Home Novel Novel Action Scumbag System 31

Scumbag System 31

ตอนที่ 31

พวกเขาสองคนใจตรงกันชะมัดยาด เสิ่นชิงชิวมองดูหลังมือของตนเองกลับมาขาวกระจ่างเหมือนเก่า ยิ่งไม่เข้าใจวงจรสมองของลั่วปิงเหอเข้าไปอีก ดูจากสถานการณ์ในเวลานี้ เป็นได้ว่าพอเห็นมือขึ้นมาก็เลยนึกถึงน้ำใจแต่หนหลัง นึกได้ว่ามือข้างนี้เคยช่วยรับหนามแหลมบนเกราะฉาบยาพิษแทนเขา เลยไปกระตุ้นความหลังอย่างนั้นหรือ

ขณะที่เขาคาดเดาเปะปะพลันท้องน้อยก็ถูกต่อยเข้าทีหนึ่ง

ลั่วปิงเหอยิ้มน้อยๆ “เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น ในเมื่อซือจุนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เช่นนั้นก็รับผลกรรมเอาเองเถอะ แผลที่ซือจุนฝากไว้ก็ต้องชดใช้ด้วยตนเอง”

เสิ่นชิงชิวยังเข้าใจว่าเขาเปรียบเปรยถึงความเจ็บปวดทางใจที่ตนทำไว้กับเขาในตอนนั้น แต่ใครจะไปนึกว่าหนังหัวพลันเจ็บวูบ คอถูกกระชากอย่างแรง มือของลั่วปิงเหอจ่อที่ริมฝีปากตน เลือดสายหนึ่งทะลักเข้ามาในปาก

เสิ่นชิงชิวตาเบิกโพลง

เขาถึงรู้ตัวว่าบาดแผลที่ลั่วปิงเหอหมายถึงคือบาดแผลที่ตนเพิ่งจะใช้ซิวหย่าฝากเอาไว้เมื่อครู่

บ้าเอ๊ย แม่ง! ของแบบนี้ดื่มไม่ได้เด็ดขาด ดื่มไม่ได้!

เขาปัดมือข้างนั้นอย่างแรง ก้มหน้าหมายถ่มเลือดที่กลืนเข้าไปออกมา แต่ถูกลั่วปิงเหอจับหน้าแหงนเงย กรอกเลือดเข้ามาไม่หยุด

ลั่วปิงเหอฉีกปากแผลบนมือตัวเองให้กว้างยิ่งขึ้น เลือดอุ่นๆไหลพลั่ง เขากลับดูจะยิ่งพอใจซะด้วยซ้ำ

“ซือจุน อย่าถ่มออกมานะ เลือดของมารฟ้าถึงแม้สกปรก แต่ดื่มแล้วไม่ตายหรอก ถูกต้องหรือไม่”

ตายน่ะไม่ตายหรอก แต่แบบนี้เท่ากับอยู่ไม่สู้ตายต่างหาก

……………………………………

เสิ่นชิงชิวไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงร้านขายอาวุธจินจื่อได้อย่างไร จนกระทั่งขึ้นไปข้างบน กลับเข้าห้องตัวเองแล้วก็ยังมึนงงอยู่ ตอนล้มตัวลงนอนก็รู้สึกแต่ว่าสมอง น้ำดีในกระเพาะ และเลือดพากันตีขึ้นลงไม่หยุด มีอะไรบางอย่างไต่ตามพวกมันขึ้นมาด้วย ทำเอาเขาพลิกตัวด้วยความทรมานทั้งคืน

เลือดของมารฟ้าบรรพกาลหลังออกจากร่าง ยังสามารถควบคุมสั่งการได้โดยเจ้าของ หากเป็นคนอื่นดื่มลงไป ไม่แน่ว่าจะต้องตายสถานเดียว แต่อาจเลวร้ายกว่านั้นหลายเท่าตัว

เช่นในนิยายดั้งเดิม หลังจากลั่วปิงเหอสามารถควบคุมสั่งการเลือดของตัวเองได้แล้ว ก็นำไปใช้ประโยชน์ได้สารพัด เช่น ใช้เป็นยาพิษ ใช้เป็นหนอนกู่ฝังในกายคนเพื่อติดตามตำแหน่งที่อยู่ เป็นเครื่องมือในการล้างสมอง ทำคนให้เป็นเซ็กส์ทอย ฯลฯ

เสิ่นชิงชิวเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว ครึ่งฝันครึ่งตื่น กว่าจะหลับก็ปาเข้าไปรุ่งสาง หลับได้ไม่ทันไร ก็ถูกเสียงโห่ร้องยินดีปลุกให้ตื่น เขาโผเผลงจากเตียง เพราะเมื่อคืนนอนทั้งเสื้อผ้าชุดเดิม จึงไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

ขณะกำลังจะเปิดประตู จู่ๆประตูก็เปิดออกเอง หนุ่มน้อยผู้หนึ่งกระโดดโลดเต้นเป็นการใหญ่

หยางอี้เสวียนร้องอย่างตื่นเต้น “ประตูเมืองเปิดแล้ว ประตูเมืองเปิดแล้ว”

เสิ่นชิงชิวถามว่า “อะไรนะ”

หยางอี้เสวียนตะโกนลั่น “ปีศาจตัวแดงๆเหล่านั้นโดนจับหมดแล้ว ประตูเมืองเปิดแล้ว เมืองจินหลันในที่สุดก็รอดแล้ว” แต่พอนึกถึงการตายของผู้เป็นบิดา น้ำตาก็เอ่อขึ้นมา

เสิ่นชิงชิวผะอืดผะอมไปทั้งตัว ปวดศีรษะจนแทบแตกกลับต้องมาปลอบเขา พลางนึกในใจว่า รวดเร็วอะไรอย่างนี้ คืนเดียวก็จับตัวได้หมดแล้วหรือ

เมื่อประตูเมืองเปิดแล้ว เหล่าซิวซื่อแต่ละสำนักที่เฝ้ารอดูเหตุการณ์อยู่ภายนอกก็หลั่งไหลเข้ามาในเมือง มารวมตัวกันที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง

มู่ชิงฟางคอยแจกจ่ายยาเม็ดที่ปรุงออกมาอยู่ตรงนั้น

เมืองจินหลันที่สองสามวันก่อนยังปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายทั้งเมือง

บัดนี้มีแต่ความรื่นเริงยินดี คนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ถูกจับตัวได้มีทั้งหมด 7 ตน โดนจับขังแยกอยู่ในเขตอาคมของวัดเจาหัว

เสิ่นชิงชิวเห็นหลิ่วชิงเกอมีท่าทางครุ่นคิดก็เดินเข้าไปตบบ่าเขา “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”

หลิ่วชิงเกอมองเขาแวบหนึ่ง ย้อนถาม “เรื่องศิษย์ของเจ้านี่มันเป็นอย่างไรกัน”

เสิ่นชิงชิงกล่าวว่า “เขาทำอะไรหรือ”

หลิ่วชิงเกอตอบช้าๆ “เมื่อคืนเขาจับได้ 5 ข้าจับได้ 2” เขามองดูเสิ่นชิงชิว “ช่วงสองสามปีที่ลั่วปิงเหอหายไป มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

กล้าแย่งชิงมอนสเตอร์จากมือเจ้ายอดเขาไป่จั้นเฟิง ซ้ำยังแย่งได้สำเร็จ นี่เป็นเรื่องที่ทำลายความเชื่อของผู้สืบทอดยอดเขาไป่จั้นเฟิงเสียจริง หยามกันชัดๆ

อีกทั้งจำนวนนี้อาจสามารถระบุได้เช่นกันว่า สถานการณ์ตอนนี้ค่าพลังยุทธ์ของลั่วปิงเหกับหลิ่วชิงเกอคือ 5 ต่อ 2

แต่แล้วบรรดาศิษย์แถวนั้นพร้อมใจกันเงียบเสียง แหวกทางเปิดที่ว่างไว้ตรงกลาง ไม่ไกลนักบุคคลระดับเจ้าสำนักสองสามท่านก็ค่อยๆเดินเข้ามาในลาน

เยวี่ยชิงหยวนกับกงจู่เฒ่าเดินตีคู่กันมา โดยมีอารามเทียนอีและวัดเจาหัวตามหลังมาติดๆ

ลั่วปิงเหอยืนอยู่ข้างกายกงจู่เฒ่า แสงตะวันยามเช้าอาบไล้ให้เขาดูสดใสเปี่ยมกำลังวังชา

เสิ่นชิงชิวก้มมองตัวเองเป็นการเปรียบเทียบก็รู้สึกหมองขึ้นมาทันที

เยวี่ยชิงหยวนที่เดินเข้ามาใกล้ยังมองตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามอย่างเป็นห่วงว่า “สีหน้าเจ้าแย่เต็มที ไม่ควรให้เจ้ามาเลยจริงๆ”

เสิ่นชิงชิวหัวเราะแห้งๆ “ก็เมื่อคืนพวกคนป่วยที่ศิษย์น้องมู่ดูแลร้องโหยหวนทั้งคืน ข้าเลยนอนหลับไม่สนิทน่ะขอรับ”

มู่ชิงฟางแจกยาเสร็จกลับมาพอดี ก็ตกตะลึงไปเช่นกัน “ศิษย์พี่ ถึงทางข้าจะเสียงดังแค่ไปน ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ท่านเปลี่ยนไปขนาดนี้ในคืนเดียวหรอกนะ ยาที่ข้าวางไว้ให้ในห้องกินแล้วหรือยัง”

เสิ่นชิงชิวรีบกล่าว “กินแล้วๆ” แต่อย่ามาถามต่ออีกเชียวนะว่าวันนี้เขากินยาแล้วยัง”

แต่แล้วทางด้านหนึ่งมีเสียงเอะอะขึ้นกะทันหัน พอเสิ่นชิงชิวเหลียวหน้าไปมอง ก็อยากเบือนหน้าไปทางอื่นเสียเดี๋ยวนั้น

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดไว้ทุกข์ เดินนำฝูงชนกลุ่มใหญ่ที่ประกอบด้วยชายหญิง พยายามจะคุกเข่าลงตรงหน้าลั่วปิงเหอ เขาก็คือเจ้าเมืองจินหลันนั่นเอง

เขาตื่นเต้สจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ “เมืองเล็กๆแห่งนี้ได้เซียนซือทุกท่านสละชีวิตช่วยเหลือ บุญคุณนี้ไม่อาจทดแทนได้ จากนี้ไปหากมีคำสั่งใด แม้ตายก็ยินดีเอาตัวเข้าเสี่ยงโดยไม่ปริปาก”

เสิ่นชิงชิวมุมปากกระตุก เป็นไปตามระเบียบจริงๆ ตีมอนเสร็จ ได้ลูกน้อง ได้รางวัล เวลาเช่นนี้มีแต่พระเอกเท่านั้นที่จะได้สปอร์ตไลท์ไปเพียงผู้เดียว ส่วนคนอื่นที่ลงแรงเหมือนกันต่างกลายเป็นตัวประกอบฉากกันหมด ตัวเขานั้นไม่ต้องพูดถึง แต่จะดีจะชั่วก็ยังมีหลิ่วชิงเกอที่จับปีศาจได้ 2 ตัว และไหนจะมู่ชิงฟางที่แจกยาอยู่ตรงนั้นอีกเล่า

ปฏิกิริยาของลั่วปิงเหอก็เป็นไปตามระเบียบเช่นกัน เขาตอบอย่างถ่อมตนว่า “ท่านเจ้าเมืองโปรดลุกขึ้น เมืองจินหลันผ่านพ้นอันตราย เพราะหลายสำนักร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกัน กำลังของคนๆเดียวไม่สามารถทำเรื่องที่ลำบากเช่นนี้ได้หรอกขอรับ”

กิริยาวาจาของเขาทั้งจริงใจและเป็นไปอย่างเหมาะสม ความโดดเด่นของตัวเองไม่ลดน้อยลง สำนักอื่นฟังแล้วก็ไม่รู้สึกน้อยหน้า

เจ้าเมืองจินหลันกล่าวยกย่องต่อรัวๆ “เมื่อคืนข้าได้เห็นคุณชายท่านนี้จับปีศาจที่ทำร้ายผู้คนเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง พลังฝึกปรือเป็นเยี่ยม ช่างเป็นวีรบุรุษผู้กล้าตั้งแต่ยังเยาว์โดยแท้ ยอดอาจารย์ย่อมก่อกำเนิดยอดศิษย์ กงจู่ ท่านนับว่ามีผู้สืบทอดแล้ว”

ลั่วปิงเหอได้ยินว่า ‘ยอดอาจารย์ย่อมก่อกำเนิดยอดศิษย์’ ก็ยิ้มแฝงความหมาย เหลือบมองมาทางเสิ่นชิงชิวครู่หนึ่งคล้ายตั้งใจและคล้ายไม่ตั้งใจ ราวกับแมลงปอแตะโฉบผิวน้ำ

เสิ่นชิงชิวคลี่พัดเบือนหน้าหนี

สายตาของกงจู่เฒ่าที่มองลั่วปิงเหอนั้นแฝงไว้ด้วยความชื่นชมและรักใคร่เอ็นดู คนอื่นอาจมองไม่ออก แต่เสิ่นชิงชิวย่อมรู้ดีว่านี่คือแววตาที่มองผู้สืบทอด + ว่าที่ลูกเขยในอนาคตนั่นเอง

คนเพาะเมล็ดพันธุ์ทั้ง 7 ที่ถูกจับขังส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรไม่หยุด ชวนให้ผู้คนกระวนกระวายใจ จึงมีคนกล่าวขึ้นว่า “ตัวน่ารังเกียจเหล่านี้สมควรจัดการอย่างไรดี”

เยวี่ยชิงหยวนถามว่า “ศิษย์น้อง เจ้ามีหนทางหรือไม่”

เสิ่นชิงชิวกดเสียงต่ำ “ที่ชิงชิวเคยอ่านจากตำราโบราณที่เกี่ยวข้อง คนเพาะเมล็ดพันธุ์กลัวความร้อน ดูเหมือนมีแต่เอาไปเผาจึงจะสามารถกำจัดพลังในการแพร่เชื้อเน่าในร่างของมันได้หมดขอรับ”

หลักการง่ายๆที่เข้าใจได้ การฆ่าเชื้อโรคต้องใช้ความร้อนสูง

มีซิวซื่อคนหนึ่งกล่าวอย่างตกตะลึง “นี่…หากใช้วิธีนี้…วิธีเช่นนี้ออกจะโหดร้ายป่าเถื่อนไม่ต่างอะไรกับเผ่ามารเลยนะ”

เสียงของเขาถูกกลบหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงตะโกนอย่าง (ขออภัยด้วย ต้นฉบับไม่ชัด จึงไม่เห็นประโยคนี้)

ช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาด ในเมืองมีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตไปนับไม่ถ้วน อีกทั้งสภาพการตายล้วนเน่าเปื่อยไปทั้งร่าง อเนจอนาถเกินกว่าจะทนดูได้ เมืองการค้าที่คึกคักเจริญรุ่งเรืองแทบกลายเป็นเมืองร้างเช่นในตอนนี้ การแสดงความสงสารและเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับคนเพาะเมล็ดพันธุ์ในยามนี้ เท่ากับตั้งตนเป็นศัตรูชาวเมืองจินหลันทั้งเมือง ซิวซื่อสองสามคนนั้นพลันค้นพบอย่างรวดเร็วว่า พวกเขาถูกรุมด่าชนิดถล่มทลาย “เอาพวกเขาไปเผาเลย”

“ใครคัดค้านก็เอามันไปเผาด้วยเลย”

คนเพาะเมล็ดพันธุ์ทั้ง 7 ที่อยู่ในเขตอาคม ส่วนใหญ่ออกอาการแยกเขี้ยวยิงฟัน หัวเราะเฮอะๆอย่างไม่ยอมจำนน

เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่า พวกมันอาจยังเชื่อมั่นว่าพวกตนเป็นวีรบุรุษผู้กล้าที่สร้างผลผลิตให้คนในเผ่าพันธุ์ได้เก็บเกี่ยวอยู่ก็เป็นได้ มีเพียงคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเล็กอ่อนแอกว่าใครอยู่ตนเดียวเท่านั้นที่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ เห็นดังนั้นก็มีคนเริ่มใจอ่อนสงสาร

ฉินหว่านเยวียกัดริมฝีปาก เข้าไปใกล้ๆลั่วปิงเหอ “ศิษย์พี่ลั่ว คนเพาะเมล็ดพันธุ์ตนนั้น ดูแล้วน่าสงสารมากเลย”

พวกเขาดูน่าสงสารอย่างนั้นหรือ ต่อให้น่าสงสารสักแค่ไหน แล้วคนที่ติดเชื้อโรคระบาดอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่จนร่างกายเน่าเปื่อยไปทั้งตัวไม่น่าสงสารรึไง

ลั่วปิงเหอยิ้มให้ แต่ไม่ได้ตอบอะไร

ตามความเห็นของเสิ่นชิงชิว ปฏิกิริยาเช่นนี้ของลั่วปิงเหอต่อน้องคนนี้เป็นแบบขอไปทีจริงๆ ไม่ควรนับว่าสอบผ่าน ตามนิยายดั้งเดิมในเวลาอย่างนี้เขาควรฉวยโอกาสพูดจาอ่อนโยน ใช้เสียงนุ่มนวลมาแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับน้องเขาซิ ทำไมลั่วปิงเหอถึงอัพเลเวลได้เร็ว แต่ฝีมือจีบสาวกลับตกต่ำล่ะนี่

จนใจที่ผู้อื่นไม่ว่าจะทำหน้าอย่างไร จะมองมุมไหนก็ยังดูอ่อนโยนราวกับหยก หล่อเหลาสง่างาม

ฉินหว่านเยวียมองดูจนเคลิ้ม โยนคำพูดที่เพิ่งจะกล่าวไปเมื่อครู่ทิ้งลงก้นสมองไป ยืนเป็นขามุงต่อไปตามเดิม

เวลานี้เองสิ่งที่ไม่คาดคิดเลยสักนิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้น

คนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ตัวเล็กผอมตนนั้นกระแทกร่างใส่เขตอาคมอย่างแรง ใบหน้าที่แดงก่ำเพราะร้องไห้ดุร้าย ร้องตะโกนลั่น “เสิ่นเซียนซือ ท่านอย่าได้ปล่อยให้พวกเขาเผาข้าเป็นอันขาดนะ ขอร้องท่านล่ะ เสิ่นเซียนซือ ขอร้องท่านแล้ว”

พริบตานั้นเสิ่นชิงชิวรู้สึกเหมือนในสมองมีเส้นลวดตึงเขม็ง แล้วขาดเปรี๊ยะ

…แกเป็นอะไรของแก…หา!!!

อยู่ดีๆโผเข้ามาเรียกเสิ่นเซียนซือตามใจชอบได้ไง ฉันไม่รู้จักแกนะเว้ย!!!

สายตานับพันคู่ทั่วทั้งลานจัตุรัสหันมามองเสิ่นชิงชิวโดยพร้อมเพรียง

คนเพาะเมล็ดพันธุ์ตนนั้นตะโกนไม่หยุดทั้งน้ำตา “พวกเราเพียงแต่ทำตามคำสั่งท่าน ท่านไม่เห็นเคยบอกเลยว่าจะต้องถูกเผาด้วย”

วอท เดอะ ฟัค!

เดินเรื่องก้าวกระโดดอะไรขนาดนี้ เล่นกล่าวหากันง่ายๆอย่างนี้เลยเรอะ

เสิ่นชิงชิวมึนตึ้บแทบเซ ต่อมากงจู่เฒ่ากล่าววาจาที่ทำให้เขามึนหนักเข้าไปอีก “ที่เจ้าปีศาจผู้นี้กล่าวมา เสิ่นเซียนซือสมควรมีคำอธิบายกระมัง”

วิธีการตื้นเขินขนาดนี้ดันมีคนเชื่ออีก!

มีคนกล่าวเห็นด้วยทันที “ใช่แล้ว สมควรต้องอธิบาย”

และไม่หยุดอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น!

สิบสองยอดเขาสมัครสมานสามัคคี พอมีคนพูดออกมาเช่นนี้ ซิวซื่อของชางฉยงซานไม่น้อยแสดงอาการไม่พอใจ

เยวี่ยชิงหยวนพลันมีสีหน้าเย็นยะเยือก

ฉีชิงชีแค่นเสียงเยาะ “ขอเพียงมีหัวคิดย่อมสมควรมองออก เห็นชัดว่าเจ้าปีศาจตนนี้ใกล้จะตายก็ไม่ยอมจำนน ยังคิดจะลากคนอื่นมาเป็นแพะรับบาปด้วย ใส่ความกันเห็นๆ พวกปลายแถวของเผ่ามารล้วนมีสันดานเดียวกัน กลับยังมีคนหลงกลยอมเชื่อ น่าหัวเราะแทบตายแล้ว”

กงจู่เฒ่ากล่าวเสียงเรียบ “เช่นนั้นทำไมไม่ใส่ความผู้อื่น ไฉนใส่ความเสิ่นเซียนซือแต่เพียงผู้เดียว มันน่าสังเกตนะ”

เสิ่นชิงชิวเจอลอจิกนี้เข้าไปก็ยอมก้มกราบเลยทีเดียว ตามที่เขาพูดมา ใครก็ตามที่ถูกชี้นิ้วกล่าวหา ไม่ว่าจะบริสุทธิ์หรือไม่ ก็เป็นที่ ‘น่าสังเกต’ หมด ต้นทุนที่ปรับปรำคนช่างถูกเหลือเกิน

ลั่วปิงเหอไม่พูดไม่จา มองมาทางนี้เขม็ง ไม่รู้เพราะอุปาทานไปเองรึเปล่า เสิ่นชิงชิวรู้สึกว่าในดวงตาดำขลับราวกับดวงดาราของเขากำลังยิ้มอย่างพอใจ

ในนิยายดั้งเดิม บาปที่เกินอภัยของเสิ่นชิงชิวคือทำร้ายเพื่อนร่วมสำนัก ฆ่าหลิ่วชิงเกอด้วยมือตัวเอง แต่ตอนนี้หลิ่วชิงเกอยืนอยู่ข้างๆเขานี่เอง หากมีใครหมายเข้ามาทำร้ายเขา ไม่แน่ว่าหลิ่วชิงเกออาจยื่นมือมาช่วยก็ได้ แล้วข้อหาก็เป็นอันตกไป!

นอกเสียจากว่า รอยด่างไม่พอเลยต้องป้ายสีเพิ่ม?

นิสัยของลั่วปิงเหอหลังจากกลายเป็นพระเอกสายดาร์กก็ไม่ใช่ว่าจะไม่กล้าทำเรื่องเช่นนี้

แต่แล้วจู่ๆศิษย์ใบหน้าเขรอะสิวผู้หนึ่งของวังฮ่วนฮวาก้าวออกมา เขาคือศิษย์ที่พูดจาแดกดันเสิ่นชิงชิวตอนอยู่ในหอเริงรมย์นั่นเอง เขาก้มกายกล่าว “กงจู่ ศิษย์เพิ่งค้นพบเรื่องหนึ่งขอรับ ไม่ทราบกล่าวได้หรือไม่”

เสิ่นชิงชิวกล่าวโดยไม่เผยสีหน้า “มีคำพูดก็กล่าวเถอะ ในเมื่อเอ่ยปากมาแล้ว ยังจะมีอะไรที่ ‘ไม่ทราบกล่าวได้หรือไม่’ อีกหรือ ออกจะจอมปลอมไปหน่อยกระมัง” นี่ไม่เป็นการตบหน้าตัวเองเหรอ

ศิษย์ผู้นั้นคงคิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสจะกระแนะกระแหนตน หน้าจึงเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดอยู่พักหนึ่ง กระทั่งสิวบนหน้าคลายจะเปลี่ยนสีไปด้วย แต่ไม่กล้าตอกกลับ เพียงถลึงตาใส่เสิ่นชิงชิวอย่างดุดัน “เมื่อวานศิษย์กับศิษย์น้องสองสามคนพบว่า บนแขนผู้อาวุโสเสิ่นมีผื่นแดงที่เกิดจากการติดเชื้ออยู่สองสามจุด เห็นได้อย่างชัดเจนมาก แต่วันนี้พอมาเห็นอีกที ผื่นแดงกลับหายไปจนหมดสิ้นแล้วขอรับ ผู้อาวุโสมู่ของชางฉยงซานบอกเอาไว้ว่ายาเม็ดที่แจกจ่ายในเมืองเมื่อครู่เพิ่งปรุงเสร็จ ต้องรอสิบสองชั่วยามถึงจะออกฤทธิ์ ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจไม่ได้ผลเลยก็เป็นได้ ศิษย์พี่ลั่วกินยาถอนพิษต่อหน้าพวกเราถึงตอนนี้ผื่นแดงก็ยังไม่หายไป ไฉนมีแต่ผู้อาวุโสเสิ่นที่หายได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ผื่นแดงหายไปจนมองไม่เห็นแล้ว ไม่ว่าจะกรณีไหน ศิษย์เข้าใจว่าจุดนี้มีความน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งขอรับ”

เสิ่นชิงชิวลอบถอนใจ กะแล้วเชียว ลั่วปิงเหอคงไม่ใจดีช่วยเอาเชื้อเน่าออกให้เขาอยู่แล้ว

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวช้าๆ “ศิษย์น้องของข้าดูแลชิงจิ้งเฟิงมีฐานะเป็นเจ้ายอดเขา เป็นแบบอย่างที่ดีอยู่ในสำนักเสมอมา นิสัยใจคอสูงส่งบริสุทธิ์ในสำนักไม่มีผู้ใดไม่รู้ ไม่มีผู้ใดไม่ประจักษ์ ใครที่หูเบาเชื่อเรื่องเหลวไหล ก็ย่อมจะถูกคนยุงยงโดยง่ายแล้ว”

หนังหน้าแก่ๆของเสิ่นชิงชิวแดงไปหมดแล้ว ศิษย์พี่อย่าพูดแบบนี้ซิ ซีเรียสเปล่านี่ หากท่านพูดเช่นนี้เพื่อปกป้องข้าด้วยเจตนาดีก็ขอโทษด้วย ไม่ว่าจะตัวปลอมตัวจริง แม้แต่ที่บอกว่า ‘นิสัยใจคอสูงส่งบริสุทธิ์’ ก็ไม่มีใครเป็นได้ขนาดนั้นหรอก โอ๊ะ ไม่ซิ อย่างน้อยๆ เสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลก็หมกมุ่นกับอักษรตัวแรกของคำว่านิสัยใจคอ* (เพศ) อยู่นะ

(อักษรจีนของคำว่า นิสัยใจคอ คือ 性格 ซึ่งตัวอักษรตัวแรก 性 แปลว่า ‘เพศ’ ได้ด้วย)

กงจู่เฒ่ากล่าวว่า “อย่างนั้นหรือ แต่ที่ข้าได้ยินมามันไม่ใช่อย่างนั้นนะ”

เสิ่นชิงชิวใจหายวูบ

ดูท่าว่าวันนี้เขาคงต้องถูกลากลงน้ำให้จงได้แล้ว

เสิ่นชิงชิวหรี่ตา “ผู้สืบทอดชิงจิ้งเฟิงแห่งชางฉยงซานมีนิสัยใจคอเช่นไร ไม่รู้ว่าต้องให้สำนักอื่นอาศัยข่าวลือมาตัดสินตั้งแต่เมื่อใด”

กงจู่เฒ่ากล่าว “หากเป็นข่าวลือย่อมไม่กล้าหูเบาเชื่อโดยง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรื่องนี้กลับร่ำลือออกมาจากสำนักของท่านเอง” เขามองไปรอบๆก่อนจะกล่าวต่อ

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: