Scumbag System 32

0 Comments

ตอนที่ 32

“ทุกท่านน่าจะรู้ ศิษย์แต่ละสำนักมีการติดต่อคบหากันเป็นการส่วนตัวถือเป็นเรื่องปกติ ยากจะเลี่ยงการซุบซิบนินทากันบ้าง แค่เรื่องที่เจ้ายอดเขาเสิ่นจงใจกดขี่ข่มเหงศิษย์ในสังกัด ก็แบกคำว่า ‘นิสัยใจคอสูงส่งบริสุทธิ์’ ไม่ไหวแล้ว”

เสิ่นชิงชิวได้ฟังก็สมองบวมขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

กดขี่ข่มเหงศิษย์ในสังกัดหรือ

นี่กลับเป็นความจริงอย่างยิ่ง แค่ลำพังช่วงที่ลั่วปิงเหอกำลังโต เสิ่นชิงชิวหาเรื่องรังแกเขาสารพัด ขนาดเอาอดีตอันรุ่งโรจน์ที่เคยใช้แรงแรงเด็กมาแต่งนิยายโศกสลดได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ศิษย์คนอื่นที่คุณสมบัติดี แต่ถูกเสิ่นชิงชิวกลั่นแกล้งจนถูกไล่ออกจากสำนักก็เยอะจนรวมเป็นทีมยิมนาสติกได้เลย แต่ว่าไอ้คนที่ลงมือทำร้ายน่ะ มันไม่ใช่เขา มันคือไอ้ตัวจริงนั่นต่างหาก!

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวอย่างสำรวม “ในเมื่อทราบว่าเป็นเรื่องซุบซิบนินทา จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเอามาเป็นสาระมิได้ จริงอยู่ที่ศิษย์น้องของข้าปกติก็มีนิสัยไม่ชอบพูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของพวกศิษย์ แต่หากเป็นเรื่องทำร้ายร่างกาย นั่นก็กล่าวหากันเกินไปแล้ว”

มีเสียงอ่อนหวานดังขึ้น ฉินหว่านเยวียในที่สุดก็ทนไม่ไหว อยากออกหน้าแทนชายในดวงใจ “เช่นนั้นศิษย์ของบังอาจถามเจ้าสำนักเยวี่ยประโยคหนึ่ง สั่งให้เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าขวบเข้าไปรับหน้าผู้อาวุโสเผ่ามารที่มีพลังยุทธ์หลายร้อยปี ทั้งยังสวมเกราะหนามอาบยาพิษไปทั้งตัว เช่นนั้นไม่นับเป็นการกดขี่ทำร้ายร่างกายหรอกหรือเจ้าคะ”

คราวนี้เสิ่นชิงชิวไม่อาจทำตัวเป็นหนุ่มหล่อผู้เงียบขรึม ยืนฟังเฉยๆต่อไปได้อีก

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นับหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ที่ข้ารู้คือหากผู้เป็นอาจารย์เมื่ออยู่ต่อหน้าเกราะหนามอาบยาพิษ ปัดตัวลูกศิษย์ออก แล้วเอาตัวเองเข้าไปขวางหน้า นี่ไม่อาจนับว่าเป็นการทำร้ายร่างกายแน่นอน เจ้าว่าอย่างไรเล่า ลั่วปิงเหอ”

ซิวซื่อที่อยู่ในลานกว้าง พอได้ยินชื่อนี้สีหน้าพลันตะลึงลาน โดยเฉพาะคนของชางฉยงซานยิ่งมีปฏิกิริยาค่อนข้างมาก บางคนตอนแรกพอเห็นหน้าลั่วปิงเหอก็นึกตงิดๆอยู่ อย่างเช่นฉีชิงชีเป็นต้น ตอนนี้เลยตะลึงลานไปแล้ว ขณะที่ธุรการแนวหลังซึ่งเพิ่งจะเข้าเมืองจินหลันมาเช่นกัน พอเจอหน้าลั่วปิงเหอก็แทบคุกเข่าให้เดี๋ยวนั้น หลังจากที่ในใจปั่นป่วนไปครู่หนึ่ง ครู่ต่อมาก็สงบลงได้

เพราะก่อนหน้านี้เสิ่นชิงชิวมักจะลงโทษลั่วปิงเหออยู่บ่อยๆ เยวี่ยชิงหยวนเองก็เคยเห็นเหตุการณ์หลายครั้ง แต่นั่นเป็นแต่ตอนลั่วปิงเหอยังเด็ก ภายหลังต่อมา เสิ่นชิงชิวเริ่มให้ความสำคัญกับลั่วปิงเหอ มักจะส่งลั่วปิงเหอลงจากสำนักไปจัดการเรื่องราวสารพัด ตนจึงไม่ค่อยได้พบเขานัก ในงานชุมนุมเซียนมีโอกาสได้เห็นหน้าลั่วปิงเหอก็จากจอแก้วผลึกและแค่ช่วงเวลาสั้นๆ กอปรกับภาพจากจอแก้วผลึกไม่ชัดนัด ดังนั้นระหว่างเหตุการณ์เมื่อครู่ จึงจำชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสง่างามที่อยู่ข้างกายกงจู่เฒ่าไม่ได้ว่านั่นคือ ‘ศิษย์รัก’ ของเสิ่นชิงชิวในครั้งนั้นนั่นเอง ก่อนหน้านี้เยวี่ยชิงหยวนได้ยินว่ากงจู่เฒ่าให้ความสำคัญกับศิษย์คนโตมาก ดังนั้นจึงเหมาเอาว่าลั่วปิงเหอเป็นกงอี๋เซียงมาตลอด คราวนี้พอเสิ่นชิงชิวเปิดประเด็นเลยพลอยตกตะลึงไปอีกคนเช่นกัน

ท่ามกลางผู้คน ลั่วปิงเหอจับจ้องเสิ่นชิงชิวไม่คลาดสายตา เสิ่นชิงชิวเบือนหน้ากางพัดด้ามจิ้ว แล้วเกิดอยากส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ถึงอาจมองดูเป็นการยิ้มเยาะก็ตาม

จะบอกว่าเขาไม่โกรธเลย นั่นก็จะเป็นการโกหก แน่นอนว่าเสิ่นชิงชิวย่อมต้องรักตัวกลัวตาย จึงมักมีความคิดเกี่ยวถึงลั่วปิงเหอไปต่างๆ นานา ยกเว้นตอนเอาตัวเข้าไปขวางให้ลั่วปิงเหอนั้นกลับทำไปโดยไม่รู้ตัวเลย ถึงลั่วปิงเหอไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาช่วยเขาคลี่คลายวิกฤติก็เถอะ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรในการประลองสามรอบนั้น คนที่โชคร้ายที่สุดก็คือเขา แต่ดันเอาเรื่องนี้มาสาดโคลนกัน เสิ่นชิงชิวโกรธแล้วจริงๆ

ลั่วปิงเหอตอบช้าๆ “พระคุณที่ซือจุนใช้ร่างกายเข้าปกป้อง ไม่กล้าลืมไปชั่วชีวิต”

ฉีชิงซีกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื้อ “เป็นเจ้าจริงๆหรื เสิ่นชิงชิว เจ้ามิใช่บอกว่าเขาตายแล้วหรอกหรือ” มองดูลั่วปิงเหออีกครั้ง “ในเมื่อยังอยู่ทำไมเพราะอะไรถึงไม่กลับชิงจิ้งเฟิง เจ้ารู้หรือไม่ เพราะเจ้า ซือจุนของเจ้าต้องเสีย…”

เสิ่นชิงชิวไอแห้งๆกะทันหัน ไอหนักเสียจนฉีชิงชีต้องหยุดมอง

เสิ่นชิงชิวอยากจะคารวะเสียจริง สังหรณ์ว่าจะต้องได้ยิน ‘เสียขวัญสูญวิญญาณ’ แน่ เขาไม่อยากได้ยินมันอีกหรอกนะ ให้ตายเหอะ ขนลุก! ถ้าให้ลั่วปิงเหอได้ยินเป็นต้องยิ้มจนหน้าฉีกเสียมาดพระเอกแน่

กงจู่เฒ่ากล่าวราวกับวิญญาณที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด “ใช่ จุดนี้เลย ข้าขบคิดเป็นร้อยครั้งก็ยังไม่เข้าใจ เห็นๆอยู่ว่ายังไม่ตาย กลับดึงดันบอกว่าตายแล้ว และเห็นอยู่ว่าจะกลับไปก็ได้ แล้วไยไม่ยอมกลับไป”

เสิ่นชิงชิวรำคาญน้ำเสียงที่จงใจให้เป็นปริศนาของเขาเต็มที “เขาไม่เต็มใจกลับไป ข้าก็จนปัญญา จะมาก็ดี จะไปก็ตามสบาย แล้วแต่เขาแล้วกัน กงจู่อยากพูดอะไร เชิญพูดมาตรงๆเถอะ”

กงจู่เฒ่าหัวเราะ “ข้าอยากพูดอะไร เจ้ายอดเขาเสิ่นย่อมจะรู้อยู่แก่ใจ ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ก็คิดได้อย่างกระจ่างชัดเช่นกัน คนเพาะเมล็ดพันธุ์ของเผ่ามารแน่นวนว่าควรถูกเผาไฟ แต่หากมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังยิ่งไม่ควรปล่อยผู้ที่เติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟนั่นไป ไม่ว่ากรณีไหนจะต้องมีคำอธิบายให้แก่คนจินหลันทั้งเมือง”

การที่เขาพูดประโยคนี้ออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นความโกรธแค้นให้แก่ชาวเมืองจินหลันที่รอดชีวิต และเพิ่งรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้ สภาพจิตใจของพวกเขาในยามนี้จึงหวาดหวั่นและโกรธแค้ส อยากมีเป้าหมายให้ระบายอารมณ์ใส่อยู่แล้ว คนไม่น้อยเริ่มโวยวายขึ้น

ลั่วปิงเหอกล่าวว่า “ซือจุนเกลียดชังความชั่วร้ายดุจศัตรู กับเผ่ามารยิ่งแค้นใจที่ไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นเร็วๆด้วยซ้ำ จะไปสมคบคิดกับเผ่ามารได้อย่างไร”

ประโยคนี้ฟังเหมือนจะแก้ต่างให้เสิ่นชิงชิว แต่ความหมายที่แท้จริงของประโยค ‘กับเผ่ามารยิ่งแค้นใจที่ไม่อาจกำจัดให้หมดสิ้นเร็วๆด้วยซ้ำ’ ท่ามกลางคนทั้งหมดในที่นั้น มีแต่เขาคนเดียวที่เข้าใจ

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน เสิ่นชิงชิวเอ่ยปากถามตรงๆ “ลั่วปิงเหอ ตอนนี้เจ้าตกลงว่าเป็นศิษย์ของชิงจิ้งเฟิง หรือศิษย์ของวังฮ่วนฮวา”

กงจู่เฒ่ายิ้มหยัน “เรื่องมาถึงขั้นนี้ เจ้ายอดเขาเสิ่นยังจะยอมรับศิษย์ผู้นี้อีกหรือ”

เสิ่นชิงชิวกล่าวว่า “ข้าไม่เคยไล่เขาออกจากสำนัก ในเมื่อเขายังเรียกข้าว่าซือจุน ในใจย่อมต้องยอมรับอยู่แล้วซิ”

เขาพูดแบบนี้เพียงเพื่อจะเหน็บแนมลั่วปิงเหอ แต่เหมือนจะไม่สำเร็จ ลั่วปิงเหอนัยน์ตาลุกวาบ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แววตาอีกฝ่ายดูสดใสขึ้น

เวลานั้นผู้คนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ในอากาศราวกับมีสะเก็ดไฟปะทุออกมา บรรยากาศปริ่มไปด้วยการห้ำหั่นชนิดแทบเงื้อดาบยิงธนูใส่กันเต็มที ส่วนคนเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ตอนแรกเป็นชนวนสงครามครั้งนี้ กลับถูกลืมทิ้งไว้ข้างๆ ไม่มีใครสนใจแล้วว่าจะจัดการกับพวกมันอย่างไร

แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงไพเราะของหญิงสาวดังขึ้น “เสิ่นจิ่ว* หรือ เจ้าใช่เสิ่นจิ่วหรือไม่”

(ตามกฎการออกเสียงในภาษาจีน เมื่อ ‘เสิ่น’ กับ ‘จิ่ว’ ซึ่งเป็นเสียง 3 อยู่ด้วยกัน ควรต้องออกเสียงเป็นเสินจิ่ว แต่เพื่ออรรถรสในการอ่าน และเพื่อให้ทราบว่ายังคงเป็นแซ่เสิ่นเหมือนกัน จึงขอเรียกเป็นการเฉพาะในฉบับแปลไทยว่า “เสิ่นจิ่ว”)

พอได้ยินชื่อนี้ความสงบนิ่งบนใบหน้าของเสิ่นชิงชิวก็แตกร้าวกลายเป็นหุบเขารอยเลื่อนอัฟริกันขนาดยักษ์เดี๋ยวนั้น

ผีหลอกกลางวันแสกๆ

หรือวันนี้สวรรค์จะกำหนดให้เป็นวันตายของตูจริงๆ

ตูตายแน่ ผู้หญิงคนนี้คือชิวไห่ถัง

ในนิยายดั้งเดิมการปรากฏตัวของชิวไห่ถัง มีความหมายเพียงอย่างเดียว ก็คือชื่อเสียงอันป่นปี้ยับเยินของเสิ่นชิงชิว

ต่อให้ไม่ใช่ชิงไห่ถัง แม้มิใช่สาวน้อยวัยแรกแย้มแล้ว แต่ใบหน้าขาวผุดผ่องราวกับดอกอวี้หลัน* รูปโฉมสาวยหยาดเยิ้ม แถมยังทรวดทรงอ้อนแอ้น อกอึ๋ม หน้าตาสะสวยไม่ธรรมดา และในเมื่อหน้าตาสะสวยไม่ธรรมดาย่อมถูกกำหนดมาให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งในฮาเร็มของลั่วปิงเหออย่างหนีไม่พ้น

(ดอกอวี้หลัน คือ ดอกแมกโนเลียสีขาว)

แต่แย่ตรงที่ผู้หญิงคนนี้ดันเคยมีอะไรกับเสิ่นชิงชิวมาก่อน

ขอแสดงความยินดีด้วย! มีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือไม่ชัดเจนกับเมียสองคนของพระเอกนิยายฮาเร็ม เสิ่นชิงชิวตัวจริงนับว่าหาตัวจับยากโดยแท้

อย่างน้อยที่สุดในบรรดานิยายฮาเร็มทั้งหมดที่เสิ่นหยวนเคยอ่านมาก็หาคนแบบนี้เป็นคนที่สองไม่ได้เลยจริงๆ

แค่คิดก็รู้แล้ว นี่คือที่มาที่ทำให้นักอ่านไปตั้งกระทู้ยาวเหยียดหนที่สองที่เรียกร้องให้ ‘จับเสิ่นชิงชิวตอน ไม่งั้นเลิกอ่าน’

ในใจเสิ่นชิงชิวขึ้นตัววิ่ง ‘บรรลัยแล้ว เชี่ยๆๆๆ ยกกำลัง N’ รัวเต็มหน้าจอ

ส่วนทางด้านชิวไห่ถังก็ยกกระบี่ขึ้นระดับอก ทำท่าเหมือนจะฆ่าเขาให้ตายแล้วฆ่าตัวตายตามไป “ข้ากำลังถามเจ้า ทำไมเจ้าไม่กล้ามองข้า”

พี่สาว ผมจะเอาความกล้าที่ไหนไปมองคุณเล่า คุณกำลังจะฆ่าผมนะ

ใบหน้าของชิวไห่ถังโศกซึ้งตรึงใจ “อย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่าข้าแปลกใจนักที่ตามหาเจ้าหลายปีขนาดนี้ แต่ไม่เคยเจอเจ้าเลย ที่แท้เจ้าเหาะขึ้นยอดไม้กลายเป็นเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงผู้สูงส่งไปแล้วนี่เอง ฮ่าๆ เลื่อมใสจริงๆ!”

เสิ่นชิงชิวไม่รู้เลยว่าควรมองไปทางไหน หรือพูดอะไรดี ดังนั้นจึงมองตรงไปข้างหน้าลูกเดียว ทำสีหน้าเย็นชาห่างเหินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทุกคนในที่นั้นพากันกระซิบกระซาบ

เยวี่ยชิงหยวนกล่าวเสียงต่ำ “ชิงชิว แม่นางผู้นี้กับเจ้า…เคยเป็นสหายเก่ากันหรือ”

เสิ่นชิงชิวน้ำตาตกใจ ศิษย์พี่ อย่าได้ถาม

ชิงไห่ถังสีหน้าเศร้าสร้อยอีกครั้ง “สหายเก่าหรือ ไม่เพียงเป็นสหายเก่า ข้ากับบุรุษที่สง่าภูมิฐานผู้นี้ เคยเป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่* กันมาก่อน…ข้าเป็นภรรยาเขา”

(เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึง เพื่อนที่สนิทกันมาแต่เล็ก)

ได้ฟังแล้วลั่วปิงเหอก็เลิกคิ้วสูง

ไม่ใช่นะ

เธอนะเป็นเมียลั่วปิงเหอต่างหาก รีบตื่นๆ

ซั่งชิงหัวตกตะลึง “หา พูดจริงหรือ ทำไมไม่เคยได้ยินศิษย์พี่เสิ่นพูดถึงเลยล่ะ”

เสิ่นชิงชิวเหยียดมุมปาก ส่งยิ้มปลอมๆให้เขา แกไม่ต้องมาช่วยใส่ไฟก็ได้นะ

เนื้อเรื่องน้ำเน่าช่วงนี้ที่ทำเอาระดับความสารเลวและน่ารังเกียจของฉันพุ่งกระฉูดอย่างงี้ ไอ้หน้าไหนล่ะที่เป็นคนแต่ แถมยังมาทำเนียนเป็นขามุงได้อีก!

แล้วที่มุงๆกันอยู่น่ะ ต่างเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงชอบเผือกกันอย่างนี้ ไปๆๆๆ แยกย้ายได้แล้ว!

ชิวไห่ถังยิ้มหยัน “เดรัจฉานในคราบปัญญาชนผู้นี้เป็นคนโฉดชั่วบ่อนทำลายสังคม ย่อมไม่กล้าเอาเรื่องชั่วของตัวเองมาพูดอยู่แล้ว”

อู๋เฉินต้าซืออยู่ร่วมกับคนทั้งสามของชางฉยงซานมาระยะเวลาหนึ่งได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเสิ่นชิงชิว จึงค่อนข้างมีความรู้สึกที่ดีต่อเขาไม่น้อย ความขัดแย้งระหว่างชางฉยงซานกับวังฮ่วนฮวาเมื่อครู่ ท่านไม่สะดวกจะเข้าแทรกแซง เรื่องนี้ท่านจึงพยายามช่วยไกล่เกลี่ย “อมิตาพุทธ สีกาท่านนี้หากมีเรื่องเจรจาก็ค่อยพูดค่อยจากันเถิด พูดให้กระจ่าง การที่เอาแต่ด่าทอไม่อาจทำให้ผู้คนเชื่อถือได้หรอกนะ”

เสิ่นชิงชิวน้ำตานองอยู่ในใจ ต้าซือ รู้ว่าท่านหวังดี แต่ให้เจ้เขาพูดให้ชัดผมก็จะยิ่งแย่ซิ ไม่กลัวว่าเคยทำเรื่องน่าละอาย แต่ไอ้ที่กลัวคือผีมาเคาะประตูผิดบ้านต่างหาก

เวลานี้ชิวไห่ถังกลายเป็นศูนย์รวมความสนใจของทุกคนในที่นั้นไปแล้ว อารมณ์เดือดพล่านเสียจนแก้มแดงฉีดซ่านเป็นสีระเรื่อ เชิดอกขึ้น กล่าวเสียงดัง “ที่ข้าชิวไห่ถังจะพูดต่อไปนี้ หากแม้นพูดปดเพียงครึ่งคำ ขอให้ข้าโดนหมื่นศรอาบยาพิษของเผ่ามารแทงทะลุร่าง ไม่ได้ตายดี”

นางชี้นิ้วใส่เสิ่นชิงชิว นัยน์ตาลุกเป็นไฟ “ยามนี้คนผู้นี้ฐานะเป็นเจ้ายอดเขาชิงจิ้งเฟิงแห่งชางฉยงซาน เสิ่นชิงชิวฉายากระบี่ซิวหย่า มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว แต่ผู้คนหารู้ไม่ว่าเขาเคยเป็นตัวอะไรมาก่อน”

คำพูดของนางค่อนข้างหยาบคาย ฉีชิงชีนิ่วหน้า “ระวังคำพูดของเจ้าหน่อย”

ชิวไห่ถังเวลานี้เป็นหัวหน้าสาขาอะไรสักอย่างขอสำนักเล็กๆแห่งหนึ่ง ถูกหนึ่งในชนชั้นผู้นำของชางฉยงซานผู้ยิ่งใหญ่ติเตียนก็ผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

กงจู่เฒ่ากลับกล่าวว่า “เจ้ายอดเขาฉีไฉนต้องมีโทสะ ให้แม่นางท่านนี้พูดต่อได้หรือไม่ จะปิดปากผู้อื่นไม่ได้ตลอดไปหรอกนะ”

ชิวไห่ถังมองเขา กัดฟัน แววตาแฝงความโกรธแค้นระคนขมขื่น พูดเสียงดังกว่าเก่า “ตอนเขาอายุ 12 เป็นแค่ทาสที่ตระกูลข้าซื้อมาจากพ่อค้ามนุษย์ เพราะเป็นทาสลำดับที่เก้า จึงเรียกกันว่า เสี่ยวจิ่ว (小九 เก้าน้อย 九 จิ่ว แปลว่า 9) พ่อแม่ข้าเห็นเขาถูกพวกพ่อค้าทาสะกดขี่ข่มเหงเลยสงสาร พาเขากลับมาด้วย สอนหนังสือเขาจนอ่านออกเขียนได้ ให้ที่อยู่ที่กิน ให้เงินใช้ กินอิ่มนอนอุ่นไม่ต้องดิ้นรน พี่ชายข้าก็สนิทสนมกับเขาเป็นอย่างดี พออายุ 15 พ่อแม่ข้าลากจากโลกนี้ไป พี่ชายข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจึงจัดการให้เขาหลุดพ้นจากสถานะทาส ทั้งยังรับเขาเป็นน้องร่วมสาบาน ส่วนข้าเพราะโตมาด้วยกันกับเขา หลงคารมเขา ถึงกับเชื่อเป็นจริงเป็นจังว่าพวกเราต่างก็มีใจให้กันและกัน จึงได้ตกลงหมั้นหมายกับเขา”

เสิ่นชิงชิวยืนอยู่ตรงนั้น ถูกบังคับให้ฟังประวัติอันมืดมนของ ‘ตัวเอง’ ไปพร้อมกับคนนับพัน คำพูดนับหมื่นในใจแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาไปเงียบๆ

ดวงตาของนางเริ่มมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “ปีนั้น พี่ชายข้าอายุ 19 ในเมืองมีซิวซื่อพเนจรท่านหนึ่งเดินทางผ่านมา ถูกใจว่าปราณทิพย์ที่นี่บ่มเพาะคนได้ดี จึงตั้งแท่นปะรำขึ้น ชายหนุ่มหญิงสาวที่อายุต่ำว่า 18 ลงไปสามารถขึ้นไปรับการทดสอบปราณทิพย์ได้ เขาต้องการคัดเลือดผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นมาเพื่อรับเป็นศิษย์ ซิวซื่อท่านนั้นวิชาเซียนเป็นเลิศ คนในเมืองไม่มีผู้ใดไม่เลื่อมใส เสิ่นจิ่วก็ไปที่แท่นปะรำทดสอบปราณทิพย์ด้วย เขามีสติปัญญาไม่เลว เข้าตาซิวซื่อท่านนั้น จึงวิ่งกลับมาด้วยความดีใจเป็นล้นพ้นบอกว่าจะลาออกไปจากบ้านข้า

พี่ชายข้าย่อมไม่เห็นด้วย ในสายตาของพี่ชายข้าการเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนนั้นเลื่อนลอยไม่มั่นคง อีกทั้งเขาได้ตกลงหมั้นหมายกับข้าแล้ว จู่ๆจะมาทิ้งกันไปได้อย่างไร เขากับพี่ชายข้ามีปากเสียงกันใหญ่โต ทำหน้าอมทุกข์ทั้งวัน พวกเรานึกว่าเขาจะคิดไม่ตกสักพัก หลังจากคิดได้คงจะปล่อยวางลง”

สีหน้าเปลี่ยนในฉับพลัน “แต่ใครจะคาดคิด คืนวันนั้นเขาก็เปิดเผยด้านที่ชั่วร้ายออกมา เขาฆ่าพี่ชายกับบ่าวในบ้านไปหลายคน ทิ้งศพไว้ในบ้านแล้วหายออกไปจากเมืองพร้อมกับซิวซื่อท่านนั้นในคืนนั้นนั่นเอง

บ้านข้าเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ ข้าเป็นแค่สตรีอ่อนแอคนหนึ่ง ไร้กำลังจะประคับประคองไหว กิจการบ้านช่องใหญ่โต ได้แต่ปล่อยให้กระจัดกระจายไป ข้าเที่ยวตามหาศัตรูผู้นี้อย่างยากเย็น ไม่พบร่องรอยมาตลอด ซิวซื่อที่รับเขาเป็นศิษย์ในครั้งนั้น ตายอย่างอนาถไปก่อนแล้ว เงื่อนงำจึงขาดตอนนับจากนั้นมา…หากมิใช่เพราะวันนี้มาเมืองจินหลัน เกรงว่าข้าคงไม่รู้ไปชั่วชีวิตว่าเจ้าคนถ่อยอกตัญญูที่ตอบแทนผู้มีพระคุณด้วยดาบผู้นี้ กลับได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ายอดเขาของสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า ถึงหน้าตาเขาจะแตกต่างจากเมื่อก่อน แต่ใบหน้านี้ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็ไม่มีวันจำผิดเด็ดขาด ซิวซื่อผู้นั้นที่เสี้ยมสอนให้เขาก่อคดีฆ่าคน ข้าก็ไม่กลัวที่จะเอ่ยชื่อเพราะชื่อนั้นอยู่บนป้ายประกาศจับมาหลายปีแล้ว คนผู้นั้นก็คืออู๋เยี่ยนจื่อ ฆาตรกรที่เอาชีวิตคนมาแล้วนับไม่ถ้วน”

อู๋เยี่ยนจื่อผู้นี้กล่าวได้ว่าเป็นฆาตรกรนามกระฉ่อนที่มีคดีติดตัวนับไม่ถ้วน อยู่ๆก็กลายเป็นว่าหนึ่งในสิบสองเจ้ายอดเขาคือศิษย์ของเขา ทำให้ทุกคนพากันตกตะลึงอย่างอดไม่ได้ แต่ท่ามกลางเสียงทอดถอนใจและเสียงสะอื้น เสิ่นชิงชิวกลับใจเย็นลงมาแล้ว

ในใจเขาความจริงกำลังนึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ประสบการณ์ช่วงนี้ที่ชิงไห่ถังเล่า ฟังแรกๆเต็มไปด้วยความพลิกผัน แต่ใช่จะไม่มีช่องโหว่ ไม่ใช่ว่าเสิ่นชิงชิวดูถูกดูหมิ่นตัวจริง แต่ตัวออริจินอลนั้นแต่ไหนแต่ไรมา มุ่งมั่นแสดงแต่บุคลิกของเสิ่นชิงชิวซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมาตลอด ท่าทางแข็งกร้าว จิตใจคับแคบ ไม่พูดไม่จา ไม่ประจบเอาใจใคร หัวสูงเย็นชา เก็กท่าอยู่ตลอดเวลา บุคลิกเช่นนี้ยากจะทำให้คนเชื่อว่าเสิ่นชิงชิวในวัยเยาว์จะมีท่าทางน่ารักจนชักชวนให้ผู้ที่ไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกันสักนิดถึงกับอยากยอมรับเป็นญาติ

ทว่าสำหรับคนอื่นแล้ว พวกเขาจับสังเกตรายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้

เดิมทีเสิ่นชิงชิวกลัวพล็อตเรื่องช่วงนี้อยู่ แต่ใช่ว่าจะหวั่นมากมายนัก เรื่องเก่าแก่นานนมพวกนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพียงอาศัยลมปากของชิวไห่ถังอย่างเดียว ขอแค่เขายืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับซะอย่าง ให้ชิวไห่ถังเข้าใจว่าตนจำคนผิด ก็เป็นแค่การทำให้รอยด่างที่เหมือนมีเหมือนไม่มีนี้เกิดขึ้นบนเรซูเม่ของเสิ่นชิงชิวเท่านั้น

ช่วยไม่ได้ เสิ่นชิงชิวเคยผิดต่อชิวไห่ถังจริงๆ แต่นั่นมันเสิ่นชิงชิวตัวออริจินอลต่างหาก เขาไม่คิดจะแบกหม้อดำ* นี้แทนให้หรอก เขาขอชดเชิยให้ชิวไห่ถังด้วยวิธีอื่นในภายหลังก็แล้วกัน เขาไม่ได้ฆ่าหลิ่วชิงเกอ ไม่ได้ลวนลามหนิงอิงอิง อย่างไรก็ไม่น่าจะถึงขนาดตึกสูงร้อยจั้งพังทลายลงมาในชั่วข้ามคืน ถูกผู้คนก่นด่าประณามหรอก

(แบกหม้อดำ ตรงกับสำนวนไทย คือ แพะรับบาป)

แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน

แย่ตรงที่รอยด่างที่เหมือนมีเหมือนไม่มีทั้งหมดกำลังมารวมกัน ก่อนหน้านี้ก็เป็นข้อกล่าวหาของคนเพาะเมล็ดพันธุ์ ต่อมากงจู่เฒ่าชี้ปม แล้วนี้ยังมาเจอข้อกล่าวหาของชิวไห่ถังเข้าให้อีก ทั้งหมดนี้อาจกลายมาเป็นหลักฐานของความประพฤติซึ่งไม่เหมาะสมของเขา ผู้ชายสารเลวที่ไม่มีความรับผิดชอบ + คนทรยศที่สมคบกับเผ่ามาร + ศิษย์ของฆาตกรที่หนีการจับกุม เป็นการเติมดอกไม้ลงบนผ้าปักให้งามสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีกตามมาตรฐานโดยแท้

เมื่อความบังเอิญทั้งหมดดันมาสอดคล้องกันพอดิบพอดี ผู้คนก็จะไม่มองว่ามันเป็นความบังเอิญอีกต่อไป

กงจู่เฒ่ากล่าว “เจ้าสำนักเยวี่ยจัดการเรื่องลักษณะนี้เป็นการส่วนตัวคงไม่เหมาะ หาไม่แล้ว ผู้คนจะเอาไปร่ำลือได้ว่าชางฉยงซานที่ยิ่งใหญ่ปกป้องคนเลว จะเป็นที่ยอมรับนับถือได้อย่างไร”

Categories:
Siripak Rattanamane

Leave a Reply

Related Posts

ป้องกัน: Queen revenge Chapter 215
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 214
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
ป้องกัน: Queen revenge Chapter 213
ไม่มีคำเกริ่นนำเพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกป้องกัน
error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: