Home Novel Novel Action I shall seal the heaven Chapter 1266

I shall seal the heaven Chapter 1266

ตอนที่ 1266

ยังคงไม่พอ

“สังหารพวกมัน!” ไว่ผอกล่าวขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น ในทันทีที่เสียงท่านดังก้องออกไป สองไว่ซูกงของเมิ่งฮ่าวก็กลายเป็นลำแสงพุ่งตรงไปยังชายชราที่อยู่ด้านนอกห้องโถง จิ้วจิ่วและจิ้วหมู่ของเมิ่งฮ่าว ก็ปลดปล่อยพลังการฝึกตนออกมาด้วยเช่นกัน ขณะที่พุ่งตรงไปโดยพร้อมเพรียงกัน

สีหน้าชายชราเปลี่ยนไป และสมาชิกคนอื่นๆ ของสายโลหิตที่เจ็ดก็แผดร้องคำรามโจมตีมา ทันใดนั้นการต่อสู้อันโหดเหี้ยมและน่าตกใจก็เกิดขึ้น

การโบกสะบัดมือออกไปของไว่ผอทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึ่มดังเต็มอยู่ในอากาศ ราวกับว่าเสียงนั้นดังออกมาจากปากยักษ์ ภายใต้การควบคุมของท่าน ค่ายกลเวทป้องกันอันยิ่งใหญ่แห่งตระกูลเมิ่ง กลายเป็นลำแสงมากมาย พุ่งผ่านอากาศตรงไปยังผู้ฝึกตนสายโลหิตที่เจ็ด

เสียงแผดร้องโหยหวนดังก้องออกมา แต่ค่ายกลเวทไม่ได้สังหารสมาชิกของตระกูลเมิ่ง ผู้ฝึกตนสายโลหิตที่เจ็ดที่ถูกลำแสงโจมตี พื้นฐานฝึกตนของพวกมันลดลงไปในทันที

สุดท้ายค่ายกลเวทป้องกันกลายเป็นแสงอันไร้ขอบเขต ปกคลุมไปทั่วทั้งสายโลหิตที่เจ็ด

ไม่ว่าพวกมันจะมีมากมายเท่าใดก็ตาม ต่างก็ไม่อาจจะต่อสู้กลับมาได้ เสียงแผดร้องโหยหวนยังคงดังก้องออกมาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดโลหิตก็เริ่มไหลออกมา ทำให้กลิ่นคาวโลหิตลอยคละคลุ้งไปทั่วในอากาศ

เสียงร้องด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อเริ่มดังก้องไปมา

“นาง…นางสามารถควบคุมค่ายกลเวทป้องกันได้จริงๆ!!”

“นั่นเป็นค่ายกลเวทตระกูลเมิ่ง! นางไม่มีสายโลหิตของตระกูลเมิ่งอยู่ในร่าง แล้วจะควบคุมมันได้อย่างไร!?”

“ค่ายกลเวทนี้เป็นของตระกูลเมิ่งจริงหรือไม่?!” ขณะที่เสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังเต็มอยู่ในอากาศ ผู้แข็งแกร่งรุ่นอาวุโสจู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ และสีหน้าพวกมันก็สลดลงไป

ชายชราที่อยู่ด้านนอกห้องโถงแผดร้องคำรามด้วยโทสะ และไม่อาจจะต่อสู้กับไว่ซูกงได้ แต่นี่คือหนึ่งในสายโลหิตทั้งเก้าของตระกูลเมิ่ง และพวกมันก็มีผู้แข็งแกร่งที่ทรงพลังอยู่มากมาย รวมทั้งผู้ฝึกตนในอาณาจักรเซียน พวกมันทั้งหมดโจมตีมาโดยพร้อมเพรียงกัน ทำให้เกิดเป็นเสียงกระหึมขนาดใหญ่ดังเต็มอยู่ในอากาศ

พวกมันอาจจะถูกสะกดข่มด้วยค่ายกลเวท แต่ผู้ฝึกตนจากสายโลหิตไว่ผอของเมิ่งฮ่าวก็มีจำนวนน้อย ขณะที่ดูเหมือนว่าพวกท่านกำลังจะพ่ายแพ้ เมิ่งฮ่าวเตรียมตัวจะสอดมือเข้าไป แต่ไว่ผอก็แค่นเสียงเย็นชา และกดฝ่ามือลงไปบนพื้น

“มีดบาป จงออกมา!” ไว่ผอร้องตะโกนขึ้น ห้องโถงหลักของสายโลหิตที่เจ็ดเริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมาในทันที จากนั้นรอยแตกขนาดใหญ่ก็เปิดออก แสงสีดำพุ่งออกมา อย่างน่าตกใจยิ่ง ภายในแสงนั้นคือมีดสั้นสีดำ!

ภาพของมีดสั้นทำให้จิตใจผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งหมุนคว้าง และโลหิตของพวกมันก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในทันที

“มีดบาป…คาดไม่ถึงว่าจะเป็นมีดบาปจริงๆ…ยังมีสิ่งเช่นนี้อยู่อีก? เป็นไปได้อย่างไร!?”

“เนื่องจากการสังหารคนทรยศในสายโลหิตของตระกูลไป เพื่อนำมาเป็นเครื่องสังเวยสร้างเป็นมีดบาปขึ้นมาสามเล่มเมื่อหนึ่งพันปีก่อน และจากตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา พวกมันถูกทำลายไปตามกาลเวลา คาดไม่ถึงว่าจะมีเหลืออยู่หนึ่งเล่ม!”

“นาง…นางไม่ใช่ผู้ฝึกตนตระกูลเมิ่งที่แท้จริง นางแค่แต่งเข้ามาในตระกูลเท่านั้น ไม่ว่านางจะอยู่มานานแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่ควรจะควบคุมค่ายกลเวทและมีดบาปนี้ได้!”

ชายชราจากสายโลหิตที่เจ็ดจ้องมองไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างไม่อยากจะเชื่อ มันรู้ว่ามีดบาปคืออะไรอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีอยู่หนึ่งเล่มถูกฝังอยู่ใต้อาณาเขตสายโลหิตของมัน และยิ่งไปกว่านั้น…

…กลับถูกหญิงชราผู้นี้ควบคุมได้จริงๆ!

ไว่ผอมองไปยังมีดสั้นสีดำ และดูเหมือนว่าท่านกำลังคิดไปถึงเรื่องราวเมื่อในอดีต พร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ท่านทำท่าคว้าจับออกไปด้วยมือขวา ทำให้มีดสั้นลอยมาอยู่ในมือ จากนั้นท่านก็ชี้ไปยังชายชราผู้นั้น

“ด้วยสิทธิ์อันชอบธรรมที่ประทานมาจากห้องลงทัณฑ์ตระกูลเมิ่ง เหล่าเซินจะกำจัดเจ้าออกไปจากตระกูลเมิ่ง!” ขณะที่ท่านกล่าว เครื่องหมายผนึกสีโลหิตก็ส่องแสงระยิบระยับปรากฏขึ้นมาบนหน้าผาก ในทันทีที่กลุ่มคนรุ่นอาวุโสมองเห็นเครื่องหมายนี้ พวกมันต่างก็หอบหายใจขึ้นมาโดยพร้อมเพรียงกัน

“ผนึกสายโลหิต…ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ด้วยศักดิ์ฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลในปีนั้น ทำให้เมิ่งซานสามารถจะส่งมอบผนึกสายโลหิตเช่นนี้ให้กับคนอื่นๆ ได้”

เวลาเดียวกันนั้น ไว่ผอก็ตวัดมีดสั้นตรงไปยังชายชราจากสายโลหิตที่เจ็ด ทำให้เกิดเป็นประกายแสงสีดำพุ่งแทงลงไปยังร่างมัน

มันพยายามจะต่อสู้กลับมา แต่ก็ถูกไว่ซูกงของเมิ่งฮ่าวสังหารไปในทันที

ศีรษะของมันลอยขึ้นมาจากลำคอ และร่างกายก็ระเบิดออก สมาชิกอื่นๆ ของสายโลหิตที่เจ็ด แม้แต่ผู้อาวุโสต่างก็ตกตะลึง และเริ่มหลบหนีจากไปในทันที ไว่ผอไม่สนใจพวกมัน จากนั้นแรงสั่นสะเทือนก็วิ่งผ่านไปทั่วร่างท่าน ซึ่งไม่มีใครสังเกตเห็นได้นอกจากเมิ่งฮ่าว เขาพอจะบอกได้ว่าสิ่งที่เรียกว่ามีดบาปนั้นจริงๆ แล้วก็ก่อตัวขึ้นมาจากเจตจำนงที่รวมตัวกัน

เจตจำนงนั้นมาจากวิญญาณของกลุ่มคนที่ถูกสังเวยด้วยโลหิตเพื่อสร้างเป็นมีดเล่มนี้ขึ้นมา เนื่องจากเช่นนั้นจึงมีแต่คนที่มีเครื่องหมายผนึกสายโลหิตเท่านั้น ที่จะสามารถควบคุมอาวุธนี้ได้ ถึงแม้จะดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่ผิดปกติ แต่การตวัดมีดนั้นออกไปเมื่อครู่นี้ก็ทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บไป นอกจากนั้นท่านก็ยังไม่ใช่สมาชิกของตระกูลเมิ่งที่แท้จริง

สำหรับการที่ท่านสามารถควบคุมค่ายกลเวทป้องกันอันยิ่งใหญ่นี้ได้ เมิ่งฮ่าวก็พอจะรับรู้ได้ถึงร่องรอยบางอย่างแล้ว เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของไว่ผอที่อยู่ภายในค่ายกลเวทนั้น และรู้สึกได้ถึงความผันผวนจากค่ายกลเวทบนร่างท่านด้วยเช่นกัน

“ไม่ใช่เป็นเพราะเวทแห่งเต๋าใดๆ แต่เนื่องมาจาก…ค่ายกลเวทป้องกันยอมให้ท่านควบคุมมันได้” เมิ่งฮ่าวมองไปอย่างครุ่นคิดยังคฤหาสน์บรรพชนตระกูลเมิ่ง และสิ่งปลูกสร้างที่สูงมากที่สุด…รูปปั้นขนาดใหญ่นั้น!

ที่แห่งนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นสถานที่เข้าฌานตามลำพังของปรมาจารย์อาณาจักรเต๋าเท่านั้น มันยังเป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลเวทป้องกันอันยิ่งใหญ่นั้นอีกด้วย

ตอนนี้ไม่มีสมาชิกของสายโลหิตที่เจ็ดอยู่ในห้องโถงหลักที่ด้านล่างอีกต่อไป พวกมันหลบหนีจากไปจนหมดสิ้น

เมิ่งฮ่าวยังคงอยู่ที่ด้านหลังไว่ผอ เฝ้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่สอดมือเข้าไป เขาจะปฏิบัติตามความปรารถนาของไว่ผอในทุกเรื่อง ถ้าให้กล่าวกันตามความจริงแล้ว เขาใส่ใจแต่สายโลหิตของไว่ผอเท่านั้น สำหรับตระกูลเมิ่งที่เหลือ พวกมันไม่มีความสำคัญกับเขาแม้แต่น้อย

ไว่ผอหันหน้ามายังเมิ่งฮ่าว ยิ้มด้วยความเมตตาขณะที่กล่าวว่า “ฮ่าวเอ๋อร์ นั่นคือสถานที่ที่หมู่ชินเจ้าเคยอาศัยอยู่ และวันนี้ไว่ผอจะยกมันให้กับเจ้า” จากนั้นท่านก็หันหน้าไปมองยังทิศทางที่สายโลหิตแรกตั้งอยู่อย่างเย็นชา ซึ่งอยู่ในเงามืดของรูปปั้นขนาดใหญ่

“นั่นคือสถานที่ที่พวกเราเคยอาศัยอยู่” ท่านกล่าวพร้อมกับเดินตรงไป สมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลเมิ่งที่อยู่ในเส้นทางนั้นลังเลอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็ถอยไปทางด้านหลังเปิดเป็นช่องทางให้ มองเห็นได้ชัดเจนถึงความหวาดกลัวในแววตาพวกมัน

ไว่ผอเมิ่งฮ่าวสามารถควบคุมค่ายกลเวทและมีดบาป รวมทั้งมีเครื่องหมายผนึกสายโลหิต ทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีใครในสายโลหิตอื่นต้องการโจมตีมา นอกจากนั้น…พวกมันก็ยังเชื่อมั่นด้วยว่าสายโลหิตที่สิบ คงจะไม่กำจัดสมาชิกตระกูลคนอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ไว่ผอและคนอื่นๆ เข้าไปใกล้อาณาเขตที่สายโลหิตแรกตั้งอยู่ เสียงแผดร้องคำรามก็ดังก้องออกมาจากภายในรูปปั้นขนาดใหญ่

“พอได้แล้ว พวกเราทั้งหมดต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเมิ่ง จะไม่มีการทะเลาะวิวาทภายในตระกูลอีกต่อไป เมื่อสายโลหิตที่สิบกลับมา ตระกูลเมิ่งทั้งหมดก็ควรจะร่วมแสดงความยินดี ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กัน”

เพื่อตอบรับคำพูดนี้ สมาชิกตระกูลเมิ่งทั้งหมดที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้นเริ่มก้มศีรษะลง ไว่ผอเป็นเพียงคนเดียวที่เงยหน้ามองขึ้นไปยังรูปปั้น ด้วยแววตาที่ซับซ้อน หลังจากผ่านไปนานสักพัก ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “นั่นใช่ปรมาจารย์เมิ่งเหยียนหรือไม่? เมื่อพวกเรารอดชีวิตมาได้ แต่สถานที่แห่งนี้ที่ถูกครอบครองโดยสายโลหิตแรกเป็นของพวกเรา ก็บอกพวกมันให้ออกไป และพวกเราก็จะยอมจบเรื่องนี้ในทันที!”

“เป็นไปไม่ได้! พื้นฐานฝึกตนของเจ้าแค่อยู่ในขั้นวงจรอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรโบราณเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่ด้านหลังเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะควบคุมค่ายกลเวทและมีดบาปได้หรือไม่ เจ้าก็ยังคงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำให้เกิดเป็นความวุ่นวายนี้ได้!” เสียงอันเคร่งเครียดเย็นชา ดังออกมาจากภายในอาณาเขตที่ถูกครอบครองโดยสายโลหิตแรก

เจ้าของเสียงโผล่ออกมา เป็นเด็กชายผมขาวผู้หนึ่ง

ใบหน้ามันบิดเบี้ยวด้วยโทสะ และกระจายกลิ่นอายของอาณาจักรเสมือนเต๋าออกมา แต่กลิ่นอายนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งการเน่าเปื่อย ราวกับว่าอายุขัยของมันที่อยู่ในอาณาจักรเสมือนเต๋าแทบจะถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว

ทำให้ดูเหมือนว่ามันจะมีความบ้าคลั่งมากขึ้นกว่าเดิม และขณะที่โผล่ออกมา รังสีสังหารก็พุ่งขึ้นไป โบกสะบัดชายแขนเสื้อและกำลังจะกล่าวต่อไป แต่เมิ่งฮ่าวก็พูดแทรกขึ้นมา

“เงียบ!” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเยือกเย็น คำพูดกลายเป็นพลังอันแข็งแกร่งที่มองไม่เห็น ทำให้เด็กชายผมขาวต้องหยุดชะงักนิ่งในทันที

“เมื่อผู้ใหญ่คุยกัน เด็กที่ชอบโวยวายเช่นเจ้าก็ไม่ควรจะพูดแทรกขึ้นมา มิเช่นนั้นไม่ว่าเจ้าจะมีอายุขัยเหลืออยู่เท่าใด ข้าก็จะกำจัดไปในทันที” ขณะที่เสียงอันเย็นชาของเมิ่งฮ่าวดังก้องไปมา เด็กชายผมขาวยืนสั่นสะท้านอยู่ที่นั่น ดวงตากลายเป็นสีแดงจ้าขณะที่จ้องมองไปยังเมิ่งฮ่าว

ไว่ผอยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ เช่นเดียวกับไว่ซูกง, จิ้วจิ่วและจิ้วหมู่ของเมิ่งฮ่าว พวกท่านต่างก็ยอมรับว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ก็เนื่องมาจากเมิ่งฮ่าว ถ้าไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือของเขาแล้ว การกลับมาของพวกท่านก็ไม่อาจจะเป็นไปได้

เมิ่งฮ่าวถอนหายใจ ทำไมตนเองถึงจะไม่ตระหนักดีถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารับรู้ได้ถึงอาการบาดเจ็บจากการโจมตีไปของไว่ผอเมื่อครู่นี้ ในที่สุดเขาก็หันหน้าไปยังไว่ผอ ประสานมือและโค้งตัวลงต่ำ

“ไว่ผอ โปรดออกคำสั่งให้ฮ่าวเอ๋อร์ลงมือ?”

ไว่ผอมองกลับไปยังเมิ่งฮ่าวชั่วขณะ ในที่สุดก็ยิ้มออกมา

“เมื่อไว่ผอมาคิดดูแล้ว ให้เจ้าจัดการก็ดี”

เมิ่งฮ่าวยิ้มจากนั้นก็หันหน้ามองไปยังเด็กชายผมขาวด้วยสายตาที่เยือกเย็น

“ไสหัวไป!”

“เจ้า!!” เด็กชายร้องตวาด ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ร่างกายสั่นสะท้าน ไม่ว่าสำคัญว่ามันจะต่อสู้กับเมิ่งฮ่าวได้หรือไม่ แต่เมื่อมาอยู่ตรงเบื้องหน้าคนในตระกูลทั้งหมด มันจึงต้องร้องตวาดไปเช่นนั้นอย่างช่วยไม่ได้ นอกจากนี้ชีวิตของมันกำลังจะสิ้นสุดไปในไม่ช้า แล้วมันจะหวาดกลัวความตายไปได้อย่างไร?

ก่อนที่มันจะทันได้พูดอะไรออกมาอีก เมิ่งฮ่าวก็แค่นเสียงเย็นชา จากนั้นร่างก็แวบขึ้น ไปปรากฏกายอยู่ที่เบื้องหน้าของเด็กชายในทันที จากนั้นก็ฟาดมือออกไป ทำให้สายลมขนาดใหญ่พุ่งขึ้นมา โดยมีเด็กชายเป็นจุดศูนย์กลาง สายลมนั้นกลายเป็นลมพายุไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก็กระจายออกปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาเขตที่ถูกครอบครองโดยสายโลหิตแรก ยกร่างผู้ฝึกตนของพวกมันขึ้นให้ลอยหมุนคว้างไปรอบๆ จนเกิดเป็นเสียงแผดร้องอย่างน่าอนาถใจดังก้องออกมา

เด็กชายผมขาวเป็นจุดศูนย์กลางของทั้งหมด เมิ่งฮ่าวลุกโชนขึ้นมาด้วยความเกลียดชัง อันเนื่องมาจากคำพูดที่ดูถูกซึ่งมันได้กล่าวกับไว่ผอเมื่อครู่นี้ ดังนั้นเขาจึงฟาดฝ่ามือออกไป ทำให้เด็กชายแผดร้องเป็นเสียงแหลมเล็ก ร่างกายมันสั่นสะท้านและเริ่มกลายเป็นกลุ่มหมอกของโลหิตและชิ้นเนื้อไป อายุขัยของมันในตอนนี้ลดลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ไม่กี่อึดใจก็กลายเป็นเถ้าธุลี จากนั้นก็จางหายไปในสายลม

ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบกริบอย่างน่ากลัว สายตาของคนทั้งหมดต่างก็เพ่งมองมายังเมิ่งฮ่าว และกลุ่มคนเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

นี่คือผลลัพธ์ที่เมิ่งฮ่าวต้องการ เขาไม่อาจจะอยู่ในขุนเขาทะเลที่แปดได้นานนัก และถ้าไว่ผอไม่ต้องการจะไปยังขุนเขาทะเลที่เก้า เขาก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าพวกท่านจะอยู่ในตระกูลเมิ่งได้อย่างมั่นคง

ถ้าพวกท่านมีศักดิ์ฐานะที่มั่นคงเพียงพอ เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องจากไป สายโลหิตของพวกท่านก็จะปลอดภัย ใครก็ตามที่บังอาจคิดจะมาหาเรื่องพวกท่าน ก็จะต้องคิดไปถึงผลที่ตามมาก่อนเป็นอันดับแรก

“น่าเสียดาย ที่ศักดิ์ฐานะของพวกท่าน…ยังไม่มั่นคงเพียงพอ” เมิ่งฮ่าวคิด จากนั้นก็มองขึ้นไปยังรูปปั้น ดวงตาแวบขึ้นคล้ายสายฟ้า ขณะที่จ้องมองทะลุเข้าไปที่ด้านใน ซึ่งมีผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเต๋าห้าคนนั่งอยู่ที่นั่น

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: