Scumbag System 22

0 Comments

ตอนที่ 22

ชั่วขณะที่ค่ายกลกระบี่สาดซัดลงมาดุจสายฝน พาให้เสิ่นชิงชิวใจเต้นกระหน่ำ

ฉันพยายามเต็มที่แล้ว แต่คนอื่นคิดว่าฉันไร้ความสามารถ ฉันจะทำยังไงได้

ที่น่าเจ็บใจคือจะตายทั้งทีดันไม่ตายให้ดูดีกว่านี้หน่อย กระบี่ดำถี่ยิบเป็นร้อยเล่มเสียบเข้าให้ ตัวมีหวังพรุนเป็นกระชอน ยังจะดูได้อยู่อีกหรือ

ทว่ารออยู่เป็นนานก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดเหมือนห่าธนูทิ่มแทงหัวใจเลย

หากไม่ใช่โม่เป่ยจวินเกิดเป็นโรคลมชักขึ้นมากะทันหัน เช่นนั้นก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่น่าจะสามารถต้านรับการโจมตีอันเปี่ยมล้นด้วยไอสังหารระลอกนี้ได้

เสิ่นชิงชิวประคองกายให้ตรง ค่อยๆเงยหน้าขึ้น

เป็นอย่างที่คิด

ค่ายกลกระบี่หนาแน่นถี่ยิบทั่วสารทิศบนท้องฟ้า สลายเป็นจุณไปเรียบร้อย

แตกสลายหมดสิ้นราวกับสูญหายโดยไร้ร่องรอย ท้องฟ้ายามราตรีบัดนี้เหลือเพียงเกล็ดน้ำแข็งสีดำลอยละล่องเต็มฟ้า สะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับแล้วตกลงมา

ภาพนี้สามารถเอาคำว่าสวยงามมาบรรยายได้เลยทีเดียว

ทว่าภาพของลั่วปิงเหอที่ยืนอยู่ตรงกลาง ทั่วทั้งร่างและในดวงตาประหนึ่งมีพายุหิมะมารวมตัวกัน คงมีแต่คำว่า ‘น่ากลัว’ เท่านั้นที่เอามาใช้บรรยายได้

เสิ่นชิงชิวนั่งลงข้างต้นไม้ใหญ่ กลืนเลือดที่คั่งในคอลงท้องพลางโคจรพลังเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ และสังเกตการณ์ศึกจอมมารแห่งยุคระดับผ่าภูเขาทลายก้อนหินไปด้วย

ผนึกที่สะกดโลหิตมารของลั่วปิงเหอยังไม่ได้ถูกปลดออก โม่เป่ยจวินเพียงแค่ลองทดสอบเขาดูเท่านั้น แต่ก็สู้กันชนิดมืดฟ้ามัวดิน ตะวันจันทราสิ้นแสง ปราณมารของทั้งสองราวกับคลื่นลมคลั่งทะเลเดือด แทบจะคลุมเมฆาพร่าตะวันเลยทีเดียว

พื้นที่บริเวณนี้ความจริงอยู่ในรัศมีของบัวหิมะพิสุทธิ์พันใบ…มันใช่ชื่อนี้ไหมนะ คงจะใช่ ในรัศมีของบัวหิมะพิสุทธิ์พันใบ ปกติแล้วสิ่งมีชีวิตจากเผ่ามารจะไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ปราณมารที่ตลบอบอวลทั่วฟ้าจรดดินเช่นนี้ ได้ส่งผลให้บัวหิมะที่เต็มไปด้วยปราณทิพย์ดอกนั้นเหี่ยวเฉายันราก ตายไปเรียบร้อยแล้ว พวกปีศาจที่แฝงตัวหลบอยู่ในความมืดเหล่านั้นค่อยๆคลานเข้ามาดูดซับพลังปราณอันหอมหวนสำหรับพวกมันอย่างตะกละตะกลาม

แมงมุมหัวผีสองสามตัวค่อยลอบคืบคลานเข้าหาศิษย์ของชางฉยงซานสองสามคน ขาที่เต็มไปด้วยขนของมันกำลังจะเสียบเข้าที่ขมับอยู่แล้ว เสิ่นชิงชิวพลังทิพย์แทบหมดเกลี้ยง ไม่อาจใช้พลังโจมตี ทำได้เพียงคว้าเส้นผมอันสกปรกรุงรังของพวกมันโดยไปด้านข้าง เขาเล็งไว้อย่างดีแล้วถึงค่อยจงใจโยนไปทางซั่งชิวหัวคนทรยศ!

ส่วนอีกด้านโม่เป่ยจวินทดสอบฝีไม้ลายมือของลั่วปิงเหอพอสมควรแล้ว เขาตั้งใจจะโจมตีอีกทีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนยุติ ดีดนิ้วทีหนึ่ง ส่งลำแสงสีแดงเข้มเข้าใส่กลางหน้าผากลั่วปิงเหอ

เมื่อลำแสงสีแดงสายนั้นสัมผัสหน้าผากลั่วปิงเหอก็ซึมเข้าผิวหนังทันที แปรเปลี่ยนเป็นตราประทับสีแดงเพลิงจุดหนึ่ง

ลั่วปิงเหอต่อสู้จนมึนไปหมด ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้เพียงว่าปวดหัวแทบระเบิดจนเจียนทรุดลงไปกองกับพื้น ทั่วทั้งร่างพลุ่งพล่านปั่นป่วนไปด้วยความรู้สึกร้อนรนรุนแรงที่ไม่อาจระบายออก แค่สะบัดมือส่งๆ ปราณมารที่ระเบิดออกมาพลันพุ่งเข้าหาโม่เป่ยจวินคล้ายดังกระสุนปืนใหญ่

พลังที่ส่งออกไปคราวนี้อานุภาพร้ายแรงมาก โม่เป่ยจวินยกมือขึ้นสลายพลัง เขาดูประหลาดใจอยู่บ้าง กล่าวชมว่า “ไม่เลว”

โม่เป่ยจวินไม่สนใจว่าตอนนี้ลั่วปิงเหอจะมีสติอยู่หรือไม่ กล่าวเองเสร็จสรรพ “ภพมนุษย์หาใช้ที่ๆเจ้าควรอยู่ ไยไม่กลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริงของเจ้าเล่า”

ตอนนี้เสิ่นชิงชิวมั่นใจเต็มร้อยแล้ว การปรากฏตัวขึ้นกะทันหันของโม่เป่ยจวิน ก็เพื่อมาทำหน้าที่ของแรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ แต่เทียบกับนิยายต้นฉบับแล้ว โม่เป่ยจวินทำงานได้เบ็ดเสร็จรวบรัดกว่า ขะ ขะ เขาถึงกับปลดผนึกโลหิตมารในร่างลั่วปิงเหอเสร็จสรรพเรียบร้อย!

และพอจบภารกิจปิดการขายก็หมุนตัวจากไปดื้อๆ!

ช่างเป็น NPC ที่ตรงไปตรงมาอย่างถึงที่สุด ไม่มีโอ้เอ้ยืดยาดเลยจริงๆ ลักษณะนิสัยในนิยายดั้งเดิมก็แบบนี้เป๊ะ ไม่ว่าลั่วปิงเหอจะต้องการตัวเขาที่ไหน เขาจะไปโผล่ตรงนั้นอย่างน่าพิศวง เหลือเชื่อขนาดนี้ ไม่เหมือนใครขนาดนี้ ไม่ต้องการตรรกะใดๆทั้งสิ้น!

ที่เหลือเชื่ออีกอย่างคือ สิ่งที่เสิ่นชิงชิวกำลังจะต้องเผชิญหน้าต่อไปนี่แหละ มันคือการปิดจ็อบฉากสุดท้าย

ลั่วปิงเหอที่เพิ่งผ่านศึกหนักนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นอย่างเหม่อลอยอยู่กลางกองเศษดินเศษหิน แต่ก็ดูราวกับจะฉีกทำลายทุกอย่างให้เป็นจุณได้ ยามนี้สมองของเขาเหมือนภูเขาไฟที่หลับใหลมาหลายปีลูกหนึ่ง ซึ่งจู่ๆระเบิดออก ในเส้นเลือดดุจมีลาวาไหลพล่าน แต่คิดเสิ่นชิงชิวก็เหมือนจะร้อนจนปวดหัวปวดกระดูกตามไปด้วย

เวลานี้เอง ระบบประกาศด้วยเสียงโหยหวนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

[ประกาศ! ภารกิจสำคัญ : ‘ห้วงอเวจีกับความคับแค้นไร้ประมาณ เกล็ดน้ำแข็งกับหยดน้ำตาโลหิตหลั่งรินทั่วฟ้า’ เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ หากทำไม่สำเร็จค่าความฟินของพระเอก ติดลบ 20,000 คะแนน!]

ชื่อภารกิจทุเรศขึ้นทุกที นี่เราหลอนไปเองรึเปล่าเนี่ย

ดูเหมือนเมื่อวานซืน ตอนที่ผมคอนเฟิร์มกับคุณ มันคือ 10,000 ไม่ใช่รึ

ผ่านไปไม่กี่วันเพิ่มมาหนึ่งเท่าตัวแล้ว?

เสิ่นชิงชิวเดินด้วยขาอันสั่นเทาไปยังข้างกายลั่วปิงเหอที่ยังคงอยู่ในสภาพกึ่งเสียสติอยู่ ตบหลังเขาหนักๆ เพื่อส่งพลังทิพย์ที่เหลืออยู่น้อยเต็มทีเข้าร่างเขา

คิดว่าง่ายๆแค่นี้จะได้ผลเหรอ โลกสวยไปหน่อยแล้ว!

ลั่วปิงเหอไม่เพียงไม่ได้สติกลับคืน ปราณมารในร่างเขากลับยิ่งแผ่ออกมาจนกระแทกใส่เสิ่นชิงชิว ทำเอาเลือดคั่งที่สู้อุตส่าห์ข่มมานานกระอักออกมาเดี๋ยวนั้น

ช่วงเวลานี้เอง ลั่วปิงเหอจึงได้สติคืนมาบ้าง

เขาค่อยๆถอยออกจากภวังค์อันสับสนอย่างเชื่องช้า ฝืนปะติดปะต่อคำพูดอย่างมึนงง จากนั้นใบหน้าที่คุ้นเคยก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น

ในที่สุดเสิ่นชิงชิวก็เห็นแววตาลั่วปิงเหอดูแจ่มชัดขึ้นบ้างแล้ว เลยถอนใจอย่างโล่งอก เอามือเช็ดเลือดที่มุมปากตัวเอง ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ได้สติแล้วหรือ”

เว้นระยะไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “หากได้สติแล้ว เราจะได้พูดจากัน”

เสิ่นชิงชิวคาดคั้น “ลั่วปิงเหอ เจ้าสารภาพความจริงเสีย เจ้าฝึกวิชามารมานานแค่ไหนแล้ว”

พอได้ยินถ้อยคำดังกล่าว ลั่วปิงเหอราวกับร่วงลงมาอย่างแรงจากห้วงอากาศที่สูงจนหายใจไม่ออก ตกลงสู่บ่อน้ำเย็นเฉียบเข้ากระดูก ต่อให้ไม่อยากได้สติก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

เขามองสีหน้าเย็นเยือกของเสิ่นชิงชิวแล้วใจหายวาบ

ปกติแล้วเสิ่นชิงชิวมักเรียกเขาว่าปิงเหอ แทบไม่เคยเรียกชื่อแซ่เขาเต็มๆ

เขากล่าวเสียงแผ่ว “ซือจุน ศิษย์อธิบายได้นะขอรับ”

ลั่วปิงเหอถึงอายุยังน้อย แต่เป็นคุนสุขุมหนักแน่น ไม่ลนลานมาตลอด มักทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่เวลานี้สีหน้ากลับแตกตื่นชัดแจ้ง ดูเหมือนร้อนใจอยากอธิบาย แต่ไม่รู้ควรพูดอย่างไรดี

พระเอกผู้ยิ่งใหญ่ต้องมาตกต่ำถึงเพียงนี้ เสิ่นชิงชิวแทบทนดูไม่ได้ชิงเอ่ยตัดหน้า “หุบปาก!”

สิ้นคำแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกได้ว่าคุมโทนเสียได้ไม่ดีนัก น้ำเสียงจึงออกจะดุดันไปหน่อย

ลั่วปิงเหอดูตกใจที่ได้ยิน ทำท่าราวกับเด็กที่ถูกตบหน้าเข้าให้ มึนงงสับสนไปหมด ดวงตาดำขลับมองเขาอย่างตกตะลึง หุบปากตามคำสั่งแต่โดยดี

เสิ่นชิงชิวหักใจมองหน้าเขาตรงๆไม่ได้เลย ได้แต่ถามเสียงห้วนตามบท “ตั้งแต่เมื่อใด”

“…สองปีก่อนขอรับ”

เสิ่นชิงชิวเงียบไม่กล่าววาจา ถามอะไรก็ตอบซื่อๆแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาตกใจกลัวมากจริงๆ

ไหนเลยจะรู้ว่าลั่วปิงเหอตีความเงียบของเขาเป็นว่า “ดีมากเจ้าศิษย์ชั่ว กล้าปิดบังข้ามานานถึงเพียงนี้”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเบา “สองปี มิน่าเล่าเจ้าถึงได้ก้าวหน้ารวดเร็วถึงขั้นนี้ ลั่วปิงเหอ เจ้าช่างสมกับเป็นลั่วปิงเหอโดยแท้ พรสวรรค์ไม่ธรรมดาจริงๆ”

ความจริงประโยคนี้เป็นคำชมที่กล่าวออกมาจากใจจริงของเขาเลยทีเดียว ในฐานะพระเอก ความจริงที่ว่าลั่วปิงเหอมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดานั้นก็ถูกต้องแล้ว หากเสิ่นชิงชิวจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ ก็เพียงแค่อิจฉาริษยานั่นเอง

แต่ลั่วปิงเหอฟังแล้ว กลับตีความไปคนละเรื่อง

เขาคุกเข่าลงตรงหน้าเสิ่นชิงชิวทันที

เสิ่นชิงชิวนึก ฉิบหายแล้ว ใต้เข่าลูกผู้ชายมีทองคำ พระเอกคุกเข่าให้ ชีวิตตูก็จบน่ะซิ ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังมาคุกเข่าอีก เกิดวันข้างหน้าลั่วปิงเหอนึกได้ขึ้นมา ไม่ยิ่งแค้นเข้าไปใหญ่หรือ เขาสะบัดแขนเสื้อทันที “ลุกขึ้น!”

ลั่วปิงเหอถูกลมแรงจากแขนเสื้อของเขาฟาดใส่จนต้องลุกขึ้นยืน ถอยหลังไปหลายก้าว ทำอะไรไม่ถูกยิ่งกว่าเก่า

ทำผิดไปแล้ว ผิดจนไม่อาจแก้ไข กระทั่งจะคุกเข่าขออภัยต่อซือจุนยังไม่มีสิทธิ์เลยหรือ

เขากล่าวพึมพำ “แต่ซือจุนเคยกล่าวว่า คนเรามีดีมีชั่ว เผ่ามารเองก็ย่อมมีทั้งดีและเลวแตกต่างกันไป ในโลกนี้ไม่แน่ว่าฟ้าดินจะไม่ยอมอภัยให้”

ฉันเคยพูดหรือ มันก็หลายปีแล้วนะนี่ เสิ่นชิงชิวพยายามคิด

ดูท่าจะเคยพูดแบบนั้นไปจริงๆนั่นแหละ!

เพียงแต่ตอนนั้นพูดไปเพราะคำนึงถึงสถานการณ์ในภายหน้า ผิดกับตอนนี้ที่มันเป็นช่วงคอขาดบาดตาย คมมีดมาจ่อคออยู่

ถึงเป็นสุดวิสัย แต่ตอนนี้ตบปากตัวเองไม่ยอมรับ จะหน้าด้านไปหน่อยไหม

“เจ้าไม่ใช่เผ่ามารชนชั้นธรรมดาสามัญ” เสิ่นชิงชิวกล่าว “ตราประทับบนหน้าผากเจ้า เป็นตราบาปของมารที่ถูกขับจากสวรรค์ สายตระกูลนี้ได้เข่นฆ่าผู้คนในภพมนุษย์ไปนับไม่ถ้วน นิสัยใจคอยิ่งยากจะควบคุม ก่อภัยพิบัติไว้มากมายนับแต่โบราณนา ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่สามารถนำมาเปรียบกับเผ่ามารอื่นๆได้เลย ข้าไม่อาจรอให้เจ้าเข่นฆ่าสังหารผู้คนจนติดเป็นนิสัยควบคุมตัวเองไม่ได้เสียก่อน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้ประจักษ์ว่าคำพูดของข้าในครั้งนั้นมันผิด”

ได้ยินเสิ่นชิงชิวพูดถึงขนาดนี้กับหู ความหวังดับสลาย ลั่วปิงเหอขอบตาแดงก่ำ

เขากล่าวเสียงสั่น “…แต่ท่านเคยบอกว่า”

คำพูดที่ฉันเคยพูดไว้มันเยอะมากเลยนะ ตอนนั้นฉันยังเคยไปเมนต์ยาวเหยียดตั้งร้อยกว่าเมนต์ให้จับเสิ่นชิงชิวตอนเลย

…ไม่ตลกเลยสักนิด

เสิ่นชิงชิวที่เก่งกาจในเรื่องปรับตัว ควบคุมความคิดของตนเองมาตลอด วันนี้ได้สร้างสถิติในการแขวะใหม่แล้ว แต่ทำไมถึงไม่สบายใจเลย กลับรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงด้วยซ้ำ

เขาล้างสมองตัวเองไม่หยุด ความทุกข์ทรมานที่ลั่วปิงเหอได้รับในตอนนี้ ล้วนเป็นหนทางที่ต้องผ่าน เพื่อจะได้อยู่เหนือคนนับหมื่นในวันหน้าหากไม่ผ่านความหนาวเหน็บเข้ากระดูก ไหนเลยจะมีกลิ่นดอกบ๊วยหอมหวานให้ดอมดม ไม่ผ่านการฝึกฝนสามปีในห้วงลึก ไหนเลยจะมีราชามารผู้ยิ่งใหญ่ได้ซินหมัวอยู่ในมือ ใต้หล้านี้เป็นของเจ้า มีสามงามสามพันในฮาเร็ม ก็ไม่ต้องทนเหงาอีกแล้ว…

เฮ้อ ไม่ได้ผล

ไม่ได้ผลเลยจริงๆ ไม่รู้สึกดีขึ้นสักนิด

เสิ่นชิงชิวเงยหน้าขึ้นทันที วาดมือเรียกซิวหย่ามาถือไว้ในมือ มือที่ถือกระบี่ของเขาสั่นเล็กน้อย เส้นเอ็นปูดโปน

ลั่วปิงเหอยังไม่ยอมเชื่อ “ซือจุน ท่านจะฆ่าข้าจริงๆหรือ”

เสิ่นชิงชิวทนมองสีหน้าเขาไม่ไหว สายตามองทะลุร่างเขา “ข้าไม่อยากฆ่าเจ้า”

ในความทรงจำของลั่วปิงเหอ เสิ่นชิงชิวไม่เคยเย็นชากับตนถึงขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เป็นตอนที่เข้าชางฉยงซานใหม่ๆ ไม่ได้รับการเหลียวแลจากซือจุน สายตาที่มองตนก็ไม่เคยว่างเปล่าถึงขนาดนี้ มองเขาราวกับเป็นอากาศธาตุ

ไม่มีความอบอุ่นให้เห็นสักนิด ไม่ต่างอะไรกับสายตายามที่มองปีศาจชั่วช้าขณะกำลังจะลงกระบี่สังหาร ไม่ต่างเลยจริงๆ

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “แต่ที่มารตนเมื่อครู่กล่าวก็ไม่ผิด ภพมนุษย์หาใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่นาน เจ้าสมควรกลับไปยังโลกที่เป็นของเจ้า”

เขาเดินหนึ่งก้าว ลั่วปิงเหอก็ถอยหนึ่งก้าว จนคนทั้งคู่ถอยมาถึงหน้าห้วงอเวจีแล้ว

หันกลับไปเห็นปราณมารตลบอบอวลอยู่ในหุบเขาลึก หมื่นวิญญาณกรีดร้องโหยหวน แขนรูปร่างพิกลพิการนับร้อยนับพันคู่ยื่นขึ้นมาที่รอยแตก ด้านภพมนุษย์โหยหาเลือดเนื้อสดใหม่ ส่วนลึกลงไปกว่านั้นถูกบดบังอยู่ในหมอกดำทะมึนและแสงประหลาดสีแดงฉาน

เสิ่นชิงชิวเอาซิวหย่าชี้ลงไปที่ห้วงลึก แล้วกล่าว “เจ้าจะลงไปเอง หรือจะให้ข้าลงมือ”

เขาแอบหวังอย่างเห็นแก่ตัวว่าลั่วปิงเหอจะลงไปเอง ปกติแล้วคนที่เลือกกระโดดเหวลงไปเองจะไปแขวนติดอะไรสักอย่าง เช่นนี้เขาจะได้หลอกคนอื่นและหลอกตัวเองได้ว่าฉากนี้จบลงอย่างสวยงาม

ดีกว่านับจากนี้ไปทุกวันคืนเขาต้องจดจำฉากที่ตนเองฟาดลั่วปิงเหอตกลงไป

แต่ลั่วปิงเหอยังคงไม่ยอมแพ้

ไม่ยอมเชื่อว่าซือจุนที่ดีต่อตนปานนั้นจะผลักตนตกลงไปจริงๆ ไม่เชื่อว่าที่เจอหน้ากันทุกเช้าค่ำตลอดหลายปีมานี้จะลงเอยแบบนี้ได้

ต่อให้ซิวหย่าเสียบเข้าไปในอกเขา เขาจะกอดความหวังสุดท้ายเอาไว้มั่น

เสิ่นชิงชิวไม่ได้อยากแทงเขา

ที่จริงแล้วเขาเพียงแข็งใจทำเป็นกวัดแกว่งกระบี่ขู่ลั่วปิงเหอเท่านั้น ขอเพียงลั่วปิงเหอตกใจผงะหลบก็จะร่วงลงไปเอง แต่นึกไม่ถึงว่าลั่วปิงเหอจะยืนนิ่งอยู่กับที่เช่นนั้น จึงรับกระบี่เข้าไปตรงๆ

ชีวิตข้าพเจ้าจบสิ้นแล้ว นิยายดั้งเดิมคือแค่ถีบลงไป คราวนี้เพิ่มความแค้นที่เอากระบี่จิ้มหน้าอกอีกหนึ่งกระทง

ลั่วปิงเหอพลิกมือกำปลายกระบี่ แต่มิได้กำแรง เพียงกุมไว้เบาๆ กล่าวคือหากเสิ่นชิงชิวออกแรง ซิวหย่าก็จะแทงเข้าไปอีกจนทะลุอกเขา

ลูกระเดือกเขาขยับแผ่วเบาทว่าไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา เห็นชัดว่าปลายกระบี่ยังมิได้แทงเข้าไปในหัวใจ แต่เสิ่นชิงชิวกลับรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวใจของลั่วปิงเหอเต้นด้วยความเจ็บปวดผ่านทางปลายกระบี่มาถึงหลังมือ แล้วแล่นผ่านแขนตรงถึงหัวใจของตน

เสิ่นชิงชิวชักกระบี่กลับมาเดี๋ยวนั้น

การกระทำนี้ของเขาส่งผลให้ร่างลั่วปิงเหอโงนเงนเล็กน้อย ก่อนตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว เห็นเสิ่นชิงชิวมิได้สังหารตนให้ถึงที่สุด แสงในดวงตาที่เดิมทีริบหรี่ไปแล้วเรืองรองอีกครั้ง คล้ายประกายไฟในเถ้าถ่านที่พยายามจะดิ้นรนเฮือกสุดท้าย มุมปากพยายามจะฝืนยกขึ้นไม่รู้ว่าคิดจะยิ้มหรืออย่างไร

แต่เสิ่นชิงชิวกลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายดับประกายไฟแห่งความหวังที่เรืองรองขึ้นมาในดวงตาของเขา

เสิ่นชิงชิวตระหนักดีว่าตนเองจะไม่มีวันลืมแววตาของลั่วปิงเหอในเสี้ยววินาทีที่ตกลงสู่ห้วงอเวจีไปตลอดกาล

………………………………………

รอจนเหล่าเจ้าสำนักและซิวซื่อเก็บกวาดปีศาจร้ายในเขตอาคมหุบเขาทางตันเสร็จจนตามมาถึง ช่องว่างของห้วงอเวจีที่เปิดออกก็ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว

นอกจากซั่งชิงหัวที่แกล้งตาย เสิ่นชิงชิวจัดการทำแผลให้คนอื่นที่นอนสลบอยู่กับพื้นเสร็จสรรพแล้ว แต่บาดแผลบนร่างตนเองกลับไม่ได้สนใจ ตามเสื้อผ้ามีรอยเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่ว ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก หน้าซีดเผือดดูอเนจอนาถแท้

เยวี่ยชิงหยวนก้าวเข้ามาจับชีพจรเขาแล้วนิ่วหน้า เปลี่ยนให้มู่ชิงฟางเข้ามาตรวจ แต่ละสำนักเข้ามาหาคนของตนที่นอนระเกะระกะอยู่ที่พื้น เมื่อระบุตัวตนได้ก็แบกกลับไปรักษากันเองต่อ

หลิ่วชิงเกอรู้สึกว่าคนหายไปคนหนึ่ง ทั้งยังเป็นศิษย์คนนั้นที่ตามติดหน้าติดหลังเสิ่นชิงชิวไม่ยอมห่าง จึงถามขึ้น “ศิษย์คนนั้นของเจ้าเล่า”

เสิ่นชิงชิวก้มหน้าไม่ตอบ เก็บเศษกระบี่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่กระจายเกลื่อนพื้นขึ้นมา ศิษย์ของชิงจิ้งเฟิงกรูเข้ามาหาทันที หมิงฟานที่เป็นผู้นำตาไว พอเห็นกระบี่เล่มนั้นก็กล่าวตะกุกตะกัก “ซือจุน กระบี่เล่มนั้นมิใช่…”

ตอนแรกเขาเคยหมายปองกระบี่เจิ้งหยางของวั่นเจี้ยนเฟิงเล่มนี้อยู่หลายปี หลังจากถูกลั่วปิงเหอชักออกมาเลยอิจฉาแทบแดดิ้น นอนกระสับกระส่ายแช่งชักหักกระดูกอยู่หลายคืน จึงไม่มีทางจำกระบี่เล่มนี้ผิดพลาดเด็ดขาด

หนิงอิงอิงร้องไห้โฮออกมาเดี๋ยวนั้น “ซือจุนท่านอย่าทำให้ข้ากลัวซิ นี่มิใช่..มิใช่ เจิ้งหยางของอาลั่วหรอกหรือ ไม่ใช่กระมัง ไม่ใช่หรอก…”

เสียงผู้คนกระซิบกระซาบ “เจิ้งหยางหรือ”

Categories:
siripak

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 244
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 243
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 242
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: