Scumbag System 3

0 Comments

ตอนที่ 3

นั่นปะไร ผลของการเอาเคล็ดวิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นของปลอมให้เขาฝึกก็แบบนี้แหละ ดีที่เขาเป็นพระเอกหนังหนาทรหด ไม่ธาตุไฟเข้าแทรกไปเสียก่อน หากจับแก่นที่เป็นหัวใจสำคัญขึ้นมาได้จริงๆ ก็มหัศจรรย์แล้ว

เสิ่นชิงชิวกล่าวในใจ ไอ้น้อง นายมาอยู่กับฉัน ให้เหวยซือ* สอนวิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นที่ถูกต้องให้ละกัน

(เหวยซือ เป็นคำเรียกตัวเองของผู้เป็นอาจารย์ แปลว่า ตัวข้าผู้เป็นอาจารย์)

เสียงเตือนที่ราวกับภูตผีปีศาจดังรัวไม่หยุด เสิ่นชิงชิวกล่าวกับระบบ “ผมแค่คิดเอง รู้น่าว่านี่เป็นการละเมิดกฎ”

จากนั้นเขาก็กล่าวพล่ามไปเรื่อย “ครั้งนี้เหวยซือลงโทษเจ้าเพราะเป็นห่วง อย่างไรเสียเวลาก็ไม่คอยท่า นึกๆขึ้นมาแล้ว เจ้าเข้าสังกัดมาก็พักใหญ่ ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว”

ลั่วปิงเหอตอบอย่างว่าง่าย “ศิษย์อายุ 14 ขอรับ”

โอย 14 เอง

นั่นหมายความว่าเวลานี้ศิษย์อาจารย์ลั่วปิงเหอเสิ่นชิงชิวได้ผ่านเหตุการณ์ลงโทษให้คุกเข่าหน้าประตูทางขึ้นเขา เหตุการณ์ที่โดนเหล่าศิษย์สังกัดชิงจิ้งเฟิงรุมทุบตี เหตุการณ์ ‘กระด้างกระเดื่อง’ ต่ออาจารย์จนถูกแขวนแล้วโบย เหตุการณ์ทำอาวุธวิเศษพังจึงถูกลงโทษให้ทำงานเยี่ยงทาส ฯลฯ สารพัดผลงานอันยิ่งใหญ่ในอดีต [โบกมือบ๊ายบาย]

เสิ่นชิงชิงเอามือกุมหน้าผาก โบกมือไล่เขา “…ข้าต้องการความสงบ”

เสิ่นชิงชิวเป็นคนที่ปรับตัวเก่งคนหนึ่ง

ในเมื่อย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ใน ‘เทพมารอหังการ’ อีกทั้งตัวเขาที่โลกเดิมยังม่องเท่งไปแล้ว ก็คิดเอาเสียว่าที่นี่เป็นบ้านไปเลยดีกว่า

ในเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกของผู้ฝึกวิถีพรตวิชาเซียนแล้ว มิหนำซ้ำยังได้วิทยายุทธ์กับวิชากระบี่ที่นับว่าไม่เลวมาแบบฟรีๆ ทั้งยังอยู่ในสำนักดังฝ่ายธรรมะ อยากเสนอหน้าเมื่อไรก็ทำได้เมื่อนั้น อยากหดหัวก็อยู่เสียแต่ในชิงจิ้งเฟิงของสำนักชางฉยงซาน ไม่ต้องถามไถ่เรื่องราวในใต้หล้าก็นับว่าไม่เลวอยู่หรอก

เพียงแต่อาจหาแฟนยากอยู่สักหน่อย

นิยาย YY สายฮาเร็มพวกนี้ หญิงสาวที่มีหน้าตาไม่ถึงกับขี้ริ้วขี้เหร่ แน่นอนว่าเดี๋ยวก็ต้องกลายเป็นสมบัติในคลังของพระเอกต่อไป เรื่องนี้ใครๆก็รู้ทั้งนั้น

แต่ความต้องการของเสิ่นชิงชิวไม่สูงนัก เมื่อมาอยู่ทางนี้เขาขอแค่กินๆนอนๆรอวันตาย ได้พักผ่อนอย่างสุขสบายในบั้นปลายชีวิตก็พอใจแล้ว ถึงอย่างไรชีวิตในชาตินี้ก็คงไม่ต่างกับชีวิตในชาติที่แล้วของเขานักหรอก

ทว่าตราบใดที่ยังมีลั่วปิงเหออยู่ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสนอหน้าแล้ว ตราบเท่าที่เขายังรั้งอยู่ในดินแดนที่ผู้เขียนท่านนี้สร้างขึ้น ต่อให้ปลีกวิเวกหนีไปยังเมืองลับแล พอลั่วปิงเหอเรืองอำนาจเมื่อไร ก็มีปัญญาจับตัวเขามาหั่นเป็นดุ้นอยู่ดี

ไม่ใช่เขาไม่คิดเรื่องเกาะแข้งเกาะขาพระเอก แต่ใครใช้ให้ไอ้พระเอกคนนี้มันดาร์กเยี่ยงนั้นล่ะ แถมมาแนวมีแค้นต้องเอาคืนเป็นพันเท่าด้วยนี่ซิ

หลังจากก่นด่าโคตรเหง้าไอ้เซี่ยงเทียนต่าเฟยจีตามกิจวัตรประจำวันแล้ว เสิ่นชิงชิวก็กำหนดเป้าหมายอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ก่อนอื่นต้องทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมเอาไว้ เจรจาซักถามระบบให้มาก ขยันอัพเกรดผลงาน เพิ่มค่า B ปลดล็อค OOC ให้เร็วที่สุด หากเห็นท่าไม่ดีก็ต้องรีบหาทางแก้

บรรพตชางฉยงซานมีสิบสองยอดเขา มองดูเหมือนกระบี่ขนาดยักษ์สิบสองเล่มตั้งตระหง่านชี้ขึ้นฟ้าประหนึ่งจะเสียดแทงทะลุเมฆา สูงชัน อันตราย

ยอดเขาชิงจิ้งเฟิงซึ่งเป็นฐานที่มั่นของเสิ่นชิงชิวนั้นไม่ใช่ยอดที่สูงที่สุด ทว่าเงียบสงบที่สุด เขียวชอุ่มลออตาด้วยต้นไผ่ กอปรกับศิษย์ของเสิ่นชิงชิวทุกคนล้วนต้องศึกษาวิชาอย่างพวกศิลปะทั้งสี่* อะไรเทือกนั้น

(ศิลปะทั้งสี่ ได้แก่ ดีดฉิน หมากล้อม เขียนต้องอักษรและวาดภาพ)

จึงมักมีเสียงอ่านตำราเจื้อยแจ้ว เสียงดีดฉินลอยแผ่วๆมาให้ได้ยินเป็นครั้งคราว นับเป็นสถานที่ชั้นยอดสำหรับผู้เยาว์ที่ศึกษาศาสตร์ศิลป์ของยุกโบราณอย่างแท้จริง ช่างเหมาะเจาะกับความต้องการของตัวละครจอมสร้างภาพอย่างเสิ่นชิงชิวในนิยายฉบับดั้งเดิมเอามากๆ

ศิษย์สองสามรายที่เจอระหว่างทางทักทายเสิ่นชิงชิวอย่างนอบน้อม เขาพยายามรักษามาดของตัวจริงให้เนียนที่สุด สีหน้าเย็นชา ผงกหัวน้อยๆ เอามือไพล่หลังเดินตรงไปข้างหน้า นับว่าพอถูไถเอาตัวรอดไปได้ เพียงนึกปวดหัวว่าหลังจากนี้จะไปจับคู่ชื่อตัวละครในนิยายกับหน้าคนที่โฉบผ่านไปผ่านมาเหล่านี้อย่างไรดี

ทว่านี่ไม่ใช่ภาระเร่งด่วนที่สุดที่เสิ่นชิงชิวต้องจัดการ สำคัญที่สุดคือการปกป้องชีวิตตัวเอง ดังนั้นจึงจำต้องฟื้นฟูวิทยายุทธ์กับวิชากระบี่ที่เป็นของตัวออริจินอลให้กลับคืนมาเสียก่อน

หากจำไม่ผิด ก่อนที่บุคลิกและจิตใจของลั่วปิงเหอจะเข้าสู่ด้านมืด สำนักชางฉยงซานจะประสบกับเหตุการณ์ใหญ่อยู่สองสามครั้ง เผ่ามารมาก่อกวนเอย งานชุมนุมเซียนครั้งใหญ่เอย ล้วนเป็นเรื่องที่เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่เขาอยู่ในร่างนี้ หากไม่มีพลังฝึกปรือติดกาย อย่าว่าแต่จะดำเนินเรื่องเลย ไม่ต้องให้ถึงมือพระเอกหรอก แค่ปีศาจเล็กปีศาจน้อยใดก็สามารถเล่นงานเขาถึงตายได้ทั้งนั้น

เสิ่นชิงชิวเดินลึกเข้าไปในป่าตามลำพัง พอแน่ใจว่าไม่มีคนจึงปลดกระบี่ที่แขวนเอว มือซ้ายถือฝักกระบี่ มือขวากุมด้ามกระบี่ ค่อยๆชักกระบี่ออกจากฝักช้าๆ

กระบี่ซิวหย่าเป็นกระบี่คู่กายมาแต่ครั้งเสิ่นชิงชิวเริ่มสร้างชื่อเมื่ออายุยังน้อย ถือได้ว่ามีชื่อเสียงโดดเด่น รังสีกระบี่ขาวพร่างพิสุทธิ์แต่ไม่บาดตาเป็นอาวุธชั้นหนึ่งโดยแท้ ยามที่ถ่ายทอดปราณทิพย์ของตัวเองเข้าสู่กระบี่ ตัวกระบี่จะเรืองแสงจางๆ

เสิ่นชิงชิวกำลังคิดว่าหากอยากถ่ายทอดปราณทิพย์เข้าสู่กระบี่ต้องทำเช่นไร ก็พลันเห็นกระบี่ในมือเรืองประกายวาบขึ้น

ดูท่าเขาจะได้รับสืบทอดพลังฝึกปรือและวิทยายุทธ์จากเจ้าของเดิมติดมาด้วย ไม่ต้องทบทวนความจำให้ลำบากก็กระจ่างในทุกเรื่องแล้วอย่างปรุโปร่ง เสิ่นชิงชิวอยากทดสอบพลังดูว่าเป็นอย่างไร เลยวาดกระบี่ออกไป

ใครเล่าจะรู้ว่าวาดกระบี่ออกไปทีเดียวกลับทำเอาหัวใจแทบวาย รังสีกระบี่เปล่งประกายสว่างวาบราวกับมีสายฟ้าพุ่งออกจากมือ เจิดจ้าเสียจนเขาต้องหลับตาเพื่อปกป้องดวงตาตัวเอง พอลืมตาขึ้นอีกที ก็เห็นพื้นดินตรงหน้าแยกออกเป็นรอยกรีดลึกสายหนึ่งเหมือนถูกฟ้าผ่า

“เชี่ย!…”

เสิ่นชิงชิวทำหน้านิ่ง ทว่าความฟินในใจทะลุปรอทไปแล้ว

ทรงพลังอหังการที่สุด! สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์ระดับเจ้ายอดเขา มีพลังฝึกปรือติดกายแบบนี้หากมุมานะฝึกฝนอีกสักยี่สิบปี ไม่แน่ว่าวันหนึ่งถึงคราวจวนตัว ต้องเผชิญกับลั่วปิงเหอที่มีดัชนีทองคำ ก็อาจหนีเอาตัวรอดได้

นั่นซินะ ขอเพียงหนีเอาตัวรอดได้ก็พอแล้ว!

เขาคิดจะซ้อมมือต่อ แต่ได้ยินเสียงเหยียบใบไม้เบาๆดังขึ้นเสียก่อน

ความจริงเสียงนี้อยู่ไกลมาก แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาตอนนี้เฉียบคม จะไม่ให้รู้ตัวเลยนั้นคงเป็นเรื่องยาก เสิ่นชิงชิวมองดูรอยแยกลึกบนพื้นดิน แล้วสอดกระบี่คืนลงฝัก ก่อนจะเร้นกายเข้าไปในป่าที่รกทึบมากขึ้น

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ คนที่มาได้มีแค่คนเดียวจริงดังคาด หลังผ่านไปครู่หนึ่ง ที่ปรากฏขึ้นก่อนคือใบหน้าซึ่งเหมือนมีแสงรัศมีอาบไล้ของลั่วปิงเหอ ส่วนเสียงที่ดังมาก่อนตัวนั้นกลับเป็นเสียงสดใสนุ่มนวลของสาวน้อยคนหนึ่ง

“อาลั่ว อาลั่ว เจ้าดูซ ที่พื้นตรงนี้มีรอยแยกใหญ่เบ้อเริ่มเลย”

ได้ยินวิธีการเรียกชื่อเช่นนี้ พาให้เสิ่นชิงชิวที่ซ่อนตัวอยู่เกือบเซวูบ

ระบบกล่าวแนะนำ [ศิษย์หญิงคนเล็กสุดของเสิ่นชิงชิว หนิงอิงอิง]

เสิ่นชิงชิว “ที่คุณแนะนำนี่มีประโยชน์รึ ใครบ้างไม่รู้ล่ะว่าคนที่เรียกลั่วปิงเหอแบบนี้ได้ก็มีอยู่คนเดียวนี่แหละ!”

สาวน้อยหน้าตาสะสวยที่เดินตามหลังลั่วปิงเหอในที่สุดก็ปรากฏกาย เธอดูเด็กกว่าลั่วปิงเหอยู่เล็กน้อย ขาวผ่องเป็นยองใย น่ารักน่าเอ็นดู ผูกปลายผมเปียด้วยแถบผ้าสีส้ม เดินก้าวหนึ่งสลับกับกระโดดก้าวหนึ่ง ใสซื่อบริสุทธิ์ ภาพลักษณ์ต้องตามมาตรฐานของศิษย์น้องผู้น่ารักที่นิยายทุกเรื่องต้องมี

และศิษย์น้องผู้นี้ ทำให้เสิ่นชิงชิวเกิดความรู้สึกซับซ้อนอยู่นิดหน่อย

เป็นเพราะว่าเขาเกิดความคิดนอกลู่นอกทางกับหนิงอิงอิง เฮ้ย ไม่ใช่ ต้องบอกว่า เสิ่นชิงชิวตัวจริงในนิยายต่างหากที่เกิดความคิดนอกลู่นอกทางกับหนิงอิงอิง

เสิ่นชิงชิวนั้นถูกเขียนมาให้เป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมที่แฝงไว้ด้วยความชั่วช้า ภายนอกดูเป็นคนจิตใจสะอาด ปราศจากกิเลส ครองตัวบริสุทธิ์ผุดผ่อง รักเกียรติรักศักดิ์ศรี ทว่าภายในกลับชั่วร้าย หน้าด้าน มักมาก ไร้ยางอาย ในฐานะอาจารย์ดันเกิดความคิดไม่สมควรต่อลูกศิษย์น้อยที่หัวอ่อน น่ารัก สดใน ตั้งท่าจะลงมือก็หลายครั้ง เกือบสำเร็จเสียด้วย

บังอาจแตะต้องหญิงสาวของพระเอก ผลลัพธ์จเป็นอย่างไรไม่ต้องจินตนาการก็รู้ได้

ตอนที่อ่านนิยายนั้น เสิ่นชิงชิวยังนึกประหลาดใจ ทำไมลั่วปิงเหอถึงไม่จับมันตอนไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แบบนี้ดูไม่สอดคล้องกับสไตล์อำมหิตของปิงเกอ* เอาเสียเลย ตอนนั้นเขาถึงกับไปเข้าฟอรัมที่มีผู้อ่านกลุ่มใหญ่มาร่วมกันตั้งกระทู้ในหัวข้อ ‘ช่วยจับเสิ่นชิงชิวตอนที ไม่งั้นจะเลิกอ่าน’ เวลานี้นึกขึ้นมาแล้วช่างน่ากลัวสุดๆ ถ้าเสียงเรียกร้องในครั้งนั้นประสบความสำเร็จ เขาคงตัดมือข้างที่กดไลค์ไปตอนนั้นทิ้งเป็นแน่

(เกอ แปลว่า พี่ชาย ปิงเกอ หมายถึง พี่ชายปิง เนื่องจากแฟนนิยายเทพมารอหังการจะเรียกลั่วปิงเหอว่าพี่ชายปิง)

ลั่วปิงเหอมองรอยแยกนั้นแวบหนึ่ง เพียงยิ้มอย่างไม่ค่อยสนใจนัก

หนิงอิงอิงกลับอยากตื้อเขาต่อ เลยพยายามหาเรื่องชวนคุย “อาลั่ว เจ้าว่าเป็นศิษย์พี่คนไหนมาฝึกกระบี่ที่นี่”

ลั่วปิงเหอเอาขวานที่แบกมาเริ่มฟันต้นไม้ พลางตอบว่า “บนยอดชิงจิ้งเฟิง คนที่มีพลังฝึกปรือระดับนี้ เกรงว่าจะมีแต่ซือจุนเท่านั้น”

เขาพูดเพียงประโยคเดียวก็ไม่สนใจนางอีก ก้มหน้าก้มตาเอาขวานตัดฟืนต่อ

ต้นไม้เหล่านี้ไม่ได้เปราะบางเลย ทั้งขวานยังขึ้นสนิมเกือบทั้งเล่ม

ลั่วปิงเหอยามนี้ให้อย่างไรก็อายุเพียง 14 เท่านั้น การตัดฟืนจึงถือได้ว่าเป็นงานหนัก ไม่นานนักเหงื่อก็ออกเต็มหน้า

หนิงอิงอิงนั่งอยู่บนซากต้นไม้แห้งที่ล้มขวาง เอามือเท้าคางมองเขา สักพักก็เบื่อจึงกล่าวชักชวนเสียงออดอ้อน “อาลั่วๆ เจ้าไปเล่นเป็นเพื่อนข้าเถอะ!”

ลั่วปิงเหอกระทั่งเหงื่อยังไม่สนใจจะเช็ด ก้มหน้าก้มตาตัดฟืนต่อไปกล่าวว่า “ไม่ได้ ศิษย์พี่สั่งไว้ ตัดฟืนของวันนี้เสร็จแล้วยังต้องไปตักน้ำต่อ หากข้าตัดฟืนเสร็จเร็ว จะได้มีเวลานั่งฝึกฌานนิดหน่อยก็ยังดี”

หนิงอิงอิงทำปากยื่น “พวกศิษย์พี่แย่จริงๆ ชอบสั่งเจ้าทำนั่นทำนี่ตลอดเลย ข้าว่าพวกเขาต้องจงใจแกล้งเจ้าแน่ๆ เฮอะ กลับไปข้าจะฟ้องซือจุน รับรองว่าพวกเขาไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแน่”

เสิ่นชิงชิวเดิมทีกะจะทำตัวเป็นแค่คนที่บังเอิญเดินผ่านกองถ่ายเทพมารอหังการ เลยแวะยืนชมคู่หวานวัยใสเข้าฉากกันเสียหน่อย แต่พอได้ยินคำพูดนี้เข้าก็หน้าซีดทันควัน

ไม่นะ ไม่ ห้ามเลย ห้ามเอามาฟ้องฉันเด็ดขาด นี่ฉันจะทำยังไงดี OOC ก็ไม่ได้ แล้วจะไปสั่งสอนฝ่ายไหนดีล่ะ!

ลั่วปิงเหอน้อยที่แม้ต้องประสบกับความยากลำบากของโลกมนุษย์อย่างหนักนั้น กลับบังมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาว เขาส่ายหน้ากล่าวห้ามหนิงอิงอิง “ห้ามเด็ดขาดเลยนะ ข้าไม่อยากให้ซือจุนต้องมาลำบากใจกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ พวกศิษย์พี่เขาไม่ได้คิดร้ายอะไรเลย เพียงแต่เห็นข้ายังเด็ก เลยอยากให้ข้าได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์ให้มากหน่อย”

ชั่วเวลานั้นเอง เสิ่นชิงชิวรู้สึกเหมือนได้เห็นรัศมีแผ่ประกายเรืองรองออกมาจากด้านหลังลั่วปิงเหอนับหมื่นเส้น จนถอยหลังไปสามก้าวอย่างอดไม่อยู่ ด้วยไม่อาจมองดูพระเอกที่จิตใจสูงส่ง มีการตระหนักรู้ลึกซึ้งระดับนี้ไหว

ท่ามกลางเสียงคุยจ้อของหนิงอิงอิง ในที่สุดลั่วปิงเหอก็ตัดฟืนได้ปริมาณมากพอ เขาวางขวาน จากนั้นก็หาพื้นที่แห้งสะอาดแล้วนั่งลงหลับตาทำสมาธิ

เสิ่นชิงชิวแอบถอนใจยาวเหยียด

ความจริงแม้ในช่วงชีวิตที่แสนรันทดนี้ ดัชนีทองคำของพระเอกก็ได้เริ่มปรากฏเค้าบ้างแล้ว วิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นที่หมิงฟานเอาให้เขานั้นเป็นของปลอม หากเป็นผู้อื่นฝึกตามนั้น เป็นได้เตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่แน่ แต่อาศัยว่าลั่วปิงเหอมีพรสวรรค์เลิศล้ำ ซ้ำสายเลือดที่แฝงเร้นอยู่ในกายครึ่งหนึ่งเป็นของเผ่ามาร จึงโชคดีหาหนทางให้ตัวเองได้โดยบังเอิญ…ไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยจริงๆ

ระหว่างที่ถอนใจ พลันมีเสียงฝีเท้าสับสนดังขึ้น

เสิ่นชิงชิวได้ยินเข้าก็รู้ทันทีว่าแย่แล้ว เดี๋ยวต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่

หมิงฟานนำศิษย์ชั้นต่ำสองสามคนมา ครั้นเห็นหนิงอิงอิงก็ปรี่จะเข้ามาฉุดมือด้วยความดีใจ “ศิษย์น้องหญิง! เจอตัวเสียที ทำไมเจ้าถึงได้หนีมาถึงนี่โดยไม่บอกไม่กล่าวเล่า หลังเขากว้างใหญ่เช่นนี้ หากเจอสัตว์ร้ายเจองูพิษเข้าจะทำเช่นไร มานี่ดีกว่า ศิษย์พี่มีของน่าสนใจจะให้เจ้าดู”

แน่นอนว่าหมิงฟานย่อมเห็นลั่วปิงเหอที่นั่งสมาธิอยู่อย่างเงียบเชียบ แต่ยังทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นอากาศธาตุ

ลั่วปิงเหอเสียอีกกลับมีมารยาทลืมตาขึ้นกล่าวทักทายศิษย์พี่

หนิงอิงอิงหัวเราะคิก “ข้าไม่กลัวงูพิษหรือว่าสัตว์ร้ายหรอก อีกอย่างมิใช่ยังมีอาลั่วอยู่เป็นเพื่อนข้าหรอกหรือ”

หมิงฟานปรายตามองลั่วปิงเหอ แค่นเสียงทีหนึ่ง

ในหัวหมิงฟานคิดอะไร เสิ่นชิงชิวเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จะต้องเป็นเพราะได้ยินหนิงอิงอิงเรียกลั่วปิงเหออย่างสนิทสนม หมิงฟานเลยยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตาศิษย์น้อยผู้น่าชังคนนี้ขึ้นไปอีก

หนิงอิงอิงถึงอย่างไรก็มีนิสัยแบบเด็กผู้หญิง ไม่รู้จักดูแววตา อ่านบรรยากาศ นางเอียงคอถาม “ศิษย์พี่มีของเล่นอะไรหรือ รีบเอาออกมาให้ข้าดูเร็วเข้า”

หมิงฟานปั้นสีหน้ายิ้มแย้ม แกะป้ายหยกที่ห้อยอยู่ข้างเอวยื่นไปตรงหน้าเธอ “ศิษย์น้อง คนที่บ้านมาเยี่ยมข้าคราวนี้เอาข้าวของดี น่าสนใจมาให้ไม่น้อย ข้าเห็นว่าชิ้นนี้สวยเป็นพิเศษ จึงขอมองให้เจ้า!”

หนิงอิงอิงรับมาแล้วยกขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทะลุใบไม้อย่างพิจารณา

หมิงฟานถามอย่างกระตือรือร้น “เป็นอย่างไร ชอบหรือไม่”

แอบดูถึงตรงนี้ ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็นึกเนื้อเรื่องตอนนี้ออก

แย่แล้ว เขาไม่น่ามาอยู่ที่นี่เลย อันตราย!

แต่จะโทษเขาที่จำไม่ได้ก็ไม่ถูกนัก หากลองให้ใครสักคนอ่านนิยายงี่เง่าของนักเขียนงี่เง่าที่ใช้เวลาเขียนสี่ปีดูซิ ใครจะไปจำเนื้อหาช่วงแรกของนิยายที่ในท้องเรื่องกินเวลายาวนาน 200 ปีได้ เขาอ่านอยู่ 20 วันถึงจบบทรันทดช่วงเข้าสำนักใหม่ๆ ที่มีเพื่อกดขี่พระเอกโดยเฉพาะก็ลืมหมดแล้ว!

หนิงอิงอิงดูไม่ออกเลยว่านี่เป็นของดีหรือไม่อย่างไร เธอมองอยู่ครู่หนึ่งแบบขอไปทีก่อนจะโยนคืนกลับไป

หมิงฟานยิ้มค้าง

หนิงอิงอิงย่นจมูก กล่าวตามที่ใจคิดว่า “อะไรกัน สีน่าเกลียดจะตาย ยังสู้ของชิ้นนั้นของอาลั่วไม่ได้เลย”

ครานี้ไม่เพียงหมิงฟานที่สีหน้าไม่สู้ดี กระทั่งลั่วปิงเหอที่สำนักว่าตนเองไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นยังสั่นเบาๆไปทั้งตัว รีบลืมตาขึ้นทันที

หมิงฟานเค้นคำพูดลอดไรฟัน “…ศิษย์น้องก็พกของเช่นนี้หรือ”

ลั่วปิงเหอลังเลเล็กน้อย ยังไม่ทันตอบคำ หนิงอิงอิงก็ชิงกล่าวว่า “เขาย่อมต้องมีอยู่แล้ว ห้อยติดคอตลอดเวลา ของรักของหวงของเขาเลยเชียว ขนาดข้าขอดูยังไม่ยอมให้ดูเลย”

ต่อให้ลั่วปิงเหอสงบเยือกเย็นแค่ไหน ครั้งนี้ยังหน้าเปลี่ยนสี มือกุมจี้หยกรูปเจ้าแม่กวนอิมที่ห้อยคออยู่ใต้เสื้อผ้าแน่นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งไอคิดอีคิวไปไหนหมดล่ะเนี่ย สาวน้อย! พระเอกเลยซวยเลย

ยามหนิงอิงอิงกล่าววาจามิได้นึกถึงผลที่ตามมาแม้แต่น้อยว่าจะเป็นอย่างไร เธอก็แค่เห็นว่าลั่วปิงเหอห้อยจี้หยกรูปเจ้าแม่กวนอิมชิ้นนั้นติดตัวไว้ตลอดไม่ยอมให้ห่างกาย สิ่งของสำคัญของชายในดวงใจนั้น เด็กสาวมักอยากได้มาครอบครองเป็นพิเศษ เพราะหากได้มาก็เท่ากับว่าตนมี ‘ตำแหน่งพิเศษในใจ’ ของเขานั่นเอง พอลั่วปิงเหอไม่ยอมให้นางจึงไม่พอใจ ที่พูดขึ้นมาตอนนี้ ครึ่งหนึ่งคือการออดอ้อน อีกครึ่งหนึ่งคือความเอาแต่ใจ

แน่นอนว่าเขาไม่ยอมยกให้อยู่แล้ว นั่นเป็นของที่หญิงซักผ้าผู้เป็นแม่บุญธรรมของลั่วปิงเหอใช้เงินที่เก็บรวบรวมมาค่อยชีวิตอย่างยากลำบากซื้อเครื่องรางปลุกเสกมาให้บุตรชายเชียวนะ เป็นความอบอุ่นเล็กๆเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนลั่วปิงเหอตลอดชีวิตอันมืดมน ต่อไปภายหน้าหลังจากเข้าสู่ด้านมืดแล้ว ในห้วงเวลาร้ายแรงก็ยังช่วยขืนดึงความเป็นมนุษย์ที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยกลับคืนมาได้บ้าง จะเอาให้ผู้อื่นส่งเดชได้อย่างไรกันเล่า!

หมิงฟานทั้งโกรธทั้งอิจฉา ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม “ศิษย์น้องลั่วช่างวางท่าดีแท้ ศิษย์น้องหนิงอิงอิงอยากดูหยกพก เจ้ากลับไม่ยอมให้ดู ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป วันหน้าหากเจอศัตรูที่แข็งแกร่งเข้า คงมิใช่ว่ากระทั่งจะยื่นมือช่วยเหลือ ก็ยังไม่ยอมหรอกนะ!”

ไอ้หนุ่ม! ประโยคแรกกับประโยคหลังของนายมันเป็นเหตุเป็นผลกันตรงไหนนี่

หนิงอิงอิงไม่คาดว่าสถานการณ์จะกลับกลายเป็นเช่นนี้ก็กระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ “เขาไม่อยากก็ช่างเถอะ ศิษย์พี่ท่านห้ามรังแกเขานะ!”

ลั่วปิงเหอในยามนี้จะมีปัญญาไปสู้หมิงฟานได้อย่างไร ยังไม่นับบรรดาศิษย์สุนักรับใช้ที่หมิงฟานพาด้วยอีกหนึ่งโขยงเข้ากลุ้มรุมเขาตามคำสั่ง

เพียงไม่นานหยกชิ้นนั้นก็เปลี่ยนมาอยู่ในมือหมิงฟาน พอฝ่ายนั้นยกขึ้นดูได้ครู่เดียวก็หัวเราะลั่น

หนิงอิงอิงถามอย่างแปลกใจ “ทะ…ท่านหัวเราะอะไร”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 215
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 214
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: