Home Novel Novel Action Scumbag System 2

Scumbag System 2

ตอนที่ 2

คัดจากบท จุดจบของเสิ่นชิงชิว ใน ‘เทพมารอหังการ’

เสิ่นหยวน ไม่ซิ เสิ่นชิงชิวก้มหน้า เอามือกุมหน้าผาก

เขามีคุณสมบัติไปปลงอนิจจังกับการตายอย่างอนาถของคนอื่นเสียที่ไหนกัน ในเมื่อคนที่ตายอย่างอนาถที่สุดน่ะ มันเขาต่างหาก

ห้ามทำพลาดเด็ดขาด

ต้องรับตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนจะเกิดข้อผิดพลาด \/

จากนี้ไปต้องเกาะแข้งเกาะขาพระเอกให้แน่นสุดๆ \/

จะต้องทำตัวเป็นครูที่ดีและมิตรแท้ที่คอยสั่งสอนด้วยความห่วงใย จริงใจ อบอุ่นอ่อนโยน ดูแลเอาใจใส่ทุกเรื่องราว \/

เพิ่งจะเกิดความคิดเท่านั้น ในสมองของเสิ่นหยวนก็พลันมีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีรถตำรวจสักร้อยคันกำลังขนสัตว์เป็นร้อยๆ ที่ร้องกันระงมวิ่งหวือผ่านไป เสียงนี้ดังแสบแก้วหูจนเขาสั่นไปทั้งตัว ต้องเอามือกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด

เยวี่ยชิงหยวนถามด้วยความเป็นห่วง “ศิษย์น้อง เจ้ายังปวดศีรษะอยู่หรือ”

เสิ่นชิงชิวกัดฟันกรอด ไม่อาจพูดตอบ ระบบร้องเตือนเสียงโหยหวน

[ขอเตือน แผนการของท่านเมื่อครู่อันตรายมาก ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎ โปรดอย่าได้คิดลอง หาไม่แล้วระบบจะลงโทษท่านโดยอัตโนมัติ]

“ละเมิดกฎตรงไหน”

[ตอนนี้ท่านอยู่ในขั้นเริ่มต้น ฟังก์ชั่น OOC ถูกล็อค หลังจากกระทำภารกิจเริ่มต้นสำเร็จจึงจะสามารถปลดล็อคได้ ก่อนจะปลดล็อค พฤติกรรมใดๆ ที่ละเมิดความเป็น ‘เสิ่นชิงชิว’ ฉบับดั้งเดิมตามที่เขียนไว้ในนิยาย จะต้องถูกหักค่า B ไปจำนวนหนึ่ง]

ในฐานะที่เป็นกึ่งๆโอตาคุ เมื่อก่อนเสิ่นชิงชิวย่อมเคยอ่านพวกโดจินหรือแฟนฟิคมาบ้าง ก็นะ เขารู้หรอกน่าว่า OOC หมายถึงอะไร

OOC ย่อมาจาก out of character ความหมายก็ตรงตามตัวอักษร คือ การฉีกคาแรคเตอร์ของตัวละครที่ไม่เป็นไปตามบทประพันธ์ดั้งเดิม

“หมายความว่า ก่อนจะปลดล็อกฟังก์ชั่นอะไรนั่นได้ การกระทำทั้งหมดของผมจะไม่สามารถออกนอกกรอบที่ ‘เสิ่นชิงชิว’ จะทำใช่ไหม”

[ท่านเข้าใจถูกต้อง]

อุตส่าห์ส่งเขามาเกิดใหม่ในร่างของเสิ่นชิงชิวแล้ว ยังต้องสนเรื่องหยุมหยิมอย่าง OOC อีกหรือเนี่ย

เสิ่นชิงชิวถามต่อ “เมื่อกี้คุณบอกว่า ค่าคะแนน…อะไรนั่นต้องไม่ต่ำกว่า 0 หากต่ำกว่า 0 จะเกิดอะไรขึ้น”

[ท่านจะถูกส่งกลับไปยังโลกเดิมของท่านโดยอัตโนมัติ]

โลกเดิมหรือ…แต่ว่าที่โลกเดิมตอนนี้ร่างของเสิ่นหยวนตายแล้วนี่นา

สรุปก็คือหากค่า B อะไรนั่นถูกหัวไม่เหลือ สิ่งที่รอเขาอยู่ก็คือความตาย…

ถ้าอย่างนั้นหากเขาไม่ดูดำดูดีพระเอก ไม่ทำอะไรเลยก็ได้ใช่ไหม

เขาเงยหน้าขึ้น กวาดตามองไปรอบๆ ในบรรดาศิษย์ที่ยืนรอปรนนิบัติรับใช้อยู่ด้านข้างไม่มีใครมีลักษณะเหมือนลั่วปิงเหอตามที่บรรยายไว้ในนิยายเลย เขาแกล้งทำเป็นถามลอยๆว่า “ลั่วปิงเหออยู่ที่ใดหรือ”

เยวี่ยชิงหยวนชะงัก มองเขาอย่างแปลกใจ

เสิ่นชิงชิวทำหน้านิ่ง แต่แอบดีใจไม่หยุด หรือว่าเวลาไม่ถูกต้อง พระเอกยังไม่ได้เข้ามาเป็นศิษย์สำนักชางฉยงซาน?

เยวี่ยชิงหยวนตอบว่า “ศิษย์น้อง เจ้าอย่าโมโหไปเลย”

เสิ่นชิงชิวสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที

เยวี่ยชิงหยวนถอนใจ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบเขา แต่เด็กคนนั้นก็พยายามเต็มที่แล้ว ทั้งยังไม่ได้ก่อความผิดพลาดใหญ่หลวงอะไร เจ้าก็อย่าลงโทษเขาอีกเลย”

เสิ่นชิงชิวได้ฟังแล้วปากคอแห้ง เขาเลียริมฝีปาก “ท่านบอกมาเลยเถอะ เขาอยู่ที่ใด”

เยวี่ยชิงหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ตอบว่า “หลังจากเจ้าจับเขาแขวนโบยปกติแล้วมิใช่ส่งเขาไปห้องเก็บฟืนหรอกหรือ”

เสิ่นชิงชิวหน้ามืด

ชาติที่แล้วเสิ่นหยวนเกิดในครอบครัวผู้มีอันจะกิจ จะมากจะน้อยก็นับเป็นเศรษฐีรุ่นสอง*คนหนึ่ง เขามีพี่ชายสองคนที่วันหน้าจะต้องสืบทอดกิจการของครอบครัว และน้องสาวอีกหนึ่งคนที่เขาแสนจะรักเอ็นดู คนในครอบครัวรักผูกพันกันแน่นแฟ้น

(เศรษฐีรุ่นสอง หมายถึง เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ฐานะร่ำรวยขึ้นมาหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิง)

เสิ่นหยวนทราบดีมานานแล้วว่า ต่อให้นั่งกินนอนกินไปทั้งชีวิตก็ไม่มีทางอดตาย บางทีคงเป็นเพราะแต่เล็กจนโตเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุขสบาย ไม่มีความกดกันที่ต้องแข่งขันกับผู้อื่น จึงคิดมาแต่ไหนแต่ไรว่า หกามีการแข่งขันกันเกินสิบคนขึ้นไป แล้วติดเพียงหนึ่งในสิบก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ด้วยเหตุนี้เขาเลยไม่เคยเข้าใจว่าทำไมเสิ่นชิงชิวผู้ร้ายเศษสวะของเรื่องถึงต้องรนหาที่ตายขนาดนี้ด้วย

เสิ่นชิงชิวในนิยายนั้น พลังฝึกปรือก็มี ความสามารถและประสบการณ์ก็พรั่งพร้อม ความภูมิฐานสง่างามอันเกิดจากการเก็กจนติดเป็นนิสายก็ไม่ขาด ฐานะชื่อเสียงไม่บกพร่อง มีผู้หนุนหลังเป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า เงินทองไม่เคยขาดมือ แต่ทำไมกลิ่นอายแห่งความเป็นผู้บำเพ็ญพรตบำเพ็ญเซียนถึงไม่เข้ากระดูกสักนิด ทำตัวเยี่ยงพวกอนุขี้หึงสมัยก่อนที่อยู่ในบ้านว่างๆไม่มีอะไรทำก็หาเรื่องทะเลาะกันอย่างไรอย่างนั้น เสิ่นชิงชิวคนนี้ วันทั้งวันดีแต่หาเรื่องรังแกพระเอกที่เป็นชนชั้นล่าง ในหัวมีแต่แผนการร้ายต่อพระเอก ทั้งยังคอยสั่งให้คนทุบตีพระเอกอยู่เนืองๆ

ต่อให้ลั่วปิงเหอเป็นผู้มีพรสวรรค์เหนือใคร สติปัญญาล้ำเลิศ เป็นผู้มีดัชนีทองคำคนหนึ่ง…ก็ไม่ต้องอิจฉาริษยาเขาถึงขนาดนั้นก็ได้มั้ง

แต่จะโทษเสิ่นชิงชิวก็ไม่ได้หรอก ต้องโทษคนแต่งต่างหาก ในนิยายพวกตัวโกงเลวๆพรรค์นี้มีให้เกลื่อนเหมือนฝูงปลาตะเพียนแหวกว่ายในน้ำ เพียงแต่เสิ่นชิงชิวแค่ถูกเขียนมาให้ต่ำช้ำเป็นพิเศษเท่านั้น

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ บอสตัวใหญ่สุดในนิยายเรื่องนี้ดันเป็นพระเอกเสียด้วย แสงหิ่งห้อยจะบังอาจไปแข่งกับแสงเดือนแสงตะวันได้อย่างไรกัน

ผู้คนในโลกของผู้ฝึกวิถีพรตวิถีเซียนเรียกเขาอย่างยกย่องว่า ‘กระบี่ซิวหย่า’ บุคลิกหน้าตาของเขาจึงนับว่าไม่เลวนัก

อย่างเช่นตอนนี้ เสิ่นชิงชิวเหลียวซ้ายแลขวาอยู่หน้ากระจกทองเหลืองซึ่งขุ่นมัวยังกับโจ๊ก ทว่าหน้าตาเขาก็ยังนับว่าน่าพอใจอยู่

คนผู้นี้หน้าตาคมสัน คิ้วคมเข้ม ดวงตาดำขลับ ริมฝีปากบางเฉียบ จมูกโด่ง บุคลิกท่าทางแบบบัณฑิต รูปร่างยังสูงโปร่ง แข้งขายาว จะอย่างไรก็นับได้ว่าเป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่ง แม้อายุที่แท้จริงจะไม่รู้ชัด แต่นี่คือนิยายแนวผู้ฝึกวิชาเซียน เสิ่นชิงชิวมีพลังฝึกปรือระดับจินตานขั้นกลาง จึงสามารถคงหน้าตาให้อ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดี หล่อกว่าที่เขานึกภาพไว้ตอนอ่านนิยายไม่รู้กี่เท่า

แม้จะเทียบกับลั่วปิงเหอไม่ได้เลยก็ตาม

พอนึกถึงลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวก็ปวดกะโหลกอย่างแรงขึ้นมาทันที เขาอยากไปดูลั่วปิงเหอที่ตอนนี้ถูกขังในห้องเก็บฟืน แต่พอเดินได้เพียงหนึ่งก้าว สมองก็มีเสียงปี๊ดแสบแก้วหูร้องเตือนว่า

[โปรดระวัง โปรดระวัง OOC! ‘เสิ่นชิงชิว’ ไม่มีทางเป็นฝ่ายไปเยี่ยมลั่วปิงเหอเด็ดขาด]

เสิ่นชิงชิวกล่าวอย่างผิดหวังระคนโกรธ ‘ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมส่งคนไปเรียกเขามาแทนละกัน’

เขาคิดแล้วก็ตะโกนขึ้นว่า “หมิงฟาน!”

เด็กหนุ่มรูปร่างสูงผอม อายุประมาณ 15-16 เดินเข้าประตูมาทันที ก่อนกล่าวว่า “ศิษย์อยู่นี่แล้ว อาจารย์มีคำสั่งใดขอรับ”

เสิ่นชิงชิวอดมองอีกฝ่ายให้เต็มตาอีกทีไม่ได้ หน้าตาถือว่าใช้ได้ทีเดียว เพียงแต่ออกจะปากแหลมแก้มตอบไปหน่อย ชวนให้เขาจะปากในใจด้วยความเสียดาย หน้าตาสมกับเป็นลิ่วล้อพลีชีพจริงๆ

ในนิยายนี่ก็คือศิษย์คนโตของเสิ่นชิงชิว เป็นศิษย์พี่ของลั่วปิงเหอนามว่าหมิงฟาน

นี่คือลิ่วล้อพลีชีพในตำนานที่ต่ำตมที่สุด

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ปล่อยให้ลั่วปิงเหอถูกขังอยู่ข้างนอกบ่อยๆในยามวิกาล จงใจให้ตำราฝึกบำเพ็ญฌานเบื้องต้นแก่เขาผิดเล่ม เรื่องพวกนี้หมิงฟานล้วนมีส่วนร่วมและออกอุบายไม่ใช่น้อย ไม่ว่ายามใดหากเสิ่นชิงชิวนึกอยากทรมานลั่วปิงเหอขึ้นมา ผู้ช่วยที่แข็งขันและพร้อมจะตอบสนองที่สุดก็คือคนผู้นี้นี่เอง

พอนึกถึงว่าจุดจบของคนๆนี้ในนิยายดั้งเดิมก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเท่าไร ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน เสิ่นชิงชิวจึงอดไม่ได้ที่จะมองเด็กคนนี้อย่างสงสาร “ไปเอาตัวปิงเหอมา”

หมิงฟานนึกประหลาดใจ เมื่อก่อนเวลาอาจารย์เรียกลั่วปิงเหอ จะเรียกว่าเจ้าเดรัจฉานน้อยบ้างล่ะ มารผจญบ้างล่ะ เจ้านั่นบ้างล่ะ เด็กเหลือขอบ้างล่ะ จะเรียกชื่อเต็มๆเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แล้วไฉนจู่ๆ ถึงเรียกเสียสนิทสนมเช่นนี้เล่า

แต่คำสั่งของอาจารย์ หมิงฟานย่อมไม่กล้าถามมาก รีบจ้ำไปยังห้องเก็บฟืนแล้วถีบประตูทันที

“ออามา! ซือจุน* เรียกเจ้า!”

(ซือจุน แปลว่า อาจารย์ที่เคารพ)

เสิ่นชิงชิวเดินกลับไปกลับมาในห้อง สมองก็ทำการศึกษาระบบเป็นการใหญ่

[ค่า B คือค่าความสามารถในการวางท่าตีเนียน ค่า B ยิ่งสูง หมายถึงยิ่งมีระดับ มีรสนิยมสูงส่ง]

ถ้าอย่างนั้นควรอัพค่า B อย่างไรล่ะ

[1.เปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องที่เขียนอย่างปัญญาอ่อน อัพเกรดไอคิวของตัวโกงและพวกตัวประกอบ]

[2.หลีกเลี่ยงพล็อตห่วยๆ บทป่วยๆ]

[3.คอยรักษาค่าความฟินของพระเอกเอาไว้]

[4.แก้ไขปริศนาและพล็อตเรื่องที่ยังไม่คลี่คลาย]

เสิ่นชิงชิววิเคราะห์อย่างละเอียด

สรุปแล้วเขาไม่เพียงต้องช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้เจ้าเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลที่เที่ยวไปก่อนศัตรูหนี้แค้นไว้เป็นกระบุงโกย ซ้ำยังต้องคอยระวังไม่ให้ตัวละครอื่นๆทำเสียเรื่องด้วย

เพียงเอาตัวเองให้รอดจะได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย ยังต้องคอยดูแลให้ดัชนีทองคำ ภาพลักษณ์ รวมทั้งจำนวนสาวๆของพระเอกไม่ให้ลดน้อยลงไปอีก

หลุมสวรรค์ที่เป็นปริศนาคาใจทั้งหลายเหล่านั้น นักเขียนยังไม่ได้กลบให้เรียบร้อยเลย เขากลับต้องเป็นคนแบกพลั่วมากลบต่อให้เรียบอีก

เฮ้อ…

ไอ้คุณเซี่ยงเทียนต่าเฟยจีเคยกล่าวไว้ เป้าหมายของนิยายเรื่อง ‘เทพมารอหังการ’ ชัดเจนมาก ทุกๆตัวอักษรที่เขียนก็เพื่อเป้าหมายนี้ นั่นก็คือ ‘ความฟิน’

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พระเอกเริ่มเข้าสู่ด้านมืดและมาพร้อมกับดัชนีทองคำสารพัด แล้วแสร้งทำตัวใสซื่อเป็นหมูเพื่อกินเสือ ยิ่งตอนที่กลับมาทรมานพวกสารเลวทั้งหลายยิ่งฟินสุดๆ ดังนั้นมันเลยฮิตมาก ยิ่งเขียนยิ่งยาว ยาวกว่าผ้าพันเท้าเสียอีก

เสิ่นชิงชิวคิด แค่ภารกิจต้องจำพล็อตเรื่องหลักๆให้ได้ แรงกดดันนี้ก็ใหญ่หลวงแล้ว พล็อตอุบาทว์ๆไร้รสนิยมก็มีอยู่เกลื่อนเรื่อง แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามีปัญญาหลบหลีกได้หมด!

เสิ่นชิงชิวถามระบบ “แล้วพล็อตแบบไหนถึงจะเรียกว่าไม่ปัญญาอ่อน”

[ไม่มีมาตรฐานที่ตายตัว อยู่ที่ความรู้สึกของผู้อ่านแต่ละคนเป็นหลักว่าชอบไม่ชอบ]

“งั้นตกลงต้องสะสมคะแนนให้ถึงเท่าไหร่ ถึงจะเริ่มทำภารกิจขั้นต้นได้”

[ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะมีการแจ้งจากระบบเอง]

ตรรกะที่ว่า ปัญหาซึ่งต่างกัน ย่อมมีหลักการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันนี้ ใช้ได้ครอบจักรวาลเหมือนยาหม่องตราเสือจริงๆ เสิ่นชิงชิวหัวเราะฝืด

ครั้นได้ยินเสียงเคาะประตู เขาก็หันหน้ามาเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งค่อยๆเดินเข้ามาในห้อง

แม้เดินกระย่องกระแย่ง แต่เขายังคงพยายามฝืนตัวตรง ส่งเสียงเรียกอย่างนอบน้อมว่า “ซือจุน”

ปากของเสิ่นชิงชิวที่กำลังยิ้มค้างอยู่สามส่วนพลันแข็งทื่อทันที

ตูตายแน่!

ทุบตีทำร้ายโฉมหน้าพระเอกผู้ได้ชื่อว่าเป็น แมรี่ ซู* เพศชาย ที่ในอนาคตจะเป็นที่คลั่งไคล้ของยายแก่อายุแปดสิบยันทารกแบเบาะเสียจนมีสภาพเช่นนี้ ตูตายสถานเดียวแน่นอน! แต่ต่อให้ใบหน้าถูกทารุณมาอย่างเต็มที่จนฟกช้ำดำเขียวไปหมด พระเอกก็ยังสมกับเป็นพระเอก!

(แมรี่ ซู Mary Sue ใช้เปรียบตัวละครที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบและเพอร์เฟคในทุกๆด้านจนรู้สึกเหลือเชื่อและไร้เหตุผล อนึ่ง แมรี่ ซู นั้นเดิมเป็นตัวละครจากแฟนฟิคชั่นเรื่อง Star Trek)

ดวงตาคู่นั้นของลั่วปิงเหอยังคงสุกใสราวกับดวงดารา เป็นหนุ่มน้อยวัยละอ่อนผิวใสเนียนที่มีเค้าว่าจะหล่อมากคนหนึ่ง

สีหน้าเด็ดเดี่ยวทว่านอบน้อม ให้ความรู้สึกถึงความสูงส่ง บริสุทธิ์และไม่ย่อท้อต่ออะไรทั้งสิ้น

รูปร่างและลำตัวเหยียดตรงแสดงถึงความทระนงองอาจซึ่งไม่อาจคลอนแคลน

สารพัดคำเปรียบเปรย อุปมา อุปลักษณ์ และพรรณนาโวหารพรั่งพรูในใจเสิ่นชิงชิวจนเจียนหลุดปากออกมา

ยังดีที่ยั้งม้าไว้ที่หน้าผาได้ทัน เขากู่ร้องในใจว่า เกือบไปแล้วไหมล่ะ รัศมีของพระเอกช่างทรงพลังจริงๆ เกือบไปแล้ว…

พอเห็นลั่วปิงเหอเดินกะโผลกกระเผลกเข้ามา ทั้งยังพยายามจะคุกเข่า เสิ่นชิงชิวก็มุมปากกระตุก คิดในใจว่า ข้าน้อยรับการคารวะของท่านไม่ได้หรอกขอรับ วันนี้ท่านคารวะข้าน้อย วันหน้ากระดูกสะบ้าข้าน้อยคงได้ถูกท่านควักออกมาแน่ จึงรับห้ามไว้ทันควัน “ไม่ต้องแล้ว”

เขาโบกมือ โยนขวดเล็กๆออกไปใบหนึ่ง “นี่ยา” สุดท้ายยังใช้น้ำเสียงกระแทกแดกกันกล่าวกว่า “อย่าให้ผู้อื่นเห็นแล้วคิดว่าชิงจิ้งเฟิงของข้าทารุณศิษย์”

เสิ่นชิงชิวเข้าถึงบทบาทอย่างรวดเร็ว เขาทำขวัญกล้ามอบยาให้ด้วยท่าทางที่ดูชั่วร้ายหน่อยๆ ซึ่งถือว่ายังคงคาแรคเตอร์เดิมในนิยายของเสิ่นชิงชิว ทั้งยังคงความเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมที่กล้าทำชั่ว ทว่าก็หวาดเกรงผู้อื่นจะล่วงรู้เช่นกัน

จริงดังคาด ระบบไม่ได้ส่งสัญญาณเตือน OOC ออกมา เสิ่นชิงชิวจึงระบายลมหายใจอย่างโล่งอก

ลั่วปิงเหอเดิมทีเข้าใจว่าที่ซือจุนเรียกตนมาเพราะหมายจะ ‘สั่งสอน’ ต่อ ไม่นึกจริงๆว่ากลับเป็นเพราะต้องการมอบยาให้ จึงตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่นานจากนั้นก็ยื่นสองมือไปรับขวดยามาอย่างนอบน้อม กล่าวสำนึกบุญคุณอย่างจริงใจ “ศิษย์ขอบพระคุณซือจุนที่ประทานยาให้ขอรับ

ใบหน้าของลั่วปิงเหอในตอนนี้ยังดูเด็กอยู่เลย รอยยิ้มอบอุ่นจริงใจเหมือนแสงตะวันยามเช้า เสิ่นชิงชิวจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น

นิสัยใจคอของพระเอกคนนี้ก่อนจะเข้าสู้ด้านมืดนั้น ถือเป็นเด็กหนุ่มที่ดีคนหนึ่ง ดีใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ เป็นคนประเภทที่หากท่านให้อะไรเขาหนึ่งส่วน เขาจะตอบแทนกลับมาสิบส่วน จะบอกว่าเป็นลูกแกะน้อยก็หาได้เกินความจริงแต่อย่างใดไม่

ลั่วปิงเหอกล่าวอย่างดีใจว่า “ต่อไปศิษย์จะทุ่มเทฝึกฝนเป็นสองเท่าจะไม่ทำให้ซือจุนต้องผิดหวังแน่ขอรับ”

เอ่อ ไม่ใช่ หากนายทุ่มเทฝึกฝนเป็นสองเท่าซิ อาจารย์คนเก่าของนายคงต้องผิดหวังจริงๆ…

หากเสิ่นชิงชิวไม่เคยอ่านนิยาย ‘เทพมารอหังการ’ มาก่อน แล้วมาเห็นฉากนี้เข้าจะต้องโศกเศร้าด้วยความสงสารลั่วปิงเหอจนน้ำตาไหลพรากแน่นอน

ทว่าด้วยมุมมองของพระเจ้าทำให้เขารับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดจิตใจของลั่วปิงเหอมาตั้งแต่ต้นจนกลายมาเป็นพระเอกสายดาร์ก จาการสรุปของเขา ยิ่งตอนนี้ลั่วปิงเหอน่าสงสารมากเท่าไร สักวันในอนาคตตอนที่เหยียบหัวทุกคนได้แล้ว ก็จะยิ่งหัวเราะด้วยความสะใจมากขึ้นเท่านั้น ภายนอกใบหน้ายิ้มแย้มราวกับสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วในใจคิดเพียงว่าจะทำเช่นไรถึงจะถลกหนัง กระชากเอ็น เฉือนกระดูก จับศัตรูตากแห้งได้

[ลั่วปิงเหอกล่าวยิ้มๆ ความอัปยศที่ศิษย์ได้รับในวันวาน วันนี้ตั้งใจมาตอบแทนเป็นร้อยเท่าโดยเฉพาะ คนที่ทำให้แขนขาข้าบาดเจ็บ ข้าจะตัดแขนขามัน แล้วป่นกระดูกให้เป็นผุยผง]

จากคำโปรยบทที่ 2 ของ ‘เทพมารอหังการ’

แล้วเขาก็จับเสิ่นชิงชิวหั่นเป็นดุ้นไปจริงๆ

เสิ่นชิงชิวนั่งลงไปบนเก้าอี้ไม้จันทร์แดง เลือกใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วไม่เป็นกันเองเกินไปเอ่ยขึ้นว่า “ปิงเหอ วิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นฝึกถึงขั้นไหนแล้ว”

เสียงที่เรียก ‘ปิงเหอ’ นั้น ฟังสยองเสียจนตัวเองยังขนลุกซู่ ส่วนลั่วปิงเหอก็เห็นได้ชัดว่าสั่นไปทั้งตัว แต่เขายังคงเผยรอยยิ้มที่แสดงให้เห็นถึงความเก้อกระดากอยู่บ้าง “ศิษย์โง่เขลา ยังคงจับแก่นที่เป็นหัวใจสำคัญไม่ได้ขอรับ”

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: