Home Novel Novel Action Scumbag System 4

Scumbag System 4

ตอนที่ 4

หมิงฟานโยนหยกพกชิ้นนั้นใส่มือหนิงอิงอิง กล่าวอย่างลำพองว่า “ข้าหลงนึกว่าเป็นของมีค่าหายากอะไร ถึงปกป้องหวงแหนเช่นนี้ ศิษย์น้องหญิง เจ้าเดาว่าเป็นอะไรเล่า ก็แค่หอยตะวันตก* น่ะซิ ฮ่าๆๆๆๆ…”

(หอยตะวันตก เป็นคำสแลงของคำว่า สินค้าปลอม ภาษาจีนคือ ซีเป้ยฮั่ว)

หนิงอิงอิงถามด้วยความงุนงง “หอยตะวันตกคืออะไรหรือ”

มือของลั่วปิงเหอค่อยๆกำแน่น กระบอกตามีน้ำเอ่อท้น เขากล่าวทีละคำ “คืนให้ข้า”

นิ้วของเสิ่นชิงชิวงอเข้าแล้วคลายออกอยู่สองสามรอบโดยไม่รู้ตัว

อันที่จริงเขาเองก็รู้ว่าจี้กวนอิมนั่นเป็นหยกปลอม ทั้งยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่ลั่วปิงเหอเจ็บแค้นที่สุดในชีวิต

ในเวลานั้นหญิงซักผ้าต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร ทว่าด้วยรู้ไม่เท่าทันเลยถูกหลอกให้ซื้อหยกปลอมมาในราคาสูง สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจเป็นที่สุด นับจากนั้นมาสุขภาพก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นความเจ็บปวดที่ลั่วปิงเหอไม่อาจคลี่คลายได้ตลอดชีวิต มีเพียงประเด็นนี้เท่านั้นที่ลั่วปิงเหอมักอดกลั้นไม่อยู่

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เสิ่นชิงชิวอยากเข้าไปอัดหมิงฟานสักตั้ง แล้วชิงหยกพกคืนให้ลั่วปิงเหอเสียจริง หากเป็นเช่นนี้ ไม่แน่ว่าหมิงฟาน คงไม่หาทางไปล่วงเกินลั่วปิงเหออย่างถึงที่สุด วันหน้าอาจยังสามารถรักษาชีวิตน้อยๆของเขาเอาไว้ได้อีกด้วย

ระบบ [OOC]

เสิ่นชิงชิว “ขอบใจ หุบปากไปเลย”

หมิงฟานเอาหยกพกในมือหนิงอิงอิงมาหมุนเล่น กล่าวด้วยท่าทางรังเกียจ “คืนให้เจ้าก็คืนให้เจ้าซิ ไม่รู้ว่าเป็นของกะหลั่วๆ ที่ซื้อจากแผงข้างทางที่ใดมา เอามามอบให้ศิษย์น้องหญิงยังเกรงว่าจะทำให้มือของนางต้องมัวหมองด้วยซ้ำ”

ปากกล่าวเช่นนี้ แต่กลับหาได้มีความตั้งใจจะคืนสักนิดไม่

ลั่วปิงเหอสีหน้ากระด้าง ปล่อยหมัดคู่ออกไปทันที โจมตีศิษย์สองสามคนที่เข้ามายื้อยุดเขาไว้

ยามถูกยั่วโมโหคนเรามักถีบต่อยเปะปะไร้ทิศทาง เพียงอาศัยเพลิงโทสะในใจต่อยตีออกไปอุตลุด ตอนแรกยังพอขู่ขวัญศิษย์ชั้นต่ำสองสามคนนั่นได้อยู่ แต่แล้วพวกเขาก็พบอย่างรวดเร็วว่าศิษย์น้องคนนี้กระจอกกว่ามากนัก มีดีแค่ท่าทางที่ทำให้ผู้คนตกใจกลัวเท่านั้น

ซ้ำหมิงฟานยังคอยสั่งการอยู่ด้านข้างอีก “ยังจะมัวเหม่อหาอะไร บังอาจลงมือกับศิษย์พี่อย่างนั้นหรือ แบบนี้ต้องสั่งสอนเสียบ้าง จะได้รู้จักผู้ใหญ่ผู้น้อย”

กำลังขวัญของเหล่าศิษย์นั้นพลันกลับมาทันที จึงเข้าไปกลุ้มรุมลั่วปิงเหอพันพัลวัน

หนิงอิงอิงตะลึงลานไปแล้ว ปริมาณความจุสมองอันน่าสงสารของเธอไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นเพราะอะไรสถานการณ์จึงพลิกผันเป็นเช่นนี้ไปได้ นางตะโกนลั่น “ศิษย์พี่ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร! รีบสั่งให้พวกเขาหยุดเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้น…ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่สนใจท่านอีกต่อไป!”

หมิงฟานลนลาน “ศิษย์น้องหญิง อย่าโกรธซิ เดี๋ยวข้าสั่งให้พวกเขาหยุดตีเจ้าเด็กนี่ก็แล้วกัน…”

พูดยังไม่ทันขาดคำ เผลอหน่อยเดียวลั่วปิงเหอก็ดิ้นหลุดจากมือและเท้าที่กระหน่ำเข้ามา ก่อนพุ่งพรวดเข้าไปต่อยจมูกของหมิงฟานทันที

“โอ๊ย” หมิงฟานร้องลั่น เลือดกำเดาสองสายไหลออกมาทางจมูกของหมิงฟานทันใด

หนิงอิงอิงเดิมทีน้ำตาคลอเจียนจะทะลัก แต่พอเห็นภาพนี้เข้าก็หัวเราะพรืดอย่างกลั้นไม่อยู่

เสิ่นชิงชิวนึกในใจ น้องสาว นี่ตกลงเธอชอบลั่วปิงเหอหรืออยากทำร้ายเขากันแน่

ความจริงหมิงฟานยังพอจะปล่อยลั่วปิงเหอไปได้ แต่เมื่อเสียท่าต่อหน้านางในดวงใจ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยผ่าน

ทั้งสองเข้าตะลุมบอนกันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

ลั่วปิงเหอถึงจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศแค่ไหน ถึงอย่างไรก็เป็นเด็ก ทั้งไม่เคยฝึกวิชาจากคัมภีร์ของจริง ส่วนใหญ่จึงเป็นฝ่ายถูกต่อยอยู่ข้างเดียว ทว่ายังกัดฟันไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ

เสิ่นชิงชิวคิดลงมือช่วยโดยสัญชาตญาณ แต่ระบบกลับกระหน่ำเสียงเตือนรัวๆ ชนิดเอาเป็นเอาตาย

[OOC ขั้นรุนแรง! OOC ขั้นรุนแรง! OOC ขั้นรุนแรง! เรื่องสำคัญต้องพูดสามรอบ! ‘เสิ่นชิงชิว’ ภายใต้สถานการณ์นี้ควรยืนยิ้มเฉย นิ่งดูดาย หรือไม่ก็ร่วมวงด้วยอีกคน!]

ให้ยืนเก็กมองเด็กถูกทารุณก็ไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว…แต่เสิ่นชิงชิวก็ไม่อาจทะเล่อทะล่าเข้าไปแบกรับความเสี่ยง ขณะกำลังนึกร้อนใจ เขาก็ฉุกคิดวิธีแบบพบกันครึ่งทางได้

สำนักชางฉยงซานนั้นมีวิชาคาถาเล็กๆ คาถาหนึ่งชื่อ ‘ปลิดใบไม้ปลิวบุปผา’ ดูเหมือนเป็นวิชาที่ไม่มีประโยชน์มากนัก เพียงแค่ดูสวยงามชวนมองเท่านั้น ในนิยายดั้งเดิมได้บรรยายไว้ว่าลั่วปิงเหอได้หัวใจสาวคนที่ N มาอย่างง่ายดายด้วยการใช้วิชานี้นี่แหละ ช่วงนี้เสิ่นชิงชิวหาตำรับตำราคัมภีร์ต่างๆมาอ่านอย่างเต็มที่จึงเคยเห็นคาถานี้มาก่อน

เขาปลิดใบไม้มาใบหนึ่ง แล้วถ่ายเทพลังทิพย์เข้าไป รอบแรกถ่ายเทพลังมากไปหน่อย เกินกว่าที่ใบไม้จะรับไหว จึงแหลกเป็นจุณในพริบตา รอบต่อมาถึงสำเร็จผล เขาคีบใบไม้ด้วยปลายนิ้วแล้วเป่าเบาๆ พอคลายมือใบไม้นั้นก็พุ่งหาหมิงฟานทันทีราวกับมีดบิน

ครั้นได้ยินเสียงหมิงฟานร้องโหยหวน เสิ่นชิงชิวสะบัดมือ ปาดเหงื่อที่ผุดเป็นเม็ดๆบนหน้าผาก

มิน่าเล่าถึงพูดกันว่าหากเป็นยอดฝีมือแค่ใช้ดอกไม้ใบหญ้าก็ทำร้ายคนได้ ครั้งนี้เขาคงไม่ถึงขั้นทำให้หมิงฟานตายหรอกนะ…

ลั่วปิงเหอโดนทั้งมือและเท้าไปหลายที จู่ๆก็รู้สึกว่าหมิงฟานผงะถอยออกไป พอลั่วปิงเหอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหน้าผากตนมีเลือดไหลย้อยลงมาเข้าตา ยิ่งไม่นึกเลยว่าพอหมิงฟานยื่นมือออกมา ที่มือของฝ่ายนั้นก็มีเลือดเปรอะอยู่ด้วย

หมิงฟานไม่อยากเชื่อ “เจ้ากล้าใช้มีดทำร้ายข้าหรือ”

หนิงอิงอิงเมื่อครู่เห็นพวกเขาตะลุมบอนกันอย่างดุเดือนจึงไม่กล้าเข้าใกล้ ยามนี้เลยรีบเข้าไปแทรกระหว่างทั้งสองฝ่าย “เปล่าเลยๆ เมื่อกี้อาลั่วไม่ได้ใช้มีดเลยนะ ไม่ใช่เขาที่ทำร้ายท่านหรอก”

ลั่วปิงเหอก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเม้มปากแน่น ปาดเลือดบนหน้าผากตน ที่แผ่นหลังของหมิงฟานมีเลือดไหลซึมคล้ายดั่งถูกปลายกระบี่กรีด

หมิงฟานหันไปถามเหล่าลูกสมุน “เมื่อครู่พวกเจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่ เขาถือมีดหรือไม่”

พวกศิษย์น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บางคนส่ายหน้า บางคนพยักหน้าให้มั่วซั่วไปหมด

หมิงฟานเป็นคุณชายน้อยที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามอกตามใจมาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้รับบาดเจ็บจนเลือดตกยางออกมาก่อน พอเห็นมือตนเองเต็มไปด้วยเลือด ในใจก็เริ่มกระสับกระส่าย ที่น่าประหลาดคือ ไม่ว่าจะที่พื้นหรือบนร่างผอมบางของลั่วปิงเหอกลับมองไม่เห็นอาวุธเลย อย่างไรก็ไม่น่าจะอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอยหรอกกระมัง

เสิ่นชิงชิวกลั้นหายใจ ภาพตรงหน้าพลันกลายเป็นสีแดงเถือก อักษรตัวใหญ่เป้งสีแดงสยดสยองแถวหนึ่งผุดขึ้นเบื้องหน้า

[ละเมิดกฎ : OOC หักค่า B 10 คะแนน ค่า B ปัจจุบันคงเหลือ 90]

เสิ่นชิงชิวผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ตอนแรกเขานึกว่าคงโดนหักสัก 50 หรือไม่ก็หักเกลี้ยงไม่เหลือ แต่หักเพียง 10 คะแนน ถือว่าดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก หักไปวันนี้ ภายหลังยังมีโอกาสเอากลับคืนมาใหม่ได้ แต่โล่งอกได้ไม่ทันไร หมิงฟานก็ชี้ไปที่ลั่วปิงเหอแล้วตวาดลั่น “จัดการมัน!”

เสิ่นชิงชิวแทบกระอักออกมาเป็นเลือด

บรรดาศิษย์น้องผู้เชื่อฟังโถมเข้าใส่ลั่วปิงเหอทันที

เสิ่นชิงชิวรูดใบไม้ออกมากำหนึ่งโดยพลันตามสัญชาตญาณ แล้วซัดหวือออกไปทั้งหมดนั่นในคราเดียว

ทว่าพอซัดออกไปแล้วก็มานึกเสียใจภายหลัง

นี่ตูหวังผลอะไรเนี่ย ลั่วปิงเหอยังไงก็เป็นพระเอกนะ ใช่ว่าเมื่อก่อนไม่เคยโดนรุมซ้อมซะที่ไหน มีหรือจะโดนซ้อมตายได้

ยังต้องให้นายเป็นห่วงทำเบื๊อกอะไร

เมื่อกี้ยังพอทำเนียนผ่านไปได้ แต่คราวนี้วิเศษล่ะ ไม่ว่าใครก็สังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลนี้แล้ว

พวกศิษย์พี่แต่ละคนพอได้แผลก็ไม่กล้ารุมลั่วปิงเหอต่อ พอกันไปออรอบตัวหมิงฟานอย่างงงงวย

“ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้น”

“ศิษย์พี่ข้ารู้สึกเหมือนโดนมีดบาดเช่นกัน”

หมิงฟานหน้าเขียวแล้วซีด ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงกล่าว “ไป!”

แล้วพาลูกสมุนที่กุมก้นประคองแขนกันยกขบวนเดินจากไป ช่างมาเหมือนสายลม ไปเหมือนสายลมเสียจริง

หนิงอิงอิงถูกทิ้งให้ยืนเซ่ออยู่พักหนึ่ง ก่อนตะโกนถาม “อาลั่ว เมื่อครู่เจ้าเป็นผู้ที่จัดการจนพวกเขาหนีไปหรือ”

ลั่วปิงเหอส่ายศีรษะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เขาฝืนยืนตรง แต่แล้วสีหน้ากลับส่อแววกังวล จากนั้นก้มหน้าก้มตาเหมือนหาอะไรบางอย่างบนพื้น ใบไม้ใบหญ้าถูกเขาพลิกเขี่ยเป็นการใหญ่

เสิ่นชิงชิวรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหาอะไร ต้องเป็นจี้หยกที่หายไปตอนชุลมุนชิ้นนั้นแน่นอน

เขาเห็นอย่างชัดเจน ก่อนที่หมิงฟานจะเริ่มจู่โจมก็ฉวยโอกาสเหวี่ยงมันทิ้งไป ด้ายสีแดงเกี่ยวค้างอยู่บนยอดไม้สูงเหนือศีรษะพวกเขานี่เอง แต่ไม่อาจชี้บอกได้ อีกทั้งหลังจากสะบัดใบไม้ออกไปแล้ว เสิ่นชิงชิวก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ใจสลายดังขึ้นจากระบบ

[ละเมิดกฎ : OOC หักค่า B 10×6 ค่า B ปัจจุบันเป็น 30]

แป๊บเดียวลดต่ำพรวดลงมาเหลือ 30 หากเป็นคะแนนสอบก็สอบตกไปแล้ว!

ใบไม้หนึ่งใบนับเป็นสิบคะแนนเลยรึ อย่าบวกลบคูณหารโหดร้ายแบบนี้ซิ

หนิงอิงอิงไม่กล้ากล่าวอันใด เพราะอย่างไรนางก็คือต้นเหตุที่ก่อให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น หากไม่ใช่เพราะความปากมากของนาง ลั่วปิงเหอคงไม่ต้องสูญเสียจี้หยกและโดนรุมอัดเสียเปล่าแบบนี้ จึงรีบช่วยลั่วปิงเหอหาด้วยอีกแรง

แต่จนกระทั่งฟ้ามืดทั้งสองก็ยังหาไม่พบ

ลั่วปิงเหอยืนซึมกะทืออยู่กับที่ มองพื้นซึ่งเละเทะไปหมด พื้นดินส่วนใหญ่ถูกคุ้ยจนทั่ว

หนิงอิงอิงมองเขายืนเหม่อลอยไม่รู้สึกตัว นึกหวั่นในใจ นางดึงมือเขา “อาลั่ว หาไม่เจอก็แล้วไปเถอะ ขอโทษนะ ไว้ข้าจะชดเชยให้เจ้าทีหลังก็แล้วกัน ดีหรือไม่”

ลั่วปิงเหอไม่สนใจนาง ชักมือกลับ ก้มหน้าเดินออกจากป่า หนิงอิงอิงรีบตามไปทันที

เสิ่นชิงชิวนับถือตัวเอง เด็กสองคนนี้หาอยู่ตลอดทั้งบ่าย เขาก็ดูอยู่ตลอดทั้งบ่ายเช่นกัน นอกจากว่างจัดไม่มีอะไรทำแล้ว ยังมีคำอธิบายอื่นอีกไหมเนี่ย

รอจนพวกเขาเดินไปไกล เสิ่นชิงชิวถึงออกมาจากที่พรางตัว เงยหน้าขึ้น เท้าสะกิดพื้นทีหนึ่งก็เหินไปเอาจี้หยกที่แขวนอยู่บนยอดไม้ลงมาอย่างง่ายดาย ทีนี้เขาเข้าในแล้วว่า ‘ตัวเบาเหมือนนางแอ่น’ มันเป็นอย่างไร

ความจริงเสิ่นชิงชิวคิดเอาจี้หยกคืนให้ลั่วปิงเหออย่างลับๆ แต่เขาคุ้นเคยกับลักษณะของระบบแล้ว นี่ต้องนับเป็นการละเมิดกฎอีกแน่ เขาไม่มีค่า B เหลือพอให้ผลาญเล่นอีกต่อไป

คิดดูแล้ว เสิ่นชิงชิวเลยตกลงใจเก็บไว้กับตัวก่อน

บางทีวันหน้าจี้หยกอาจมีประโยชน์ใหญ่หลวงก็ได้ อย่างเช่นในช่วงเวลาคับขันอาจนำมาเป็นเครื่องต่อรองแลกกับชีวิตของเขา…จะได้ไหมนะ เสิ่นชิงชิวครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้นี้อย่างจริงจัง

คราวนี้ตัวอักษรสามมิติสีเขียวตัวใหญ่เป้งแถวหนึ่งปรากฏขึ้นเบี้ยงหน้าสายตาเขาอย่างแจ่มชัด

[ยินดีด้วย! ได้รับไอเทมชิ้นสำคัญ จี้กวนอิมหยกปลอมx1 เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่อง ไอคิวของ ‘เสิ่นชิงชิว’ เพิ่มขึ้น เพิ่มค่า B 100 คะแนน ค่า B ปัจจุบันเป็น 130 ขอให้พยายามต่อไป]

แต้มที่เมื่อกี้เพิ่งโดนหัก ไม่เพียงได้คืนมา แต่ยังเพิ่มขึ้นด้วย

อีกทั้งกวนอิมหยกชิ้นนี้ อาศัยที่มันมีความสำคัญต่อลั่วปิงเหอ ถือเป็นไอเทมที่มูลค่าสูงมาก ใช้ช่วยชีวิตได้แน่

เป็นเรื่องน่ายินดีที่เหนือความคาดหมายจริงๆ

เสิ่นชิงชิวสบายเนื้อสบายตัว ความหงุดหงิดอัดอั้นที่ต้องนั่งหมอบอยู่ในมุมมืดตลอดบ่ายหายเป็นปลิดทิ้ง กระทั่งเสียงกวนประสาทของระบบที่ตายด้านเหมือนเว็บแปลภาษากูเกิลก็ยังฟังสบายหู

ด้านนอกป่า ลั่วปิงเหอที่ออกจากหลังเขาแล้วค่อยๆแบมือออก

ในมือเขามีใบไม้เขียวสดอยู่สองสามใบ ขอบใบคมกริบนั้นมีคราบเลือดติดอยู่

นับจากเสิ่นชิงชิวฟื้นขึ้นมาจากอาการไข้สูงอันแสนประหลาด ระหว่างที่ ‘พักฟื้น’ เยวี่ยชิงหยวนได้มาเยี่ยมเขาอยู่หลายครั้ง

ในฐานะเจ้าสำนักวิชาเซียนอันดับหนึ่งในแผ่นดิน หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสำหรับผู้ฝึกวิชาเซียน ภาระที่เขาต้องแบกรับไม่อาจพูดได้ว่าไม่หนัก กระนั้นก็ยังปลีกเวลามาดูแลศิษย์น้องผู้นี้ได้ ยามที่ยังรู้สึกแปลกที่เช่นนี้ เสิ่นชิงชิวประทับใจในตัวเขาจนแทบน้ำตาเล็ดเลยทีเดียว

ตัวออริจินอลนั้น แม้กับหัวหน้าและเพื่อนร่วมสำนักเหล่านี้ยังตลบหลังไม่นับญาติได้ บทจะฆ่าก็ฆ่าเลย เห็นชัดว่าเขาเป็นคนสารเลวเพียงใด

เยวี่ยชิงหยวนประคองถ้วยชากระเบื้องสีขาวเนื้อละเอียดที่เรือนไผ่นำมารับรอง แววตาแฝงความห่วงใยอย่างจริงใจ “ศิษย์น้องพักฟื้นหลายวันแล้ว ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวโบกพัดด้ามจิ้วไปมา หลอมรวมไปกับบรรยากาศศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักรักใคร่กลมเกลียว “ชิงชิงไม่เป็นไรแล้ว ทำให้ศิษย์พี่ต้องเป็นห่วง ใช้ไม่ได้จริงๆ”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวว่า “ลองนับดู ศิษย์น้องน่าจะได้เวลาลงเขาแล้วกระมัง ยังต้องการอะไรหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวโบกพัดด้ามจิ้วค้าง “ลงเขา?”

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวอย่างฉงน “ศิษย์น้องป่วยไปพักหนึ่งเลยลืมไปแล้วกระมัง เจ้าเคยบอกข้าไว้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองซวงหูนั้นให้มอบเจ้าจัดการ จะได้ถือโอกาสให้บรรดาศิษย์ของเจ้าได้ไปสั่งสมประสบการณ์?”

ที่แท้เป็นเรื่องยุ่งที่ตัวออริจินอลรับปากเอาไว้นั่นเอง แต่ตอนนี้ตัวเขายังไม่สามารถใช้พลังทิพย์และวิทยายุทธ์ได้อย่างคล่องตัวเลย จะมีปัญญาพาลูกศิษย์ลงเขาไปสั่งสมประสบการณ์ที่ไหนกัน ขณะคิดจะทำหน้าหนากลืนน้ำลายตัวเองบอกไปว่าความจริงแล้วเขายังไม่หายดี เสียงตายด้านของระบบก็ดังขึ้น

[แถลงภารกิจขั้นต้น]

[สถานที่ : เมืองซวงหู ชื่อภารกิจ พาศิษย์ไปสั่งสมประสบการณ์ โปรดกดตกลง]

ขณะเดียวกันเบื้องหน้าปรากฏข้อมูลเบื้องต้นของภารกิจขึ้น โดยที่ข้างใต้มีปุ่มให้เลือก 2 ปุ่ม ทางซ้ายคือ ‘ตกลง’ ทางขวาคือ ‘ปฏิเสธ’

ที่แท้นี่ก็คือเควสต์ขั้นต้น สายตาของเสิ่นชิงชิวจับที่คำว่า ‘ตกลง’ อยู่ชั่วขณะ ตัวเลือก ‘ตกลง’ พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียว แล้วมีเสียง ‘ติ๊ง’

ระบบอธิบาย [การตอบรับภารกิจสำเร็จเรียบร้อย โปรดศึกษาไฟล์ข้อมูลให้ละเอียดเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จ]

เสิ่นชิงชิวได้สติกลับคืนมา หันไปยิ้มให้เยวี่ยชิงหยวน “ข้าย่อมจำได้อยู่แล้ว เพียงแต่หลายวันนี้ร่างกายพักผ่อนจนเกียจคร้าน แทบลืมเรื่องนี้ไป อีกสองสามวันข้าจะออกเดินทาง”

เยวี่ยชิงหยวนพยักหน้ากล่าว “หากยังไม่สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องฝืน การพาศิษย์ไปสั่งสมประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อันที่จริงเรื่องขจัดเภทภัยให้ปวงประชา เจ้าไม่ต้องเป็นธุระด้วยตัวเองก็ได้”

เสิ่นชิงชิวอมยิ้มตอบรับ แต่อดไม่ได้ที่จะมองเยวี่ยชิงหยวนให้เต็มตา

ศิษย์พี่เจ้าสำนักบทบาทของท่านตอนนี้เหมือน NPC* ที่มีหน้าที่มอบเควสต์เลย

(NPC คือ non-player character ตัวละครที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยผู้เล่นในเกม)

เรื่องราวน้อยใหญ่ของยอดเขาชิงจิ้งเฟิงล้วนมีหมิงฟานซึ่งเป็นคนสนิทดูแลจัดการ เสิ่นชิงชิวพบว่าเวลาที่เด็กคนนี้ไม่ไปยุ่งกับพระเอกก็ทำงานได้มีประสิทธิภาพและมีไอคิวสูงใช้ได้อยู่

วันต่อมาพวกเขาก็สามารถออกเดินทางได้แล้ว

ก่อนออกจากชิงจิ้งเฟิง เสิ่นชิงชิวสำรวจดูภาพลักษณ์ของตัวเอง ชุดเขียว สายคาดเอว ห้อยกระบี่ไว้ที่เอวด้านซ้าย มือขวาถือพัดด้ามจิ้ว หล่อเหลาดูดีมีการศึกษา ดูน่าไว้ใจ สุภาพสง่างาม ยอดคนแห่งยุคชัดๆ!

สรุปสั้นๆ ไม่มีทาง OOC แน่นอน เพอร์เฟกต์!

เมื่อลงบันไดหินที่ยาวแสนยาวนับร้อยขั้น ข้างประตูทางขึ้นเขามีรถม้าซึ่งเตรียมไว้สำหรับรอเสิ่นชิงชิวอยู่ และยังมีม้าอีกหลายตัวที่เตรียมไว้สำหรับศิษย์ผู้ติดตาม

เสิ่นชิงชิวกล่าวกับระบบว่า “ล้อเล่นรึเปล่า อย่างน้อยๆก็เป็นนิยายว่าด้วยโลกของผู้ฝึกวิถีพรตวิชาเซียน ตอนเดินทางทำไมไม่ท่องกระบี่เหินฟ้าล่ะ”

ระบบตอบอย่างเย่อหยิ่งเย็นชา [ต่อให้เป็นโลกเวทมนตร์ในแฮรี่ พอตเตอร์ ก็ใช่ว่าพวกพ่อมดจะเดินทางด้วยการขี่ไม้กวาดทุกคนนี่ มันจะเป็นจุดสนใจเกินไป]

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: