื้นขึ้นมา ศิษย์พี่ลั่วดูจะไม่เต็มใจพูดถึงเรื่องในอดีต ตอนจะกล่าวขอตัวอำลาก็บอกว่าจะไม่กลับไปชางฉยงซานแล้ว หวังว่าวังฮ่วนฮวาจะช่วยเก็บร่องรอยของเขาเป็นความลับ ดูตั้งใจจะออกไประหกระเหินเร่ร่อนตามลำพัง ซือจุนของข้าเอ็นดูศิษย์พี่ลั่วมาก จึงคะยั้นคะยอให้อยู่ต่อเป็นการใหญ่ ถึงแม้เขามิได้ทำพิธีกราบไหว้อาจารย์ แต่ก็ปฏิบัติต่อเขาไม่ต่างอะไรจากศิษย์คนหนึ่ง”

อย่างนี้นี่เอง

มิน่าพวกศิษย์วังฮ่วนฮวาจึงได้มีท่าทีเป็นปรปักษ์กับตน ท่าทางเช่นนี้ของลั่วปิงเหอ ตรงตามมาตรฐานของดอกไม้ขาวใสซื่อที่ต้องทนรับการเหยียบย่ำและอดทนอดกลั้นโดยไม่ปริปากทุกประการ ผู้คนย่อมจะคาดเดาได้โดยง่ายว่าทำไมถึงไม่ยอมกลับไป ไม่แน่ว่าอาจเป็นชางฉยงซาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสิ่นชิงชิวที่ทำไม่ดีกับเขา ในรายละเอียดของข่าวที่ลือกันผิดๆ ว่าเขาตายตอนงานชุมนุมเซียนในครั้งนั้นจะต้องมีความลับที่น่าเจ็บปวดทรมานซึ่งไม่สามารถพูดออกมาได้อยู่ด้วยเป็นแน่

ความสามารถในการล้างสมองผู้คนของลั่วปิงเหอนั้นไม่เลวเลยทีเดียว เห็นท่าทางที่ผู้คนหลับหูหลับตาเชื่อฟังเขาเมื่อครู่ก็รู้เลยว่าสถานะของเขาที่วังฮ่วนฮวาเป็นอย่างไร

ศิษย์สำนัก A แค่เดินทางแวะไปสำนัก B ชั่วครู่ชั่วยาม ระดับสูงยันระดับล่างของสำนัก B ถึงกับพากันร้องห่มร้องไห้ขอให้เขาอยู่ต่อ และยังซุกซ่อนเขาไว้ไม่ให้สำนักอื่นรู้ อะไรมันจะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ไม่เป็นเหตุเป็นผลได้ขนาดนั้น แต่เรื่องพรรค์นี้ ภายใต้วงแหวนรัศมีของพระเอก ทุกอย่างถือว่าเป็นไปตามลอจิกเป๊ะๆ

เสิ่นชิงชิวไม่พูดไม่จา

กงอี๋เซียวนึกว่าเป็นเพราะเขากำลังเสียใจและผิดหวัง ศิษย์รักยังไม่ตาย แต่ขอยอมระหกระเหินอยู่ข้างนอกไม่ยอมกลับไปหาเขา สำหรับมนุษย์ปุถุชนมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆนั่นแหละ จึงกล่าวปลอบว่า “ผู้อาวุโสเสิ่นอย่าใส่ใจมากเลยขอรับ บางทีศิษย์พี่ลั่วอาจมีเรื่องบางเรื่องที่ยังคิดไม่ตก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยยอมออกจากเขตของวังฮ่วนฮวาเลย คราวนี้พอรู้ว่าผู้อาวุโสเสิ่นและชางฉยงซานมาเข้าร่วมการช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายขออาสามาเอง เห็นได้ว่าท่าทีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ว่าพวกศิษย์น้อง อะแฮ่ม…เรื่องที่พวกเขาเข้าใจผู้อาวุโสผิด หวังว่าท่านจะไม่ถือสาพวกเขานะขอรับ”

ในใจเสิ่นชิงชิวอึดอัดราวกับมีแม่น้ำใหญ่มาอุดกั้น บารมีที่สู้อุตส่าห์สั่งสมมาหลายปี เจอลั่วปิงเหอเข้าก็เอาไม่อยู่ ลั่วปิงเหอคิดป้ายสีก็ป้ายสีจนดำ แถมยังเอาซะดำเป็นธรรมชาติเลยทีเดียว

แต่พอคิดอีกทีความจริงก็ไม่นับว่าป้ายสีเสียทีเดียว เพราะเขาก็ไม่ได้กล่าวหาผิดไปเลยสักนิด ตนเป็นคนถีบเขาลงไปในห้วงอเวจีจริงๆ

หาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้เลย

เสิ่นชิงชิวกล่าว “แล้วเจ้าเล่า ทำไมเจ้าถึงไม่เข้าใจข้าผิด”

กงอี๋เซียงตะลึงไปเล็กน้อย กล่าวว่า “แม้ไม่ทราบว่าตอนนั้นตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในหุบเขาทางตัน แต่ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสไม่ใช่ผู้ที่ทำร้ายศิษย์ตัวเองได้แน่”

หลังจากกล่าวคำพูดนี้ออกมา ที่กงอี๋เซียวคิดคือ เขานึกไปถึงตอนอยู่ในป้าน้ำค้างขาว เรื่องที่เสิ่นชิงชิวเผลอหลุดปากพูดชื่อลั่วปิงเหอและสายตาที่มองสัตว์ประหลาดอย่างเอ็นดู

ส่วนที่เสิ่นชิงชิวคิดคือ นายกับฉันล้วนถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องแพ้ให้แก่พระเอก ไม่อาจโค่นลั่วปิงเหอผู้ไม่มีวันพ่ายได้ เลยเข้าใจหัวอกกันและกัน เห็นอกเห็นใจกันแบบนี้แหละ ต่างคนเลยต่างซาบซึ้งใจ

แต่ขณะที่ทั้งคู่ต่างดื่มด่ำอยู่ในภวังค์นั่นเอง พวกศิษย์วังฮ่วนฮวาก็ยกโขยงตามหลังมา

เสิ่นชิงชิวหันไปมองโดยไม่ตั้งใจ เห็นลั่วปิงเหอกำลังมองมาทางนี้พอดี

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าหลังจากได้เจอลั่วปิงเหอเพียงชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป หัวใจของตนก็เปราะบางลงไปมาก ราวกับเรือลำน้อยที่ติดอยู่ท่ามกลางพายุใหญ่ล้มฟ้าอากาศปั่นป่วน อย่างเช่นในเวลานี้ ต่อให้ลั่วปิงเหอยืนห่างออกไปไม่น้อย ใบหน้าคงรอยยิ้มบางๆตามที่เหมาะที่ควร แต่ดวงตาเย็นชาดำขลับคู่นั้นกลับมีพลังทะลุทะลวงอย่างมาก ทำเอาเสิ่นชิงชิวผวาอยู่ในใจ

ปิงเกอ เป็นอะไรไปอีกล่ะ แค่ลิ่วล้อสองคนปลอบใจกันและกันก็ล่วงเกินนายแล้วหรือ

เมื่อถึงหน้าร้านขายอาวุธจินจื่อก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันที่ทำให้หลังคาแทบกระเจิงดังออกมาจากข้างใน นี่เป็นผลงานของหลิ่วชิงเกอซึ่งรับหน้าที่จับกัง หลังจากแยกย้ายกัน เขาก็ออกไปหาหนูทดลองมาให้มู่ชิงฟาง คนในเมืองล้วนหวาดผวา ไม่มีใครอยากให้ความร่วมมือ เวลาแบบนี้จะมัวอ้อยอิ่งมากไม่ได้ เลยได้แต่ใช้กำลังคลี่คลายปัญหา อีกอย่างหลิ่วชิงเกอเดิมทีก็ไม่ใช่คนมีน้ำอดน้ำทนพูดจาด้วยเหตุผลอยู่แล้ว สไตล์ของเขาก็เหมาะกับธรรมเนียมของไป่จั้นเฟิงนั่นแหละ พอออกมาข้างนอก เจอใครเลยคว้าหมับ จับตัวคนรูปร่างกำยำล่ำสันมาได้สิบกว่าคน มัดรวมๆกันไว้ที่ข้างแท่นหลอมโลหะหลังห้องโถงใหญ่ เวลานี้ บริเวณนั้นกลายเป็นห้องทดลองของมู่ชิงฟางไปแล้ว เสียงด่าทอ เสียงร้องไห้ของผู้ชายตัวโตกลุ่มหนึ่งนี่ไม่แพ้ผู้หญิงเลยจริงๆ

เสิ่นชิงชิวลงไปที่ห้องลับใต้ดินของร้าน เล่าเรื่องไม่คาดฝันเมื่อครู่ให้คนอื่นๆฟัง แต่ละเรื่องที่ตัวเองติดเชื้อไว้ก่อน

อู๋เฉินต้าซือกล่าว “อมิตาพุทธ โชคดีที่มีสหายชางฉยงซานทุกท่านอยู่ ในที่สุดก็มีความคืบหน้าแล้ว”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เกรงว่าไม่ง่ายดายปานนั้น ผู้ติดโรคไม่อาจแพร่เชื่อให้คนด้วยกันได้ แต่ในคัมภีร์โบราณที่อยู่บนชิงจิ้งเฟิงได้บันทึกไว้ว่าจำนวนมนุษย์ที่คนเพาะเมล็ดพันธุ์จะเพาะเชื้อใส่ได้ อย่างมากไม่เกินสามร้อยคน ดังนั้นการที่ติดเชื้อทีเดียวทั้งเมืองเช่นนี้ คนเพาะเมล็ดพันธุ์ไม่ได้มีแค่คนเดียวแน่”

หลิ่วชิงเกอจับด้ามกระบี่ ลุกขึ้นยืนทันที

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าเขาเป็นพวกมือไวใจเร็ว ได้ยินปุ๊บก็จะออกไปหาคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่เหลือทันที จึงรีบกล่าว “ช้าก่อน ข้ายังมีอีกเรื่องที่ต้องบอก”

มู่ชิงฟางว่า “ศิษย์พี่เชิญกล่าว”

เสิ่นชิงชิวไม่รู้จะเริ่มอย่างไร อ้ำๆอึ้งๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ลั่วปิงเหอกลับมาแล้ว”

ไม่มีใครมีปฏิกิริยาใหญ่โตอะไร จะว่าไปในสามคนนี้ อู่เฉินต้าซือแห่งวัดเจาหัวไม่รู้อยู่แล้วว่าลั่วปิงเหอเป็นใคร ส่วนมู่ชิงฟางนอกจากวิชาแพทย์กับตำรายาแล้วไม่สนอะไรทั้งสิ้น มีแต่หลิ่วชิงเกอที่ขมวดคิ้ว ถามอย่างประหลาดใจว่า “ศิษย์คนนั้นของเจ้าน่ะหรือ เขามิใช่ตายด้วยน้ำมือของเผ่ามารตอนงานชุมนุมเซียนไปแล้วรึ”

เสิ่นชิงชิวยิ่งรู้สึกยากจะอธิบาย “…ไม่ตาย มีชีวิตรอดกลับมาแล้ว เรื่องมันยาวน่ะ” เขาสาวเท้าพลางกล่าว “เจ้ากับข้าไปสำรวจในเมืองก่อนแล้วกัน เรื่องนี้กลับมาค่อยคุยกันอีกที”

มู่ชิงฟางกล่าว “ก็ดี ยิ่งจัดการเรื่องคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่เหลือได้เร็ว ภัยพิบัติที่ทำให้ผู้คนล้มตายก็จะลดน้อยลงไปอีกหน่อย ข้าจะได้ไปดูแลคนป่วยเหล่านั้นเสียที”

พอเขาพูดขึ้นมา เสิ่นชิงชิวก็นึกไปถึงเครื่องเมือผ่าตัดวาววับเป็นประกายที่มู่ชิงฟางพกติดตัวอย่างเตรียมพร้อมตลอด มีดเข็มสารพัดชนิดแผ่เรียงรายเป็นแถวราวกับฉากแพทย์นิติเวชกำลังชันสูตรพลิกศพ ไหนจะขวดโถสารพัดที่ติดฉลากไม่ซ้ำเป็นร้อยเป็นพันนั้นอีก ตัวหนังสือบนฉลากบอกให้รู้ถึงสรรพคุณและกลิ่นของสิ่งที่อยู่ในขวด กลิ่นพาให้หน้าเปลี่ยนสี เห็นเข้าก็ทำเอาปอดแหก เข้าใจว่าบรรดาชายหนุ่มตัวโตที่อยู่ข้างแท่นหลอมเมื่อครู่ อีกเดี๋ยวจะต้องแหกปากจนหลังคากระเจิงแน่

เสิ่นชิงชิวหัวเราะแห้งๆออกมา ขณะกำลังจะเดินตามหลิ่วชิงเกอออกไปจากห้องใต้ดิน พริบตานั้นเอง โดยไม่มีสัญญาณเตือนอะไรทั้งสิ้น จู่ๆเสียงหัวใจเต้นราวกับถูกขยายให้ดังขึ้นสักร้อยเท่า แต่การเคลื่อนไหวกลับอืดอาดขึ้นเรื่อยๆ

หลิ่วชิงเกอที่รู้สึกถึงความผิดปกติ ถามขึ้นทันที “เป็นอะไรไป”

เสิ่นชิงชิวไม่ตอบ มือขวาพยายามปล่อยพลังทิพย์ออกไป กระแสปราณอ่อนแรงผุดมาอย่างกระท่อนกระแท่น ไม่พอจะเกิดประกายไฟด้วยซ้ำ

ไรวะ จะต้องมาเล่นงานกันในเวลาคับขันแบบนี้ด้วยเหรอ แกล้งกันใช่ไหม?!

มู่ชิงฟางกดเสียงต่ำ “พิษไร้ยาถอน”

หลิ่วชิงเกอจับชีพจรเขาทันที ชะงักไปครู่หนึ่ง และกดตัวเขาไว้ “นั่งรอที่นี่แหละ”

รออะไรเล่า รอให้ลั่วปิงเหอตามมาเคาะประตูเรียกเรอะ

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นกะทันหัน “ข้าจะออกไปกับเจ้า”

หลิ่วชิงเกอพูดอย่างไม่ไว้หน้ากันแม้แต่น้อย “อย่ามาเกะกะ”

ลูกพี่ นายคือเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิงที่ตัวคนเดียวต้านศัตรูได้นับหมื่นนะ พาฉันไปด้วยสักคนไม่เห็นเป็นไรเลย!

มู่ชิงฟางกล่าวว่า “ศิษย์พี่เสิ่นวันนี้ท่านกินยาตามเวลาหรือยัง”

เสิ่นชิงชิวอยากแหงนหน้าโก่งคอกู่ร้องจริงๆ ฉันไม่ได้ละเลยการรักษานะ!!!

เดือนนี้ฉันกินยาตรงตามเวลาแน่นอน! แล้วก็ขอมห้ท่านหลิ่วผู้ยิ่งใหญ่ช่วยกรุยชีพจรทิพย์ตรงเวลาด้วย ไม่รู้เพราะอะไรมันถึงกำเริบขึ้นมา ฉันก็งงไปหมดแล้วเหมือนกัน!

เวลานี้เองระบบก็โผล่มาประกาศอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ

[ค่าความฟินของพระเอกเพิ่มขึ้น 100 คะแนน]

ไปไกลๆเลย!

นี่มันหมายความว่า ‘ยิ่งเสิ่นชิงชิวดวงซวย พระเอกก็ยิ่งฟิน’ งั้นเรอะ

มู่ชิงฟางกล่าวต่อ “ศิษย์พี่เสิ่นอย่าได้ฝืนทำเก่งเด็ดขาด ศิษย์พี่หลิ่วทำเพื่อท่าน ตอนพิษกำเริบขึ้นมา หากฝืนโคจรพลังจะเป็นอันตรายใหญ่หลวง ท่านรั้งอยู่ที่นี่พักผ่อนก่อน ข้าจะไปต้มยา รอจนศิษย์พี่หลิ่วกลับมา ค่อยช่วยกรุยปราณชีพจรทิพย์ให้ท่าน”

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้น 3 ครั้ง กลับถูกหลิ่วชิงเกอกดตัวลงไปทั้ง 3 ครั้ง น้ำเสียงของมู่ชิงฟางก็เหมือนกำลังสั่งสอนอบรมเด็กน้อยดื้อรั้น เขาเลยได้แต่จำใจกล่าวว่า “ก็ได้ ศิษย์น้องหลิ่ว เจ้าฟังข้านะ คนเพาะเมล็ดพันธุ์ผิวหนังทั่วตัวเป็นสีแดงก่ำ พลังในการแพร่เชื้อรุนแรงมาก หากไปเจอเป้าหมายน่าสังสัยที่มีลักษณะเช่นนี้ ห้ามบุ่มบ่ามเข้าไปเด็ดขาด ต้องโจมตีจากระยะไกลเท่านั้น ตอนกลับมาให้ตรงมาหาข้าทันที ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาเจ้า”

ประโยคสุดท้ายสำคัญมาก เสิ่นชิงชิวเลยจงใจเน้นเสียงเป็นพิเศษ

น้ำใจสหายเป็นสิ่งที่สูงค่าจนไม่อาจประเมินได้ บำรุงกองทัพพันวันเพื่อใช้งานในคราวเดียว ลูกพี่หลิ่วต้องช่วยคุ้มครองผมนะ

หลังจากหลิ่วชิงเกอกับมู่ชิงฟางออกไปจากห้องใต้ดิน อู๋เฉินก็ถามอย่างสงสัย “เสิ่นเซียนซือ ท่านไม่รู้สึกว่ามันแปลกหรือ ภพมารเงียบมานาน แต่สองสามปีมาน้ำกลับมีท่าว่าจะหวนกลับมาอาละวาดอีก งานชุมนุมเซียนคราวก่อน ปีศาจที่ยากจะพบพานกลับมาปรากฏตัวขึ้นไม่น้อย ส่วนครานี้ในเมืองจินหลันกลับมีคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่หายสาบสูญไปนับร้อยปีปรากฏตัวขึ้น อาตนาให้รู้สึกกังวลนัก นี่…เกรงว่าจะไม่ใช่ลางดีอะไร”

ลึกๆแล้วเสิ่นชิงชิวก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน “ความกังวลของต้าซือก็เป็นสิ่งที่ข้าไม่อาจวางใจเช่นกัน อีกทั้งคนเพาะเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เห็นได้ว่าทวีความแข็งแกร่งขึ้น ข้าไม่รู้ว่าคนเพาะเมล็ดพันธุ์เมื่อร้อยปีก่อนมีคุณสมบัติเช่นนี้ด้วยหรือไม่ มันสามารถควบคุมระยะห่างระหว่างพวกมันกับผู้ที่ติดเชื้อไม่ให้เกินระยะที่กำหนดได้ หาไม่แล้วจะเร่งความเร็วในการเปลี่ยนให้เป็นโครงกระดูก”

มิหนำซ้ำลั่วปิงเหอที่เดิมทีควรอยู่ในห้วงอเวจีอีกสองปีดันออกมาก่อนล่วงหน้า นี่จะถือว่าเป็นลางดีได้หรือ

หลังจากอู่เฉินต้าซือติดเชื้อ พลังวัตรก็เสื่อมถอยอย่างมาก กำลังวังชาแทบไม่เหลือ แค่นั่งคุยครู่เดียวก็เหนื่อยแล้ว เสิ่นชิงชิวเลยจัดที่ให้ท่านนอนแล้วถอยออกไปจากห้องใต้ดินให้เงียบที่สุด อู๋เฉินหลบอยู่ในห้องใต้ดินเพราะไม่อาจถูกแสงถูกลม แต่ห้องของเสิ่นชิงชิวกลับอยู่บนชั้นสองของร้าน หลิ่วชิงเกอยังไม่กลับมา เวลานี้อยากนอนก็นอนไม่หลับ เขาเลยนั่งเหม่อที่โต๊ะ เดี๋ยวก็นึกถึงลูกแกะน้อยลั่วปิงเหอที่ชอบดักหน้าดักหลังเรียกซือจุนทั้งวัน เดี๋ยวก็นึกถึงดอกบัวดำลั่วปิงเหอที่เพิ่งทำให้คนอึดอัดไปทั้งร่างเมื่อครู่ จนแทบอยากทึ้งผมตัวเองให้เกลี้ยง

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ไม่เบาไม่หนัก

เสิ่นชิงชิวลุกขึ้นจากโต๊ะทันที “ศิษย์น้องหลิ่วหรือ รอเจ้ามาครึ่งคืนแล้ว รีบเข้ามา”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: