Scumbag System 21

0 Comments

ตอนที่ 21

เสิ่นชิงชิวผวาเฮือก

ท่าทางแบบนี้ ลั่วปิงเหอคงไม่ได้…คิดไปเก็บดอกไม้มหัศจรรย์นั่นมาขับพิษให้เขาหรอกนะ

แต่เดี๋ยวก่อน น้องฉินหว่านเยวี่ยที่นานจะไปเก็บดอกไม้ให้ในนิยายดั้งเดิม ตอนนี้อยู่ข้างๆนายเลยนะ ต่อหน้าต่อตาน้องเขา นายยังคิดจะไปเก็บดอกไม้ให้คนอื่น นี่มัน…แถมยังเป็นผู้ชายด้วย…เก็บดอกไม้เนี่ยนะ

ไว้หน้าเมียนายสักนิดไม่ได้รึ

เสิ่นชิงชิวรีบกล่าว “รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าก่อนเถอะ”

ลั่วปิงเหอกลับไม่ยอมเลิกรา “ซือจุนโปรดบอกศิษย์ด้วยขอรับ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ขับไม่ได้”

ลั่วปิงเหอไม่ลดละ “ซือจุนเคยทดลองแล้วหรือขอรับ ไม่ลองสักครั้งจะรู้ได้อย่างไร ศิษย์รู้ว่าซือจุนไม่อยากให้ศิษย์ไปเสี่ยงอันตราย แต่หากไม่เสี่ยงอันตรายดูสักตั้ง ศิษย์จะไม่มีวันนอนใจได้เลยชั่วชีวิต!”

มันขับไม่ได้จริงๆนะเฟ้ย!

ทำไมต้องมากตัญญูในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ให้ได้เนี่ย หา!!

จะบอกได้ยังไงว่าวิธีขับพิษให้หมดเกลี้ยงคือต้องปั้บๆๆกับนาย!

เสิ่นชิงชิวพูดกับเขาไม่รู้เรื่องก็ทำหน้าเย็นชา “ยามปกติเหวยซือตามใจเจ้าเกินไปใช่หรือไม่ ถึงทำให้เจ้าเข้าใจว่าในเวลาเช่นนี้ก็สามารถก่อความวุ่นวายตามใจชอบได้”

พูดกันตามจริง สองสามปีมานี้เนื่องจากภายในใจเกิดรู้สึกอยากชดใช้ความผิดล่วงหน้า และความรู้สึกอื่นๆประกอบกัน เขาไม่เคยใช้คำพูดแรงกับศิษย์คนนี้เลย ดังนั้นพอลั่วปิงเหอได้ยินวาจานี้เข้าก็นิ่งอึ้ง แน่นอนว่ายอมฝืนใจหุบปากแต่โดยดี แต่ในแววตายังคงดื้อดึง กระบี่เจิ้งหยางก็ไม่ยอมเก็บเข้าฝัก บ่งชัดถึงการไม่ยอมจำนน

ขณะที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน ใบไม้ใบหญ้าในป่ารกด้านหนึ่งก็ไหวยวบยาบ คนผู้หนึ่งเดินออกมา ด้านหลังยังมีศิษย์ที่ผ่านการต่อสู้อย่างโชกเลือดกลุ่มหนึ่งเดินตามมาในสภาพกะปลกกะเปลี้ย

เสิ่นชิงชิวเบนสายตาไปทางนั้นอย่างระแวดระวัง พอเห็นหน้าก็ราวกับโดนค้อนสวรรค์อันใหญ่ยักษ์ทุบเข้าที่ขมับเลยทีเดียว

ความจริงคนผู้นี้หน้าตานับว่าหล่อเหลาดูดีมีคุณธรรมอยู่หรอก แต่ในคำพูดและกิริยาอาการมีกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายเจือปนอยู่อย่างยากจะกำจัด ครั้นเขาเห็นเสิ่นชิงชิวกับลั่วปิงเหอก็ยิ้มกว้าง สอดกระบี่คู่กายที่แผ่ประกายเจิดจ้าคืนลงฝัก “ที่แท้ก็ศิษย์พี่เสิ่นนี่เอง ในเมื่อมาสมทบกับพวกท่านแล้ว ข้าก็วางใจล่ะ”

วางใจ?! วางใจพ่องซิ!

มีนายอยู่ด้วย ไม่วางใจถึงจะเป็นเรื่องถูก!

ไอ้คนที่อยู่ตรงหน้านี้คือผู้ร้ายตัวจริงเสียงจริงของความวุ่นวายครั้งนี้เลยเชียวล่ะ!

ซั่งชิงหัวคือตัวละครที่เสิ่นชิงชิวเลยแอบเล่นมุกว่า ‘นายเข้าเรียนชิงหัว เหอะๆ ส่วนฉันก็เคยสอบเข้าม.ปักกิ่ง*’ คนผู้นี้เป็นเจ้ายอดเขาอันติ้งเฟิง ขณะเดียวกันก็มีอีกตัวตนหนึ่งด้วย เขานี่เองคือไส้ศึกที่ก่อภัยพิบัติในงานชุมนุมเซียน เป็นเบี้ยตัวหนึ่งที่เผ่ามารวางเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน

(ม.ชิงหัว กับ ม.ปักกิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงคู่กันเหมือนจุฬา ธรรมศาสตร์ ผู้เขียนเอาชื่อของซั่งชิงหัวมาเล่นมุกคำพ้องเสียงแต่ต่างรูป ด้วยชื่อ ‘ซั่งชิวหัว’ พ้องเสียงกับคำว่า ‘ชั่งชิงหัว’ แปลว่า เข้าเรียนที่ ม.ชิงหัว)

เดิมทีซั่งชิงหัวเป็นแค่ศิษย์ตัวเล็กๆ ไร้ชื่อไร้นามคนหนึ่งของอันติ้งเฟิง ต่อมาถูกเผ่ามารระดับสูงผู้หนึ่งจับตัวไป แล้วบังคับให้เขาทำหน้าที่เป็นไส้ศึกแฝกตัวอยู่ภายใน

แต่ไม่หรอก ไม่เห็นต้องบังคับเท่าไรเลย เขากระดี๊กระด๊ารับหน้าที่เป็นไส้ศึกคนสำคัญโดยไม่รู้สึกกดดันสักนิด

มีเผ่ามารคอยช่วยหนุ่นหลังอย่างลับๆนับจากนั้นมาซั่งชิงหัวก้าวหน้าเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วคล้ายกับว่าวติดลมบน จนได้ขึ้นนั่งตำแหน่งเจ้ายอดเขาอันติ้งเฟิงในที่สุด

แต่ว่า…เขายังไม่พอใจอยู่ดี เพราะอะไรน่ะหรือ

เพราะมันคืออันติ้งเฟิง(ราบเรียบมั่นคง) ไง!

ได้ยินชื่อนี้ก็รู้เลยว่านี่ไม่ใช่สถานที่ๆมีแรงจูงใจอะไรเลย สิ่งที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาและเป็นความถนัดของยอดเขานี้ก็อีหรอบเดียวกันกับชื่อของยอดเขานั่นแหละ…งานธุรการ

ก็ควรให้เขาไม่พอใจอยู่หรอก คนทั้งยอดเขา รวมทั้งตัวเจ้ายอดเขากลายเป็นเพียงก้อนอิฐ ที่ไหนต้องการตัวก็ย้ายไปที่นั่น วันนี้ไปเป็นกรรมกรที่นี่ พรุ่งนี้เอาข้าวของไปส่งให้ที่นั่น ประตูทางขึ้นเขาชำรุดเหรอ ตามอันติ้งเฟิงมาซ่อมซิ ขาดคนขับรถม้า? ให้อันติ้งเฟิงส่งคนมาซิ เดือนนี้ใช้เกินงด ไม่มีเงินใช้? ก็ไปเบิกอันติ้งเฟิงซิ เจ้ายอดเขาแบบนี้ต่อให้ความสามารถในงานธุรการดูแลจัดการทั่วไปจะเจ๋งขนาดซัดพวกโรงเรียนหลานเสียง* กระจุย ถีบพวกโรงเรียนชินตงฟางกระจาย แล้วมันดูเท่ไหมล่ะ มีสง่าราศีไหมล่ะ ดูองอาจมาดเท่ไหมล่ะ มีศักดิ์มีศรีของความเป็นเจ้ายอดเขาไหมล่ะ

(หลานเสียง เป็นชื่อโรงเรียนสอนอาชีพแนวสารพัดช่าง ส่วนฟางตงชิน เป็นชื่อโรงเรียนสอนทำอาหาร ทั้งสองโรงเรียนนี้โหมโฆษณาหนักมา เลยโดยเอามาล้อคู่กันบ่อยๆ)

สู้ศิษย์ตัวน้อยของยอดเขาอื่นที่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิดยังไม่ได้ด้วยซ้ำ

ดังนั้นซั่งชิงหัวจึงเดินหน้ายอมเป็นสุนัขรับใช้ของเผ่ามารชนิดไม่เหลียวหลัง ทุ่มเททำเรื่องชั่วช้าอย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยเผ่ามารยึดครองภพมนุษย์

แค่เห็นเขา เสิ่นชิงชิวก็ปวดมวนท้องแล้ว “ศิษย์น้องซั่ง ตอนเจ้ามาเห็นปีศาจขนาดใหญ่อยู่แถวนี้หรือไม่”

ซั่งชิงหัวตะลึงงัน ถามว่า “ปีศาจขนาดใหญ่หรือ ไม่เห็นสักตัวเลยนะ”

เสิ่นชิงชิวในเต้นตูมตาม ไม่เห็นหรือ

‘ปีศาจขนาดใหญ่’ ในที่นี้เป็นหนึ่งในตัวประกอบสำคัญของเนื้อเรื่องช่วงนี้ ในนิยายดั้งเดิมเรื่องที่ลั่วปิงเหอมีสายเลือดของเผ่ามารถูกเปิดเผยออกมา สืบเนื่องจากมีแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ตัวหนึ่งถูกเอามาปล่อยในงานชุมนุมเซียน

เพื่อปกป้องทุกคน ลั่วปิงเหอยอมเสี่ยงชีวิตเข้าสู้ แต่พลังสังหารและรูปร่างของแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์เข้าขั้นมโหฬาร แน่นอนว่าย่อมสู้ไม่ได้ แต่พอสู้ไม่ได้จะทำอย่างไรดี ระเบิดพลังเผ่ามารซิ

ดังนั้นเรื่องของลั่วปิงเหอ จึงได้เปิดเผยต่อหน้าเสิ่นชิงชิว เสิ่นชิงชิวเลยมีเหตุผลที่จะเอา ‘ความถูกต้องอยู่เหนือครอบครัว’ มาอ้าง ฟาดเขาหนึ่งฝ่ามือให้ร่วงลงไปเก็บเลเวลอยู่ในห้วงอเวจี

เมื่อครู่เสิ่นชิงชิวไม่รู้สึกถึงไอปีศาจของแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์เลย ยิ่งไม่ได้ยินเสียงของตัวประหลาดที่ ‘คล้ายทั้งงูเหลือมและแรด’ อันกังวานนาวไปถึงพระจันทร์ ซึ่งตำนานบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของมัน ทั้งตอนนี้ซั่งชิงหัวก็บอกว่าไม่เห็น เขาเลยอดระแวงไม่ได้ หากไม่มีไอเทมสำคัญชิ้นนี้ก็ไม่มีเหตุให้เขาใช้เป็นข้ออ้างในการที่จู่ๆจะถีบลั่วปิงเหอน่ะซิ

เขาอดรนทนไม่ไหวหันไปมองลั่วปิงเหอที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เด็กคนนี้เห็นชัดว่ายังคงคิดเรื่องขับพิษ จะไปเก็บดอกไม้ให้จงได้ ในแววตาดื้อดึงของเขาคล้ายมีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจเจืออยู่ด้วย

จะมาน้อยใจอะไรล่ะ ฉันทำเพื่อนายนะ นายเก็บดอกไม้น่ะได้ แต่จะเก็บดอกไม้ส่งให้ผิดคนไม่ได้ ขอบใจ!

ซั่งชิงหัวกล่าวอย่างคับแค้นเดือดดาล “ตอนข้ามา ตลอดทางมีศิษย์บาดเจ็บล้มตายไม่น้อย คนเหล่านี้ล้วนเป็นเสาหลักของโลกผู้ฝึกวิชาเซียนในวันข้างหน้า คนที่เอาปีศาจเข้ามาปล่อยช่างโหดเหี้ยมไร้ความละอายนักต่ำช้า สติวิปลาสโดยแท้!”

เสิ่นชิงชิวพูดอะไรไม่ออก

ปีศาจพวกนั้นก็นายนั่นแหละเอามาปล่อยไม่ใช่รึ ใช้คำพูดนี้ด่าตัวเองไม่เป็นไรรึ ถึงแม้ตัวนายเองจะไม่นึกเดือดร้อนก็เถอะ…

ยังไม่ทันจะแขวะเสร็จ เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ศิษย์แต่ละคนตัวโคลงเคลง พากันหวาดกลัวทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว เสียงถามไถ่ดังเซ็งแซ่ ส่วนเสิ่นชิงชิวตื่นตัวโดยพลัน

แผ่นดินไหวระดับ 7.5 ไม่ผิดพลาดแน่

ในที่สุดห้วงอเวจีก็ถูกเปิดออกแล้ว!

สิ่งที่เรียกว่าห้วงอเวจีนั้นคือรอยต่อที่อยู่ระหว่างภพมนุษย์กับภพมาร

เนื่องจากเป็นช่องว่างระหว่างรอยต่อของสองภพ ห้วงอเวจีจึงเต็มไปด้วยอันตรายและสิ่งลึกลับ ห้วงอากาศก่อตัวเป็นมิติอันบิดเบี้ยวและขาดวิ่น ลาวาร้อนแรงดั่งไฟโลกันตร์มีอยู่ทุกหนแห่ง

ศิษย์ทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้ต่อสู้มาตลอดทาง เหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจจนทนไม่ไหวแล้ว หลังจากเกิดเผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นก็สลบไปเกือบหมด ที่ยังเหลือและฝืนยืนอยู่ได้มีเพียงเสิ่นชิงชิว ลั่วปิงเหอ และซั่งชิวหัวสามคนเท่านั้น

ในเมื่อห้วงอเวจีถูกเปิดออก แสดงว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างของเผ่ามารออกมาจากทางนั้น คนทั้งสามกลั้นลมหายใจ ตั้งสติมั่น เตรียมรับมือเต็มที่ เฝ้ารออย่างเงียบเชียบ

ในความมืดค่อยๆ ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งขึ้น

เห็นใบหน้าที่เย็นชาราวกับมีน้ำแข็งเกาะ และสีหน้าที่กีดกันคนให้ออกห่างพันลี้นั่นแล้ว เสิ่นชิงชิวรู้ทันทีว่าเขาเป็นใคร

เสิ่นชิงชิวชำเลืองมองซั่งชิวหัวด้วยหางตา เห็นเขาหน้าซีดเผือดทันควันก็นึกขำ แต่หัวเราะไม่ออก

ทำไมคนที่วันหน้าจะกลายเป็นเพื่อนสนิทและลูกน้องของลั่วปิงเหอคอยช่วยเขาทำความชั่ว ฆ่าคนวางเพลิงถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ตอนนี้ล่ะ!

โม่เป่ยจวินมีสายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่ามาร เป็นมารรุ่นสอง* โดยชอบธรรมของตระกูลผู้ปกครองดินแดนทางเหนือในภพมาร เป็นบุคคลลึกลับไปมาไร้ร่องรอย มักอยู่ว่างไม่ทำอะไร ไม่สนใจใครหน้าไหน ตัวละครที่แยกตัวโดดเดี่ยวเช่นนี้ หลังจากช่วงกลางเรื่องถูกลั่วปิงเหอที่มีดัชนีทองคำโค่นก็ก้มหัวศิโรราบ ยอมทำทุกอย่างตามแต่ลั่วปิงเหอจะสั่งเอาง่ายๆเสียอย่างนั้น นับจากนั้นมาลั่วปิงเหอก็ได้ลูก้องผู้จงรักภักดีที่มีความสามารถ คอยวิ่งเต้นทำงานจิปาถะเพิ่มมาคนหนึ่ง แต่ว่า…ที่จริงแล้วตามนิยายเดิม ยังอีกห้าร้อยตอนจึงจะถึงคิวนายออกโรงนะลูกพี่

(คำว่า ‘มารรุ่นสอง’ ในที่นี้เป็นการล้อคำว่าเศรษฐีรุ่นสอง หมายความว่า ได้ตำแหน่งมาจากการสืบทอดทางสายเลือด ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ได้หมายถึงว่า เป็นผู้สืบทอดรุ่นที่สอง)

ซั่งชิงหัวก้าวออกมาข้างหน้า ตะโกนถาม “ท่านคือผู้ใด ไฉนมาปรากฏตัวที่นี่”

นั่นไม่ใช้ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายหรอกรึ ผู้ที่สั่งให้นายเอาของอันตรายมาปล่อยในงานชุมนุมเซียนก็คือเขาไม่ใช่หรือไง เชิญเหอะๆ เชิญนายเสแสร้งต่อตามสบายเลยละกัน

โม่เป่ยจวินเบือนหน้ามาเล็กน้อย โครงหน้าอันหล่อเหลาซีกหนึ่งจมอยู่ในความมืด เห็นแล้วทำให้รู้สึกหนาวเยือก เขาเพียงยกนิ้วขึ้น ซั่งชิงหัวก็ลอยหวือขึ้นมากลางอากาศ กระเด็นไปฟาดต้นไม้เก่าโบราณต้นหนึ่งสลบเหมือดไป ขัดกับเลือดในปากซึ่งกระอักออกมาไม่หยุด จนเสิ่นชิงชิวอดเลื่อมใสไม่ได้

ทุ่มเทเต็มร้อย ตั้งใจทำหน้าที่สุดกำลัง พี่น้อง เพื่อหน้าที่แล้ว นายอึดจริงๆ!

เลื่อมใสเสร็จก็แอบถอนใจ ด้วยรู้ว่าเขาต้องออกหน้าแล้ว

เสิ่นชิงชิวชูกระบี่ขึ้นขวางด้วยท่าทีไม่อ่อนไม่แข็ง “เผ่ามาร?”

ประโยคนี้ไร้สติเสียจริง ปราณมารดำปี๋ลอยตลบอบอวลเป็นลูกๆขนาดนี้ มองไม่เห็นก็ตาบอดแล้ว

เงาร่างสีขาววาบขึ้น ลั่วปิงเหอไม่พูดไม่จา เอาตัวมาขวางหน้าเขาไว้

ครู่ก่อนยังดื้อแพ่งอยู่เลย ทว่าตอนนี้เมื่อเผชิญกับศัตรูที่เข้มแข็งกลับเอาตัวเข้ามาเป็นกำแพงมนุษย์ให้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย หากบอกว่าเสิ่นชิงชิวไม่รู้สึกซาบซึ้งเลยก็จะเป็นการโกหก

แต่ยิ่งซาบซึ้งก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องที่อีกสักประเดี๋ยวจะต้องทำมันช่างใจร้ายใจดำเหลือแสน เสิ่นชิงชิวอยากให้เขาไม่ทำอะไรเลยเสียยังจะดีกว่า

“ปิงเหอ ถอยมา”

ลั่วปิงเหอไม่ตอบและไม่ถอย จ้องหน้าโม่เป่ยจวินเขม็ง ไม่ได้หวั่นไหวกับการประกาศศักดาของเขาแม้แต่น้อย

โม่เป่ยจวินทำเสียงเอ๊ะ ราวกับค้นพบสิ่งที่สามารถกระตุ้นความสนใจของเขาได้แล้ว

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “มีศิษย์ที่ไหนเอาตัวมาขวางหน้าให้อาจารย์บ้าง”

โม่เป่ยจวินถามว่า “เจ้าเป็นศิษย์ของชางฉยงซานเช่นนั้นหรือ”

ลั่วปิงเหอตอบเสียงเย็น “ลั่วปิงเหอ ศิษย์ชางฉยงซานในสังกัดชิงจิ้งเฟิง ขอรับการสอนสั่งจากท่าน”

โม่เป่ยจวินหัวเราะหยัน “เซียนไม่เป็นเซียน มารไม่เป็นมาร น่าสนุกนี่”

เสิ่นชิงชิวที่ได้ยินวาจานี้ รู้สึกเหมือนคว้าจับอะไรบางอย่างได้

หรือที่โม่เป่ยจวินปรากฏตัวในเวลานี้ เพื่อสวมบทตัวประกอบทำหน้าที่เดินเรื่องแทนแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์?

ที่บอกว่า ‘เซียน’ น่าจะหมายถึงซั่งชิงหัวที่แกล้งสลบไสล แต่ดันไม่ลืมกระอักเลือดอยู่ข้างๆนี่ เห็นชัดว่าเป็นผู้ฝึกวิชาเซียน แต่กลับทำหน้าที่เป็นวัวเป็นม้ารับใช้ให้เผ่ามารจนไม่เหลือความเป็นเซียน นับว่าด่าไม่ผิดเลย ส่วน ‘มาร’ นอกจากลั่วปิงเหอที่อยู่ตรงนี้แล้ว ยังจะหมายถึงใครอื่นได้อีก?

เสิ่นชิงชิวไม่แน่ใจว่าโม่เป่ยจวินสามารถมองทะลุถึงสายเลือดที่ซ่อนเร้นอยู่ในกายลั่วปิงเหอได้หรือไม่ ใจครุ่นคิดไปร้อยแปด

ลั่วปิงเหอเห็นเขานิ่วหน้าก็เข้าใจว่าอาจารย์โกรธที่ตนไม่เชื่อฟัง กล่าวว่า “ซือจุน เขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไปแม้แต่คนเดียวแน่ เช่นนั้นก็สู้จนสุดแรงไปเลยสักตั้งดีกว่า”

นายพูดได้ถูกต้อง แต่มันไม่ช่วยอะไรหรอก

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เจ้ารั้งอยู่ที่นี่ มีแต่จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่าๆ”

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “จะสู้จนตายเพื่อซือจุน หรือสู้ตายร่วมกับซือจุนศิษย์ยินยอมด้วยความเต็มใจขอรับ”

โม่เป่ยจวินเยาะ “สู้กับข้าหรือ” ส่วนที่ว่า ‘ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ’ ไม่ได้กล่าวออกมาอย่างไว้หน้าให้

เสิ่นชิงชิวนึกในใจ ดีแล้วที่นายไม่ได้พูดออกมา ไม่เกิน 3 ปี ลั่วปิงเหอมือเดียวก็ฟาดนายลุกไม่ขึ้นแล้ว แถมนายยังทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ให้เขาอีกต่างหาก แบบนั้นเป็นการตบหน้าตัวเองไหมล่ะเนี่ย

โม่เป่ยจวินกล่าวว่า “ก็ดี เช่นนั้นข้าจะคอยดู”

ไม่ทันสิ้นคำ ไอสังหารในอากาศเพิ่มขึ้นฉับพลัน

เสิ่นชิงชิวขยับเท้าอย่างไรไม่ทราบ ไปอยู่หน้าลั่วปิงเหอในชั่วพริบตา มือซ้ายตวัดซิวหย่าออกมา ไม่สนว่าจะช่วยอะไรได้หรือไม่ ขอเข้าไปขวางก่อนแล้วค่อยว่ากัน มือขวาคว้าตัวลั่วปิงเหอโยนออกไปราวกับอินทรีหิ้วลูกเจี๊ยบ ให้เขาพ้นจากรัศมีปราณมารของโม่เป่ยจวิน จากนั้นหันไปฟาดฝ่ามือใส่โม่เป่ยจวินทันที

คนทั้งสองประมือกัน เสิ่นชิงชิวเลือดลมในอกตีซ่านขึ้นมาระลอกหนึ่ง เหมือนถูกฟาดเข้ามาตรงๆ พลังทิพย์พลุ่งพล่านไปทั่วร่างไม่หยุด พลังฝึกปรือเขาไม่นับว่าต่ำ ทว่าจินตานของเขา ยามอยู่ต่อหน้าว่าที่ผู้ช่วยคนสำคัญของลั่วปิงเหอราชันแห่งมารที่จะกวาดล้างโลกในวันข้างหน้า จะไปพอได้อย่างไร

แต่เขาก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด!

มีแต่สู้โดยไม่คิดชีวิต ถึงจะมีชีวิตต่อไปได้

จากประสบการณ์สิบกว่าปีในการอ่านนิยายกำลังภายในและเทพเซียนมาสารพัด ตัวละครประเภททะเยอทะยาน มั่นใจในตนเองสูง แถมนิสัยประหลาดพิสดารมักยอมรับนับถือพวกหัวแข็งที่สู้ถวายชีวิตไม่ยอมแพ้อยู่บ้าง แต่กับพวกขี้ขลาดขวัญอ่อน มีแต่จะลงมือโดยไม่ปรานี!

ลั่วปิงเหอถูกเสิ่นชิงชิวโยนออกไปไม่ทันตั้งตัว ไปได้ครึ่งทางก็ย้อนกลับมา เจิ้งหยางดีดตัวออกจาฝัก โม่เป่ยจวินชักมือกลับมาฟาดใส่ รัศมีกระบี่ขาวพร่างพรายที่พุ่งเข้ามา เจิ้งหยางไม่อาจทนรับปราณมารมหาศาลที่โถมเข้าใส่ไหว ประกายสีขาวระเบิดออกแล้วหักกระจายเป็นชิ้นๆอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

โม่เป่ยจวินรับสองมือของเสิ่นชิงชิวด้วยมือเดียว แต่กลับเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างถล่มทลายจนรู้สึกหมดสนุก ออกแรงสะบัดเสิ่นชิงชิวก็กระเด็นออกไป “พื้นฐานฝีมือไม่ค่อยจะมีเท่าไร วิชาบำเพ็ญฌานเบื้องต้นทื่อด้านพลิกแพลงไม่เป็น เจ้าไปเสียเถอะ”

เสิ่นชิงชิว “…”

ฝีมือของเสิ่นชิงชิวนั้น สำหรับภพมนุษย์ไม่อาจใช้คำว่า ‘อัจฉริยะที่อดีตกาลไม่เคยมีมาก่อน อนาคตไม่ปรากฏอีก’ ได้ก็จริง แต่อย่างน้อยก็ใช้คำว่า ‘อัจฉริยะหนึ่งในพัน’ ได้ ส่วนรากฐานวิชาบำเพ็ญฌานของชางฉยงซานนั้น เขาไม่เรียกว่าทื่อด้านนะ เขาเรียก ‘อนุรักษ์นิยม’ ต่างหาก! แต่ก็นั่นแหละ สำหรับโม่เป่ยจวินมันไม่ต่างอะไรกับแค่ขยะชิ้นหนึ่ง หากเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลมาได้ยินเข้า จะต้องกระอักเลือดออกมา 3 ลิตร กลับไปร้องไห้ก่นด่าไม่หยุดแน่

กระบี่ของลั่วปิงเหอหักเป็นชิ้นๆแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจแม้แต่นิด ทว่าพอเห็นเสิ่นชิงชิวถูกฟาดกระเด็นจนกระทบกระเทือนอวัยวะภายใน ตามไรฟันมีเลือดไหลซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ แววตาเขาก็พลันทอประกายเย็นเยือกอึมครึม กระแสพลังปราณรอบตัวเกิดการเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา

โม่เป่ยจวินรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันชวนเขย่าขวัญนี้ ดวงตาสีน้ำเงินเยียบเย็นเรืองประกายด้วยความสนใจใคร่รู้ ทันใดนั้นกระบี่น้ำแข็งสีดำสนิทอยู่ๆก็ปรากฏในอากาศ 1 แตกเป็น 2 / 2 แตกเป็น 4 / 4แตกเป็น 8 ชั่วอึดใจก็แตกตัวออกมานับร้อยๆเล่ม ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่น้ำแข็ง พุ่งจาก 4 ทิศ 8 ทาง เข้าใส่เสิ่นชิงชิวที่อยู่ตรงกลาง

กระบี่น้ำแข็งเหล่านี้ไม่อาจต้านทานหรือสกัดขวางด้วยวิธีสามัญธรรมดาได้ เพราะพวกมันหลอมสร้างขึ้นมาจากปราณมารบริสุทธิ์ พลังทิพย์ของเสิ่นชิงชิวในเวลานี้จวนแห้งเหือดหมดแล้ว สองฝ่ายปะทะกันก็เหมือนความต่างชั้นระหว่างประกายไฟเล็กจ้อยกับคลื่นยักษ์นั่นเอง ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ไม่ต้องบอกก็รู้

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 244
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: