Scumbag System 23

0 Comments

ตอนที่ 23

“พูดถึงลั่วปิงเหอศิษย์รักของเจ้าหุบเขาเสิ่นอยู่หรือ”

“กระบี่อยู่คนอยู่ กระบี่นี้หักหมดแล้ว คนเล่า”

“คงไม่ได้…แค่กๆ”

มีคนถอนใจ “หากเป็นเช่นนี้ ก็น่าเสียดายเหลือเกินแล้ว จนถึงตอนนี้ลั่วปิงเหอขึ้นนำอันดับหนึ่งบนทะเบียนทองแล้วนะ”

“ฟ้าอิจฉาผู้มีความสามารถ ฟ้าอิจฉาผู้มีความสามารถ!”

มีทั้งผู้ถอนใจ ตกใจ เศร้าเสียใจ และผู้ที่ดีใจในคราวเคราะห์ของผู้อื่น

หนิงอิงอิงปล่อยโฮลั่นอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

แม้หมิงฟานเกลียดลั่วปิงเหอ ด่าเขาให้ไปตายทั้งในที่ลับและที่แจ้งมาตลอด แต่ไม่เคยนึกอยากให้เขาตายไปจริงๆเลย ยิ่งพอคิดว่าหลังๆมานี้ซือจุนโปรดปรานเขาปานไหน เจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นกลับตายจากไปขนาดศพก็ไม่เหลือ ซือจุนจะต้องเศร้าเสียใจมากแน่ จึงไม่รู้สึกดีเลยสักนิด เมฆหมอกแห่งความทุกข์ปกคลุมทั่วชิงจิ้งเฟิง

เซียนซูเฟิงที่มีแต่ศิษย์สตรีนำโดยฉีชิงชีก็อดสะเทือนใจตามไปด้วยไม่ได้

หลิ่วชิงเกอไม่ใช่ผู้มีวาทศิลป์ เขาตบบ่าเสิ่นชิงชิวแล้วกล่าว “ศิษย์ไม่อยู่แล้วก็รับใหม่ได้”

ทราบดีว่าเขาอยากปลอบใจตน แต่เสิ่นชิงชิวยังอยากกลอกตาใส่เขาอย่างละเหี่ยใจ

คนที่ไม่ได้ถีบพระเอกบวกศิษย์ในสังกัดตัวเองลงห้วงอเวจี ล้วนเป็นพวกที่ยืนพูดไม่ปวดเอว*ทั้งหมดนั่นแหละ

(คนยืนพูดไม่ปวดเอว อุปมาถึงคนที่ดีแต่วิจารณ์คนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ได้ลงมือทำ เหมือนดังเช่น คนที่ยืนพูดได้เรื่อยๆ โดยตัวเองไม่เดือดร้อน ไม่สนใจว่าคนอื่นที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานจะทำได้หรือทำไหวไหม)

ช่างเถอะ มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว

เสิ่นชิงชิวกล่าวช้าๆ “ลั่วปิงเหอ ศิษย์ในสังกัดชิงจิ้งเฟิงถูกเผ่ามารทำร้าย สิ้นชีพแล้ว”

……………………..

งานชุมนุมเซียนคราวนี้เป็นปีที่สูญเสียหนักที่สุดนับแต่มีมา

ผู้ฝึกวิชาเซียนหน้าใหม่ที่แต่ละสำนักส่งเข้าร่วมมีทั้งหมดพันกว่าคน วัดเจาหัวที่มุ่งเน้นไปที่การร่ายเขตอาคมโชคดีรอดชีวิตไปได้ วังฮ่วนฮวาเสียหายมากที่สุด ตายไปเกือบร้อยคน ชางฉยงซานเบาสุด บาดเจ็บแค่สามสิบกว่าคน

ส่วนสำนักเล็กสำนักน้อยที่เหลือ มือใหม่ที่พลังตื้นเขินวิชาต่ำต้อยล้วนเกาะกลุ่มกันอยู่แถวๆนี้เช่นกัน บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ประสบภัยหนักอย่างแท้จริง เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต

การได้มีชื่อติดอันดับอยู่บนทะเบียนทอง เดิมทีเป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ตอนนี้มาดูอีกที ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อติดอันดับอยู่บนทะเบียนทองมีไม่น้อยที่เสียชีวิตอยู่ในหุบเขาทางตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ขึ้นอันดับหนึ่ง ศิษย์ชางฉยงซานในสังกัดชิงจิ้งเฟิง ลั่วปิงเหอศิษย์รักของเสิ่นชิงชิว กระบี่หักคนม้วยจะไม่ให้เจ็บปวดใจได้อย่างไร

และนี่ยังไม่ได้นับเหล่าซิวซื่อที่เข้าไปช่วยชีวิตคน แล้วต้องเสียชีวิตอยู่ข้างในหุบเขา หลังจากศึกครั้งนี้แต่ละสำนักเรียกได้ว่ากำลังพลทรุดหนัก

ชิงจิ้งเฟิงได้รับเทียบแดงหนึ่งแผ่น

บนเทียบแดง ชื่อของลั่วปิงเหอที่ได้อันดับหนึ่งเขียนอยู่สูงเหนือใครเรืองประกายสีทองอร่ามตา

หมิงฟานเดินเข้ามารายงานว่า “ซือจุน มีศิลาทิพย์หนึ่งหมื่นก้อนส่งมา ควรจัดการอย่างไรดีขอรับ”

ศิลาทิพย์หนึ่งหมื่นก้อนหรือ เสิ่นชิงชิวตะลึง “ทำไมอยู่ๆ ถึงมีศิลาทิพย์จำนวนมากส่งมา”

หมิงฟานกล่าวอย่างระมัดระวัง “ซือจุนลืมแล้วหรือขอรับ ตอนงานชุมนุมเซียน ซือจุนลงเดิมพันเอาไว้ห้าพัน…”

เสิ่นชิงชิวจำได้แล้ว นี่เป็นเงินรางวัลที่เขาเดิมพันข้างลั่วปิงเหอ เยวี่ยชิงหยวนบอกว่าถ้าแพ้จะจ่ายให้ ชนะยกให้ตน

ลั่วปิงเหอสู้เต็มที่จริงๆ พลังที่ทุ่มเทชั่วก้านธูปสุดท้ายส่งให้เขาแซงหน้ากงอี๋เซียวและหลิ่วหมิงเยียนที่อยู่อันดับหนึ่งและอันดับสองไปยืนอยู่จุดบนสุด จนทำให้เสิ่นชิงชิวได้กำไรมาเท่าตัว

เวลานั้นทั้งที่คิดเพียงว่าหารายได้สักก้อนด้วยความหวังคิดปลอบใจตัวเอง แต่มาตอนนี้กลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี

อีกทั้งเมื่อก่อนสิ่งของเหล่านี้เขาล้วนมอบให้ลั่วปิงเหอจัดการ ควรเก็บเข้าคลัง หรือเอามาใช้ทำอย่างอื่น จะทำอะไร อย่างไร ล้วนไม่ต้องให้เขากังวล ตอนนี้กลับกลายเป็นหมิงฟานมาถามเขาว่าควรจัดการอย่างไร

เสิ่นชิงชิวนิ่งคิด ก่อนตอบว่า “เก็บไว้ก่อน”

“…” ความจริงหมิงฟานยังคิดถามรายละเอียดว่า ‘เก็บไว้ที่ไหนขอรับ’ แต่สีหน้าซือจุนดูจะไม่ดีนักจึงไม่กล้าถามต่อ พลางคิดว่า เมื่อก่อนลั่วปิงเหอเก็บไว้ที่ไหน ข้าเก็บไว้ที่นั่นก็แล้วกัน จึงถอยออกไปทันที

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ศิษย์ชิงจิ้งเฟิงต่างพากันระมัดระวังตัว หลีกเลี่ยงหัวข้อต้องห้ามให้มากที่สุด เพราะกลัวจะไปแตะเอาเส้นที่ยังเจ็บของซือจุนเข้า ล้วนเข้าใจว่าผ่านไปสักพักก็น่าจะดีขึ้น ผ่านมาครึ่งเดือนกว่า เสิ่นชิงชิวก็ดูเหมือนค่อยๆ คืนสู่สภาวะปกติ แต่นึกไม่ถึงว่าอยู่มาวันหนึ่งใกล้จะได้เวลาอาหาร จู่ๆได้ยินเสิ่นชิงชิวเรียกชื่อลั่วปิงเหออยู่ในเรือนไผ่ออกมาสองครั้ง

หนิงอิงอิงวิ่งพรวดเข้ามา ทำเอาเสิ่นชิงชิวตกใจสะดุ้ง “ทำกระไร จู่ๆวิ่งพรวดพราดเข้ามาเป็นสาวเป็นนางทำกิริยาเอะอะมะเทิ่งเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน”

หนิงอิงอิงตาแดงก่ำ ดูเหมือนกระต่ายตัวหนึ่ง อาสาว่า “ซือจุน ท่าน…อยากกินอะไรเจ้าคะ ข้าจะทำให้!”

เสิ่นชิงชิวไอแห้งๆ ออกมาทีหนึ่ง “ไม่ต้อง เจ้าออกไปเล่นข้างนอกเถอะ”

หนิงอิงอิงกระทืบเท้า “ซือจุน! ต่อให้ไม่มีอาลั่วแล้ว แต่ท่าน…ท่านยังมีศิษย์คนอื่นอยู่นะเจ้าคะ ท่านเสียขวัญสูญวิญญาณเช่นนี้ ศิษย์…พวกศิษย์เป็นห่วงแทบตายแล้ว!”

อยู่มาครึ่งชีวิต เสิ่นชิงชิวไม่เคยนึกมาก่อนว่า คำว่า ‘เสียขวัญสูญวิญญาณ’ จะเอามาใช้กับตนได้

ความจริงแล้วพลังฝึกปรือระดับจินตาน จะกินข้าวหรือไม่กินก็ไม่มีความหมาย เขาแค่ตะกละขึ้นมากะทันหันอยากินของว่าง กอปรกับเมื่อกี้ดันลืมไปเสียสนิทว่าลั่วปิงเหอถูกเขาถีบลงห้วงอเวจีไปแล้ว แค่นี้ ถึงกันจะเอาคำว่า ‘เสียขวัญสูญวิญญาณ’ มาแปะป้ายให้เลยเหรอ

เสิ่นชิงชิวอ้าปากจะโต้แย้ง แต่เห็นหนิงอิงอิงร้อนใจจนจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว เลยต้องรีบปลอบอกปลอบใจนางแทน สบถสาบานเป็นการใหญ่ว่าเมื่อครู่พลั้งปากไป นางจึงค่อยสงบลงได้

หลังจากปะเหลาะหนิงอิงอิงให้ออกไปได้ เสิ่นชิงชิวเป่าลมหายใจออกมายาวเหยียด พลันรู้สึกว่าแม่นางน้อยน่ารักน่าเอ็นดูที่ทำเป็นแต่สร้างปัญหาและเป็นตัวถ่วงมาตลอดในนิยายคนนี้เติบโตขึ้นไม่น้อย

พึงรู้ว่าถึงอย่างไรนางก็เป็นหนึ่งในฮาเร็มของลั่วปิงเหอ นางต่างหากที่สมควรร่ำไห้สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ยามนี้รู้จกมาปลอบใจอาจารย์เสียแล้ว

นี่ถือว่าการสั่งสอนของเขาพอจะมีประสิทธิภาพได้หรือไม่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้แล้ว!

เห็นๆอยู่ว่าเป็นเขาที่เลี้ยงพระเอกที่เหมือนลูกแกะให้เติบใหญ่ขึ้นมา เหตุใดตอนนนี้กลับดูเหมือนว่าเขาถูกพระเอกเลี้ยงเสียอย่างนั้น แค่ไม่เห็นหน้าไม่กี่วันก็ทำหน้าเป็นแม่ม่ายผัวตายทั้งวี่ทั้งวันไปแล้ว คิดจะให้ใครมาเห็นใจหรือไร

ไม่ใช่ละ! ถุยๆ! เสิ่นชิงชิวตบปากตัวเองในใจ

ว่าใคร ‘ทำหน้าแม่ม่าย ใครผัวตาย!’ ประโยคนี้ดันพูดมั่วซั่วออกมาได้ ยิ่งแก่ยิ่งสมองกลับ งาช้างไม่งอกออกมาจากปากสุนัข* จริงๆ

(งาช้างไม่งอกออกมาจากปากสุนัข หมายถึง คนปากเสียก็จะพูดดีๆไม่เป็น)

แต่พอลั่วปิงเหอไปแล้ว เขารู้สึกเหงาอยู่เหมือนกัน

ยิ่งพอคิดขึ้นมาว่าหลังจากนี้ห้าปี ตอนได้เจอกันอีกที ภาพอาจารย์เมตตาศิษย์กตัญญูในอดีต (…) จะต้องเปลี่ยนเป็นซ่อนดาบในรอยยิ้มที่แฝงไอสังหารแล้ว

เศษชิ้นส่วนของกระบี่เจิ้นหยางถูกเสิ่นชิงชิวเอากลับมาด้วย เขาขุดหลุมอย่างสุ่มๆหลังเรือนไผ่ของชิงจิ้งเฟิงเข้าหลุมหนึ่งแล้วปักป้ายสร้างสุสานกระบี่ คนอื่นเห็นเขายืนเหม่อลอยที่สุสานอันว่างเปล่า เข้าใจเอาว่าเขาคิดถึงศิษย์รัก เลยอดร่ำไห้กับความผูกพันลึกซึ้งของศิษย์อาจารย์คู่นี้ไม่ได้ โชคชะตาช่างเล่นตลกกับคนโดยแท้ มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่รู้ ที่เขาทอดถอนใจนั้นเพราะหนุ่มน้อยผู้แสนจะอบอุ่นสดใสราวกับดวงตะวันที่ฝังไว้ในสุสานกระบี่ผู้นั้นไม่มีทางหวนกลับคืนมาอีกแล้วต่างหาก

ส่วนความจริงสิ่งที่ทำให้จิตใจเขาสับสนน้ำตาไหลพราก เพราะระบบที่เงียบหายไปหลายวันมาประกาศข่าวอย่างไร้มนุษยธรรมว่า

[ขอแสดงความยินดีด้วย! ท่านสามารถทำภารกิจสำคัญ ‘เปิดตำนาน : ความตกต่ำและถือกำเนิดใหม่ของลั่วปิงเหอ’ ได้สำเร็จ ขอมอบรางวัลเป็น ค่าความฟินของพระเอก 10,000 คะแนน]

เสิ่นชิงชิวไม่ทันจะดีใจ ระบบก็ประกาศต่อ :

[แต่ขณะเดียวกัน เนื่องจากสถานการณ์พิเศษ เกิดการเปิดใช้งานค่าตัวเลขใหม่ นั่นคือ ‘ค่าใจสลายของลั่วปิงเหอ’ เนื่องด้วยค่าใจสลายสูงมากเกินไป ค่าความฟินของพระเอกจึงรีเซตเป็น 0! โปรดพยายามต่อไป]

…เป็น 0…เป็น 0…เป็น 0

สองคำนี้หมุนเวียนอยู่ในหัวของเสิ่นชิงชิวไม่หยุด

แล้วไอ้ค่าใจสลายมันคือบ้าอะไร บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าเปิดใช้งานค่าตัวเลขแปลกๆตามใจชอบน่ะ!

ไปไกลๆเลย ลั่วปิงเหอเป็นลูกรักของระบบจริงด้วย กระทั่งใจสลายก็ยังเอามานับค่าได้!

เป็นวัวเป็นม้ารับใช้สามสิบปี คืนเดียวกลับเป็นเหมือนก่อนหน้า หัวอกตัวโกงนี่มันรันทดจริงๆ อัดอั้นตันใจเป็นที่สุด

ในเมื่อตัวเขาเองไม่มีความสุข เช่นนั้นก็ต้องทำให้คนอื่นไม่มีความสุขไปด้วย

ดังนั้นเสิ่นชิงชิวจึงใช้หมิงฟานไปส่งเทียบเชิญซั่งชิงหัวมาที่เรือนไผ่

ซั่งชิงหัววางถ้วยชากระเบื้องสีขาวปานหิมะ กล่าวยิ้มๆ “ชิงจิ้งเฟิงของศิษย์พี่เสิ่นนี่ช่างสงบบริสุทธิ์ละเมียดละไมโดยแท้ กระทั่งของเล็กน้อยอย่างถ้วยชายังงามประณีตถึงเพียงนี้ เรื่องรสนิยมสูงส่งนี่ชิงหัวสู้ไม่ได้จริงๆ”

เมื่อก่อนชิงจิ้งเฟิงกับอันติ้งเฟิงต่างคนต่างอยู่ เสิ่นชิงชิวที่สูงส่งเย็นชาน้อยนักจะเป็นฝ่ายเชื้อเชิญแขก คราวนี้กลับส่งศิษย์ไปอันติ้งเฟิงเพื่อเชิญคนมา ซั่งชิงหัวไม่รู้เขาจะมาไม้ไหน แต่โบราญว่าไม่ยื่นมือตีผู้ยิ้มให้ เขาพูดดีไว้ก่อน ไม่น่าจะผิดกระมัง

เสิ่นชิงชิวให้พวกศิษย์ออกไป แล้วปิดประตูถอนใจกล่าว “ศิษย์น้องกล่าวเช่นนี้ ข้าก็เห็นของก็อาลัยคนอีกแล้ว ในเรือนอันเงียบสงบนี้ หญ้าทุกใบ ไม้ทุกต้น ถ้วยทุกลูก จานชามทุกใบพวกนี้ ศิษย์ผู้นั้นของข้าจัดวางด้วยตัวเองทั้งสิ้น”

“…” ซั่งชิงหัวถอนใจตามเขาไปอีกคน “เฮ้อ ศิษย์หลานลั่วเป็นอัจฉริยะอายุน้อย น่าเสียดายจริงๆ เผ่ามารพวกนั้นทำให้พวกเราเสียหายยับเยินช่างแค้นใจนัก ทั่วหล้าเศร้าเสียใจไปตามๆกัน ศิษย์พี่เสิ่นโปรดระงับความโศกเศร้าเถิด”

เสิ่นชิงชิวกล่าวเสียงเบา “หากศิษย์น้องซั่งคิดว่าน่าเสียดายอย่างปากว่าจริง คงไม่เกิดหายนะเช่นนี้หรอก”

เมื่อได้ฟัง ซั่งชิงหัวก็ตัวแข็งทื่อ

หลังจากนั้นรอยยิ้มหายสาบสูญไปจากหน้าเขาอย่างไร้ร่องรอย “ศิษย์พี่เสิ่นพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือจะตำหนิว่าอันติ้งเฟิงของข้าดูแลจัดการได้ไม่เต็มกำลัง หากเป็นเช่นนั้นศิษย์น้องขออภัยมา ณ ที่นี้”

เสิ่นชิงชิวยื่นชาให้เขา “ไม่เต็มกำลังที่ไหนได้ เห็นชัดว่าเต็มกำลังเกินไปด้วยซ้ำ กระทั่งสิ่งมีชีวิตของภพมารอย่างแมงมุมหัวผี นางมารเกศาพยาบาท เหยี่ยวกระดูกพวกนี้ที่ไม่เคยเป็นฝ่ายบุกเข้ามาในภพมนุษย์เองก็ยังหามาได้ ศิษย์พี่ไหนเลยจะมีแก่ใจไปตำหนิเจ้าว่าจัดการดูแลได้ไม่เต็มกำลัง”

ซั่งชิงหัวลุกยืนทันที กล่าวหน้าเขียวหน้าเหลืองและอีกสารพัดสี “เจ้ายอดเขาเสิ่น ท่านพูดจาเลยเถิดไปแล้วนะ!”

เสิ่นชิงชิววางมือบนไหล่ซั่งชิงหัว ถามอย่างจริงจังว่า “ศิษย์น้องซั่งทำไมต้องร้อนตัวขนาดนั้น พวกเรานั่งลงพูดจากันดีๆ ข้าจะถามอะไรเจ้าคำหนึ่ง เจ้ากล้าตอบหรือไม่”

ซั่งชิงหัว หัวเราะหยัน ปัดมือเขาออกจากไหล่ “มีอะไรไม่กล้า ผู้แซ่ซั่งกล้าถามใจตัวเองแล้วว่าไม่มีสิ่งใดต้องละอาย จะมากลัวท่านยัดเยียดข้อหาหรือ”

เสิ่นชิงชิว “เซี่ยงเทียนต่าเฟยจี”

พริบตานั้นราวกับอสนีบาตจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ผ่าลงมาที่กบาลของซั่งชิวหัวจนเขาพูดอะไรไม่ออก

ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงค่อยกล่าวตะกุกตะกัด “คุณ…คุณรู้ไอดีของผมได้ไง”

ปฏิกิริยาตอบกลับของเขาทำเอาเสิ่นชิงชิวเหมือนถูกฟ้าผ่าตามไปด้วยอีกคน

เขาเพียงแค่อยากอาศัยปฏิกิริยาของซั่งชิงหัวตอนได้ยินชื่อนี้ เพื่อตัดสินว่าอีกฝ่ายเคยอ่าน ‘เทพมารอหังการ’ มาก่อนหรือไม่ ดูท่าว่าจะไม่ใช่แค่เคยอ่าน

หลังจากนั้น 3 วินาที เสิ่นชิงชิวปรี่เข้าไปบีบคอ

“แกนั่นเอง ฉันอ่านนิยายเรื่องนี้ของแกจบแล้ว จะไม่รู้ไอดีแกได้ไง ถ้าไม่ใช่เพราะตอนที่โม่เป่ยจวินออกมาแล้วได้ยินแกเผลอหลุดพูดออกมา คงยังไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วแกมาจากไหน ไอ้นักเขียน!

บทที่ 5

น้ำค้างขาว

ตอนนั้นพอซั่งชิงหัวเห็นโม่เปยจวินอยู่ๆก็ปรากฏกาย เขาหลุดคำหนึ่งออกมาโดยไม่ตั้งใจ ‘วอท เดอะ ฟัก*!’ เวลานั้นเสิ่นชิงชิวได้ยินไม่ถนัดจึงไม่ได้สนใจ ภายหลังยิ่งคิดยิ่งสงสัย

(ต้นฉบับใช้คำว่า WTF)

ซั่งชิงหัวในฐานะที่เป็น(แผนกธุรการ) มือมืดผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งที่มีข้อบังคับของเนื้อเรื่องอยู่ แต่กลับไม่ได้ใส่แรดดำงูเหลือมวงพระจันทร์ซึ่งเดิมควรมีบทบาทมากมายเข้ามา นี่ก็น่าสงสัยมากพอแล้ว แต่หากบอกว่านี่เป็นการจงใจขัดขวางการดำเนินเรื่องโดยตัดต้นตอความดราม่าของเนื้อเรื่องตอนลั่วปิงเหอถูกฟาดตกลงไปในห้วงอเวจีมันก็พอจะเข้าเค้าอยู่

คนทั้งสองเผชิญหน้ากันอย่างเงียบเชียบ ต่างฝ่ายต่างช็อคเหมือนถูกฟ้าผ่า

ครู่ต่อมาเสิ่นชิงชิวด่าเป็นชุด “ขุดหลุมไว้ก็ไม่กลบ! ผูกเงื่อนปมทิ้งๆขว้างๆ! ทั้งเรื่องมีแต่พล็อตกากๆ! อย่างกับเอานักเรียนประถมมาเขียน! จะเขียนแนวฮาเร็มก็เขียนฮาเร็มให้มันดีๆซิ จะต้องเขียนให้มันกระชากน้ำตาทำไม!”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “…ผมตกเป็นเหยื่อเหมือนกันนะ จะดีจะร้ายผมก็เป็นถึงนักเขียน ถ้าไม่ได้สวมบทพระเอก อย่างน้อยก็ควรได้เป็นระบบใช่ไหม ใครจะไปรู้ว่าแค่เสียบปลั๊กคอมปุ๊บ ระบบก็สุ่มบทนี้มาให้เลย นี่มันบทลิ่วล้อตัวประกอบชัดๆ”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะหยัน “ยังไงนายก็ดีกว่าฉัน พอฐานะสปายของนายเปิดเผย นายก็โดนโม่เปยจวินกำจัดเลย ยังไงก็ตายสบาย ฉันซิ! ถูกลั่วปิงเหอแล่เนื้อเถือหนังจนกลายเป็นอะไร ยังจำได้ไหม”

ซั่งชิงหัวกล่าวว่า “คุณเพิ่งมาเกิดใหม่ไม่กี่ปีเองไม่ใช่รึไง พอมาก็เป็นระดับปรมาจารย์เลย ผมซิ ต้องรับบทนี้ตั้งแต่ตอนแบเบาะเลยนะ วัยเด็กยากจนข้นแค้น ตอนเป็นศิษย์นอกสำนักไม่ได้รับการเหลียวแล คุณเจออะไรเยอะเท่าผมไหมล่ะ”

มาแข่งว่าใครจะรันทดกว่ากันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สรุปแล้วก็อุบาทว์พอๆกันนั่นแหละ ซั่งชิงหัวถอนใจเศร้าสร้อย “นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอนักอ่านเข้า ชะตาลิขิตโดยแท้ ชะตาลิขิตโดยแท้ เรื่องน่ายินดีหนึ่งในสี่ของชีวิตคือ พบพานคนรู้จักในต่างถิ่น ว่าแต่ไอดีในเว็บนิยายของคุณคืออะไรล่ะ เผื่อจะเป็นคนคุ้นเคยกัน”

เสิ่นชิงชิวตอบว่า “เจวี๋ยซื่อหวงกวา*” (แตงกว่าสะท้านภพ)

(เจวี๋ยซื่อ แปลว่า สะท้านภพ หวงกวา แปลว่า แตงกวา)

ซั่งชิงหัวคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เหมือนจะคุ้นๆที่เคยไปตามเมนต์ในกระทู้ที่เรียกร้องให้จับตัวโกงตอนใช่ไหม ตอนที่คุณ แค่กๆ เสิ่นชิงชิวตัวเดิมอยากจับหนิงอิงอิงมา…”

“…” เสิ่นชิงชิว “ฉันไม่เชื่อหรอกว่านายแค่คุ้นๆ อยู่เรื่องนี้เรื่องเดียว เรื่องมันผ่านไปแล้วก็แล้วกันไปเถอะ”

เขากล่าวด้วยเสียงเป็นการเป็นงาน “หยุดพูดเรื่องไร้สาระกันดีกว่า วันนี้ที่ฉันเชิญนายมาเปิดอกคุยด้วย เพราะหลังจากงานชุมนุมเซียนผ่านไป จู่ๆฉันคิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้ และอาจช่วยแก้ปัญหาของนายกับฉันได้ด้วย”

ซั่งชิงหัวชะงักกึก “จริงรึ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “เรื่องแบบนี้ล้อเล่นได้เหรอ วิธีนี้รับรองแก้ปัญหาแต่ต้นเหตุ ขอเพียงไม่รั่วไหลออกไปถึงคนนอกก็ตัดไฟแต่ต้นลมได้ ต้องพึ่งนายแล้ว จำได้ไหมว่านายเขียนว่ามีพืชอะไรสักอย่างที่พันปีจะถือกำเนิดสักครั้งน่ะ”

“…” ซั่งชิงหัวไร้คำพูด “คำถามของคุณกว้างเกินไป ต้นไม้ที่พันปีจะถือกำเนิดสักครั้งแล้วถูกปิงเกอเขากินเขาใช้น่ะ ผมเขียนไว้ไม่แปดสิบก็ร้อยชนิดแหละ…”

นายก็รู้ตัวนี่!

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

Short Twist
Madam See author's posts Facebook iconFacebookTwit … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/short-twist/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "Short Twist"</span></a></p>
Kill
Madam See author's posts Facebook iconFacebookTwit … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/kill/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "Kill"</span></a></p>
EATER
EATER อีทเตอร์ มัน…มาจากต่างดาว มัน…ไม่มีร่ … <p class="link-more"><a href="https://readfree.in/eater/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> "EATER"</span></a></p>
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: