Scumbag System 5

0 Comments

ตอนที่ 5

เสิ่นชิงชิวบ่นพึมพำ “คุณรู้ดีเหมือนกันนะเนี่ย เคยไปปฏิบัติการใน แฮรี่ พอตเตอร์มาก่อนรึ”

ระบบส่ง [……….] ลอยมาในอากาศตัวเบ้อเริ่ม

นับแต่เริ่มดำเนินการส่งคนมาหลายปี คนที่ยังมีอารมณ์พยายามจะตีซี้พูดจาเลอะเทอะได้สาระกับระบบ คงมีเสิ่นชิงชิวนี่แหละเป็นคนแรก

เสิ่นชิงชิวมาคิดๆดูอีกที ก็ถูกของระบบมันนั่นแหละ ลงเขาคราวนี้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ศิษย์เหล่านี้อายุยังน้อยประสบการณ์ไม่มาก ยังไม่มีกระบี่ที่เหมาะกับตน ซึ่งตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาของสำนักชางฉยงซานนั้น เมื่อพลังฝึกปรือของศิษย์ในสำนักถึงระดับหนึ่ง ถึงจะสามารถไปยังยอดเขาวั่นเจี้ยนเฟิง(หมื่นกระบี่) อันเป็นหนึ่งในสิบสองยอดเขา เพื่อคัดเลือกกระบี่ที่เหมาะกับตนเองได้

บอกว่าคนเลือกกระบี่ ความจริงแล้วเป็นกระบี่ต่างหากที่เลือกคน หากว่าคนผู้หนึ่งไม่มีพรสวรรค์อะไรเลย แต่ดื้อรั้นจะเอาสุดยอดกระบี่ที่รวมปราณทิพย์ของฟ้าดินไว้เข้มข้น ก็ไม่ต่างอะไรกับสาวงามที่จับคู่กับหนุ่มอัปลักษณ์ อย่างที่โบราณว่าเหมือนบุปผาปักบนมูลโคอะไรเทือกนั้น ลองคิดดูซิ กระบี่ก็คงไม่เต็มใจนักหรอก

ดัชนีทองคำของลั่วปิงเหอก็เริ่มเปิดใช้งานตอนที่เขาหากระบี่วิเศษมหัศจรรย์ ‘ซินหมัว’ ของตนเองพบเช่นกัน

เสิ่นชิงชิวขึ้นรถม้า รถคนนี้ดูภายนอกไม่สวยงามอะไรนัก แต่ข้างในกลับกว้างขวางนั่งสบาย มีเตากำยานเล็กๆจุดไว้ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ พอนั่งลงเรียบร้อยเสิ่นชิงชิวก็รู้สึกเหมือนมีตรงไหนสักแห่งผิดปกติ เขาจึงเอาพัดเลิกม่านรถขึ้น ครั้นมองออกไปก็ตาค้างทันที

มิน่าเล่าถึงได้รู้สึกว่าร่างที่ผลุบๆโผล่ๆวุ่นวายอยู่แถวรถม้าช่างดูคุ้นตานัก คนที่ถูกทุกคนเรียกใช้ให้ไปทางโน้นทีทางนี้ที ให้ทำโน่นทำนี่ไม่หยุดก็คือท่านลั่วปิงเหอ พระเอกของเรานี่เอง

ประจวบกับที่ลั่วปิงเหอเอาของชิ้นสุดท้ายขึ้นรถเสร็จพอดี ซึ่งก็คือกระดานหมากล้อมทำจากหยกขาวอันเป็นของที่เสิ่นชิงชิวนำติดตัวมาด้วยทุกครั้งเวลาเดินทาง(เอาไปอย่างนั้นเอง ไม่เคยใช้)

พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเสิ่นชิงชิวกำลังมองตนด้วยสีหน้าซับซ้อน ลั่วปิงเหออึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม “ซือจุน”

บาดแผลที่ถูกเสิ่นชิงชิว ‘อบรมสั่งสอน’ ก่อนหน้านี้เกือบหายดีแล้ว รอยฟกช้ำบนหน้าไม่เหลือ ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าตาเขาแบบชัดเจนเสียที ถึงแม้อายุยังน้อย หน้าตายังดูอ่อนเยาว์อยู่มาก กลับไม่อาจปิดกั้นความงามโดดเด่นของใบหน้านี้ได้เลย กอปรกับท่าทางเดินเหินของเขาที่สดใสร่าเริง ใครก็นึกไม่ถึงเด็ดขาดว่านี่เป็นดอกไม้ตูมที่เจอลมฝนกระหน่ำซัด ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอยู่บนชิงจิ้งเฟิงมาแล้วหลายปี

แม้ทำงานแบกหามขนของจิปาถะ ลั่วปิงเหอกลับไม่เสียกิริยาแม้แต่น้อย ท่าทางขยันขันแข็งเอาการเอางานของเขาชวนให้ผู้พบเห็นล้วนประทับใจกันทั้งนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสิ่นชิงชิวที่เดิมทีก็รู้สึกดีต่อพระเอกคนนี้อยู่หน่อยๆ

เวลาอ่านนิยายเขาชอบพระเอกที่เด็ดขาด แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจนแบบนี้นี่แหละ

เสิ่นชิงชิวมองลั่วปิงเหออยู่ครู่หนึ่งก็ทำเสียงอืม เก็บพัดกลับ เอาม่านลง

ไม่อาจไม่กล่าว พระเอกอย่างไรก็เป็นพระเอกวันยังค่ำ มิน่าเจ้าเด็กนี่ถึงแม้ตกต่ำไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีอนาคต ไร้พ่อขาดแม่ แต่ยังมีสาวๆเบอร์ 1…2…3…4 และอีกนับไม่ถ้วนดาหน้ากันกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของเขาไม่ขาดสาย หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ

และนี่ก็สามารถอธิบายได้อีกเช่นกันว่าทำไมพวกลิ่วล้อถึงได้เห็นเขาขัดหูขัดตานัก จ้องจะจับเขาซ้อมระบายอารมณ์จนกลายเป็นหัวหมู

ครั้นมาคิดดูอีกทีก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ไม่ถูกซิ ศิษย์ที่เดินทางมาคราวนี้นับลั่วปิงเหอด้วยก็รวมเป็น 10 คน แต่มีม้าเพียง 9 ตัว ยังขาดอีก 1 ตัว

ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าเป็นแผนชั่วของใคร

เป็นดังคาด ท่ามกลางเสียงกลั้นหัวเราะ เสียงกล่าวอย่างลำพองใจของหมิงฟานดังลอดรถม้าเข้ามา “ม้าไม่พอจริงๆ ได้แต่ลำบากศิษย์น้องสักครั้งแล้ว จะว่าไปศิษย์น้องพื้นฐานยังอ่อนด้อย ถือเป็นโอกาสให้เจ้าได้ฝึกฝนร่างกายไปด้วยก็แล้วกัน”

ม้าไม่พอบ้านแกซิ! สำนักชางฉยงซานในฐานะที่เป็นสำนักผู้ฝึกวิชาเซียนอันยิ่งใหญ่ มีผลงานอันดับหนึ่งในช่วงหลายปีมานี้ เรียกได้ว่ารวยจนเหลือกินเหลือใช้ด้วยซ้ำ จะขาดม้าแค่ตัวเดียว เป็นไปไม่ได้

หมิงฟานผู้เลือกหนทางสายลิ่วล้อ ชอบรนหาที่ตาย ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “มีปัญหาใดหรือ เจ้าทำหน้าแบบนั้นไปไย ไม่พอใจ?”

ลั่วปิงเหอตอบเสียงเรียบ ไม่แหยไม่โอหัง “มิกล้า”

จังหวะนี้เองเสียงหัวเราะสดใสราวกับระฆังเงินของสาวน้อยผู้หนึ่งก็ดังขึ้น หนิงอิงอิงออกโรง “ศิษย์พี่ พวกท่านกำลังคุยอะไรกัน”

เสิ่นชิงชิวกุมหน้าผาก สาวน้อย เธอมาได้ถูกเวลาจริงๆ

หนิงอิงอิงคือตัวกระตุ้นความบาดหมางระหว่างหมิงฟานกับลั่วปิงเหอ ทุกครั้งที่เธอออกโรง ลั่วปิงเหอเป็นได้เดือดร้อนเสียทุกครั้ง ส่วนหมิงฟานก็รนหาที่ได้ตลอดอีกเช่นกัน

เสิ่นชิงชิวลงทุนเลิกม่านรถตีหน้าขรึม ทำท่าจะพูดแต่ไม่ได้พูด เห็นหนิงอิงอิงโบกไม้โบกมือดีอกดีใจ “อาลั่ว ม้าไม่พอหรือ มาขี่ตัวเดียวกับข้าซิ”

ช่างเป็นมือวางอันดับหนึ่งที่ชักนำความเกลียดชังมาให้ลั่วปิงเหอเสียจริง

พึงทราบว่าพล็อตเรื่องแนวพระเอกน่าสงสาร ได้รับความเห็นใจจากสาวงามพรรค์นี้ ถึงแม้จะเป็นแพทเทิร์นในการสร้างความฟินที่มีอยู่เกร่อในนิยายของเว็บจงเตี่ยน แต่ก็ทำให้คนอิจฉาจนกดขี่ข่มเหงพระเอกได้ง่ายมาก ยามนี้หลากลั่วปิงเหอรับข้อเสนอของหนิงอิงอิง การเดินทางเที่ยวนี้ก็อย่าคิดฝันถึงความสุขสงบเลย

เสิ่นชิงชิวทนดูต่อไปไม่ไหว “อิงอิง เจ้าอย่าได้วุ่นวาย ชายหญิงไม่ชิดใกล้ทั้งการให้และการรับ ต่อให้สนิทสนมกับศิษย์น้องอย่างไรก็ต้องมีขอบเขต หมิงฟาน ไฉนมัวโอ้เอ้อยู่ได้ ยังไม่ออกเดินทางอีก”

หมิงฟานดีใจใหญ่ นึกในใจว่า ซือจุนช่างใจเดียวกับข้าจริงๆ

รีบเร่งสั่งการให้ขบวนออกเดินทางทันใด

หนิงอิงอิงทำปากยื่น ไม่เอ่ยวาจาอีก

เรื่องวุ่นวายเล็กน้อยจึงสงบลงชั่วคราว เสิ่นชิงชิวดึงความคิดกลับคืนมา นั่งอ่านข้อมูลที่วางอยู่บนตั่งต่ออย่างเงียบเชียบ

เดินทางคราวนี้ไม่เพียงเป็นฉากการลงเขาครั้งแรกที่ควรค่าแก่การจดจำ ทั้งยังเกี่ยวพันถึงเควสต์ขั้นต้นว่าจะสามารถปลดล็อกฟังก์ชั่น OOC ได้หรือไม่ เขาจึงต้องตั้งใจให้ดี

จากข้อมูลที่ได้รับมา สถานที่นั้นคือเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากสำนักชางฉยงซานหลายสิบลี้ ไม่นานมานี้ในเมืองเกิดคดีร้ายแรงขึ้นหลายครั้ง มีผู้เสียชีวิตต่อเนื่องไปแล้ว 9 ราย

ผู้ตายทุกรายมีจุดร่วมที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ผิวหนังถูกลอกอย่างพิถีพิถันออกจากร่างจนหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า ฝีมือละเอียดประณีตราวกับบนร่างของผู้ตายไม่เคยมีผิวหนังปกคลุมมาก่อน เป็นการกำระทำที่อุกอาจ ด้วยเหตุนี้มือสังหารจึงถูกเรียกว่า ‘มารถลกหนัง’

ผู้ที่มารถลกหนังเลือกลงมือล้วนเป็นสตรีอายุน้อย หน้าตาสะสวย ดังนั้นในเมืองซวงหูใครที่มีลูกสาวสุดหวง ภรรยาสาวสุดที่รัก หรืออนุภรรยาคนงาม พอตกค่ำเป็นต้องปิดประตูห้องหับมิดชิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสกัดมารถลกหนังไว้ไม่ได้อยู่ดี

คนตายต่อเนื่องอย่างสยดสยองถึง 9 คน ทางการกลับไม่มีหนทางรับมือเรื่องนี้ได้เลย ชาวบ้านในเมืองต่างพากันหวาดผวา แถมมีคนปล่อยข่าวลือว่าเป็นภูตผีปีศาจออกอาละวาด มิฉะนั้นจะไปมาโดยไร้ร่องรอยได้อย่างไร

คหบดีสองสามตระกูลจึงรวมตัวกัน ตกลงใจเชิญยอดฝีมือผู้ฝึกวิชาเซียนจากสำนักชางฉยงซานมาช่วยเหลือ

เสิ่นชิงชิวอ่านข้อมูลเหล่านี้จบไปหลายรอบแล้ว แต่ไม่ว่าจะอ่านเพิ่มอีกสักกี่จบ ก็ไม่เห็นอะไรที่จะมาเป็นตัวช่วยได้เลย

มารถลกหนังเป็นตัวอะไรกันแน่ เขายังไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นพล็อตที่เพิ่มเข้ามาโดยเฉพาะหรือว่าเป็นพล็อตที่แอบซ่อนไว้ อันตรายรึเปล่า พลังยุทธ์สูงไปม แล้วเกอ* จะรับมือไหวหรือ นี่ไม่เหมือนที่คุยกันไว้เลยนะ”

(เกอ ในที่นี้คือเสิ่นชิงชิวเรียกตัวเองว่า พี่ชาย หรืออารมณ์ประมาณว่า เฮีย)

ตอนที่เขาถามคำถามเหล่านี้ ระบบตอบว่า [มีตรงไหนไม่เหมือน สถานะของคุณก่อนหน้านี้คือผู้อ่านนิยาย นิยายก็คือศิลปะสร้างสรรค์ชนิดหนึ่ง ศิลปะสร้างสรรค์ต้องมีการเลือกสรรกันบ้าง ส่วนไหนควรละไว้ก็ละ ตอนนี้คุณกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้แล้ว จึงสมควรเผชิญกับเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวงในเนื้อเรื่องด้วยตัวเอง เนื้อเรื่องในพล็อตเดิมที่ถูกละเอาไว้คุณก็ต้องดำเนินต่อให้จบสมบูรณ์]

เสิ่นชิงชิวไม่มีทางเลือก จึงได้แต่ฝึกวิชาอย่างขยันขันแข็งอยู่หลายวันเพื่อให้ใช้วิชาได้อย่างคล่องตัวแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นแทนที่จะต้องตายใต้ฝ่าเท้าพระเอก อาจจะถูกฆ่าตายด้วยมือของภูตผีปีศาจจากไหนก็ไม่รู้เสียก่อนที่งานจะสำเร็จ

ลั่วปิงเหอยังอยู่ข้างนอก เสิ่นชิงชิวไม่กล้าคลายการระวังป้องกัน คอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวมาตลอดทาง ขณะเดียวกันก็รื้อข้าวข้องในรถม้าให้วุ่นไปหมด ในรถไม่ว่าอะไรก็มีพร้อมสรรพ

ครั้นเสิ่นชิงชิวงัดชุดถ้วยชาออกมาได้ห้าหกชุดก็ถือกับพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง ขี้หมูขี้หมาชาติที่แล้วเขาก็ถือว่าเป็นพวกเศรษฐีรุ่นสองคนหนึ่ง แต่ยังไม่เคยทำตัวพิถีพิถันเรื่องมากเช่นนี้เลย

เวลานี้เองเสียงหัวเราะครืนดังมาจากนอกรถม้า เขากวาดสายตามองออกไปข้างนอก

ลั่วปิงเหอถูกทิ้งอยู่ท้านขบวนคนเดียว เดินบ้างวิ่งบ้าง บางคราก็มีม้าป้วนเปี้ยนรอบตัวเขา จงใจทำฝุ่นฟุ้งใส่ ทำเอาเขาเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว

เสิ่นชิงชิวกำพัดด้ามจิ้วแน่นอย่างอดรนทนไม่ไหว คันไม้คันมือยิบๆ

นี่เป็นแค่นิยายเรื่องหนึ่ง ตัวละครทุกตัวล้วนถูกสร้างขึ้นจากจินตนาการ ว่ากันตามเหตุผลแล้ว เสิ่นชิงชิวเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างชัดแจ้ง ทว่า…ต้องมาเห็นตัวละครถูกกลั่นแกล้งต่อหน้าต่อตาจะจะแบบนี้ จะไม่ให้เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยก็ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว

หลังห้ามปรามหลายครั้งไม่เป็นผล ในที่สุดหนิงอิงอิงค่อยรู้ตัวว่าการเข้าไปช่วยของเธอ รังแต่จะได้ผลตรงกันข้าม จึงรับกระตุ้นม้ามาเทียบรถม้าร้องบอกอาจารย์ว่า “ซือจุน! ท่านดูพวกศิษย์พี่ซิเจ้าคะ”

เสิ่นชิงชิวได้ความคิดอย่างหนึ่งขึ้น แต่ไม่แสดงอาการออกมา กล่าวด้วยเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ว่า “พวกเขาทำอะไร”

น้ำเสียงของหนิงอิงอิงเจือความน้อยอกน้อยใจ กล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “พวกเขารังแกคนเช่นนี้ ท่านก็ไม่ว่ากล่าวพวกเขา ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ศิษย์ที่ท่านสอนจะกลายเป็นกระไรเล่า”

นี่ถือเป็นการฟ้องกันซึ่งๆหน้า แต่หมิงฟานกับพวกหาได้รู้สึกกดดันไม่ ความที่การกระทำเหล่านี้เสิ่นชิงชิงล้วนแอบเห็นชอบโดยดุษณีมาตลอด พวกเขาเลยคิดว่ายิ่งรังแกลั่วปิงเหอหนักข้อขึ้นเท่าไร ซือจุนยิ่งชอบในขึ้นเท่านั้น ไหนเลยจะยอมเก็บอาการ

หมิงฟานกระหยิ่มใจเป็นที่สุด วันนั้นบาดแผลที่หลังเขาเป็นฝีมือของลั่วปิงเหอแน่นอน บังอาจเอาวิชามารที่เรียนจากไหนไม่รู้มาทำร้ายคน แต่วันนี้ซือจุนอยู่ที่นี่ด้วย มันต้องถูกกำราบเป็นแน่

เสิ่นชิงชิวทำเสียง “อืม” จากนั้นกล่าวว่า “ลั่วปิงเหอ เจ้ามานี่”

ลั่วปิงเหอสีหน้าราบเรียบอย่างชินชา เขาตอบว่า “ขอรับ” แล้วเดินขึ้นหน้า

ตอนแรกทุกคนยังนึกยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น เข้าใจว่าที่ซือจุนเรียกลั่วปิงเหอไปใกล้ ก็พื่อจะอบรม ‘สั่งสอน’ เป็นแน่ ที่ไหนได้ ครู่ต่อมาแทบหงายหลังขาชี้ฟ้าไปตามๆกัน!

เสิ่นชิงชิวใช้พัดด้ามจิ้วเลิกม่านรถขึ้น ทำหน้าเชิดใส่ลั่วปิงเหออย่างยโสโอหัง แล้วบุ้ยสายตาเข้ามาในรถม้า แม้ไม่พูดอะไร แต่ความหมายของการกระทำนี้ก็ชัดเจนจนไม่อาจชัดไปกว่านี้แล้ว

หนิงอิงอิงร้องอย่างดีใจ “อาลั่ว รีบขึ้นรถเร็ว ซือจุนให้เจ้าโดยสารรถคันเดียวกับท่าน”

ฟ้า! ผ่า! กลาง! แดด! เปรี้ยง!

ถ้าไม่ทราบว่าซือจุนได้ฌานระดับจินตานมาหลายปีแล้ว หมิงฟานกับพวกจะต้องเข้าใจว่าเสิ่นชิงชิวถูกผีสิงแน่!

ลั่วปิงเหอเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน แต่เขาตั้งตัวได้เร็ว ไม่ลังเลให้มากความตอบไปว่า “ขอบพระคุณซือจุนขอรับ”

พอขึ้นรถม้าได้ก็นั่งตัวตรงแน่วสงบเสงี่ยมอยู่ที่มุมรถ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยก็พยายามเก็บมือเท้าให้มากที่สุด เหมือนกลัวว่าชุดผ้าขี้ริ้วปุปะของตัวเองจะทำให้รถสกปรก

ระบบ [ขอเตือน…]

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ขอปฏิเสธการเตือน ผมไม่ได้ OOC เลยนะ”

ระบบ [‘เสิ่นชิงชิว’ ไม่มีทางกระทำการที่ช่วยลั่วปิงเหอพ้นจากความลำบากเช่นนี้]

[คำตัดสิน : OOC=100%]

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “คุณไม่เคยศึกษาให้ดีเลยซินะว่าจิตใจของตัวละครนี้ซับซ้อนแค่ไปน หากเพียงเพื่อช่วยลั่วปิงเหอให้พ้นจากความลำบาก แน่นอนว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้เป้าหมายของผมคือเพื่อไม่ให้หนิงอิงอิงผิดหวังในตัวซือจุน หนิงอิงอิงเป็นศิษย์ที่ผมเอ็นดูที่สุดนะ เธอขอร้องผมทั้งที ผมจะทำให้เธอเสียแรงเปล่าได้อย่างไร”

ระบบ [……….]

เสิ่นชิงชิว “การกระทำของผมจึงถือว่าสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลกับบท ‘เสิ่นชิงชิว’ อย่างสมบูรณ์ คำเตือนถือเป็นโมฆะ!”

หลังจากปฏิสัมพันธ์กับระบบในช่วงหลายวันมานี่ เขาค่อยๆคลำเจอเคล็ดลับบ้างแล้ว ระบบแม้มีกฎเกณฑ์ แต่ไม่ใช่กฎตายตัว ในเมื่อกฎเป็นสิ่งที่ดิ้นได้ เช่นนั้นก็ยังมีช่องทางให้ต่อรอง

จริงดังคาด ตอนนี้ระบบคิดหาข้ออ้างมาหักคะแนนเขาไม่ได้ ศึกยกแรกเสิ่นชิงชิวเป็นฝ่ายชนะ เขาสะใจจนเผลอหัวเราะออกมา

คราแรกลั่วปิงเหอเห็นเขานั่งหลับตาทำสมาธิเงียบๆอยู่ในรถราวกับเข้าฌานไปแล้ว จู่ๆพลันได้ยินเสียงเขาหัวเราะออกมา จึงลอบชำเลืองมองอย่างอดใจไม่อยู่

พูดกันตามจริง หากบอกว่าลั่วปิงเหอไม่ประหลาดใจก็เท่ากับโกหก ถึงเขาจะเคารพเสิ่นชิงชิวอย่างยิ่งยวด ทว่าซือจุนปฏิบัติต่อเขาอย่างไร มองเขาอย่างไร เขาย่อมกระจ่างแกใจ

ก่อนหน้านี้ลั่วปิงเหอยังเข้าใจว่าที่ซือจุนเรียกเขาขึ้นรถ ต้องมีอะไรที่เลวร้ายมากกว่ารออยู่เป็นแน่ จึงเตรียมใจเอาไว้แล้ว ใครจะรู้ว่าซือจุนหาได้สนใจเขาสักนิดไม่ กลับเอาแต่นั่งทำสมาธิเสียอย่างนั้น

ลั่วปิงเหอคิดในใจ ดูเหมือนว่าตนจะไม่เคยมองเสิ่นชิงชิวอย่างใกล้ชิดและพินิจพิเคราะห์เช่นนี้มาก่อน

ในด้านรูปลักษณ์หน้าตาของเสิ่นชิงชิวคงไม่ต้องพูดอะไรมาก อาจไม่ถึงขึ้นเป็นชายรูปงามอันดับหนึ่ง แต่ก็ถือว่าหน้าตาดีชนิดที่ยิ่งดูยิ่งเจริญสายตา เสี้ยวหน้าด้านข้างราวกับถูกลำธารในหุบเขาเจียระไนออกมา หากมิได้ทำหน้าตาเย็นชา จะดูอ่อนโยนและสดใสยิ่งนัก

เสิ่นชิงชิงลืมตาขึ้น เห็นลั่วปิงเหอกำลังจ้องมองตนอยู่ พระเอกในอนาคตผู้เป็นเจ้าของคำบรรยาย ‘สองตาดำขลับเป็นประกายดุจดารา ยิ้มน้อยๆเห็นไรฟัน ท่าทางสุภาพอ่อนโยน’ เวลานี้พอมองเห็นเค้าขึ้นมาบ้างแล้ว

ลั่วปิงเหอถูกเขาจับได้ว่ากำลังจ้องมอง ขณะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี เสิ่นชิงชิวก็ส่งยิ้มมาให้

เป็นการยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ลั่วปิงเหอราวกับถูกยิ้มนี้ทิ่มแทงเข้าไปทีหนึ่ง รีบเบือนสายตาหนีทันที กลับยิ่งกระอักกระอ่วนเข้าไปใหญ่ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกันแน่

แต่เพียงไม่นานเสิ่นชิงชิวก็ยิ้มไม่ออก

ระบบประกาศ [ละเมิดกฎ : OOC หักค่า B 5 คะแนน ค่า B ปัจจุบันเป็น 165]

เสิ่นชิงชิว “แค่ยิ้มก็ต้องหักคะแนนด้วยเรอะ”

ระบบให้เหตุผลว่า [OOC ก็คือ OOC]

บทที่ 2 ภารกิจ

หลังจากได้บทเรียน เสิ่นชิงชิวก็ตีหน้าขรึมมาตลอดทาง นับว่าสงบราบรื่นจนกระทั่งถึงเมืองซวงหู

เมืองซวงหูนี้แม้ไม่ใหญ่มาก แต่ถือได้ว่าเจริญคึกคัก พอเข้าเมืองมาก็ตรงพำนักที่คฤหาสน์ของนายผู้เฒ่าเฉิน เศรษฐีอันดับหนึ่งของเมือง ซึ่งเป็นผู้ที่ส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากสำนักชางฉยงซานนั่นเอง

อนุภรรยาคนโปรดของนายผู้เฒ่าเฉินถูกมารถลกหนังกระทำจนถึงแก่ความตายอย่างสยดสยองถึง 2 คน เขาจึงเฝ้ารอการมาของเสิ่นชิงชิวอย่างใจจดใจจ่อ เขาลูบมือขาวผ่องละมุนราวกับหยกของอนุภรรยาแสนสวยคนที่สามพลางคร่ำครวญถอนใจด้วยน้ำตานองหน้า

“ท่านเซียนต้องจัดการให้พวกเรานะขอรับ ตอนนี้ข้าไม่กล้าให้เตี๋ยเอ๋อร์อยู่ห่างกายข้าแม้ชั่วขณะเลยทีเดียว กลัวว่าหากเผลอเพียงนิด นางจะถูกภูตผีปีศาจฆ่าตายไม่เหลือแม้วิญญาณไปอีกคน”

คำพูดที่เหมือนกับบทพูดของ NPC เป๊ะๆ รวมถึงภาพที่เห็นนั้น ทำเอาเสิ่นชิงชิวหน้ากระตุก

เขาไม่ได้ชอบดูตาแก่วัยหกสิบมาจิ๊จ๊ะจี๋จ๋ากับสาวเอ๊าะๆให้เห็นต่อหน้าหรอกนะ

ดีที่เสิ่นชิงชิวมีราศีของยอดคน หลังจากเจรจาทักทายพอเป็นพิธีก็เข้าห้องพักไปอย่างเชิดหยิ่ง ทิ้งให้หมิงฟานโอภาปราศัยกับนายผู้เฒ่าเฉินไป ยอดคนมีอภิสิทธิ์แบบนี้แหละ จะเชิดหยิ่งเช่นไรคนอื่นก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก ยิ่งเชิดหยิ่ง คนรอบข้างยิ่งมองด้วยความเคารพเลื่อมใส

หนิงอิงอิงเคาะประตูแล้วเดินเข้ามากล่าวอย่างออดอ้อนว่า “ซือจุน อิงอิงอยากไปเที่ยวเล่นที่ตลาดในเมือง ซือจุนไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”

ว่ากันตามจริง มีผู้ชายคนไหนบ้างไม่ชอบให้หนูน้อยโลลิ* มาออดอ้อนตัวเอง

(หนูน้อยโลลิ มาจากคำสแลงญี่ปุ่น โลลิคอน หมายถึง ปมโลลิต้าคอมเพล็กซ์ ผู้ชายที่ชอบเด็กผู้หญิง หนูน้อยเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า โลลิ)

เสิ่นชิงชิวเดิมนั่งหันหลังให้นางอยู่ พอถูกเรียกเข้าก็ใจอ่อนยวบ หันกายมาเสียครึ่ง ปรายตามองไปด้านหลังให้สมกับภาพลักษณ์ของผู้ดีเปี่ยมการศึกษาที่ผ่องแผ้วทั้งกายใจ ไร้ซึ่งกิเลสตัณหา แล้วกล่าวด้วยเสียงชืดชา “หากอิงอิงอยากออกไปเที่ยวเล่น ก็หาเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องไปเป็นเพื่อนเจ้าแล้วกัน ก่อนที่จะเผชิญกับมารถลกหนังผู้นั้น เหวยซือยังมีธุระต้องจัดการ”

นางจะหาใครไปเป็นเพื่อน เสิ่นชิงชิวมีหรือจะไม่รู้

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 215
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 214
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: