Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 637

I Shall Seal The Heaven Chapter 637

ตอนที่ 637

ตระกูลจางอยู่ที่นี่หรือไม่?!

เมิ่งฮ่าวรู้สึกตกตะลึง และไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น กลุ่มคนจากตระกูลจางก็ตื่นตระหนกด้วยเช่นกัน อันที่จริง ทุกคนที่มายังเกาะศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับความหวังที่จะเข้าสังกัดสำนักเซียวเหยา ต่างก็ประหลาดใจไปตามๆ กัน

เห็นได้ชัดว่าวันที่คัดเลือกศิษย์ยังห่างออกไปอีกสิบวัน แต่ทันใดนั้น วันก็เลื่อนเร็วขึ้น ผู้คนมากมายเริ่มรู้สึกกังวลใจและตื่นตระหนก ราวกับว่ามีบางอย่างอันน่าเหลือเชื่อกำลังจะเกิดขึ้น

เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ของการคัดเลือกศิษย์ ไม่ใช่การละเล่นของเด็กๆ ถึงแม้วันจะถูกเลื่อนขึ้น แต่มันก็ควรจะมีการแจ้งก่อนล่วงหน้า และที่แน่ๆ ก็คือไม่ควรจะเกิดสถานการณ์ที่…เริ่มขึ้นเลยทันทีเหมือนเช่นในตอนนี้

นอกจากนี้ นี่ก็เป็นเวลาเที่ยงไปแล้ว…

ที่สำคัญมากไปกว่านั้น ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังคงอยู่ในทะเล กำลังรีบเร่งเดินทางมา

แน่นอนว่าต้องมีข้อสงสัยและเกิดคำถามขึ้นมาอย่างมากมาย แม้แต่ศิษย์สำนักเซียวเหยาก็ยังบ่น พวกมันไม่รู้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะมีอะไรแอบซ่อนอยู่ สิ่งที่พวกมันทำได้ก็คือ ดำเนินการไปตามคำสั่งของสำนัก

ดังนั้นศิษย์มากมายของสำนักเซียวเหยาที่กระจายกันออกไป ได้เริ่มรวบรวมว่าที่ศิษย์ใหม่เข้าด้วยกัน และนำพวกมันไปยังประตูหลักของสำนักเซียวเหยา

ก่อนที่ตระกูลจางจะออกไปจากโรงเตี๊ยม จางเหวินฟางลังเล จากนั้นก็เชื้อเชิญให้เมิ่งฮ่าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับนาง เมิ่งฮ่าวแอบพึมพำอยู่ในใจชั่วขณะ จากนั้นก็มองเห็นความมุ่งหวังบนใบหน้าของหนานเอ๋อร์ ทำให้ไม่อาจจะปฏิเสธได้ เขาเข้าร่วมกับตระกูลจาง ขณะที่คนทั้งหมดต้องเคลื่อนย้ายทางไกลไปยังสำนักเซียวเหยา

เมื่อพวกเขามาถึงตรงตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับประตูหลัก เสียงมากมายก็ได้ยินมา มองเห็นผู้คนมากกว่าหนึ่งพันคนอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว ถึงแม้จะมีเพียงแค่ประมาณสามร้อยคนเท่านั้น ที่จะเข้าสังกัดสำนักเซียวเหยา ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นผู้คุ้มกัน

ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้นเป็นตระกูลสวี่ เมื่อพวกมันมองเห็นตระกูลจาง ก็แค่นเสียงเย็นชา และส่งเสียงหัวเราะอย่างดูถูกออกมา

ตระกูลจางมาถึงค่อนข้างล่าช้า ดังนั้นจึงต้องรอต่อแถวอยู่ด้านหลังสุด การคัดเลือกศิษย์ของสำนักเซียวเหยา ต้องมีการทดสอบสามครั้ง แต่ละครั้งจะมีผู้เข้าร่วมเพียงสามคนเท่านั้น

แน่นอนว่า นอกเหนือจากสมาชิกของตระกูลต่างๆ ในที่นี้แล้ว ก็ยังมีศิษย์ของสำนักเซียวเหยาอยู่ไม่น้อยที่คอยรอรับคำสั่งอยู่ในบริเวณนั้น พวกมันมีการแสดงออกด้วยความสุภาพเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับพวกมันที่จะปิดบังความภาคภูมิใจ ซึ่งรู้สึกอยู่ในก้นบึ้งจิตใจได้

ในกลุ่มคนทั้งหมด ต่างก็กำลังพูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้

“ทดสอบสามครั้ง ครั้งแรกทดสอบพลังของเจตจำนง, ครั้งที่สองทดสอบพรสวรรค์, ครั้งที่สามทดสอบพลังที่อยู่ภายในร่าง ในทุกการทดสอบ ก็จะได้คะแนนระดับ หนึ่ง, สอง, สามและสี่…ใครก็ตามที่ได้คะแนนระดับหนึ่งทั้งสามครั้ง ก็จะคู่ควรกับตำแหน่งผู้ถูกเลือก”

“ใช่แล้ว ในหลายปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยได้ยินว่าจะมีใครได้คะแนนระดับหนึ่งทั้งสามครั้งมาก่อนเลย ส่วนใหญ่แล้ว ก็อาจจะมีใครบางคนได้แค่ระดับสองเท่านั้น”

“ยิ่งไปกว่านั้น สำนักเซียวเหยาก็เข้มงวดในการคัดเลือกศิษย์ การที่เข้าสังกัดสำนักได้ ก็ต้องมีคะแนนระดับสามเป็นอย่างน้อย ถ้าใครมีคะแนนอยู่ระดับสี่ก็หมายความว่าต้องถูกคัดออกไป”

ด้านหลังสุดของแถวที่ยืดยาวออกไป เมิ่งฮ่าวหาวออกมา ขณะที่ได้ยินเสียงพูดคุยซึ่งอยู่รอบๆ ตัว จากการคิดคำนวนของเขา กว่าที่ตระกูลจางจะไปถึงด้านหน้าสุด ก็คงต้องใช้เวลาสองหรือสามวันเป็นอย่างน้อย

หนานเอ๋อร์รู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก จางเหวินฟางยืนอยู่ข้างกายมัน ส่งเสียงให้กำลังใจอย่างแผ่วเบา เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ และยังได้ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์กวาดออกไปทั่วทั้งสำนักเซียวเหยาอีกด้วย

“สำนักนี้แปลกอยู่เล็กน้อย” เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาแวบขึ้น ”มันประกอบด้วยเก้าหุบเขา”

เวลาเดียวกันนั้น ปรมาจารย์เอกะเทวะนั่งอยู่ในราชวังของมัน กำลังมีสีหน้าวิตกกังวลใจ

“นี่ต้องใช้เวลานานไป…เจ้าสารเลวน้อยกำลังคุ้มกันใครบางคนมาเข้าสังกัดสำนัก แต่ทำไมถึงไม่ไปตรงแถวหน้า หือ?! ทำไมเจ้าถึงต้องไปอยู่ที่ด้านหลัง!? เจ้าคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่?!” ปรมาจารย์เอกะเทวะกัดฟันแน่น จากนั้นก็ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของมันออก ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักเซียวเหยา ในที่สุดก็ไปหยุดอยู่บนร่างศิษย์ ที่อยู่ใกล้กับเมิ่งฮ่าวและคนอื่นๆ

ตอนนี้ศิษย์ผู้นั้นกำลังมองไปยังกลุ่มฝูงชนด้วยสายตาที่เย็นชา ภายในใจมันกำลังสับสนว่า ทำไมจู่ๆ สำนักถึงได้เลื่อนวันคัดเลือกศิษย์ให้เร็วขึ้น ในท่ามกลางความนึกคิดของมัน ทันใดนั้นร่างก็สั่นสะท้าน จากนั้นดวงตาก็เริ่มส่องประกายเจิดจ้า

ในตอนนี้ มันไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นร่างจำแลงของปรมาจารย์เอกะเทวะ มันเริ่มเดินไปข้างหน้า มองไปยังเมิ่งฮ่าวและสั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็หันหน้าตรงไปยังจางเหวินฟางและหนานเอ๋อร์

“พวกท่านคือตระกูลจาง จากทะเลชั้นนอกหรือไม่?” ศิษย์สำนักเซียวเหยาที่ถูกปรมาจารย์เอกะเทวะควบคุมไว้ถามขึ้น เสียงมันร่าเริงขณะที่ก้าวเท้าตรงไปสำรวจจางเหวินฟาง และสมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลจาง

จางเหวินฟางรู้สึกกระวนกระวายใจ ขณะที่สมาชิกจากตระกูลอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น ซึ่งก็คือ สมาชิกจากตระกูลอื่นๆ ที่อยู่ในแถวด้านหน้าพวกนาง เริ่มหันหน้ามองมาอย่างช่วยไม่ได้

“พวกเราคือตระกูลจาง” จางเหวินฟางกล่าวตอบเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ดี ดี ดี, ทายาทของสหายเก่าอยู่นี่แล้ว!”

ศิษย์สำนักเซียวเหยาถอนหายใจด้วยความโศกเศร้าออกมา ”หลายปีก่อน ข้าเคยสนิทกับสามีท่านเป็นอย่างมาก และยังเป็นหนี้มันอีกด้วย การที่ได้มาเห็นพวกท่านทั้งหมดในวันนี้ ก็ถือว่าเป็นชะตาลิขิต มา, ให้ข้านำพวกท่านไปยังด้านหน้า” ด้วยเช่นนั้น มันก็คว้าจับไปที่หนานเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว และเริ่มเดินตรงไป

จางเหวินฟางจ้องมองไปด้วยความตกตะลึง พยายามขบคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ตรงส่วนไหนที่บุรุษผู้นั้นได้พูดถึง สมาชิกตระกูลคนอื่นๆ ก็ประหลาดใจด้วยเช่นกัน หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ พวกมันก็ไม่อาจจะรำลึกได้ว่าผู้นำตระกูลรุ่นก่อน จะมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับศิษย์สำนักเซียวเหยาใดๆ

“นี่…” จางเหวินฟางลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อเห็นศิษย์ผู้นั้นเริ่มพาบุตรชายนางจากไป นางจึงรีบติดตามไปอย่างรวดเร็ว สมาชิกตระกูลจางคนอื่นๆ ก็ติดตามไปด้วยเช่นเดียวกัน เมิ่งฮ่าวมองไปยังทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนี้ และจากนั้นก็เข้าไปร่วมกับพวกมัน

กลุ่มพวกเขาเดินจากท้ายแถวตรงไปยังด้านหน้าสุด ทำให้คนทั้งหมดที่กำลังเข้าแถวรออยู่เกิดความสนใจขึ้นมาในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลสวี่ ซึ่งมองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ด้วยความประหลาดใจ

ทันใดนั้น ผู้คนก็เริ่มส่งเสียงตะโกนถามขึ้น

“สหายเต๋าสำนักเซียวเหยา ข้าบังอาจขอถามว่าทำไม พวกมันถึงได้เลื่อนจากด้านหลังสุดมายังแถวหน้าสุดได้?”

“ใช่แล้ว! พวกมันอยู่ด้านหลัง! ไม่อาจจะมาแทรกได้! ทำไมพวกมันถึงมาอยู่ด้านหน้าได้อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้!?”

ตอนนี้เริ่มมีผู้คนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น ทันทีที่พวกมันมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ พวกมันก็ตกตะลึง และไม่เข้าใจว่าทำไมสำนักเซียวเหยา ซึ่งปกติแล้วจะให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์และข้อบังคับ จะยอมให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นได้

ในเวลาเดียวกันนั้น ศิษย์สำนักเซียวเหยาคนอื่นๆ ซึ่งมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ หนึ่งในพวกมันเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณ ซึ่งกำลังรอคอยคำสั่งอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อมันเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็ขมวดคิ้ว

“จ้าวหาน!” มันตะโกนขึ้น ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งเป็นนามของศิษย์สำนักเซียวเหยา ที่ปรมาจารย์เอกะเทวะกำลังควบคุมมันด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ”เจ้ากำลังทำอะไร? ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสหายกับคนแซ่จางเหล่านี้มานานมากเพียงใด เจ้า…” ก่อนที่ผู้ฝึกตนสร้างแกนลมปราณจะทันได้พูดจบ ปรมาจารย์เอกะเทวะที่อยู่สูงขึ้นไปในราชวังก็แค่นเสียงเย็นชา และส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปมากกว่าเดิม

แรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็น วิ่งผ่านไปทั่วร่างของผู้ฝึกตนสร้างแกนลมปราณ และจากนั้นดวงตาก็เริ่มสาดประกายเจิดจ้า

“เดี๋ยวนะ, สหายเหล่านี้ก็คือตระกูลจาง จากทะเลชั้นนอก?” สีหน้ามันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น รีบก้าวตรงมามองไปยังกลุ่มคนจากตระกูลจางในทันที

ภาพที่เห็นนี้ ทำให้ศิษย์สำนักเซียวเหยาที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นทั้งหมด รวมทั้งสมาชิกจากตระกูลที่เป็นแขกมาเยือน ต่างก็สบตากันไปมาด้วยความประหลาดใจ

“ในที่สุดสวรรค์ก็มีตาแล้ว ขอให้ข้าดูสมาชิกจากตระกูลจางบ้าง!” ผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณกล่าว มีท่าทางตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ”ทายาทของสหายเก่าอยู่ที่นี่แล้ว…”

“หลายปีก่อน ข้าเป็นสหายสนิทกับตระกูลจาง และยังได้รับความเมตตาจากตระกูลจางมาบ้าง มา มา, ข้าจะนำพวกท่านไปอยู่แถวหน้าสุด!” ด้วยเช่นนั้นมันก็แย่งชิงตัวหนานเอ๋อร์ ไปจากมือจ้าวหานโดยไม่กล่าวคำอธิบายใดๆ ออกมาอีก มุ่งหน้าตรงไปยังแถวหน้าสุด

จางเหวินฟางจ้องมองไปด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง นางรู้สึกราวกับว่าจิตใจกำลังหมุนคว้าง มองกลับไปด้านหลังยังสมาชิกของตระกูล แต่พวกมันก็มีท่าทางงุนงงเช่นเดียวกับนาง ไม่ว่าพวกมันจะพยายามรื้อฟื้นความทรงจำมากมายเท่าใด ก็ไม่อาจจะขบคิดได้ว่า ปรมาจารย์ของพวกมันจะมีสหายสนิทใดๆ

ตระกูลอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งมาอยู่ที่นี่เพื่อจะเข้าสังกัดสำนักเซียวเหยา มองไปด้วยความประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลสวี่ ดวงตาพวกมันเบิกกว้าง และเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

เหตุการณ์ดำเนินไปในลักษณะนี้ ภายใต้การนำของผู้ฝึกตนสร้างแกนลมปราณ ตระกูลจางก็เดินจากแถวด้านหลังสุด ตรงไปยังด้านหน้าสุด ตลอดช่วงเวลานั้น ผู้ฝึกตนตระกูลจาง แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้

อย่างไรก็ตาม สีหน้าที่สับสนของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้ มีผู้ฝึกตนจากตระกูลของทะเลชั้นนอกมากกว่าครึ่งได้มายังที่แห่งนี้ รวมทั้งบางตระกูลที่มาจากวงแหวนที่สี่อีกด้วย ในตอนนี้ ทุกคนต่างก็จดจำตระกูลจางไว้ในใจ มีอยู่หลายคนเริ่มพูดคุยเรื่องนี้ด้วยเสียงแผ่วเบา ผู้คนมากมายมองไปยังพวกมันด้วยความชื่นชมและอิจฉา

สมาชิกตระกูลสวี่ทั้งหมด มีใบหน้าซีดขาวและเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

“นี่…นี่เป็นไปไม่ได้!!”

ตอนนี้หนานเอ๋อร์ได้มาถึงแถวด้านหน้าสุด เมิ่งฮ่าวตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่ามีบางอย่างที่แปลกๆ กำลังเกิดขึ้น

เวลาเดียวกันนั้น ย้อนกลับไปในราชวังเกาะศักดิ์สิทธิ์ ปรมาจารย์เอกะเทวะดูค่อนข้างจะภาคภูมิใจในตนเอง

“อืม เหลาจู่เหนือกว่าอีกครั้ง! ข้าจะทำให้เจ้าสารเลวน้อยนั่นออกไปจากที่นีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องสนใจว่าจะต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมากน้อยเท่าใด!”

“เดี๋ยวนะ ข้าต้องทำให้มันเร็วขึ้นกว่านี้ ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือทำให้มันจบลงไปภายในสิบลมหายใจ ข้าต้องมั่นใจว่า มันจะไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป นั่นจะทำให้มันต้องไสหัวไปอย่างรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!” อีกครั้งที่ปรมาจารย์เอกะเทวะ ส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักเซียวเหยา

เพียงชั่วพริบตา สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ก็แยกออกเป็นกระแสสิบกว่าสาย เข้าไปอยู่ในร่างที่แตกต่างกัน

และจากนั้น…

จู่ๆ ชายชราก็บินออกมาจากภายในสำนักเซียวเหยา เห็นได้ชัดว่ามันมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่ขั้นสร้างแกนลมปราณ ทันทีที่มันปรากฏกายขึ้น ก็มองไปยังจางเหวินฟาง ”ตระกูลจางก็อยู่ที่นี่?! ตระกูลจางจากทะเลชั้นนอกใช่หรือไม่?”

สมาชิกของตระกูลต่างๆ ที่อยู่ในแถวอ้าปากค้างในทันที

“นั่นก็คือหานจื๋อซื่อ!”

“หานจื๋อซื่อ ก็คือหนึ่งผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งมากที่สุดในสำนักเซียวเหยา ท่านมีตำแหน่งที่สูงส่งอย่างน่าเหลือเชื่อ!”

“อย่าบอกข้านะว่า…ท่านก็เป็นหนี้บุญคุณตระกูลจางด้วยเช่นกัน?”

ชายชราใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ”เป็นตระกูลจางจริงๆ ด้วย ยอดเยี่ยม, ยอดเยี่ยม! ทายาทของสหายเก่าอยู่นี่แล้ว! ข้าคงต้องถือโอกาสนี้ตอบแทนพระคุณของตระกูลจางให้ได้ในวันนี้!”

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มันจะเข้ามาใกล้ ก่อนที่กลุ่มคนในแถวจะทันได้คิดว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ขณะที่สมาชิกตระกูลจางทั้งหมดยังคงตกอยู่ในความมึนงง เสียงตะโกนคำรามก็ได้ยินมาจากภายในสำนัก

“ตระกูลจางมาที่นี่?!”

“คาดไม่ถึงว่าจะเป็นตระกูลจางจริงๆ! ถ้าไม่มีพวกท่านตระกูลจาง ก็ไม่มีเหล่าฟูอู่อวิ๋นหลง!”

“สวรรค์ช่างมีตา ที่ทายาทของตระกูลจาง ได้มายังสำนักเซียวเหยาของพวกเรา!”

“เอินกง (ท่านผู้มีพระคุณ) มาแล้ว, ฉือต้าไห่ ต้องไปแสดงความคารวะ!”

อย่างน่าตกใจ สิบเงาร่างปรากฏขึ้นจากภายในสำนักเซียวเหยา แต่ละคนต่างก็อยู่ในขั้นสุดท้ายสร้างแกนลมปราณ และจริงๆ แล้ว มากกว่าครึ่งของ่พวกมันเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างแกนลมปราณจากสำนักเซียวเหยา

ขณะที่พวกมันบินออกมา เสียงหึ่งๆ ก็ได้ยินออกมาจากภายในกลุ่มฝูงชนที่เข้าแถวรออยู่ ผู้ฝึกตนทั้งหมดจากตระกูลของทะเลชั้นนอก กำลังสั่นสะท้านด้วยความประหลาดใจ ผู้ฝึกตนวงแหวนที่สี่ก็ยิ่งมึนงงมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่สายตาของพวกมันมองตามไปยังสิบผู้ฝึกตนสร้างแกนลมปราณ ตกกระทบไปบนร่างของคนตระกูลจาง

จางเหวินฟางยืนอยู่ที่นั่นอย่างโง่งม เช่นเดียวกับผู้ฝึกตนตระกูลจางคนอื่นๆ

พวกมันเริ่มรู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อย พวกมันไม่เคยได้ยินมาว่าปรมาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีสหายมากมายเช่นนี้มาก่อน…

ดวงตาเมิ่งฮ่าวเบิกกว้างขณะที่มองไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จริงๆ แล้ว ก็ช่างแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง…

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: