คลังเก็บป้ายกำกับ: ติดตาม

ลำนำบุปผาพิษ 308

บทที่ 308

สิ่งที่ต้องเฝ้าพิทักษ์เข้มงวดถึงเพียงนี้คืออะไรกัน

หรือว่าเธอจะมาผิดถํ้า?

กู้ซีจิ่วหันหลังคิดจะเดินออกไปดู เธอเพิ่งหันหลังไป จู่ๆ ก็ สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงหันกลับมาทันที!

โคมไฟคู่หนึ่ง!

เป็นโคมไฟสีเขียวคู่หนึ่ง!

โคมไฟแต่ละดวงมีขนาดเท่าถ้วยชา สีเขียวชวนสยองขวัญ!

กู้ซีจิ่วอึ้งไป

หยาดเหงื่อเย็นเฉียบเกือบผุดออกมาแล้ว! นี่มันโคมไฟที่ไหนกัน ดวงตาสัตว์ร้ายชัดๆ!

เกิดสายลมพัดกรรโชก!

‘โคมไฟสองดวง’ กระโจนเข้ามา!

………………………

ครึ่งชั่วยามให้หลัง

กู้ซีจิ่วนั่งอยู่บนชะง่อนหินก้อนหนึ่ง ยกมือจัดเสื้อผ้าที่ยู่ยี่เล็กน้อยเพราะการเคลื่อนไหว รวบเส้นผม จากนั้นก็ลุกขึ้นเตะงูยักษ์เขาเดียวที่เธอเพิ่งสังหารไป ความรู้สึกที่เท้าสัมผัสค่อนข้างนุ่มนิ่ม

ไม่รู้ว่างูยักษ์ตัวนี้เป็นสัตว์ประหลาดพันธุ์ใด ยาวห้าจั้ง ตัวหนาเท่าปากชาม บนหัวยังมีเขาแหลมคมอันหนึ่ง พ่นพิษได้ พ่นไพ่ได้ เกล็ดหนากว่าตัวนิ่มเสียอีก ยามเธอต่อสู้กับมัน ใช้กระบี่ฟันไปหลายที เกล็ดไม่แม้แต่จะหลุดออกมาสักชิ้น

งูตัวนี้ร่างใหญ่มหึมาถึงเพียงนี้ กลับเคลื่อนไหวปราดเปรียวยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก เลื้อยไปมาในถ้ำนี้ดุจแถบผ้าที่มาพร้อมสายฟ้าฟาด พลังน่าตกตะลึงยิ่ง!

กำลังภายในที่กู้ซีจิ่วฝึกฝนมาหนึ่งเดือน ได้นำมาทดสอบฝีมือกับเจ้าสิ่งนี้พอดี เธอต่อสู้โรมรันกับมัน

ท่าร่างประหลาดของเธอ ผนวกกับกำลังภายในที่ลึกลํ้ายิ้งและวิชาเคลื่อนย้ายในพริบตา เมื่อใช้วิชาตัวเบาควบคู่กับวิชาเคลื่อนย้าย ยิ่งเสริมให้คล่องแคล่าดั่งใจนึก เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา เดี๋ยวบนเดี๋ยวล่างอยู่ใกล้ๆ เจ้างูนี้ เจ้างูที่ปราดเปรียวถึงเพียงนั้นถูกเธอหลอกล่อจนตาลาย ถูกฟันติดๆ กันหลายครั้ง…

ต่อสู้พัวพันอยู่เช่นนี้เกือบครึ่งชั่วยามขณะที่สู้พัวพันอยู่ในที่สุดกู้ซีจิ่วก็หาจุดอ่อนของงูตัวนี้พบ แทงกระบี่เข้าที่เพดานปาก ทะลุศีรษะ ทำให้มันดับดิ้นไป

การต่อสู้ครั้งนี้พูดแล้วเหมือนง่ายดาย แต่ความจริงสุ่มเสี่ยงอันตราย หากเป็นฝีมือของเธอเมื่อก่อนคงสู้ไม่ไหว มีแต่ต้องกลายเป็นอาหารของมัน

ตามความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติ วรยุทธ์จะพัฒนาอย่างรวดเร็วในการต่อสู้ที่แท้จริง

หลังผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ กู้ซีจิ่วเข้าใจแนวทางเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว สรุป คือได้ประสบการณ์และบทเรียนจากการต่อสู้กับสัตว์ร้าย เธอเคยสอบถามองค์รัชทายาทหรงเจียหลัวมาแล้ว ยอดเขาที่สองของป่าทมิฬก็มีงูพิษเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าเธอจะได้มาสัมผัสกับเจ้าสิ่งนี้ล่วงหน้า…

เธอหยุดพักเล็กน้อย แล้วเริ่มค้นหาภายในถ้ำที่พังยับเยิน

ล้วนกล่าวกันว่าสัตว์มีพิษชอบพิทักษ์ปกปักข้าวของ เจ้างูยักษ์ตัวใหญ่ขนาดนี้ ทรงพลังถึงเพียงนี้ เมื่อกี้อยู่ที่รังในถํ้าตลอดไม่ยอมออกมา บางทีมันอาจจะซ่อนสมบัติลํ้าค่าไว้ในนี้จริงๆ ก็ได้…

เธอชำนาญการค้นหาสิ่งของมาก ไม่ถึงหนึ่งนาทีเธอก็ค้นพบหีบหยกขาวใบหนึ่งในสถานที่เดิมซึ่งงูยักษ์เลื้อยออกมา หีบหยกขาวใบไม่ใหญ่ ด้านบนมีสลักซับซ้อน

กู้ซีจิ่วตรวจสอบดูก่อน หลังจากยืนยันแน่ชัดว่าหีบหยกขาวใบนี้ไม่มีพิษจึงหยิบมันขึ้นมา พลิกไปพลิกมาดู แล้วค่อยเงี่ยหูฟัง รู้สึกว่าด้านในเหมือนจะมีสิ่งของอะไรที่บางเบาอยู่

สิ่งที่เจ้างูยักษ์ต้องเฝ้าพิทักษ์เข้มงวดถึงเพียงนี้คืออะไรกัน?

โดยทั่วไปแล้วน่าจะเป็นสมุนไพรหรือของวิเศษกระมัง?

ถึงแม้สลักบนหีบหยกขาวใบนี้จะซับซ้อนยิ่งนัก แต่ก็ไม่คณนามือ มืออาชีพเช่นกู้ซีจิ่ว เพียงครู่เดียวเธอก็เปิดได้แล้ว จากนั้นใช้ไม้พลองบางๆ ด้ามหนึ่งงัดฝาหีบให้เปิดออก

ค่อยยังชั่วไม่มีกลไกยิงอาวุลับที่มีพิษอะไรอยู่ด้านใน เธอมองเข้าไปข้างใน มองเห็นผ้าไหมเนื้อบางผืนหนึ่งที่พับซ้อนเป็นระเบียบเรียบร้อย

ผ้าไหมเนื้อนุ่มสีคร่ำคร่า ค่อนข้างทึมทึมอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าเก่ามาก

หลังจากยืนยันแล้วว่าไม่มีพิษ กู้ซีจิ่วจึงหยิบผ้าไหมเนื้อนุ่มขึ้นมา ค่อยๆ คลี่กางออก…

ลำนำบุปผาพิษ 307

บทที่ 307

เธอสัมผัสมาแล้วกับมือ!

ทำไมจะไม่แน่ใจล่ะ? เธอสัมผัสมาแล้วกับมือ!

“แน่ใจ ข้าพิสูจน์มาแล้วกับมือ”

“พิสูจน์อย่างไร?”

กู้ซีจิ่วชะงัก ทำไมเธอรู้ลึกว่าหัวข้อนี้ค่อนข้างประหลาด จะเบี่ยงเบนหรือ?

“ผิวสัมผัสของมัน ความรู้สึกยามสัมผัสด้วยมือ…” กู้ซีจิ่วไม่ปิดบัง

“เจ้าแน่ใจหรือว่ามันคือหยก? มิใช่คนจริงๆ?”

กู้ซีจิ่วผงะ แล้วพยักหน้า “แน่ใจ!”

รูปสลักหยกกับคนจริงๆ แยกแยะได้ง่ายจะตาย

“หึๆ…” คนผู้นั้นหัวเราะเสียงเย็น จู่ๆ รอบกายก็เปล่งแสงสีรุ้งเจิดจ้าละลานตา

กู้ซีจิ่วสะดุ้งโหยง จากนั้นคนผู้นี้ก็กลายเป็นรูปสลักหยกต่อหน้าต่อตาเธอ…

กู้ซีจิ่วหน้าเปลี่ยนสี ถอยหลังทันที ไม่รู้ว่าเท้าข้างหนึ่งสะดุดอะไรเข้า ร่างกายจึงพลันซวนเซ!

แสงสีขาวเบื้องหน้าเจิดจ้าแยงตา เธอหลับตาลงตามสัญชาตญาณ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนยังอยู่ในห้องนอน

ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ รูปสลักหยก ถ้ำภูเขา ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ที่แท้ก็ฝันไป!

ในฝันเธอฝันว่ารูปสลักหยกนั้นมีชีวิตขึ้นมา! ตอนแรกเปลี่ยนเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เปลี่ยนเป็นรูปสลักหยกอีกครั้ง…

กู้ซีจิ่วลุกขึ้นนั่ง หัวใจยังเต้นรัวอยู่ เธอนวดคลึงหว่างคิ้ว ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง หรือรูปสลัก หยกที่เธอสัมผัสตอนนั้นจะเป็นคนจริงๆ เป็นท่านเทพศักดิ์สิทธิ์?

ไม่ใช่กระมัง?! รูปสลักหยกจะกลายเป็นคนจริงๆ ได้อย่างไร?!

ตอนนั้นเธอเคยพิสูจน์แล้วชัดๆ รูปสลักหยกนั้นทุกส่วนล้วนเป็นผิวสัมผัสของหยก สัมผัสที่มือไม่มีความอ่อนนุ่มอย่างที่ผิวมนุษย์ควรจะมีเลยสักนิด มันเป็นรูปสลักหยก!

หรือรูปสลักหยกนั้นมีจิตวิญญาณ?

ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็ส่ายหัว แค่ความฝันไร้สาระเท่านั้น เธอคิดวิเคราะห์ถึงเพียงนี้ออกจะน่าเบื่อไปหน่อย

ถึงแม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่ก็รู้สึกอยู่ตลอดว่ามีบางอย่างค่อนข้างแปลก

ยามนี้ฟ้าสว่างแล้ว กู้ซีจิ่วสวมเสื้อคลุมแล้วลุกจากเตียง จัดเก็บเล็กน้อย แล้วใช้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตาไปที่ถ้ำภูเขาแห่งนั้น…

ความจำเธอดีมาก แม้ถ้ำแห่งนั้นจะอยู่ลับตายิ่งนัก แต่เธอก็หาพบอย่างรวดเร็ว

ถ้ำยังคงเป็นถ้ำบนภูเขา ตั้งอยู่กลางหน้าผา ยื่นอยู่กลางอากาศ หน้าผาราบเรียบเกลี้ยงเกลาดุจกระจก ตำแหน่งนี้ยากจะมีคนปีนขึ้นไปได้

หากเมื่อก่อนเธอไม่มีวิชาเคลื่อนย้ายติดตัว ก็คงไม่มีวิธีปีนขึ้นไปหลบฝน และไม่มีทางได้พบรูปสลักหยกนั้น

เธอยืนอยู่ใต้หน้าผาครู่หนึ่ง ใจเต้นเล็กน้อย

รูปสลักหยกนั่นยังอยู่ไหมนะ?

จะเหมือนอย่างที่เธอเห็นในฝันหรือเปล่า ซุกซ่อนอยู่ด้านในอย่างดี บนใบหน้ามีหน้ากากเพิ่มมา?

เธอเงี่ยหูฟัง หัวใจพลันเต้นกระหน่ำแวบหนึ่ง! ในถํ้าเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว!

แน่นอนว่าเสียงเคลื่อนไหวนั้นแผ่วเบายิ่ง ถ้าไม่ตั้งใจฟังไม่มีทางได้ยินแน่

รูปสลักหยกคงไม่ได้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ กระมัง? ด้านในคงไม่มีเทพศักดิ์สิทธิ์อยู่จริงๆ หรอก?!

นิ้วมือเธอกำแน่นเล็กน้อย รู้สึกว่าฝันนั้นของตนไม่ธรรมดา…

เธอใจกล้ามาโดยตลอด ตัดสินใจได้ทันที เหินกายขึ้นไป ครั้งนี้เธอไม่ใช้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตา แต่ใช้วิชาตัวเบา!

ฝึกฝนมากว่าหนึ่งเดือน ระดับวิชาตัวเบาของเธอย่อมสูงส่งขึ้นมาก ใกล้จะไล่ทันครึ่งหนึ่งของชาติก่อนแล้ว

หน้าผานี้สูงหลายสิบจั้ง เธอแตะปลายเท้าไม่กี่ก้าวก็เหินไปถึงด้านบน พริบตาเดียวก็ร่อนลงในถํ้า

ไม่รู้ว่าในถ้ำนี้มีกลไกใด เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเป็นยามกลางวัน ทว่าด้านในยังคงมืดมิดเหมือนเคย ยื่นมือไปก็ไม่เห็นห้านิ้ว

โชคดีที่ตอนนี้เธอชำนาญพลังวิญญาณนิดหน่อยแล้ว ในถ้ำที่มืดมิดดั่งยามราตรีเช่นนี้เธอก็มองเห็นสภาพภายในได้ชัดเจน

ผนังถ้ำขรุขระมาก ก้อนหินมีลักษณะไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติ

กู้ซีจิ่วย่นคิ้วน้อยๆ เธอจำได้รางๆ ว่าหนนั้นตอนที่เข้ามาไม่ใช่เช่นนี้…

ยามนั้นผนังกํ้าแห่งนี้เรียบเนียนยิ่ง เหมือนมีคนตั้งใจขุดเจาะไว้ ในส่วนลึกของถ้ำถึงขั้นมีศาลาหลังน้อย กลางศาลาคือรูปสลักหยกชิ้นนั้น

เธอเดินเข้าไปด้านใน แสงในถ้ำมืดสลัว ด้วยกำลังสายตาของเธอก็ยังยากจะมองเห็นสิ่งใดชัดเจน

ลำนำบุปผาพิษ 306

บทที่ 306

ถูกเจ้าทำให้เข้าใจผิดอย่างไร?

เธอพลันถอยหลังไปหลายก้าว เรียกขวัญคืนมา “เจ้า…ท่านคือเทพศักดิ์สิทธิ์หรือ?!”

เมื่อถึงยามนี้ เธอก็งพบว่าแม้เรือนผมของคนผู้นี้จะสีเงินยวงแบบเดียวกับรูปสลักหยก แต่กลับเป็นของจริง

เพียงแต่เมื่อครู่เธอเชื่อในสิ่งที่เคยเห็นมาก่อนมากเกินไป คิดว่าเขาเป็นรูปสลักหยกชิ้นนั้น…

ดวงตาของคนผู้นั้นเป็นสีฟ้าเรืองรอง ดุจท้องทะเลยามราตรี มีประกายแสงล่องลอยอยู่ด้านใน ยามที่มองให้ความรู้สึกกดดันนัก ทำให้อยากคุกเข่ากราบไหว้เขา

คนผู้นี้ดุจเทพเจ้าที่นั่งอยู่บนเมฆา ต่อให้ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา เพียงมองเช่นนี้ก็ทำให้คนเข่าอ่อนได้

หากเป็นผู้อื่นถูกแรงกดดันจากร่างเขากดดัน คงจะทรุดลงไปคุกเข่าโขกศีรษะแล้ว

แต่ชั่วชีวิตนี้กู้ซีจิ่วไม่เคยกราบไหว้ผู้ใด หากมิใช่เพราะทะลุมิติมา แม้แต่เรื่องผีสางเทวดาเธอก็ไม่เชื่อ ยามนี้ถึงแม้หัวใจจะเต้นกระหน่ำอย่างยิ่ง ถึงขั้นมีหยาดเหงื่อผุดซึมบนหน้าผาก เธอก็ไม่มีความคิดที่จะคุกเข่าลง เพียงถอยหลังไปอีกหลายก้าวตามสัญชาตญาณ

คนผู้นั้นมองเธออยู่ตลอด มองไม่เห็นอารมณ์ใดในดวงตา

หัวใจกู้ซีจิ่วพลันเต้นกระหน่ำอีกหน เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเธออยู่ใกล้กับคนผู้นี้ยิ่ง ระยะห่างเพียงสามสี่เมตรเท่านั้น แต่เธอเบิกตาจนกว้างก็มองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจน ถึงขั้นแม้แต่ลวดลายหน้ากากบนหน้าเขาก็เห็นไม่ชัด ราวกับรอบกายเขามีวัตถุพรางกายอยู่

“ข้าหลงทางเข้ามาที่นี่ ขออภัยด้วย” ถึงอย่างไรก็บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของผู้อื่น กู้ซีจิ่วรู้สึกว่าควรต้องขออภัย

“ข้าเรียกเจ้ามา” ในที่สุดคนผู้นั้นก็เปิดปากเอ่ย น้ำเสียงลื่นไหลดุจธารน้ำแข็งในสระหยก ไพเราะดึงดูดอย่างยิ่ง

กู้ซีจิ่วทึ่มทื่ออย่างที่พบเห็นได้ยากยิ่ง “หา?”

คนผู้นั้นหลุบตามองเธอ “ประหลาดใจมากหรือ?”

“ประหลาดใจนิดหน่อย” กู้ซีจิ่วพยักหน้ารับซื่อๆ

“ในเมื่ออ้างตนว่าเป็นศิษย์ข้า เหตุใดเห็นข้าแล้วไม่คารวะ?” น้ำเสียงคนผู้นั้นเย็นชายิ่ง

กู้ซีจิ่วชะงักงัน “ขออภัย ข้ามิได้อ้างตนว่าเป็นศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้อื่นตัดสินเช่นนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบ…”

“ผู้ใดตัดสิน?” น้ำเสียงคนผู้นั้นยะเยือกเล็กน้อย ไอรอบกายเยียบเย็นราวเหมันต์

เงาร่างตี้ฝูอีแวบเข้ามาในสมองกู้ซีจิ่ว เธอหลุบตาลงเล็กน้อย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น คงถูกข้าทำให้เข้าใจผิดเอง ถ้าท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ต้องการกล่าวโทษ เช่นนั้นก็กล่าวโทษข้าเถิด”

“ถูกเจ้าทำให้เข้าใจผิดอย่างไร?” คนผู้นั้นไม่ยินดียินร้าย

หัวใจกู้ซีจิ่วเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง ทว่าสีหน้ากลับสงบนิ่งยิ่งนัก “ข้าดูดซับอสรพิษสายฟ้าทั้งหมด เรืองแสงเจ็ดสี กล่าวกันว่าจุดนี้คล้ายคลึงกับวรยุทธ์ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์มาก”

“ได้ยินว่าเจ้าฝันว่าข้าถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เจ้า? จริงรึ?” นิ้วมือเขาเคาะฐานดอกบัวข้างกายเบาๆ นํ้าเสียงเฉื่อยชายิ่ง “ข้าต้องการฟังความจริง”

ความคิดสารพัดวนเวียนอยู่ในใจกู้ซีจิ่ว ทราบแจ่มแจ้งว่าทุกเหตุการณ์บนแท่นเบิกสวรรค์ล้วนล่วงรู้ถึงหูเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้แล้ว คนผู้นี้สามารถกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของทวีปนี้ได้ ไม่สิ เป็นเทพอันดับหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามิใช่ผู้ที่จะตบตาได้ คนเช่นนี้สามารถปลิดชีพเธอได้ทุกเมื่อ!

กู้ซีจิ่วหลุบสายตา เธอตอบอย่างซื่อตรงยิ่ง “ความฝันสับสนเลอะเลือน ข้าจำได้รางๆ ว่ามีคนถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ แต่จำไม่ได้ว่าใช่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์หรือไม่”

“แต่ยามนั้นเจ้ากล่าวถึงอาภรณ์ข้าไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด! เจ้าเคยพบข้าหรือ?”

กู้ซีจิ่วเริ่มปวดหิวนิดๆ แล้ว คำถามของคนผู้นี้ยิ่งถามยิ่งเฉียบคม เธอเม้มริมฝีปาก แล้วพูดความจริงที่จริงครึ่งเท็จครึ่ง “เคยพบ ในฝันข้าเคยมาที่ถ้ำแห่งนี้ พบรูปสลักหยกชิ้นหนึ่งที่กลางถ้ำ หยกสลักนั้นคงเป็นท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้นข้าไม่ทราบ ค่อยมาทราบอีกทีในภายหลัง”

“รูปสลักหยก? เจ้าแน่ใจหรือว่านั่นคือรูปสลักหยก?” คนผู้นั้นดูเหมือนจะสนใจ

ลำนำบุปผาพิษ 305

บทที่ 305

เวรแล้ว! รูปสลักนี้มีชีวิต!

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่มาถือเป็นเรื่องดี กู้ซีจิ่วหวังว่าเขาจะไม่มาตลอดไป

ส่วนตี้ฝูอีที่ชั่วร้ายผู้นั้น หลังการทดสอบเสร็จสิ้น เขาก็ไม่สนใจกู้ซีจิ่วอีก ไม่โผล่หน้ามาเลย

ภายหลังเธอทราบจากปากองค์ชายหรงเช่อว่าทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายหายตัวไปอีกแล้ว เขาไปจากวังคํ้านภา ไม่มีใครทราบว่าไปไหน จักรพรรดิซวนมีธุระจะพบเขาก็ไม่ได้เจอแล้ว…

ยังมีท่านทูตสวรรค์ฝ่ายขวาผู้นั้นอีก เขายังไม่กลับมาเลย เพียงส่งข่าวคราวถึงเด็กรับใช้ในวังของเขา บอกว่าอีกครึ่งเดือนให้หลังจะกลับมา

จักพรรติซวนทราบว่ากู้ซีจิ่วต้องเร่งเวลาในการฝึกฝน ดังนั้นสามวันต่อมาจึงมีราชโองการห้ามมิให้ข้าราชการขุนนางรวมถึงสมาชิกในครอบครัวไปเยี่ยมเยือนจวนแม่ทัพอีก

ในที่สุดชีวิตของกู้ซีจิ่วก็กลับสู่ความสงบชั่วคราว

……………………

ไม่ทันรู้สึกตัวเวลาก็ผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนแล้ว หนึ่งเดือนมานี้กู้ซีจิ่วเอาแต่ฝึกฝนและฝึกฝน พลังวิญญาณก็ชำนาญขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเธอบำรุงตัวเองอย่างถูกวิธี แม้กระทั่งส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เมื่อก่อนเธอสูงไม่ถึง 150 เซนติเมตร ทว่าตอนนี้สูงถึง 155 เซนติเมตรแล้ว ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือในที่สุด ร่างกายเธอก็เริ่มพัฒนา นูนขึ้นมานิดๆ ไม่แบนราบจนขี่ม้าวิ่งทะยานได้อีกต่อไปแล้ว..

ส่วนปานแดงบนใบหน้ายังคงจางลงไปอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเชื่องช้ามาก แต่ก็เพียงพอทำให้กู้ซีจิ่วเบิกบานใจได้

ตรงหน้าผากนั้นจากที่แดงเกือก ก็กลายเป็นสีชมพูอ่อนราวกับดอกท้อ หาแป้งให้หนาหน่อยก็อำพรางได้แล้ว

นับว่ากู้ซีจิ่วผ่านพ้นหนึ่งเดือนนี้ไปอย่างสบายอกสบายใจ ไม่มีใครมารบกวน อยากก็นก็กิน อยากฝึกก็ฝึก

อย่างเดียวที่ไม่สบายใจคือหยกนภายังไม่ฟื้น!

ดูเหมือนเจ้าสิ่งนี้จะเสพติดการนอนไปเสียแล้ว หากมิใช่ยามกู้ซีจิ่วพูดคุยกับมัน มันจะส่องแสงบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อยืนยันว่าตนยังสบายดี เธอเกือบคิดว่ามันถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงซ็อตจนพังแล้ว!

ถ้าหยกนภาไม่ฟื้นขึ้นมา เธอก็ไม่มีหนทางฝึกฝนพลังวิญญาณธาตุลมจริงๆ ในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้เธอไปค้นหาอีกมากมายหลายที่ แม้กระทั่งจวนของทูตสวรรค์ฝ่ายขวาเธอก็ไปเดินเล่นมารอบหนึ่งแล้ว จนปัญญาที่ไม่มีตำราธาตุนี้เลย แม้ว่าในใจเธอจะร้อนรน แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นใด

คืนนี้ จู่ๆ เธอก็ฝัน

ในฝันเธอเดินทางเข้าไปในภูเขา จากนั้นก็เข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง หลังจากเข้าไปในถ้ำเธอถึงรู้สึกรางๆ ว่าสถานที่แห่งนี้ค่อนข้างคุ้นตา เมื่อมองอย่างละเอียดถึงนึกออก

นี่คือถ้ำที่เธอเคยมาหลบฝนตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา ได้พบ ‘รูปสลักหยก’ ชิ้นนั้นที่นี่ และลอกคราบเสื้อผ้าของผู้อื่น…

เธอนึกไม่ถึงว่าจะได้มาเยือนสถานที่เคยมา สองขาก้าวไปสู่ด้านใน อยากเห็นว่ารูปสลักหยกนั้นยังอยู่หรือไม่

ในที่สุดเธอก็เข้ามาถึงด้านในอีกครั้ง พอเงยหน้าก็มองเห็นรูปสลักหยกชิ้นนั้น!

ยังคงสวมชุดขาวราวกับเมฆหมอกเหมือนเก่า ผมยาวสยายดุจม่านน้ำตก คล้ายจะมีหมอกควันปกคลุมอยู่รอบกาย สิ่งที่แตกต่างคือ บัดนี้ใบหน้าของมันสวมหน้ากากปีศาจอันหนึ่ง หน้ากากนั้นเสมือนสร้างจากน้ำแข็งเย็นเฉียบ ราวกับมีไอเย็นแผ่ออกมาจางๆ นั่งอยู่ตรงนั้นราวกับพระพุทธเจ้า

ในความฝันกู้ซีจิ่วยังมีความทรงจำอยู่ ยามนี้เมื่อได้เห็นรูปสลักหยก ในใจก็พลันเบิกบาน ที่แท้มันยังอยู่ที่นี่!

เธอเคลื่อนกายแวบเดียวก็มาถึงเบื้องหน้ารูปสลักหยกนั้น เริ่มมองหน้ากากก่อน มันทำจากวัสดุที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน คล้ายมีแสงเรืองรองรางๆ

ในถ้ำมีแค่ตัวเธอ ดังนั้นกู้ซีจิ่วจึงไม่กังวลอะไร ยกมือขึ้นหมายจะหยิบหน้ากากนี้ลงมาดู

ทว่านิ้วมือยังไม่ทันแตะถูกขอบหน้ากาก ก็รู้สึกว่าไอเย็นรอบๆ กดดันขึ้นมาโดยพลัน แรงกดอันทรงพลังแผ่ออกมาจากร่างรูปสลักหยก กดดันจนหัวใจเธอเต้นถี่รัวอย่างบ้าคลั่ง เธอช้อนตามองด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะสบตากับรูปสลักหยกที่เพิ่งลืมตาขึ้น!

กู้ซีจิ่วตกตะลึง!

เวรแล้ว! รูปสลักนี้มีชีวิต!

ไม่สิ เขาไม่ใช่รูปสลักหยก เขาคือมนุษย์ที่มีชีวิต!

ลำนำบุปผาพิษ 304

บทที่ 304

หรือว่าถูกอะไรฉุดรั้งไว้?

โลกนี้มีพลังวิญญาณหลากหลายชนิด นอกจากทอง-ไม้-นํ้า-ไฟ-ดินแล้ว ยังมีรากฐานวิญญาณหายากอย่างธาตุสายฟ้ากับธาตุลมด้วย ทุกชนิดล้วนมีการฝึกฝนที่แตกต่างกัน และต้องการตำราที่ต่างกัน

กู้ซีจิ่วตรวจสอบดูแล้ว รากฐานวิญญาณในร่างเธอเป็นรากฐานวิญญาณคู่ หนึ่งเป็นรากฐานวิญญาณธาตุไฟที่พบเห็นได้ทั่วไป อีกหนึ่งเป็นรากฐานวิญญาณธาตุลมที่หายากยิ่ง ต้องใช้ตำราฝึกฝนแบบพิเศษ

ทั่วทั้งจวนแม่ทัพหาตำราประเภทนี้ไม่พบเลย กู้ซีจิ่วจำต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอก เธอจึงไปหาองค์รัชทายาทหรงเจียหลัว

องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวก็ไม่ตระหนี่กับเธอแม้แต่น้อย พาเธอไปที่หอเก็บตำราในวังทันที เธอค้นหาอยู่ที่นั้นตั้งครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็หามาได้สองเล่ม

หลังจากกู้ซีจิ่วอ่านดูแล้วก็ค่อนข้างผิดหวัง ตำราสองเล่มนี้ไม่ใช่ตำราพื้นฐาน แต่เหมือนจะเป็นตำราเคล็ดลับแขนงใหม่ มีแต่ต้องฝึกฝนถึงระดับกลางถึงจะอ่านได้

แต่เธอเป็นเพียงระดับเริ่มต้น ย่อมไม่เหมาะสมแน่ แต่ก็หาตำราเล่มอื่นๆ ที่เหมาะสมไม่ได้แล้ว

เธอทำได้เพียงนำตำราสองเล่มนี้กลับไปศึกษาดูก่อน คิดจะนำตำราที่ไม่สมบูรณ์ทั้งสองเล่มมาอนุมานเป็นฉบับพื้นฐานเอา

เมื่อวานเธอศึกษาอยู่ทั้งวัน ก็ศึกษาหาที่มาที่ไปไม่ได้

ความรู้สึกเหมือนนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่ข้ามพีชคณิตระดับมัธยมต้นมาอ่านแคลคูลัสระดับมหาวิทยาลัย อ่านแล้วสับสนมึนงง

เธอจำต้องยอมแพ้ชั่วคราว แล้วเปลี่ยนมาฝึกฝนลักษณะพิเศษที่สอดคล้องกับรากวิญญาณธาตุไฟแทน

ตอนกลางวันวันนี้เธอฝึกฝนตลอดทั้งวัน รู้สึกว่าพลังวิญญาณของตนสมบูรณ์ขึ้นเล็กน้อย นับว่ามีพัฒนาการบางส่วน

วันก่อนเธอได้พูดคุยกับองค์รัชทายาทหรงเจียหลัวที่เคยเข้าสู่ป่าทมิฬแล้วพักหนึ่ง ประเด็นหลักคืออยากเข้าใจสภาพแวดล้อมโดยรอบของสามยอดเขาป่าทมิฬ

ตอนที่องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวเข้าไปในป่าทมิฬแห่งนั้น ระดับพลังวิญญาณอยู่ที่ขั้นหก เป็นระดับสุดยอดของอาณาจักรเฟยซิง นับเป็นยอดฝีมือที่ลํ้าเลิศ

แม้แต่เขาที่อยู่ในระดับนี้ก็แทบจะไปไม่ถึงพรมแดนยอดเขาที่สามแล้ว ไม่ได้เข้าไปแม้แต่ด้านในก็ประสบกับความยุ่งยากครั้งใหญ่ เกือบสูญเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแทบจะไม่รอดออกมา…

ตามที่เขาพูด ข้างในนั้นไม่เพียงมีสัตว์ร้ายที่ดุดันโหดร้ายยิ่งเท่านั้น ยังมีไอพิษอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งด้วย

หนองน้ำที่อำพรางตนเป็นทุ่งหญ้าเพื่อดูดกลืนคน ต้นไม้กินคน ฝูงมดกินคน…มีแม้กระทั่งอาณาจักรแห่งความฝันที่สามารถกินคนได้ เหมือนปีศาจอ๋าวโลหิตที่กู้ซีจิ่วพบเจอเมื่อหลายวันก่อน ก็พบเห็น ได้บ่อยมากในสถานที่แห่งนั้น

เมื่อองค์รัชทายาทแจกแจงเช่นนี้ ในที่สุดกู้ซีจิ่วก็เข้าใจป่าทมิฬแห่งนี้คร่าวๆ แล้ว ในใจยิ่งทราบแจ่มแจ้งว่าการฝึกฝนของนางจะล่าช้าไม่ได้

เมื่อไปถึงบนยอดเขาที่สามจริงๆ ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเธอได้ เธอต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น

ระยะเวลาครึ่งปีดูเหมือนจะนาน แต่สำาหรับเธอแล้วกระชั้นชิดอย่างยิ่ง

สำหรับจักรพรรดิซวนแล้ว ฐานะเช่นนี้ของกู้ซีจิ่วเป็นฐานะที่หาได้ยากนัก และเป็นที่หมายตาของอีกสองอาณาจักร เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน จักรพรรดิซวนจึงออกคำสั่งโยกย้ายกองทหารรักษา พระองค์กลุ่มหนึ่งไปอารักขาความปลอดภัยของจวนแม่ทัพโดยเฉพาะ ทั้งยังส่งยอดฝีมือของวังหลวงอีกสี่นายไปแฝงตัวอยู่รอบกายกู้ซีจิ่ว เตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน มีคนเหล่านี้คุ้มครองอยู่รอบกายกู้ซีจิ่ว เธอจึงปลอดภัยไม่น้อย แต่ลึกๆ ในใจของกู้ซีจิ่วยังมีความหวาดระแวงอยู่อีกชั้น หวาดระแวงหลงซือเย่!

ระแวงว่าเขาจะแอบมาลักพาตัวเธอไปที่เทือกเขาถามสวรรค์เพื่อเป็นเบี้ยรับเคราะห์ฟื้นคืนชีพให้คู่หมั้นเขา…

ผู้สูงส่งเฉกเช่นหลงซือเย่ ถ้าลงมือขึ้นมาจริงๆ ยอดฝีมือที่จักรพรรดิซวนส่งมาอยู่รอบกายเธอเหล่านี้ไม่มีทางต้านทานได้ เธอก็ต้านทานไม่ได้เหมือนกัน

เธอระแวดระวังอยู่สามวัน ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เห็นเงาของหลงซือเย่เลย จึงเบาใจลงเล็กน้อย แต่ในใจก็ยังคงคลางแคลงอยู่บ้าง

ดูจากท่าทางของหลงซือเย่ในวันนั้น เหมือนจะยึดติดกับเธอ รู้สึกว่าไม่ตายไม่ยอมเลิกรา

แต่นึกไม่ถึงว่าตั้งแต่เธอถูกตี้ฝูอีนำตัวกลับมา หลงซือเย่ก็ไม่ได้โผล่มาเลย เขาถอดใจแล้วหรือ?

หรือว่าถูกอะไรฉุดรั้งไว้?

ลำนำบุปผาพิษ 303

บทที่ 303

สวมเสื้อผ้าโปร่งบางถึงเพียงนี้ ไม่กลัวเปิดเปลือยเลยรึ!

กว่าตี้ฝูอีจะรู้สึกว่ากิริยาของตนไม่ถูกต้อง เขาก็จ้องเรียวขาทั้งคู่ของนางไปหนึ่งนาทีเต็มแล้ว!

เขากระแอมไอเบาๆ ถอนสายตากลับมา

เจ้าตัวแสบ สวมเสื้อผ้าโปร่งบางถึงเพียงนี้ ไม่กลัวเปิดเปลือยเลยรึ!

“หนาว…” กู้ซีจิ่วที่อยู่ในห้วงนิทราละเมอออกมา พร้อมขดร่างกายท่อนล่างขึ้น

ตี้ฝูอีหรี่ตามองเล็กน้อย

สองขาของนางแนบชิดและคู้ขึ้นเล็กน้อย นอนตะแคงขณะกอดอกไว้ นี่คือท่านอนยามรู้สึกไม่ปลอดภัย

ปกติแล้วสาวน้อยผู้นี้ท่าทางเหมือนไม่เห็นเรื่องใดหรือผู้ใดอยู่ในสายตา ราวกับเข้มแข็งยิ่งนัก ที่แท้ยามนอนหลับที่ควรผ่อนคลาย นางนอนด้วยท่าทางเช่นนี้

ท่าทางนี้ชวนให้คนอดจะอ่อนโยนด้วยไม่ได้…

“เด็กน้อย เจ้าหนาวแล้วยังจะเตะผ้าห่มอีก! หาเรื่องหรือ?” เขายื่นมือไปจัดชุดนอนให้นาง จัดแจงให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วค่อยห่มผ้าให้

ระหว่างที่ห่มก็พบว่าเท้าน้อยๆ ของนางเย็นเฉียบ ด้วยรู้ว่าร่างกายนางไม่ถูกกับความหนาว จึงสอดผ้าห่มไว้ใต้ร่างนาง ห่อหุ้มไว้นางอย่างมิดชิด เผยไว้เพียงหน้าและมือเล็กๆ ข้างหนึ่งถึงยอมเลิกรา

สายตาเขาวนเวียนบนดวงหน้าน้อยๆ ของนาง จากนั้นก็ตกลงบนมือ

หยกนภาที่ครอบครองข้อมือผอมบางของนางไร้ชีวิตชีวา ดูท่าจะได้รับบาดเจ็บจริง นานๆ ครั้งถึงจะส่องแสงวูบวาบออกมา

เขายืนปลายนิ้วไปแตะหยกนภา ราวกับกำลังสัมผัสอะไรบางอย่าง ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาสัมผัสถึงพลังวิญญาณทั้งหมดที่แฝงอยู่ในหยกนภาได้อย่างชัดเจน ดูเหมือนจะมีน้อยกว่าที่คิดไว้มาก

ก่อนหน้านี้เขาแอบสั่งให้หยกนภาดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีบางส่วนไว้จริง แค่ดูดซับลวกๆ ไว้ไม่กี่สายก็พอ จากนั้นค่อยปล่อยรัศมีสีรุ้งของมันบนร่างกู้ซีจิ่วก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ไม่นึกว่าหยกนภาจะมีความสามารถขนาดนี้ ดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีจากสวรรค์ได้จนหมด! ทำให้ทุกคนตะลึงงันตาค้าง

และทำให้เขาประหลาดใจยิ่ง ยามนั้นเขาไม่ได้พูดอะไร ทว่าแอบสงสัยอยู่ในใจ ดังนั้นจึงมาดูในยามนี้

ความจริงพิสูจน์แล้วว่าเขาไม่ได้คิดมากไป หยกนภาไม่ได้ดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีด้วยตัวเองจนหมด มันดูดซับไปไม่ถึงหนึ่งในสาม อีกสองส่วนที่เหลือน่าจะเป็นผลงานของร่างกู้ซีจิ่ว!

ว่ากันตามเหตุผลแล้ว ดูดซับอสรพิษสายฟ้าที่แฝงพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งได้มากถึงเพียงนั้น ด้วยร่างกายเล็กๆ ที่เส้นชีพจรเปิดออกเพียงเล็กน้อยของกู้ซีจิ่ว น่าจะฝืนรับเอาไว้ไม่ไหว อาจจะเกิดการระเบิดด้วยซ้ำ แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากอสรพิษสายฟ้าห้าสีเข้าสู่ร่างกายนางก็ราวกับวัวดินจมสมุทร หายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา เขาถึงขั้นตรวจหาไม่พบอีก…

หรือจะเกี่ยวข้องกับร่างกายที่พิเศษของนาง?

หรือเป็นเพราะนางคือดวงวิญญาณที่มาจากต่างโลก?

ปลายนิ้วของเขาหยุดอยู่ที่หน้าผากนาง ลูบปานสีแดงอ่อนตรงนั้นเบาๆ แววตาลึกลํ้า

ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็หยัดกายขึ้น เงาร่างหายไปในพริบตา

ม่านเตียงอ่อนนุ่มกระเพื่อมไหวดุจระลอกคลื่น กู้ซีจิ่วที่นอนอยู่บนเตียงตื่นจากห้วงนิทรา ลืมตาขึ้นมา

เธอมองผ้าห่มที่ห่มคลุมร่างกายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คิ้วขมวดนิดๆ

เธอติดนิสัยเตะผ้าห่ม ตื่นมาหนนี้กลับเรียบร้อยขนาดนี้ หรือเป็นเพราะอากาศหนาว?

เธอยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว รู้สึกรางๆ ว่าระหว่างนั้นตนเหมือนจะตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ทันตื่นเต็มตาก็หลับไปอีก

ยามนั้นในช่วงที่สะลืมสะลือคล้ายมีคนผู้หนึ่งเข้ามา…

หัวใจพลันบีบรัด! เธอสวมเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้น

วนสำรวจภายในห้องอย่างรวดเร็ว ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ ไม่พบร่องรอยว่ามีผู้ใดเข้ามา

เธอระแวงมากไปหรือ?

ท้องฟ้าด้านนอกยังเช้าตรู่อยู่ กู้ซีจิ่วกลับขึ้นเตียงแล้วพักผ่อนต่อ สามวันมานี้เธอเหนื่อยมากจริงๆ ถึงแม้ไม่ต้องรับมือกับแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยือนเหล่านั้น แต่เพื่อรับมือกับการเดินทางเข้าสู่ป่าทมิฬ ในอีกครึ่งปีให้หลัง เธอต้องคว้าโอกาสฝึกฝนตลอดเวลา

ลำนำบุปผาพิษ 302

บทที่ 302

ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

“ไม่สำเร็จ?” กู้ซีจิ่วเอ่ยทวนพลางยิ้มหยัน

“แม่ทัพกู้ ท่านรู้สึกว่าบุตรสาวคนนี้ควรถูกย่ำยีจนตายใช่หรือไม่? สมควรถูกบุตรสาวคนอื่นๆ ของท่านปองร้ายจนตายใช่หรือเปล่า?! กู้เทียนนั่วถูกปองร้ายจนตายไปแล้ว กู้ซีจิ่วบุตรสาวคนนี้ของท่านก็ถูกผู้อื่นปองร้ายจนตายไปแล้วจริงๆ! ท่านไม่ละอายใจต่อหลัวซิงหลานหรือ? นี่คือความเสียใจที่ท่านมีต่อหลัวซิงหลานหรือ?!”

กู้เซี่ยเทียนตะลึงงัน

“บางเรื่องมิใช่แค่กล่าวขอโทษประโยคเดียวก็สลายบุญคุณความแค้นทั้งปวงได้ บางคนก็มิใช่แค่กล่าวขอโทษเลื่อนลอยประโยคเดียวก็สามารถเอาทุกอย่างกลับคืนมา ข้าไม่ซ้ำเติมเรื่องของกู้เทียนฉิงก็นับว่าเห็นแก่ท่านแม่ทัพกู้มากแล้ว! เชิญแม่ทัพกู้กลับไปเถิด เรื่องนี้อย่าเอ่ยถึงอีก!”

กู้เซี่ยเทียนรู้สึกละอาย ทำได้เพียงจากไปอย่างรวดเร็ว

กู้ซีจิ่วกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง เอนกายพลางหาวติดๆ กันสองครั้ง ใช้ปลายนิ้วเคาะกำไลอยู่กลางข้อมือเบาๆ “เสี่ยวชาง การฟื้นตัวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

หยกนภาไม่ได้ส่งเสียงตอบเธอ เพียงเปล่งแสงแวบหนึ่งแสดงให้เห็นว่ามันยังมีชีวิตอยู่

บนแท่นเบิกสวรรค์วันนั้น ผู้ที่ดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีทั้งหมดคือมัน ผู้ที่เปล่งแสงสีรุ้งรอบกายกู้ซีจิ่ว ทำให้เธอดูราวกับเปล่งแสงแห่งพระพุทธก็คือมัน…

หลังการทดสอบที่ทำให้อัตลักษณ์กู้ซีจิ่วเฉิดฉายโดดเด่น หยกนภาทิ้งคำพูดประโยคหนึ่งไว้ให้กู้ซีจิ่วแล้วก็เข้าสู่สภาวะหลับลึก “เจ้านาย ข้าจะท้องแตกตายแล้ว ข้าต้องค่อยๆ ดูดซับ…”

ด้วยเหตุนี้มันจึงพักฟื้นมาตลอดจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย

การทดสอบบนแท่นเบิกสวรรค์วันนั้น ตอนที่อัตลักษณ์ของกู้ซีจิ่วปรากฎขึ้น เธอยังนึกว่าตี้ฝูอีแอบวางแผนช่วยเหลือ พอได้ยินหยกนภากล่าวเช่นนั้นเธอถึงรู้ว่าเป็นผลงานของมัน

เพียงแต่เธอรู้สึกอยู่เสมอว่าหยกนภากับตี้ฝูอีทำข้อตกลงอะไรกันมาก่อน ไม่เช่นนั้นตี้ฝูอีคงไม่กล่าวว่าเธอเป็นลูกศิษย์เทพศักดิ์สิทธิ์ อะไรนั่นได้แนบเนียนปานนั้นหรอก ทำเอาคนจับผิดไม่ได้เลยสักนิด

ลูกศิษย์เทพศักดิ์สิทธิ์…

จะว่าไป ตี้ฝูอีโป้ปดมหันต์ถึงเพียงนี้ ไม่เกรงว่าท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นจะรู้เข้าแล้วลงโทษเขาหรือ?

แถมยังพูดว่าวรยุทธ์แสงสีรุ้งนี้เป็นวรยุทธ์ของเทพศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ด้วย แม้แต่ตี้ฝูอีก็เข้าใจผิดหรือ?

กู้ซีจิ่วมองกำไลกลางข้อมือ นึกถึงตอนที่มันถูกนำขึ้นเวทีประมูลอย่างโดดเด่น ในใจเริ่มครุ่นคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่แต่เดิมมันจะเป็นของวิเศษของเทพศักดิ์สิทธิ์มาก่อน

หยกนภาซื่อสัตย์ต่อเธอจริง แต่มันก็ปิดบังบางอย่างจากเธออยู่จริงเช่นกัน

เมื่อก่อนกู้ซีจิ่วเคยซักถามมันอยู่หลายหน ล้วนไม่เคยถามได้ความเลย

ถึงเจ้าสิ่งนี้จะดูเหมือนพูดมาก แต่ความจริงแล้วเก็บความลับได้ดียิ่ง ตอนที่มันไม่อยากพูดปากจะปิดสนิทยิ่งกว่าฝาหอยเสียอีก ง้างเท่าไหร่ก็ไม่เปิด

เธอหลับตาสงบจิตครู่หนึ่ง แล้วผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

แสงเทียนนอกม่านส่องสลัว ในห้องมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมา

ผมดำอาภรณ์ม่วง นัยน์ตาจิ้งจอกบนแถบแพรคาดหน้าผากส่องประกายแวววาว เขาย่อมเป็นทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายตี้ฝูอี

กู้ซีจิ่วที่อยู่บนเตียงคล้ายจะรู้สึกตัว เปลือกตาสั่นไหวหลายครา คล้ายต้องการจะลืมตาขึ้น ตี้ฝูอีขยับแขนเสื้อ มีกลิ่นหอมจางๆ โชยเข้าไปในจมูกเธออย่างอ่อนโยน กู้ซีจิ่วตกสู่ห้วงฝันอันลึกลํ้าอีกครั้ง เขายืนอยู่หน้าเตียง ดวงตาฉายแววซับซ้อนรางๆ มองใบหน้ายามหลับใหลของเธอ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

ต่อให้หลับอยู่กู้ซีจิ่วก็ไม่อยู่นิ่ง ร่างกายขยับเขยื้อน ผ้าห่มถูกเธอเตะจนเปิดออกครึ่งหนึ่ง

คืนนี้เธอสวมชุดนอนที่ทำเอง ค่อนข้างโปร่งโล่ง

ชุดนอนยุ่งเหยิง เผยให้เห็นเรียวขาขาวสล้างทั้งสองข้าง

ถึงแม้กู้ซีจิ่วจะมีปานบนหน้า ทว่าผิวกายกลับขาวกระจ่างยิ่ง ขาทั้งสองข้างที่โผล่ออกมางดงามได้รูปนัก

หากไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย เมื่อเธอเติบโตขึ้นจะกลายเป็นผู้ที่มีขาเรียวยาวงดงามสมบูณ์แบบ

สองเท้าก็ยอดเยี่ยม ไม่เล็กไม่ใหญ่ เล็บเท้าทั้งห้ากลมมนเป็นสีชมพูระเรือ ดูเหมือนกำจนรอบก็ยังเหลือที่ด้วยซ้ำ ชวนให้คนอยากกุมไว้ในมือยิ่งนัก…

ลำนำบุปผาพิษ 301

บทที่ 301

ใส่ใจกว่าองค์หญิงเสียอีก

“ช่างเถอะ จิ่วเอ๋อร์ พวกเราอย่าเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆ พวกนั้นเลย ถึงอย่างไรก็ผ่านไปแล้ว ครึ่งปีให้หลังเจ้ายังต้องเข้าสู่ป่าทมิฬ ควรฝึกฝนวรยุทธ์ให้ดี พ่อหาอาจารย์สอนวรยุทธ์ให้เจ้าดีหรือไม่? ในเมืองหลวงมีอาจารย์สอนวรยุทธ์ท่านหนึ่งเยี่ยมยอดมาก ค่อนข้างสนิทสนมกับพ่อนัก พ่อจะเชิญเขา…”

“ไม่จำเป็น!” กู้ซีจิ่วตัดบทเขา

“เรื่องวรยุทธ์ของข้า ข้ามีแผนอยู่ในใจแล้ว ทราบว่าต้องฝึกฝนเช่นใด ท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองกำลังสมอง เชิญกลับไปเถิด”

กู้เซี่ยเทียนทำได้เพียงกลับไปอย่างหน้าม่อยคอตก

ตอนเขามาที่นี่เดิมทียังมีถ้อยคำอื่นอยากจะกล่าว แต่ถูกบุตรสาวด่าทอถึงเพียงนี้ เขาจึงลืมถ้อยคำเหล่านั้นไปสิ้น เมื่อกลับถึงเรือนตนถึงได้นึกออก

เดิมทีไปเทียวนี้เขาอยากขอร้องให้กู้ซีจิ่วไปพบองค์จักรพรรดิเพื่อขอความเมตตาให้องค์ชายหรงเหยียนและกู้เทียนฉิง

ถึงอย่างไรกู้ซีจิ่วในตอนนี้ก็ไม่เหมือนในวันวานแล้ว จักรพรรดิซวนให้ค่านางอย่างยิ่ง หลายวันมานี้ทรงประทานข้าวของให้นางเสมอ บางครั้งก็เรียกเข้าไปถามไถ่ในวัง ถามว่านางฝึกฝนถึงขั้นใดแล้ว ใส่ใจกว่าองค์หญิงเสียอีก

ด้วยความโปรดปรานที่จักรพรรดิซวนมีต่อนาง หากนางเอ่ยปากขอความเมตตาให้องค์ชายหรงเหยียนและกู้เทียนฉิงที่อยู่ในคุก คาดว่าคงทำให้จักรพรรดิซวนยอมมอบทางออกให้สองคนนั้น…

ถึงอย่างไรองค์ชายหรงเหยียนก็เป็นพระโอรส เสือร้ายยังไม่กินลูกตน จักรพรรดิซวนน่าจะละเว้นโทษตายให้เขา

แต่กู้เทียนฉิงไม่เหมือนกัน นางเป็นเพียงบุตรสาวแม่ทัพ หลังจากเรื่องนี้แพร่ออกไป เกรงว่าในใจจักรพรรดิซวนคงมองนางเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะที่น่าเภทภัยมาสู่องค์ชายหรงเหยียน ไม่แน่อาจจะใช้ นางเป็นตัวตายตัวแทนเรื่องการตายของเล่อฮวาโหว มอบคำอธิบายแก่พระอนุชาลู่…

หลายวันมานี้กู้เซี่ยเทียนคิดสารพัดวิธีเพื่อช่วายเหลือบุตรสาวคนนี้อยู่ตลอด แต่จนปัญญาที่เขาหาลู่ทางใดไม่ได้เลย ภายใต้ความสิ้นหวังจนปัญญา เขาจึงตั้งความหวังไว้ที่กู้ซีจิ่ว…

สุดท้ายเขาสงบใจไม่ได้ ตัดสินใจหวนกลับไปที่เรือนของกู้ซีจิ่วอีกครั้ง

กู้ซีจิ่วนึกไม่ถึงว่าเขาไปแล้วจะย้อนกลับมาอีก คิ้วจึงขมวดเล็กน้อย

กู้เซี่ยเทียนฝืนใจกล่าวคำขอของตน พูดไปพลางมองสีหน้าของกู้ซีจิ่วไปพลาง

กู้ซีจิ่วสีหน้าเป็นปกติ นางเพียงมองดูกู้เซี่ยเทียน

นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นมองจนหัวใจกู้เซี่ยเทียนหวาดหวั่น ทำได้เพียงฝืนใจพูดต่อไป “จิ่วเอ๋อร์พ่อรู้ว่ากู้เทียนฉิงเลวทรามทำผิดต่อเจ้า แต่นางก็ได้รับบทเรียนแล้วจริงๆ นางอยู่ในคุกถูกผู้คุมมากมายรังแก ลูกก็แท้งไปแล้ว…เมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับว่านางได้รับโทษทัณฑ์เรียบร้อย ถึงอย่างไรนางก็เป็นพี่สาวร่วมอุทรของเจ้า เจ้าคงมองนางตายอยู่ในคุกไม่ได้ใช่ไหม? ยามเจ้าเข้าวังอีกครั้งช่วยขอความเมตตาจากฝ่าบาหได้หรือไม่…”

กู้ซีจิ่วยกมือห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ “แม่ทัพกู้ ข้าจะพูดสามข้อ ข้อแรก นางสังหารผู้อื่น สังหารผู้อื่นต้องชดใช้ด้วยชีวิต ข้อสอง นางไม่ใช่พี่สาวร่วมอุทรของข้า มารดาข้าคือหลัวซิงหลาน มารดานางคือเหลิ่งเซียงอวี้ ข้อสาม เมื่อก่อนยามนางกับองค์ชายหรงเหยียน วางแผนปองร้ายข้าก็ไม่เคยคิดว่าข้าเป็นน้องสาวนาง! หากครานั้น แผนร้ายของพวกเขาบรรลุผล ข้าคงถูกเล่อฮวาโหวผู้นั้นย่ำยีจนตาย! แม่ทัพกู้คงไม่แม้แต่จะนึกถึงข้อนี้กระมัง?!”

อันที่จริงกู้ซีจิ่วคนเดิมตายตกไปในแผนร้ายครั้งนั้นตั้งนานนมแล้ว!

เท่ากับว่าองค์ชายหรงเหยียนและกู้เทียนฉิงสังหารคนจริงๆ!

คนที่พวกเขาฆ่าไม่ใช่เล่อฮวาโหวหรงอี้ แต่เป็นกู้ซีจิ่วคนนั้น!

เด็กที่น่าสงสารคนนั้นไม่เคยได้รับความรักความห่วงใยใดๆ เลย เดียวดายจนถึงตอนตาย!

ยามนั้นกู้เซี่ยเทียนอยู่ที่ใดเล่า? ความรักใคร่จากบิดาของเขาอยู่ที่ไหน?!

กู้เซี่ยเทียนถูกเธอถามจนอ้าปากค้าง ใบหน้าแก่เฒ่าเห่อแดงเล็กน้อย “จิ่วเอ๋อร์พ่อรู้ว่าเมื่อก่อนทำผิดต่อเจ้า เทียนฉิงก็ทำผิดต่อเจ้า นางปองร้ายเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้าโกรธแค้นนางก็สมควรแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ทำไม่สำเร็จไม่ใช่หรือ? โชคดีที่ตอนนี้เจ้ายังอยู่ดี…”

ลำนำบุปผาพิษ เล่ม 3

ลำนำบุปผาพิษ

นักเขียน : 穆丹枫(มู่ตานเฟิง)

คำโปรย

เธอคือนักฆ่าสาวผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมืด แต่ดันตายเพราะโดนคนที่เชื่อในตลบหลัง! ไม่รู้ว่านรกชังหรือสวรรค์เป็นใจ เธอถึงตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างเด็กสาวอัปลักษณ์ที่ถูกลวงให้เอาชีวิตมาทิ้ง

ผู้คนในโลกนี้ยึดถือในเรื่องของพลังวิญญาณ

ทว่าร่างนี้ไม่มีพลังวิญญาณอยู่เลยสักนิด เป็นสวะไร้ค่าชิ้นใหญ่ที่พบเจอได้ยากยิ่ง แต่ไม่มีพลังวิญญาณก็ไม่เห็นเป็นไร ร่างนี้มีเธอมารับช่วงต่อแล้ว เธอจะทวงคืนทุกอย่างแทนเจ้าของร่างเดิม ทวงเอาทุกสิ่งที่ควรมีกลับมา!

สารบัญลำนำบุปผาพิษ

ลำนำบุปผาพิษ เล่ม 1 ตอนที่ 1-100
ลำนำบุปผาพิษ เล่ม 2 ตอนที่ 101-200

สารบัญลำนำบุปผาพิษ เล่ม 3

ตอนที่ 201-300

201 ควานหาตัวเถ้าแก่ที่อยู่หลังม่าน
202 เบื้องบนตามหานางอยู่
203 ซีจิ่ว! เจ้าหนีข้าทำไม?
204 คนผู้นี้รนหาที่ตายเอง…
205 ทะ…ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้าย!
206 จับเจ้าได้แล้ว!
207 ทั้งตัวเกร็งเล็กน้อย!
208 ข้าไม่ร้อน! ไม่ต้องถอด
209 ศักดิ์ศรีจะมีราคาสักเท่าไหร่กันเชียว? ชีวิตต่างหากสำคัญที่สุด!
210 ข้าก็แค่ทำเหมือนกอดท่อนไม้น้ำแข็งท่อนหนึ่งอยู่เท่านั้น
211 ยังเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรไปเปล่าอยู่ดี!
212 ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายเป็นชายรักชายจริงๆ ด้วย!
213 ดูราวกับเยาะเย้ยอะไรอยู่
214 รังของทูตสวรรค์ซ้ายจอมโรคจิตผู้นั้นหรือ?!
215 เธอทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น!
216 หญ้าวิเศษต้นนั้นก็แค่ขยะชิ้นหนึ่ง
217 ในภาพนี้คือรูปสลักหยกชิ้นนั้นในอิริยาบถต่างๆ!
218 แบบที่ยังมีชีวิต
219 ที่นี่มีคนเข้าออกบ้างหรือไม่
220 ต้องออกไปยามดึกดื่น
221 สาวน้อยจอมเจ้าเล่ห์ผู้นั้น
222 ไม่นึกว่าเป็นเขาที่ตามมา!
223 ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลยสักนิด
224 โอบกอดเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกลับมาด้วยตนเอง!
225 แตงที่ฝืนเด็ดย่อมไม่หวาน…
226 เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ปล่อยเลยตามเลยต่อไป?
227 เสมือนรอให้เธอชมสักประโยค
228 โยนความผิดได้ยอดเยี่ยมนัก!
229 เล่นงานข้าให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
230 นี่เขากำลังเรียกรับสินบนอย่างโจ่งแจ้งสินะ!
231 ดื่มเป็นเพื่อนพวกเราสักจอกสิ
232 ข้ายังมีอีกหนึ่งเงื่อนไข
233 นี่หึงแล้วกระมัง?!
234 เขาถูกทิ้งให้เปล่าเปลี่ยวอยู่ที่นี่เสียแล้ว
235 จะไม่ใช่เธอได้อย่างไร?
236 นี่มันอุบายอะไรกัน?!
237 วาดแค่ภาพคน วาดแค่เจ้ากับข้า
238 ความจริงแล้วสิ่งที่เขาอยากพามาคงไม่ใช่เธอกระมัง?
239 เขาต้องการคืนชีพให้เย่หงเฟิงสินะ!
240 เธอเกลียดคนที่ใช้ความรู้สึกมาหลอกลวงกันที่สุด!
241 ผีสิถึงจะเชื่อว่าเขาหวังดีกับเธอ!
242 อ้อ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว
243 เป็นเพราะหลงซือเย่หรือ?
244 ครั้งแรกหลายหน
245 เด็กน้อย ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว
246 เขากระตุ้นจิตใจที่ชอบเอาชนะของเธอ!
247 ถ้าดื่มสามร้อยจอกจริงเจ้าคงท้องแตกตาย
248 ข้าเดาว่าเจ้าคงเมาไม่บ่อยแน่ๆ…
249 เขารู้สึกเหมือนถูกตีวัวกระทบคราด!
250 หากนางเจ็บ เช่นนั้นเขามิเจ็บยิ่งกว่าหรือ?
251 หน้าอกเจ้ายังโค้งเว้าสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ
252 แบบที่ไม่เคยเต็มที่เช่นนี้มาก่อน!
253 เส้นประสาทตึงเครียดตามสัญชาตญาณ!
254 ข้าก็อยากหลาบจำเช่นกัน!
255 คนผู้นี้ยังไม่เชื่อใจเธออีกหรือ?
256 ไม่เธอก็มันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!
257 ถูกเขาเห็นตอนเปลือยเข้าแล้ว!
258 เจ้าทำได้ ไปต่อ!
259 นี่คือจูบแรกของเธอ จริงๆ นะ!
260 กลิ่นความหึงหวงนี้รุนแรงนัก!
261 บุรุษที่งดงามเช่นนี้ก็คือปีศาจ!
262 จะฆ่าข้าจริงๆ หรือ?
263 กอดท่านไว้ตลอดเวลา
264 นี่ท่านหาที่ตายให้ตนเองหรือ?
265 นั่นแย่กว่าสืบทายาทไม่ได้เสียอีก!
266 อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน! ไม่แตกต่างกับคนทั่วไป!
267 ถ้ายังสอดปากวุ่นวายอีก ข้าจะทำลายเจ้า!
268 จะขอบคุณข้าอย่างไร?
269 เขากลัวใครเป็นด้วยหรือ? กำลังหลบใครอยู่?
270 ตอนนั้นเด็กคนนี้อยู่ในสภาพใดกัน?
271 หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง?
272 วิกฤตคลี่คลายลงเช่นนี้หรือ?
273 มีดของข้าไม่รู้จักท่าน
274 หลอกลวงคนได้ไม่ต้องชดใช้ชีวิต!
275 ได้ยินเรื่องเหล่านี้แล้วเจ้าไม่เจ็บปวดรวดร้าวบ้างหรือ
276 ข้าไม่เปลี่ยนใจ!
277 การทดสอบ
278 เป็นหญิงนางนั้นหรือ?!
279 ยังต้องคิดอีกหรือ?
280 ไม่มีสิ่งใดที่ละทิ้งไม่ลง
281 สนอกสนใจ
282 ฉวยโอกาสเอาคืน?
283 นางพลอยติดร่างแหไปด้วย
284 นางกล้าแหงนหน้ามองด้วย!
285 พวกเจ้าสองคนคิดเห็นว่าอย่างไร
286 งานรื่นเริง
287 เป็นเพราะหลงซือเย่หรือ?
288 ไม่จำเป็นต้องไปขอคำยืนยันจากเทพศักดิ์สิทธิ์
289 นิ้วมือภายในแขนเสื้อของเธอกำแน่น!
290 กฎบ้าน? กฎเมือง?
291 ถูกผู้อื่นใช้เป็นเครื่องมือ!
292 เจ้าเรียกบ้าอะไร?!
293 กระจกร้าวหวนประสานก็เป็นแค่นิทานเรื่องหนึ่ง
294 ชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน
295 เหตุใดเจ้าไม่มาพบข้า?
296 ตำแหน่งฮูหยินเอกของเจ้าข้าไม่ต้องการ!
297 ไปอย่างฮึกเหิม กลับอย่างหมดท่า
298 ราวกับมองขยะชิ้นหนึ่ง…
299 ทางเลือกสองประการ
300 เส้นทางเวียนว่ายตายเกิดของนางจะได้ไม่แปดเปื้อน

ลิ้งเสีย ลิ้งไม่ตรง ลิ้งไม่ขึ้น เม้มบอกเดี๋ยวมาแก้ให้

อยากขอบคุณเม้มด่วน

ลำนำบุปผาพิษ 300

บทที่ 300

เส้นทางเวียนว่ายตายเกิดของนางจะได้ไม่แปดเปื้อน

การโจมตีสองครานี้ทำให้กู้เซี่ยเทียนเสียหน้านัก แค้นเคืองอย่างยิ่ง ย่อมปฏิบัติต่อกู้ซีจิ่วอย่างเลวร้าย ทุกครั้งที่เห็นกู้ซีจิ่วเขาจะนึกถึงภรรยาที่หักหลังตน ผนวกกับตอนกู้ซีจิ่วอายุสามขวบผลทดสอบ ปรากฏว่าเป็นร่างสวะไร้พลัง ยิ่งทำให้เขาไม่พอใจมากขึ้นไปอีก… ก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นในวันนี้

ในที่สุดกู้เซี่ยเทียนก็เล่าเรื่องราวหนหลังเหล่านั้นจบแล้ว ภายในห้องค่อนข้างเงียบงัน กู้ซีจิ่วยกนํ้าเปล่าขึ้นจิบอึกหนึ่ง ไม่ออกความเห็นสักประโยค

กู้เซี่ยเทียนก็ดื่มชาอึกหนึ่ง แล้วถอนหายใจ “จิ่วเอ๋อร์พ่อเสียใจยิ่ง!”

“เสียใจอันใด?” แววตากู้ซีจิ่วคมกริบอยู่บ้าง

“ยามนั้นพ่อไม่ควรหมางเมินนาง ไม่ควรนำนางไปขังไว่ในเรือนอื่นแล้วไม่เหลียวแล ทำให้นางที่ตั้งครรภ์หลายเดือนต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานเช่นนั้น…”

กู้ซีจิ่วแย้มยิ้ม ยิ้มอย่างเยาะหยัน “ท่านเสียใจแค่สิ่งนี้หรือ?”

กู้เซี่ยเทียนตะลึงงัน “แน่นอน ยังมีอีกมาก…สิ่งที่พ่อเสียใจที่สุดก็คือคำพูดในวันที่นางกระโดดหน้าผา พ่อไม่ควรบีบคั้นนางถึงเพียงนั้น ซ้ำยังพูดว่าจะถอดถอนตำแหน่งฮูหยินเอกแล้วให้นางเป็นอนุ ใจจริงของพ่อ นางคือภรรยาของพ่อตลอดไป ไม่เคยคิดจะให้เป็นอนุเลย…พ่อแค่อยากขู่นาง กลัวว่านางจะไม่ต้องการพ่อ ถึงได้…ถึงได้ ขู่เช่นนั้น…”

กล่าวถึงประโยคหลัง นํ้าเสียงเขาสั่นเครือเล็กน้อย

กู้ซีจิ่วคร้านแม้แต่จะยิ้มหยันแล้ว เอื้อมมือไปยกถ้วยชา “แม่ทัพกู้ ดึกดื่นแล้ว ดื่มชาถ้วยนี้อีกครั้งแล้วเชิญกลับไปเถิด ไม่ต้องคิดถึงมารดาข้าอีกแล้ว ถึงอย่างไรข้างกายท่านก็มีสาวงามวัยกำดัดมากมาย ซ้ำยังเชื่อฟังไม่น้อย เหตุใดต้องคิดถึงนางทำให้นางไม่เป็นสุขด้วยเล่า? ข้าคิดว่าหากวิญญาณนางอยู่บนสวรรค์ย่อมไม่ต้องการให้ท่านคะนึงหานางอีก”

วาจานี้แทบเรียกได้ว่าเฉียบคม กู้เซี่ยเทียนอํ้าอึ้ง “จิ่วเอ๋อร์..เจ้าก็คิดว่าพ่อทำผิดในเรื่องเหล่านี้ใช่ไหม? ตะ…แต่นางก็มีความผิดเหมือนกัน หากมิใช่นางคิดจะหลบหนีไปกับศิษย์พี่ของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า…”

“นางมีความผิดจริง!” กู้ซีจิ่วเอ่ยขัดเขา กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ความผิดของนางก็คือสมัยก่อนหน้ามืดตามัว มองคนผิด ฝากชีวิตผิดคน รักบุรุษที่ไม่ควรค่าให้รัก!”

กู้เซี่ยเทียนตกตะลึง

ใบหน้าแก่ๆ ของเขาเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด “จิ่วเอ๋อร์ เจ้า…เจ้าพูดเช่นนี้กับบิดาของตนได้อย่างไร? พ่อ…”

“มิใช่ว่าท่านอยากฟังความคิดแท้จริงที่ข้ามีต่อเรื่องนี้หรอกหรือ? นี่ก็คือความคิดที่แท้จริงของข้า! กล่าวกันตามจริงแล้ว แม่ทัพกู้ ภายภาคหน้าท่านก็อย่าไปร้องไห้หน้าหลุมฝังศพของนางเลย เส้นทาง เวียนว่ายตายเกิดของนางจะได้ไม่แปดเปื้อน เอาละ สิ่งที่ควรพูดข้าก็พูดไปสิ้นแล้ว เชิญแม่ทัพกู้กลับไปเถิด ดึกดื่นแล้ว ข้าอยากพักผ่อน”

กู้เซี่ยเทียนนิ่งงัน

บุตรสาวคนนี้ปากคอเราะร้ายเหลือเกิน ด่าจนเขาขุ่นเคืองหน้าดำหน้าแดงไปหมด

เขาโกรธจนอยากตบโต๊ะ แต่พอเห็นสายตาเยียบเย็นของกู้ซีจิ่วก็ระบายโทสะออกมาไม่ได้ “จิ่วเอ๋อร์”‘หลายปีที่ผ่านมาพ่อรู้ว่าพ่อหมางเมินและไม่ยุติธรรมกับเจ้า ทำให้เจ้าขุ่นข้องหมองใจ แต่พ่อก็ชดเชยให้แล้ว…เจ้าไม่ควรด่าทอพ่อด้วยอารมณ์ส่วนตัวเช่นนี้ ถึงแม้…ถึงแม้พ่อจะรู้สึกผิดต่อแม่ของเจ้า แต่ก็มิเคยลืมเลือนนางเลย ปรารถนาให้นางฟื้นคืนชีพอย่างยิ่ง หากนางฟื้นคืนชีพขึ้นมาพ่อจะดีต่อนางโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ จะไม่ให้นางได้รับความไม่เป็นธรรมอีกสักเศษเสี้ยว จะให้นางเป็นฮูหยินแม่ทัพดังเดิม…”

กู้ซีจิ่วอดยิ้มออกมาไม่ได้ เพียงแต่รอยยิ้มนี้เย้ยหยันยิ่งนัก “ท่านคิดว่านางต้องการตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพของท่านนักหรือ? ช่างเถิด ท่านไม่เคยรู้เลยว่าตนผิดที่ตรงไหน ท่านไปเสียเถอะ! ข้าง่วงแล้ว!”

เธอเอ่ยไล่ติดกันหลายครั้งแล้ว กู้เซี่ยเทียนยังอยากโต้แย้งกับนาง อีกหลายประโยค แต่พอมองสีหน้าที่เห็นได้ชัดเจนว่าง่วงงุนแล้วของนาง และนึกถึงว่าอีกครึ่งปีให้หลังนางยังต้องเข้าสู่ป่าทมิฬ หัวใจก็อ่อนยวบลง

ลำนำบุปผาพิษ 299

บทที่ 299

ทางเลือกสองประการ

กู้เซี่ยเทียนพบว่าหลัวซิงหลานผ่ายผอมจนหนังหุ้มกระดูก เหลือเพียงท้องที่ใหญ่นูนสะดุดตายิ่ง

ไม่รู้ว่าพลังชีวิตของตัวหลัวซิงหลานเองแข็งแกร่ง หรือเด็กในท้องนางยังไม่ถึงฆาต เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากหมอชื่อดังในเมืองหลวง ในที่สุดก็ยื้อชีวิตหลัวซิงหลานกลับมาได้

กู้เซี่ยเทียนรู้สึกละอายใจ จึงรีบย้ายหลัวซิงหลานออกมาจากเรือนเล็กทรุดโทรมหลังนั้น อีกทั้งสั่งให้คนทำอาหารบำรุงสารพัดอย่างให้นางกิน…

อุปนิสัยของหลัวซิงหลานเปลี่ยนไปมากหลังออกมาจากเรือนเล็ก สตรีอารมณ์ร้อนนิสัยเปิดเผยเปลี่ยนเป็นเงียบขรึมอย่างยิ่ง มักจะมองไปทางทิศใดทิศหนึ่งด้วยสายตาเหม่อลอย นั่งนิ่งอยู่นานสอง นาน

ไม่พูดไม่จากับผู้ใดเลยสักคำ ไม่เอ่ยปากอีกต่อไป

โชคดีที่ให้กินอะไรนางก็กิน ในที่สุดร่างกายผอมแห้งดั่งลำไผ่ก็มีเนื้อหนึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดูไม่น่าตกใจเพียงนั้นแล้ว…

อันที่จริงช่วงนี้ในวังจัดงานเลี้ยงขึ้นอีกหลายครั้ง กู้เซี่ยเทียนบ่ายเบี่ยงด้วยเหตุผลว่าหลัวซิงหลานร่างกายไม่แข็งแรง ผู้ที่พาไปด้วยทุกครั้งล้วนเป็นเหลิ่งเซียงอวี้

หลังจากหลัวซิงหลานย้ายออกมาจากเรือนหลังเล็กนั้นได้ไม่นาน จักรพรรดิซวนจัดงานเลี้ยงขุนนางขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีรับสั่งชัดเจน ให้กู้เซี่ยเทียนพาหลัวซิงหลานมาร่วมงานด้วย ทั้งยังส่งรถม้านุ่ม สบายมาเพื่อการนี้…

กู้เซี่ยเทียนจึงพาหลัวซิงหลานไปด้วยจิตใจว้าวุ่น แต่ในงานเลี้ยงครั้งนี้ เขาได้กำไรไม่น้อย

ในงานเลี้ยง จักรพรรดิซวนตรัสด้วยตนเองว่าจะหมั้นหมายเด็กในครรภ์หลัวซิงหลานไว้ ตรัสไว้ว่าหากเกิดเป็นหญิงก็จะให้ชายาของโอรสเขา เมื่อเติบใหญ่จะให้อภิเษกกับโอรสคนหนึ่งของเขา ยาม นั้นมีองค์ชายที่อายุเข้าเกณฑ์หลายคน จักรพรรดิซวนยังไม่ได้ระบุเจาะจงคนไหน อยากให้เด็กๆ รู้ความสักหน่อยแล้วค่อยเลือกด้วยตัวเอง…

สองเดือนให้หลัง หลัวซิงหลานคลอดลูกสาวก่อนกำหนดหนึ่งเดือน เด็กคนนี้ก็คือกู้ซีจิ่ว

การคลอดก่อนกำหนดประกอบกับขาดสารอาหาร เด็กอายุสี่ห้าเดือนจึงยังตัวเล็กเหมือนลูกหนู ล้มป่วยอยู่บ่อยๆ ทำให้หลัวซิงหลานเกือบคิดว่าเด็กคนนี้คงเลี้ยงไม่รอดแล้ว…

หลัวซิงหลานที่ค่อยๆ ฟื้นตัวเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เฉยชากับทุกเรื่อง เย็นชากับทุกสิ่ง ราวกับปล่อยวางได้โดยสิ้นเชิง

ในที่สุดหลังบ้านของกู้เซี่ยเทียนก็สงบปรองดองได้โล่งอกเสียที

เขายกเลิกการกักบริเวณหลัวซิงหลาน ถึงขั้นอนุญาตให้นางออกไปไหว้พระนอกเมืองได้ แน่นอน ต้องมีผู้คุ้มกันและสาวใช้คอยอารักขาอย่างรัดกุม

กลับนึกไม่ถึงว่าหลัวซิงหลานจะวางแผนการหลบหนีไว้อย่างดีนานแล้ว เมื่อไปไหว้พระอีกหน ด้วยความช่วยเหลือจากศิษย์พี่ของนาง ในที่สุดนางก็อุ้มกู้ซีจิ่วเล็ดรอดสายตาของผู้ติดตามเหล่านั้นไปได้ หลบหนีสำเร็จ!

แต่เรื่องราวช่างประจวบเหมาะนัก วันนั้นกู้เซี่ยเทียนบังเอิญอยู่ในละแวกนั้นพอดี เมื่อได้ยินข่าวนี้ เขาเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง นำคนตะลุยไล่ล่าค้นหา ในที่สุดก็ไล่ต้อนนางขึ้นไปริมหน้าผาแห่งหนึ่ง

ใต้หน้าผาคือทะเลที่ปั่นป่วน โขดหินประหลาดเป็นตะปุ่มตะป่ำซ้อนทับกัน กู้เซี่ยเทียนมองนางที่อุ้มลูกไว้ด้วยสีหน้าสิ้นหวัง มอบทางเลือกให้นางสองประการ หนึ่ง ตามกลับไปอย่างว่าง่าย แล้วเขาจะทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องนี้ขึ้น สอง เขาจะจับกุมนาง ถอดถอนตำแหน่งฮูหยินเอกของนาง เป็นได้แค่อนุของเขา

การที่ภรรยาต้องการหลบหนีไปกับชายผู้หนึ่งซ้ำๆ ทำให้กู้เซี่ยเทียนอยากจะสังหารให้ตายเสีย เขาตัดสินใจไว้แล้วไม่ว่าหลัวซิงหลานเลือกประการใด เขาก็จะสังหารศิษย์พี่ของนางเสีย…

เขานึกว่าหลังจากกล่าวเงื่อนไขสองประการนี้ไป นางจะเดินกลับมาจากริมผาแต่โดยดี แล้วตามเขากลับจวนแม่ทัพอย่างว่าง่าย คาดไม่ถึงว่านางจะเหลือบมองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง เงยหน้าแล้วหัวเราะ จากนั้นเลือกทางที่สาม กระโดดหน้าผา!

เดิมทีนางจะอุ้มลูกกระโดดไปพร้อมกัน ไม่นึกว่าชั่วขณะที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ จู่ๆ เด็กน้อยก็ร่ำไห้ขึ้นมา

หลัวซิงหลานใจไม่แข็งพอ พยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดโยนกู้ซีจิ่วกลับขึ้นไปบนผา ทว่าตัวนางเองร่วงลงสู่ทะเลอนบ้าคลั่ง หายสาบสูญไปตั้งแต่นั้น…

กู้เทียนนั่วที่รีบไล่ตามมาสุดชีวิตเห็นภาพนี้เข้าพอดี แต่เดิมเขาก็ยากจะให้อภัยบิดาที่กระทำต่อมารดาเช่นนั้นอยู่แล้ว เมื่อได้เห็นฉากอันรวดร้าวนี้ จึงตัดพ่อตัดลูกกับผู้เป็นบิดา หนีออกจากบ้าน หลงเข้าไปในป่าทมิฬ ไม่มีข่าวคราวอีกเลย…

ลำนำบุปผาพิษ 298

บทที่ 298

ราวกับมองขยะชิ้นหนึ่ง…

เขาลงจากรถเมื่อกลับถึงจวน ประจวบกับที่หลัวซิงหลานก็ลงจากรถเช่นกัน หลัวซิงหลานยังคงยิ้มน้อยๆ ทำให้เขาไม่อยากทรยศต่อคืนวสันต์อันมีค่าดั่งทอง จึงปฏิบัติต่อสาวงามทั้งสองอย่างดี…

เขาไม่เห็นความหงุดหงิดหึงหวงในดวงตานางแม้สักเสี้ยว

จู่ๆ กู้เซี่ยเทียนก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ไม่พูดไม่จาลากนางจากไป บังคับฉุดกระชากนางกลับเรือน เข้าครอบครองนางอีกครั้งราวกับต้องการระบายโทสะ

นับตั้งแต่สมรสกันมานานหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวซิงหลานต่อต้านแรงปรารถนาของเขาอย่างบ้าคลั่ง ถึงแม้กู้เซี่ยเทียนจะใช้กำลังบังคับจนสำเร็จลุล่วง แต่ก็ถูกนางข่วนใบหน้าและร่างกายจนเลือดไหลซิบ เขาไม่มีวันลืมสายตาของนางในยามนั้น เคียดแค้นชิงชังรังเกียจเดียดฉันท์ราวกับมองขยะชิ้นหนึ่ง…

สายตาเช่นนั้นของนางกระตุ้นโทสะกู้เซี่ยเทียน เขาผลักประตูจากไปอีกครั้ง

เขารู้สึกว่าสตรีผู้นี้ยังไม่รู้ดีรู้ชั่ว ด้านนอกมีสาวงามวัยกำดัดเป็นขบวน ทุกนางล้วนอ่อนหวานเอาอกเอาใจ เข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี เหตุใดเขาต้องใส่ใจความรู้สึกสตรีวัยโรยราอายุสามสิบกว่าปีคนหนึ่งด้วยเล่า?

เขารู้สึกว่าเขาควรมอบบทเรียนครั้งใหญ่แก่นาง ทำให้นางเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังจริงๆ เสียที

ด้วยเหตุนี้ กระบวนการลงโทษจึงเริ่มต้นหลังจากเขากลับไป

ยกตัวอย่างเช่นย้ายนางจากเรือนอันงดงามไปยังเรือนเล็กที่ทรุดโทรม ลดจำนวนสาวใช้ที่คอยรับใช้จากแปดคนเหลือแค่คนเดียว กักบริเวณไม่ให้นางก้าวออกจากประตูเรือน

เปลี่ยนสำรับจากอาหารเลิศรสสิบกว่าอย่างเป็นอาหารชืดชาสองอย่าง

นี่ยังไม่พูดถึงการส่งมอบไม่ตรงเวลา ปล่อยให้พวกนางสองนายบ่าวหิวโหย…

ยามนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว มักจะมีหิมะตก ในเรือนเล็กของนางไม่มีแม้แต่ไม้ฟืน ภายในห้องหนาวเย็นดุจโรงเก็บนํ้าแข็ง…

เป็นที่แน่นอนว่ากิจธุระภายในจวนแม่ทัพที่เดิมทีอยู่ในการดูแลของฮูหยินแม่ทัพก็ล้วนส่งมอบให้เหลิ่งเซียงอวี้เป็นผู้ดูแล หลัวซิงหลานกลายเป็นฮูหยินแต่เพียงในนาม ซ้ำยังถูกคุมขังไว้ในเรือนอันหนาว เหน็บ

กู้เซี่ยเทียนไม่สนใจไยดีนางกว่าครึ่งปีแล้ว ปล่อยให้เหล่าอนุและข้ารับใช้รังแกนางทั้งในที่ลับและที่แจ้ง…

กู้เซี่ยเทียนมักจะพาอนุไปกินดื่มเสพสุขในห้องโถงใหญ่ข้างเรือนเล็กอันทรุดโทรมที่นางอาศัยอยู่ เสียงดังโหวกเหวก เสียงดนตรีปี่พาทย์แม้กระทั้งกลิ่นสุราอาหารล้วนลอยออกมา เขารู้ว่าหลัวซิงหลานต้องได้ยินแน่นอน

นี่ยังไม่ได้พูดถึงการที่กู้เซี่ยเทียนปฏิบัติต่อกู้เทียนนั่วผู้เป็นบุตรชายอย่างเย็นชา ลำเอียงเข้าข้างบุตรคนอื่น มักจะว่ากล่าวกู้เทียนนั่วเพราะบุตรคนอื่นๆ เสมอ ส่วนใหญ่จะเลือกว่ากล่าวลงโทษกู้เทียนนั่วที่ด้านข้างเรือนทรุดโทรมหลังนั้นทุกครั้ง…

ยามนั้นกู้เทียนนั่วอายุสิบเอ็ดปีแล้ว เด็กน้อยที่แต่เดิมสดใสร่าเริง ค่อยๆ หม่นหมองลง เขาอยากไปเยี่ยมเยือนมารดา แต่ไม่ได้รับอนุญาต จุดประสงค์ที่กู้เซี่ยเทียนกระทำเช่นนี้ เพียงเพราะอยากให้หลัวซิงหลานสำนึกว่าเขาคือฟ้าของนาง แผ่นดินของนาง มีแต่ต้องเอาใจเขานางถึงจะมีชีวิตที่ดี…

เขาไม่รู้ว่าการกระทำไม่ยั้งคิดของตนครั้งนั้นทำให้นางตั้งครรภ์ การกระทำอันทารุณของเขาทำให้รอบเดือนนางมาไม่ปกติเมื่อครรภ์จวนจะครบสี่เดือนนางถึงรู้ตัว การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ เลวร้าย อารมณ์ที่หมองหม่น ทำให้นางขาดสารอาหารอย่างร้ายแรง ทารกในครรภ์ย่อมขาดแคลนสารอาหารไปด้วย…

ในระยะเวลาครึ่งปี จอมยุทธ์หญิงที่เดิมทีเปิดเผยจริงใจ มีคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ ก็ถูกย่ำยีจนกลายเป็นแม่นางหลัวผู้อ่อนแอจนลมพัดปลิวได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในที่สุดกู้เทียนนั่วก็ลักลอบเข้าไปหามารดาที่เรือนเล็กสำเร็จ ได้พบมารดาที่คำนึงหาทุกเมื่อเชื่อวัน จากนั้นก็พบว่ามารดาท้องใหญ่นูนยิ่งนัก ทั้งยังมีไข้สูงสลบไสลไม่ได้สติ สาวใช้เพียงหนึ่งเดียวคนนั้นกำลังวุ่นวายมือเป็นระวิง…

กู้เทียนนั่วตาแดงก่ำ ดึงดันจะบุกเข้าไปในโถงพยัคฆ์ขาวที่กู้เซี่ยเทียนสนทนาราชการอยู่อย่างสุดชีวิต เด็กน้อยวัยสิบเอ็ดปีพอพบหน้าบิดาสองตาก็แดงฉานดุจสุนัขป่า คุกเข่ากับพื้นทันที ไม่พูดพร่ำทำเพลงอันใดก็โขกศีรษะไม่หยุด โขกจนหน้าผากแตก ขอร้องให้ท่านแม่ทัพปลดปล่อยมารดาเขา ขอร้องให้ช่วยเหลือมารดาเขา

เขาร้องไปด้วยพูดไปด้วย ในที่สุดกู้เซี่ยเทียนก็ทราบเรื่องที่หลัวซิงหลานตั้งครรภ์ ราวกับมีฟ้าผ่าลงศีรษะ รีบรุดไปที่เรือนเล็กของหลัวซิงหลานทันที

ลำนำบุปผาพิษ 297

บทที่ 297

ไปอย่างฮึกเหิม กลับอย่างหมดท่า

เมื่อเขากลับถึงเรือนหลักก็รู้สึกว้าวุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกว่าตนหมางเมินหลัวซิงหลานพอสมควรแล้ว ซ้ำยังตบนางอีกฉาด คาดว่าน่าจะทำให้นางตระหนักถึงสถานการณ์แล้ว

ขอเพียงนางไม่ก่อเรื่องหึงหวงวุ่นวาย เขาก็จะให้อภัยนาง ให้นางเป็นฮูหยินเอกแม่ทัพผู้ทรงเกียรติเหมือนเดิม

ยามพลบค่ำ ในที่สุดเขาก็เหยียบย่างเข้าไปในเรือนของหลัวซิงหลาน คิดจะพลอดรักกับนางสักหน่อย และมอบความรักของสามีให้นาง นึกไม่ถึงว่าจะเจอนางพบปะกับศิษย์พี่ของนางสองต่อสอง ศิษย์พี่นางคิดจะพานางหนีไป…

กู้เซี่ยเทียนสกัดพวกเขาไว้ในห้อง เดีอดดาลยิ่งนัก ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือกับศิษย์พี่ของนางทันที ตอนนั้นวรยุทธ์ของเขาสูงส่งกว่าพวกหลัวซิงหลานตั้งนานแล้ว ที่ยิ่งกว่านั้นคือเสียงเคลื่อนไหว ภายในห้องกระตุ้นให้ผู้คุ้มกันที่ลาดตระเวนอยู่รอบๆ ตื่นตระหนก…

สุดท้ายแล้ว ภายใต้การลงมือแทรกแซงของหลัวซิงหลาน ในที่สุดศิษย์พี่นางก็หนีไปได้ ส่วนหลัวซิงหลานถูกบังคับให้อยู่ต่อ

แต่การทรยศของเขาทำให้นางหมดใจอย่างสิ้นเชิง นางร้องขอหนังสือหย่าจากเขาด้วยท่าทีเย็นชาหมดอาลัยตายอยาก ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะแยกทางกับเขา

กู้เซี่ยเทียนรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าของที่เดิมทีเป็นของตัวเอง เมื่อยื่นมือไปคว้าก็เจอเสมอ ที่แท้ก็มีช่วงเวลาที่หายไปได้เช่นกัน…

ความรู้สึกนี้ทำให้เขาทั้งตระหนกทั้งโกรธเคือง การเป็นแม่ทัพใหญ่มาหลายปีทำให้นิสัยเขาหยิ่งทะนงไม่ฟังคำใคร เขาบังคับข่มเหงหลัวซิงหลานด้วยความเดือดดาล ฉวยโอกาสทำลายวรยุทธ์นาง หลังเสร็จกิจก็ผลักประตูจากไป แล้วส่งผู้คุมกันมาเฝ้ายามอย่างเข้มงวด กักบริเวณหลัวซิงหลานอย่างแท้จริง

ในระหว่างนี้เขารับอนุเพิ่มอีกสองคน อนุทั้งสองนางมุมานะอย่างยิ่ง กำเนิดบุตรสาวสองคนให้เขาในปีเดียวกัน

หนึ่งปีต่อมายามที่กู้เซี่ยเทียนไปเยี่ยมหลัวซิงหลานอีกครั้ง เขาเป็นบิดาของเด็กห้าคนแล้ว บุตรชายสองบุตรสาวสาม

เขาคิดว่าหลัวซิงหลานได้รับบทเรียนมากมายถึงเพียงนี้ อีกทั้งไม่มีวรยุทธ์แล้ว น่าจะว่าง่ายขึ้นบ้าง ยามพบหน้าเขาอีกหนไม่แน่อาจยอมศิโรราบอย่างแท้จริงแล้ว…

เขาจงใจพาอนุใหม่สองนางไปด้วย คิดว่าหลัวซิงหลานจะหึงหวง เอะอะโวยวาย เขาคิดไว้แล้วว่าจะจัดการกับนางอย่างไร แต่คาดไม่ถึงว่าหลัวซิงหลานกลับมองเขาอย่างเย็นชายิ่ง ไม่มีทีท่าจะหึงหวง อนุสองคนนั้นของเขาเลย

ตอนนางหึงหวงเขารู้สึกว่านางช่างไม่รู้สถานการณ์เอาเสียเลย บัดนี้นางไม่หึงหวงแล้วเขากลับไม่สบอารมณ์…

ไปอย่างฮึกเหิม กลับอย่างหมดท่า

ประจวบกับวันต่อมาในวังให้เขาพาครอบครัวไปร่วมงานเลี้ยง ยามนี้ย่อมต้องพาฮูหยินเอกไป

เขาปล่อยตัวหลัวซิงหลานออกมา ด้วยเกรงว่านางจะก่อเรื่องในวังพูดอะไรที่ไม่สมควร จึงตีสีหน้าเย็นชาสั่งสอนนางไปตลอดทาง ตอนนั้นหลัวซิงหลานไม่พูดอะไรสักคำ ตั้งแต่ถูกกักบริเวณ นางก็ไม่พูด กับเขาอีก

งานเลี้ยงในวังมีนางรำรูปโฉมงดงามร่ายรำขับร้องสร้างความบันเทิง จักรพรรดิซวนกับหลัวซิงหลานก็รู้จักกัน จักรพรรดิซวนได้ยินมาว่าหลัวซิงหลานขี้หึง เขานึกอยากกลั่นแกล้งขึ้นมาแวบหนึ่ง จงใจกล่าวว่าจะประทานนางรำสองนางให้เป็นอนุภรรยาของกู้เซี่ยเทียน

ในบ้านกู้เซี่ยเทียนมีอนุอยู่สี่คน รู้สึกชุลมุนวุ่นวายมากพอแล้ว จึงไม่อยากรับอีก

อีกอย่างเขากลัวหลัวซิงหลานจะหึงหวงอีกครา แล้วก่อความวุ่นวายขึ้นที่นี่ คิดจะลุกขึ้นปฏิเสธแบบอ้อมๆ นึกไม่ถึงว่าหลัวซิงหลานจะลุกขึ้นเร็วกว่าเขาก้าวหนึ่ง นางขอบพระทัยแทนเขาอย่างเป็นธรรมชาติ รับนางรำสองนางเป็นอนุแทนเขา…

กู้เซี่ยเทียนไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไรดี แม้แต่จักรพรรดิซวนก็ประหลาดใจ อดถามไม่ได้ว่านางไม่หึงหวงหรือ?

นางกลับแย้มยิ้ม สีหน้าสงบเยือกเย็นอย่างแท้จริง “ไม่หึงหวงเพคะ”

หลังงานเลี้ยงเลิกรา นางรำทั้งสองนางก็โดยสารรถม้ากลับไปกับพวกเขาด้วย หลัวซิงหลานสละรถม้าให้เขาอยู่กับนางทั้งสองเพียงลำพัง ส่วนตัวนางเองไปโดยสารรถม้าอีกคัน

นางเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดีเช่นนี้กลับทำให้กู้เซี่ยเทียนมีโทสะสุมเต็มอก

ลำนำบุปผาพิษ 296

บทที่ 296

ตำแหน่งฮูหยินเอกของเจ้าข้าไม่ต้องการ!

เมื่อร่ำรวยมีวาสนา สตรีที่ชมชอบเขาก็เพิ่มมากขึ้น เหลิ่งเซียงอวี้ บุตรสาวขุนนางเล็กๆ ในเมืองหลวงก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เหลิ่งเซียงอวี้นับว่าเป็นองค์หญิงน้อยของครอบครัว สวยสง่าเรียบร้อย คนละขั้วกับหลัวซิงหลาน

เหลิ่งเซียงอวี้ถูกโจรดักปลันระหว่างเดินหางไปไหว้พระที่วัด หลัวซิงหลานบังเอิญช่วยนางไว้ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจึงพานางมารักษาที่บ้านตน ทำให้นางมีโอกาสรู้จักกับกู้เซี่ยเทียน…

กู้เซี่ยเทียนต้านทานความอ่อนหวานของเหลิ่งเซียงอวี๋ไม่ไหว ในที่สุดก็ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับหลัวซิงหลานว่าจะมีภรรยาเพียงคนเดียว ซุกเหลิ่งเซียงอวี้ไว้นอกบ้าน เลี้ยงดูไว้อย่างลับๆ

ยามนั้นหลัวซิงหลานมีบุตรชายหนึ่งคน นามกู้เทียนนั่ว พอกู้เทียนนั่วอายุได้ห้าขวบ เหลิ่งเซียงอวี้ก็ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เหลิ่งเซียงอวี้จงใจทำให้ข่าวคราวรั่วไหลไปถึงหูหลัวซิงหลาน

เมื่อเรื่องแดงขึ้น กู้เซี่ยเทียนจึงยอมรับออกไปตรงๆ และต้องการให้ความชอบธรรมแก่บุตรชายคนเล็ก จึงรับเหลิ่งเซียงอวี้เข้าบ้านโดยไม่คำนึงถึงหลัวซิงหลานที่พยายามต่อต้านอย่างสุดชีวิต

ยามนั้นกู้เซี่ยเทียนได้เป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว บุญหนักศักดิ์ใหญ่ ในใจของเขา การให้สตรีชาวยุทธ์ผู้หนึ่งครองตำแหน่งฮูหยินเอกก็นับว่าให้เกียรตินางมากแล้ว เพื่อมอบบทเรียนให้หลัวซิงหลานที่ก่อการ ทะเลาะวิวาทกับเขาใหญ่โต ให้นางรู้สถานการณ์บ้าง เขาเลยจงใจหมางเมินนาง พำนักที่เรือนของเหลิ่งเซียงอวี้ทุกคืน ไม่เหลียวแลหลัวซิงหลาน ไม่ก้าวเข้าเรือนนางเลยสักครั้งตลอดระยะเวลาสามปี แม้แต่กู้เทียนนั่วผู้เป็นบุตรชายก็เย็นชาใส่ไม่น้อย

เหลิ่งเซียงอวี้เสแสร้งเก่งยิ่ง ไปถามไถ่สารทุกข์สุขดิบหลัวซิงหลาน แทบจะสามเวลาหลังอาหาร พูดคุยอย่างนุ่มนวลละมุนละไม

หลัวซิงหลานนั้นอารมณ์ร้อน นางตกอยู่ภายใต้ความขุ่นเคือง จึงปิดประตูไม่พบปะเหลิ่งเซียงอวี้บ้าง เยาะเย้ยถากถางบ้าง ไม่เคยไว้หน้านางเลย

ยามนั้นเหลิ่งเซียงอวี้ให้กำเนิดบุตรชายหญิงอย่างละหนึ่ง บุตรชายหญิงล้วนเป็นอัจฉริยะพลังวิญญาณ

หลังจากทดสอบผลพบว่ากู้เทียนฉิงเป็นอัจฉริยะด้านพลังวิญญาณ เหลิ่งเซียงอวี้ก็ภาคภูมิใจยิ่ง จงใจไปหาหลัวซิงหลานที่นั่นเพื่อโอ้อวด

แน่นอนว่านางโอ้อวดอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล แต่วาจาแฝงเจตนาเย้ยหยันเหน็บแนมเอาไว้ในที่สุดก็ยั่วยุให้หลัวซิงหลานระเบิดโทสะสำเร็จ ยื่นมือออกไปคิดจะตบตีนางด้วยมือตน หากมิใช่ผู้คุ้มกัน มากมายพยามขัดขวางไว้สุดชีวิต คาดว่าครั้งนั้นเหลิ่งเซียงอวี้คงน่วมไปแล้ว

เหลิ่งเซียงอวี้วางหูตาไว้ทั่วจวนแม่ทัพ ทุกฉากทุกเหตุการณ์นี้ย่อมไปถึงหูกู้เซี่ยเทียน กู้เซี่ยเทียนรีบร้อนไปยังที่เกิดเหตุ เงื้อมือตบหลัวซิงหลานฉาดหนึ่ง ฝ่ามือนี้โหดเหี้ยมยิ่ง ตบหลัวซิงหลานล้มกลิ้งไปหลายตลบ โลหิตไหลออกจากมุมปาก

หลังจากกู้เซี่ยเทียนตบไปแล้วก็สำนึกเสียใจอยู่บ้าง แต่อยู่ต่อหน้าบรรดาบ่าวไพร่ข้ารับใช้ เขาไม่อยากเข้าไปช่วยพยุงนางให้เสียหน้า…

เขาไม่มีวันลืมสายตาที่หลัวชิงหลานมองเขาในขณะที่ลุกขึ้นมาเองอย่างสั่นเทา เหน็บหนาวดุจหิมะเย็นชาปานนํ้าแข็ง

เขาไม่เคยเห็นแววตาเช่นนี้บนใบหน้านางเลย สายตาเช่นนี้ของนางทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร ทำได้เพียงตวาดใส่นางอย่างแข็งนอกอ่อนใน “นี่เป็นเจ้ารนหาที่เอง! นับจากนี้ไม่อนุญาตให้เจ้าหึงหวงริษยาอีก หนนี้แค่มอบบทเรียนให้เจ้า ถ้าครั้งหน้ายังเอาแต่ใจก่อเรื่องวุ่นวายอีก ข้าจะถอดถอนตำแหน่งฮูหยินเอกของเจ้าเสีย!”

หลังจากเขากล่าววาจาข่มขู่เต็มที่เช่นนี้ออกไป ยังนึกว่าในที่สุดก็สยบนางได้แล้ว ขณะที่คิดจะพาเหลิ่งเซียงอวี้จากไป นึกไม่ถึงว่าหลัวซิงหลานที่อยู่ด้านหลังจะเอ่ยอย่างเยือกเย็น “แม่ทัพกู้ พวกเราแยกทางกันเถิด ตำแหน่งฮูหยินเอกของเจ้าข้าไม่ต้องการ!”

ในยุคสมัยนี้ ส่วนมากเป็นฝ่ายชายที่หย่าฝ่ายหญิง การแยกทาง นับเป็นการหย่าร้างที่เสมอภาค แทบถือได้ว่าเป็นฝ่ายหญิงที่หย่าฝ่ายชาย…

กู้เซี่ยเทียนกลับนึกว่านางแค่พูดออกมาด้วยความโกรธ รู้สึกว่านางหยามเกียรติแม่ทัพใหญ่ผู้น่าเกรงขามเช่นเขา เขาไม่ใส่ใจหลัวซิงหลาน เพียงสั่งการสาวใช้ที่อยู่รอบๆ อย่างเย็นชาว่า “ฮูหยินเป็นโรคทางใจแล้ว! ส่งนางกลับเรือน!”

จากนั้นพาเหลิ่งเซียงอวี้สาวเท้าจากไป

ลำนำบุปผาพิษ 295

บทที่ 295

เหตุใดเจ้าไม่มาพบข้า?

ไม่ถูกสิ? นางรักลูกชายหญิงยิ่งชีพ หากนางไม่ตายก็น่าจะกลับมาตั้งนานแล้ว อย่างน้อยก็คงกลับมาเยี่ยมเยือนบุตรสาวที่ถูกข่มเหงรังแกอย่างหนักหน่วง หรือนำตัวบุตรสาวจากไปเสียเลย!

ต้องทราบก่อนว่า หลายปีที่ผ่านมากู้ซีจิ่วคนเดิมใช้ชีวิตอยู่ในเรือนผุพังทรุดโทรม แม้แต่สาวใช้ข้างกายสักคนก็ไม่มี ถ้าคิดจะพาจากไปก็ง่ายดายยิ่ง!

หรือยังมีเส้นสนกลในอื่นในเรื่องนี้อยู่?

เธอเคาะเตียงเบาๆ พลางครุ่นคิด

………………………….

จันทร์นวลกระจ่าง สายลมเย็นฉ่ำ เรือนหลังเล็กเงียบวังเวง

กู้เซี่ยเทียนมาเยือนเรือนเล็กที่เคยกักบริเวณหลัวซิงหลานในปีนั้นอีกครั้ง คืนนี้เขาหลับไม่ลง!

เมื่อครู่เขาไปเยี่ยมเหลิงเซียงอวี้ เหลิ่งเซียงอวี้ผมเผ้ายาวสยาย ในระยะเวลาสามวันกลับเปลี่ยนแปลงไปมาก พอเห็นเขาก็ทำราวกับพบผู้ช่วยชีวิต ยึดแขนเสื้อเขาไว้ไม่ให้เขาจากไป ไม่ให้ทอดทิ้งนางไว้ในเรือนโทรมๆ เพียงลำพัง มิฉะนั้นวิญญาณหลัวซิงหลานจะมาหานาง นางร้องไห้นํ้ามูกนํ้าตาไหล ภาพลักษณ์สูญสิ้น ทำให้กู้เซี่ยเทียนเอือมระอาอย่างยิ่ง ดึงแขนเสื้อตนกลับแล้วสะบัดหน้าจากมา เพียงสั่งให้เรียกหมอมาสักคน จัดยาสงบจิตให้นางสงบลง อย่าให้ร้องไห้โหยหวนอีก…

หลายวันมานี้กู้เซี่ยเทียนมิได้ไปพำนักกับอนุคนอื่นเลย อยู่ที่เรือนเล็กหลังนี้ตลอด

บางทีมีแต่อยู่ที่นี่ เขาถึงจะหาข้าวของที่เชื่อมโยงกับหลัวซิงหลานได้รางๆ รู้สึกว่าความจริงแล้วนางไม่ได้จากไปไหนไกล

“ซิงเอ๋อร์เจ้ากลับมาแล้วใช่ไหม? เหตุใดเจ้าไม่มาพบข้า? อันที่จริง ข้ารอคอยเจ้ามานานหลายปีแล้ว อยากพบหน้าเจ้าอีกครั้งมาโดยตลอด ได้พบหน้าแม้เพียงในฝันก็ยังดี แต่เจ้าก็ไม่เคยมาเลย ไม่อนุญาตข้าแม้แต่จะฝันสักครั้ง…”

กู้เซี่ยเทียนถอนหายใจหนักหน่วง ในใจค่อนข้างสับสนว้าวุ่น ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเดินจากมา…

กู้ซีจิ่วเพิ่งจะสะสมความง่วงงุนได้เล็กน้อย สาวใช้ด้านนอกก็กล่าวรายงาน “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพมาเจ้าค่ะ ต้องการพบท่าน…”

เดิมทีกู้ซีจิ่วไม่อยากพบ แต่ต่อมาในใจรู้สึกบางอย่างจึงลุกขึ้น สั่งให้คนเชิญท่านแม่ทัพเข้ามา

หลังจากกู้เซี่ยเทียนเข้ามาก็นั่งซดชาอย่างเป็นเอาตายอยู่ตรงนั้น ทำให้กู้ซีจิ่วอดสงสัยไม่ได้ว่าเขารู้สึกกระหายเลยแวะมาละเลียดชาที่นี่ ขณะที่ใคร่ครวญจุดประสงค์ของเขาอยู่ กู้เซี่ยเทียนพลันเปิดปากเอ่ย “จิ่วเอ๋อร์เจ้าอยากรู้เรื่องราวในปีนั้นของพ่อกับแม่เจ้าหรือไม่?”

กู้ซีจิ่วตะลึงงัน

ที่แท้ท่านแม่ทัพผู้นี้มิได้มาละเลียดชา แต่มาเพื่อปรับทุกข์…

เดิมทีกู้ซีจิ่วไม่อยากเป็นถังขยะปรับทุกข์ของเขา แต่ความสนใจใคร่รู้เรื่องราวของหลัวซิงหลานมีมากกว่า ดังนั้นเธอจึงรินชาให้เขาถ้วยหนึ่ง ยื่นถึงมือเขา “เชิญเลย เล่าเถิด”

ด้วยเหตุนี้ กู้เซี่ยเทียนผู้กลัดกลุ้มสุมทรวงไร้ที่ระบายก็หาที่ระบายได้ในที่สุด เล่าเรื่องราวหนหลังเหล่านั้นออกมาจนหมดเปลือก

กู้เซี่ยเทียนเกิดในเขตการค้า ยามเล็กครอบครัวยากจน รักการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก กลายเป็นนักเลงอยู่ข้างถนน ต่อมาต่อยตีกับนักเลงคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บ หวิดจะถูกตีจนตาย ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานถูกจอมยุทธ์หญิงผู้หนึ่งที่ผ่านทางมาช่วยเหลือเอาไว้ จอมยุทธ์หญิงผู้นี้ก็คือมารดาของกู้ซีจิ่ว…หลัวซิงหลาน

หลัวซิงหลานเป็นบุตรสาวครอบครัวชาวยุทธ์ สดใสไร้เดียงสา เด็ดขาดร้อนแรง กู้เซี่ยเทียนตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็น เริ่มตามตื้ออย่างแข็งขัน ในที่สุดก็ชนะใจสาวงามได้ ทำให้หลัวซิงหลานตัด ขาดกับครอบครัวที่คัดค้านการแต่งงานครั้งนี้อย่างไม่ลังเล มุ่งมั่นจะแต่งให้แก่เขาอย่างไม่หันหลังกลับ กลายเป็นเรื่องราวที่สวยงาม

หลัวซิงหลานถ่ายทอดวรยุทธ์ประจำตระกูลแก่กู้เซี่ยเทียนโดยไม่หวงแหนไว้ กู้เซี่ยเทียนมีพรสวรรค์ด้านนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

เพียงระยะเวลาไม่กี่ปี เขาร่ำเรียนวรยุทธ์ทั้งหมดจนเก่งกาจกว่าผู้สอน ลํ้าเลิศยิ่งกว่าหลัวซิงหลาน

เมื่อวรยุทธ์สูงส่ง เขาก็พร้อมลงสนามต่อสู้ ประกอบกับหลัวซิงหลานมีเส้นสายอยู่บ้างจึงช่วยปูทางให้เขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จเร็วกว่าผู้อื่น ในระยะเวลาสิบปี จากองครักษ์นายหนึ่งก็กลายเป็นแม่ทัพใหญ่…

ลำนำบุปผาพิษ 294

บทที่ 294

ชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน

กู้เทียนเฉาบุตรชายของนางออกไปทำธุระต่างถิ่น หากเป็นตอนที่เขาอยู่บ้านคงดีกว่านี้

ชะตาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ในที่สุดก็ถึงคราวนางลิ่มรสความทุกข์ตรมที่หลัวซิงหลานได้รับในปีนั้นแล้ว

ที่แตกต่างกันก็คือ ตอนนั้นกู้เซี่ยเทียนรักหลัวซิงหลานอยู่ตลอด เหตุผลที่กักบริเวณนางคืออยากให้นางรู้จักเชื่อฟังว่าง่าย ในใจยังคงใส่ใจนางอยู่

ต่อให้อยู่กับเหลิ่งเซียงอวี้ ในฝันก็ยังเพรียกหานามของหลัวซิงหลานเป็นครั้งคราว กล่าวว่า ‘ซิงเอ๋อร์ขอเพียงเจ้ายอมก้มหัวให้ข้า ข้าก็จะปล่อยเจ้าออกมาทันที’ เช่นนี้ ทำให้เหลิ่งเซียงอวี้ไนยามนั้นลอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเกลียดแค้นชิงชัง

แต่เหลิ่งเซียงอวี้ที่ถูกกักบริเวณในยามนี้ กู้เซี่ยเทียนไม่ได้รักนางเลยสักนิด สายตาที่มองนางเต็มไปด้วยความรังเกียจ…

ตกดึก เหลิ่งเซียงอวี้นั่งปล่อยผมสยายอยู่บนเตียงเล็กๆ ของตน เป็นอีกหนึ่งคืนที่หลับไม่ลง นางนอนไม่หลับมาโดยตลอด

“หลัวซิงหลาน ยามนี้เจ้าคงมองแล้วหัวเราะเยาะอยู่กระมัง?! วิญญาณเจ้าที่อยู่ในปรภพคงดีใจมากสินะ?! เจ้าดีใจแล้วอย่างไรเล่า? เป็นข้าที่ครอบครองเขามาแล้วยี่สิบกว่าปี แต่เจ้า…เจ้าอยู่ข้างกายเขาไม่ถึงสิบปี…เขาเป็นของข้า! และไม่มีทางเปลี่ยนกลับไปเป็นของเจ้าอีก ภายภาคหน้าลูกชายของข้าจะได้เป็นเจ้าของจวนแม่ทัพ แต่ลูกชายเจ้ากลับหนีเข้าป่าทมิฬหายสาบสูญไปแล้ว…ไม่สิ เขาต้องตายแล้วแน่ๆ กลายเป็นปุ๋ยต้นไม้ไปนานแล้ว คนเก่าคนแก่ ของกู้เซี่ยเทียนตามหาตั้งเนิ่นนานปี แม้แต่กระดูกของเขาก็ยังหากลับมาไม่ได้เลย ฮ่าๆๆ เขาตายแล้ว!ข้าถูกคุมขังไว้ที่นี่แล้วอย่างไรเล่า? รอจนลูกชายข้ากลับก็จะรีบมาปล่อยข้าออกไปทันที จวนแม่ทัพแห่งนี้ยังอยู่ในเงื้อมมือข้าเหลิ่งเซียงอวี้…”

แรกเริ่มนางพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ประโยคหลังๆ กลับเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็หัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

มีเสียงดัง ‘ตึง’ เบาๆ ลอดเข้ามาจากหน้าต่าง มีลมพัดบานหน้าต่างที่ปิดงับไว้จนอ้าออกครึ่งหนึ่ง เหลิ่งเซียงอวี้หันมองด้านนอกแวบหนึ่ง ร่างกายพลันแข็งค้าง!

ความมืดมิดยามราตรีดั่งผืนผ้าม่าน แสงจันทร์เสี้ยวส่องสลัว บนศาลาเล็กในสวนของนาง สตรีชุดแดงนางหนึ่งยืนลอยละล่องอยู่…

“อ๋า…” เหลิงเซียงอวี้กรีดร้องเสียงแหลมบาดหู “ผีหลอก…”

……………………..

เสียงกรีดร้องของเหลิงเซียงอวี้สะเทือนไปทั่วทิศ ดังกังวานทั้งจวนแม่ทัพ กู้ซีจิ่วที่เพิ่งจะเข้านอนสะดุ้งตื่นขึ้นมา

เธอเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าด้านนอกค่อนข้างอลหม่านวุ่นวาย เธอหยิบเสื้อคลุมมาสวม สั่งสาวใช้ที่อยู่ด้านนอก ให้ไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผ่านไปครู่หนึ่งสาวใช้ก็กลับมารายงาน กล่าวว่าเหลิ่งเซียงอวี้ที่ถูกคุมขังไว้ในเรือนอื่นไม่รู้ว่าตกใจอะไร กรีดร้องอย่างคลุมคลั่งไม่หยุด เรียกชื่อหลัวฮูหยินอยู่ตลอด แถมยังบอกว่ามีผี…

เมื่อสาวใช้คนนั้นกล่าวถึงช่วงสุดท้ายก็อดคาดเดาไม่ได้ “คุณหนู ท่านว่าวิญญาณหลัวฮูหยินมาเอาชีวิตนางจริงหรือไม่เจ้าคะ?”

กู้ซีจิ่วหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร

ตอนกู้ซีจิ่วอายุได้ขวบกว่า หลัวซิงหลานก็กระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาเรื่องของหลัวซิงหลานก็กลายเป็นสิ่งต้องห้ามของจวนแม่ทัพ ไม่มีผู้ใดกล้ารื้อฟื้น

ดังนั้นความทรงจำเกี่ยวกับมารดาของกู้ซีจิ่วคนเดิมจึงน้อยนิดจนน่าเวทนา แทบไม่มือยู่เลย

เมื่อกู้ซีจิ่วมารับช่วงต่อร่างนี้ย่อมได้รับความทรงจำของนางมาด้วย เรื่องของหลัวซิงหลานที่เธอทราบห่างไกลจากคำว่าฉาบฉวยด้วยซ้ำ เพียงแต่เธอก็คร้านจะไปสืบเสาะหาความจริงแล้ว

ในมุมมองของเธอ รู้สึกว่าคงจะเกิดเรื่องราวชิงรักหักสวาทที่ค่อนข้างโหดร้ายขึ้น และหลัวซิงหลานคือผู้แพ้…

เพียงแต่เธอค่อนข้างดูแคลนเรื่องที่กล่าวว่าวิญญาณตามเอาชีวิต หลัวซิงหลานตายไปสิบกว่าปีแล้ว หากนางเกลียดแค้นเหลิ่งเซียงอวี้ต้องการมาเอาชีวิตจริงๆ ก็คงมาตั้งนานแล้ว ไม่รอถึงสิบกว่าปีหรอก…

กู้ซีจิ่วสอดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่ม ครุ่นคิดเล็กน้อย หัวใจพลันเต้นแรง!

หรือว่าหลัวซิงหลานยังไม่ตาย?!

ในที่สุดนางก็กลับมาแล้วหรือ?

……………………….

[1] กระจกร้าวหวนประสาน หมายถึง สามีภรรยาที่เลิกรากันแล้วหวนกลับมาคืนดี

[2] ปลามองหาปลา กุ้งมองหากุ้ง คางคกมองหากบ อุปมาถึง คนประเภทเดียวกันจะอยู่ร่วมกัน

ลำนำบุปผาพิษ 293

บทที่ 293

กระจกร้าวหวนประสานก็เป็นแค่นิทานเรื่องหนึ่ง

สตรีชุดแดงน้ำเสียงเฉยเมย “ข้ากับเขาไม่จำเป็นต้องพบกันอีกแล้ว”

กระจกร้าวหวนประสาน[1]ก็เป็นแค่นิทานเรื่องหนึ่ง แต่มิใช่กระจกร้าวทุกบานล้วนหวนประสานได้ หลายสิ่งหลายอย่างเมื่อพลาดพลั้งแล้วไม่อาจหวนกลับไปได้อีก

“พอเห็นสตรีนางนั้นยึดครองตำแหน่งของท่านแล้วยังกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ช่างชวนให้ไม่สบอารมณ์จริงๆ!” เด็กสาวชุดเขียว คับข้องขุ่นเคือง

สตรีชุดแดงนางนั้นราวกับเปล่งแสงจางๆ ไม่ตอบสนองต่อคำพูดของเด็กสาวชุดเขียวอีก

“หัวหน้าไม่แยแสตำแหน่งนั้นหรอก!” เด็กสาวอีกคนหยักยิ้มบางๆ “คนผู้นั้นไม่คู่ควรกับท่าน!”

“ก็ถูก หัวหน้าใส่ใจเพียงคุณหนูซีจิ่ว น่าเสียดายที่เมื่อก่อนหัวหน้าสูญเสียความจำ มิเช่นนั้นไหนเลยจะปล่อยให้คุณหนูซีจิ่วต้องทนทุกข์ทรมานเนิ่นนานปีเช่นนี้…”

สตรีชุดแดงยกมือขึ้น ยับยั้งเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กสาวทั้งสอง “เหตุใดพวกเจ้าพูดมากถึงเพียงนี้? เรื่องที่ข้าให้พวกเจ้าไปจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?”

“เรียบร้อยหมดแล้วเจ้าค่ะ”

สตรีชุดแดงนางนั้นพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันหลัง “เช่นนั้นพวกเราไปกันเถิด!”

เงาร่างทั้งสามแวบจากไปราวกับสายฟ้า

…………………………..

เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านพ้นไปสามวันแล้ว ในสามวันมานี้มีผู้คนแห่แหนมาเยี่ยมเยือนจวนแม่ทัพไม่ขาดสาย เหล่าขุนนางและองค์ชายในรัชสมัยนี้เอย ครอบครัวตระกูลขุนนางเอย พระชายาเอย ล้วนพากันมาเยี่ยมเยือนที่นี่ จวนแม่ทัพคึกคักอย่างยิ่ง

คนเหล่านี้ย่อมมาเยี่ยมเยือนกู้ซีจิ่ว แต่กู้ซีจิ่วคร้านจะต้อนรับขับสู้คนเหล่านี้ จึงไม่ออกมาพบปะผู้ใดโดยอ้างเหตุผลว่าสุขภาพไม่สู้ดี

หลังจากเหลิ่งเซียงอวี้กลับถึงจวน กู้เซี่ยเทียนให้เหตุผลว่านางสั่งสอนอบรมบุตรสาวไม่ดี นำนางไปคุมขังกักบริเวณไว้ในเรือนเล็กที่เงียบเหงาวังเวงหลังหนึ่ง

ถึงแม้จะไม่ได้ถอดถอนตำแหน่งฮูหยินด้วยเห็นแก่หน้าบุตรชาย แต่ก็ยึดสิทธิ์การดูแลจัดการเรื่องในบ้านของนางทั้งหมด แล้วเลื่อนให้อนุนางหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับกู้ซีจิ่วขึ้นมาดูแลจัดการ เรื่องเหล่านี้

เนื่องจากครอบครัวตระกูลขุนนางเหล่านั้นมาเยือนที่นี่ ย่อมไม่อาจให้ผู้ที่มีฐานะเป็นอนุภรรยามารับรองได้ กู้เซี่ยเทียนจึงเลื่อนขั้นให้อนุผู้นั้นมีฐานะฮูหยินเทียบเท่าเหลิ่งเซียงอวี้ ให้นางออกหน้าพูดคุย รับรองครอบครัวตระกูลขุนนางเหล่านั้นได้โดยไม่ผิดธรรมเนียม ถึงยามนี้ ในที่สุดเหล่าอนุของกู้เซี่ยเทียนก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ใครคือผู้ที่ควรประจบเอาใจที่สุดในจวนแม่ทัพ จึงมีนํ้าใจไมตรีจิตต่อกู้ซีจิ่วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

หากมิใช่กู้เซี่ยเทียนสั่งห้ามมิให้ผู้ใดไปรบกวนกู้ซีจิ่วโดยพลการ คนเหล่านี้คงทนรอแเทบไม่ไหวที่จะไปทักทายนางตั้งแต่เช้าตรู่

ถึงแม้เหลิ่งเซียงอวี้ยังครองตำแหน่งฮูหยินไว้ได้ แต่ก็ถูกหมางเมินโดยสิ้นเชิง ถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนนั้น สาวใช้ข้างกายก็ไม่ใช่คนสนิทของนาง แต่เป็นสาวใช้อาวุโสนางหนึ่ง

ปีนั้นสาวใช้อาวุโสนางนี้ถูกเหลิ่งเซียงอวี้ส่งคนไปทุบตีจนขาเกือบหักเนื่องจากทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อย จนถึงปัจจุบันแข้งขาก็ไม่คล่องแคล่วเหมือนก่อนแล้ว ยามนี้ต้องมารับใช้นางย่อมไม่เต็มอก เต็มใจ ทำให้อาหารของเหลิ่งเซียงอวี้ร้อนจนแทบกินไม่ได้…

ตามทีสุภาษิตกล่าวเอาไว้ ปลามองหาปลา กุ้งมองหากุ้ง คางคกมองหากบ[2]

ปีนั้นหลังจากเหลิงเซียงอวี้ขึ้นเป็นฮูหยินก็เปลี่ยนคนดูแลในจวนทั้งหมดให้เป็นคนของนางเอง

ตัวนางก็เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกผู้หนึ่ง ผู้ดูแลที่นางเปลี่ยนเข้ามาเหล่านั้นก็นิสัยไม่ต่างกับนาง ต่อหน้าดีลับหลังร้าย บูชาผู้สูงส่ง เหยียบย่ำผู้ตกต่ำ ปรับตัวไปตามสถานการณ์ได้เก่งกาจยิ่ง

ยามนางมีอำนาจคนเหล่านี้ก็ยำเกรงประจบสอพลออยู่ตลอด บัดนี้ พอนางสูญเสียอำนาจ คนเหล่านี้ก็เหยียบย่ำซ้ำเติมนางอย่างร้ายกาจยิ่ง สำรับอาหารที่เตรียมไว้ให้นางแย่ยิ่งกว่าข้ารับใช้ธรรมดาด้วยซ้ำ ถึงขั้นบูดเน่าเย็นชืด…

ปีนั้นยามที่หลัวซิงหลานถูกหมางเมินและถูกกักบริเวณ ถึงแม้เหลิ่งเซียงอวี้จะลอบสั่งให้ผู้ดูแลเหล่านั้นทารุณนาง แต่ก็ยังมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ภักดีบางส่วนแอบส่งเสื้อผ้าอาหารให้

แต่เหลิ่งเซียงอวี้ที่ถูกคุมขังในยามนี้ ไม่มีใครแอบมาเยี่ยมนางเลยสักคน อ้างว้างอย่างยิ่ง

ลำนำบุปผาพิษ 292

บทที่ 292

เจ้าเรียกบ้าอะไร?!

สตรีชุดแดงนางนั้นยืนอยู่ที่นั่น ราวกับกำลังมองนางอย่างเย็นชา… ฝ่าเท้าเหลิ่งเซียงอวี้พลันลื่นไถล หล่นลงมาจากรถเสียงดังตึง! แทบจะเหมือนสุนัขที่ล้มคลุกฝุ่น!

“ฮูหยิน!” สาวใช้รีบเข้ามาประคองนาง “ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

เหลิ่งเซียงอวี้ก็มีวรยุทธ์ ถึงจะเป็นเพียงหมัดเท้าปักบุปผา[1] แต่ยามเดินเหินปกติก็กระฉับกระเฉงว่องไว เป็นครั้งแรกที่ผู้คนเห็นนาง หล่นลงมาจากรกม้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เหลิ่งเซียงอวี้หน้าซีดเผือด โพล่งออกมาชื่อหนึ่ง “หลัวซิงหลาน!”

เสียงนางแหลมสูง ถึงขั้นแหลมเสียดหู ทำให้ฝูงชนสะดุ้งตัวโยน

นางไม่สนใจสภาพทุลักทุเล เงยหน้ามองไปยังทิศทางนั้นทันที

ฝูงชนงงงัน…

สายตาของพวกเขาย่อมมองตามนางไปยังทิศทางนั้น แต่ก็ไม่พบเห็นอะไร ตรงนั้นมีเพียงกลุ่มคนที่สัญจรผ่านไปมา

เหลิ่งเซียงอวี้ก็มองไม่เห็นสตรีชุดแดงนางนั้นแล้ว จึงทำให้นางอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าเดิม

นี่คือวิญญาณพยาบาทของหลัวซิงหลานที่มาหานางเพื่อทวงแค้นหรือ?

ขณะที่จิตใจนางกำลังกระสับกระส่าย จู่ๆ สาวใช้ข้างกายก็คุกเข่ากันหมด “ท่านแม่ทัพ!”

เหลิ่งเซียงอวี้สะดุ้งโหยง ยังไม่ทันได้เงยหน้าก็ถูกคนดึงคอเสื้อขึ้น

“เจ้าเรียกบ้าอะไร?!” น้ำเสียงแข็งขันทรงพลัง ทั้งยังแฝงความเกรี้ยวกราดไว้ เป็นเสียงของกู้เซี่ยเทียน

จะอย่างไรเหลิ่งเซียงอวี้ก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะย้อนกลับมา นางเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นตระหนก พูดโพล่งว่า “ท่านแม่ทัพ…น้องเห็น นาง…”

“นาง? ใคร?” นํ้าเสียงกู้เซี่ยเทียนเร่งเร้า

ในที่สุดเหลิ่งเซียงอวี้ก็ได้สติ ตอบเสียงอ่อยว่า “นะ…น้องน่าจะมองผิดไป…”

“ข้าผู้เป็นแม่ทัพถามว่าเจ้าเห็นใคร?! หลัวซิงหลานหรือ? เมื่อกี้เจ้าเรียกชื่อนาง…”

กู้เซี่ยเทียนกวาดตามองรอบด้าน มองออกไปไกลเท่าที่สายตาจะมองได้ ก็ไม่เห็นเงาร่างใดที่คล้ายคลึงกับสตรีผู้นั้น

แววตาเหลิ่งเซียงอวี้วูบไหวเล็กน้อย รีบปฏิเสธทันที “น้องคงตาฝาด จำคนผิด พี่หลัวไปนานแล้ว…จากโลกไปนานแล้ว จะปรากฏตัวอีกได้อย่างไร…”

กู้เซี่ยเทียนมองสภาพทุลักทุเลของนางอยู่พักหนึ่ง ยังไม่ยอมถอดใจ “จำคนผิดหรือ? คนผู้นั้นอยู่ที่ใด? แต่งกายเช่นไร?” ซ้ำยังมองสาวใช้ที่อยู่ด้านซ้ายและด้านขวา “พวกเจ้าเห็นหรือไม่?”

เหล่าข้ารับใช้ย่อมส่ายหน้า พวกนางก็ไม่เห็นอะไรเลยสักนิด อีกอย่างพวกนางเข้าตระกูลกู้มาภายหลัง เคยได้ยินเพียงชื่อของหลัวซิงหลานเท่านั้น ไม่เคยเห็นตัวคน ต่อให้เดินอยู่ตรงหน้าก็ไม่แน่ว่าจะรู้จัก…

เหลิ่งเซียงอวี้ย่อมไม่ยอมรับ ตอบอย่างขอไปทีสองประโยคแค่ว่า เห็นเรือนร่างที่คล้ายคลึงเพียงแวบเดียวเท่านั้น ความจริงอาจไม่ใช่เช่นนี้…

สายตาที่แต่เดิมลุกโชติช่วงดุจเปลวไฟคุโชนของกู้เซี่ยเทียนพลันมืดสลัวลง ปล่อยมือจากเหลิ่งเซียงอวี้ แล้วหันหลังจากไป

เดิมทีเขาคิดจะสั่งการให้ผู้คุ้มกันข้างกายไปค้นหาตามถนนสายต่างๆ แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าผู้คุ้มกันเหล่านี้ก็มิใช่ผู้คุ้มกันเดิมแล้ว พวกเขาย่อมไม่รู้จักสตรีผู้นั้น…

เขายังไม่ถอดใจ เดินวนเวียนรอบถนนสายต่างๆ ราวกับตนเป็นแมลงวันหัวขาดก็มิปาน อย่าว่าแต่หลัวซิงหลานเลย แม้แต่เงาร่างที่คล้ายคลึงสักร่างก็ไม่เห็น

เขายืนคอตกอยู่บนถนนใหญ่ สายลมฤดูใบไม้ร่วงอันหนาวเหน็บพัดโชย จิตใจของเขาก็เหน็บหนาวเฉกเช่นสายลมฤดูใบไม้ร่วงนี้

“อาซิง ลูกสาวของพวกเรามือนาคตสดใสยิ่ง แต่นางก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ใหญ่มหันต์เจ้าไม่คิดจะมาเยี่ยมบ้างหรือ?” เขากระซิบกับความว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดเอ่ยตอบ

เขายืนอยู่สักครู่ถึงจากไปอย่างห่อเหี่ยว แผ่นหลังนั้นดูอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน

………………………….

บนสันหลังคาสูงที่อยู่ห่างไปไม่ไกล สตรีชุดแดงนางหนึ่งยืนท้าลมอยู่ สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดแพรโปร่งบางบนหมวกม่านของนางปลิวไสว นางหันหน้าไปยังทิศทางที่กู้เซี่ยเทียนจากไป นิ่งเงียบราวกับรูปปั้น

“หัวหน้า ท่านไม่ลงไปพบเขาหรือเจ้าคะ?” มีดรุณีน้อยอาภรณ์เขียวสองคนยืนอยู่ข้างกายนาง มองไปทางทิศนั้นเช่นกัน เด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

……………………………..

[1] หมัดเท้าปักบุปผา หมายถึง เพลงมวยที่สวยแต่กระบวนท่า ทว่าใช้การจริงไม่ได้

ลำนำบุปผาพิษ 291

บทที่ 291

ถูกผู้อื่นใช้เป็นเครื่องมือ!

จักรพรรดิซวนสั่งการทันที “กู้เทียนอีตระกูลกู้ใม่คำนึงถึงสายสัมพันธ์ครอบครัว ใส่ร้ายบุตรสาวสายหลัก ลอบชักจูงผู้อื่นให้ดูหมิ่นลูกศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ ต้องลงโทษถึงจะสยบความขุ่นเคืองของปวงประชาได้ ใครก็ได้ นำตัวกู้เทียนอีไปตัดลิ้น กรีดหน้า ทำลายวรยุทธ์ สะบั้นเส้นเอ็น เนรเทศไปที่ราบเหมันต์ คนที่เหลือ นำไปตัดลิ้นให้หมด แล้วขับไล่ออกจากเมือง ห้ามกลับเข้าเมืองหลวงแม้แต่ก้าวเดียวชั่วชีวิต”

มีเสียงตอบรับเสียงดังสนั่นจากกองทหารองครักษ์ว่า ‘พะย่ะค่ะ’

แล้วเข้ามาลากคนไป…

กู้เทียนอีตกใจกลัวจนขวัญกระเจิง นางอยากขอความเมตตาอีกครั้ง แต่จนปัญญาว่าทหารองครักษ์ที่คุมตัวนางอยู่ไม่ยอมมอบโอกาสนี้ให้ ใช้ผ้าขี้ริ้วยัดปากนาง แล้วคุมตัวไปทันที

ฉากการเชือดไก่ให้ลิงดูนี้ได้ผลยิ่งนัก ผู้ชมด้านล่างทุกคนที่เคยผสมโรงโวยวายด่าทอกู้ซีจิ่วรู้สึกเสยวหลังคอขึ้นมา ไม่กล้าพูดต่อสักคำ

งานทดสอบจึงปิดฉากลงเช่นนี้ ตอนที่กู้ซีจิ่วจะลงจากแท่น เมื่อเดินผ่านข้างกายเชียนเยวี่ยหร่านก็กล่าวลอยๆ ประโยคหนึ่ง “ท่านต้องพิษกู่แล้ว”

เชียนเยวี่ยหร่านตัวแข็งทื่อ เอ่ยถามอย่างห้ามไม่ได้ “อ…อะไรนะ?”

กู้ซีจิ่วแย้มยิ้ม ไม่พูดอะไรต่อ หันหลังจากไป

เชียนเยวี่ยหร่านตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง พลันถูกคนตบบ่าเบาๆ นํ้าเสียงเอื่อยเฉื่อยของตี้ฝูอีดังขึ้น “ข้าบอกแล้วว่ามีนํ้าเข้าสมองเจ้า ถ้าเจ้ายังไม่เชื่อ กลับไปก็ลองตรวจสอบดูเถิด!”

เชียนเยวี่ยหร่านพูดไม่ออก

ในเมื่อเขาเป็นศิษย์สวรรค์เบื้องบน ทั้งยังควบตำแหน่งเจ้าสำนักแห่งหนึ่ง การหยั่งรู้ฝึกฝนย่อมไม่ธรรมดาสามัญ เขาตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกถึงพฤติกรรมโง่เง่าก่อนหน้านี้ของตนขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ เข้าใจแจ่มแจ้ง!

ที่แท้ตนติดกับของผู้อื่นเสียแล้ว! ถูกผู้อื่นใช้เป็นเครื่องมือ!

เขาครุ่นคิดอยู่สักครู่ บนโลกนี้มีกู่อยู่ไม่มากที่สามารถบงการเขาชั่วคราวโดยไม่ให้เขารู้สึกตัวได้

กู่สำเนียงวารี!

กู่สำเนียงวารีนี้สามารถเข้าสู่สมองคนผ่านทางเส้นเลือด ควบคุมความคิดบางส่วนของคนได้ ทำให้พูดสิ่งที่ไม่พูดในยามปกติ!

นิ้วมือเขาพลันกำแน่น!

ไอ้บัดซบคนไหนที่กล้ามาบงการเขา?!

วางกู่ชนิดนี้ใส่โดยที่เขาไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้อย่างไร?!

บนโลกนี้มีปรมาจารย์กู่มือฉมังอยู่ไม่มาก ประมาณพันคนเท่านั้น แต่พันคนนี้ล้วนสามารถใช้ ‘กู่สำเนียงวารี’ นี้ได้!

ถ้าเขาต้องการตรวจสอบย่อมเป็นการงมเข็มในมหาสมุทรอย่างแน่นอน…

เหลิ่งเซียงอวี้ก็ลงจากแท่นรับชมพร้อมกับฝูงชนอย่างตะลึงพรึงเพริด ผู้ที่อยู่ร่วมแท่นรับชมเยาะเย้ยถากถางนาง แต่ดูเหมือนนางจะไม่ได้ยิน รู้สึกเพียงว่าแข้งขาอ่อนแรงกะทันหัน แทบจะยืนไม่อยู่

เมื่อพบหน้ากู้เซี่ยเทียน ก็เกือบเซปะทะอกเขาแล้ว!

แข้งขานางอ่อนยิ่งกว่าเดิม ทรุดเข่าลงตามสัญชาตญาณ “ท่านแม่ทัพ!”

เมื่อกู้เซี่ยเทียนเห็นนาง ความโกรธเกรี้ยวก็พลุ่งพล่าน!

เรื่องที่เกิดกับบุตรสาวคนแล้วคนเล่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหลิ่งเซียงอวี้ภรรยาผู้นี้อย่างยิ่ง!

หากมิใช่นางเสี้ยมสอนจนเสียคน นิสัยใจคอกู้เทียนอีจะเป็นเช่นนี้หรือ?

กู้เทียนฉิงจะกระทำเรื่องอื้อฉาวเช่นนั้นหรือ?

หากมิใช่อยู่ต่อหน้าผู้คน กู้เซี่ยเทียนคงปรี่เข้าไปตบปากฉาดใหญ่แล้ว! ยามนี้เขาสะบัดแขนเสื้อ “กลับบ้านแล้วค่อยคิดบัญชีกับเจ้า!”

จากนั้นสะบัดหน้าก้าวขึ้นรถม้าของตน ไม่สนใจเหลิ่งเซียงอวี้ที่ตะลึงอยู่ตรงนั้น สั่งให้สารถีลงแส้ออกรถจากไปทันที

เหลิ่งเซียงอวี้ตะลึงพรึงเพริดกว่าเดิม วันนี้นางร่วมทางมากับเหล่าบุตรสาว มีรถม้าของตนเอง

ในบรรดาบุตรสาวอนุ กู้เทียนอีที่ใกล้ชิดกับนางจากไปจริงๆ แล้ว บุตรอนุคนอื่นๆ ก็ยิ่งเหินห่างกับนางมากขึ้นเรื่อยๆ

ขาของนางอ่อนแรงยิ่งนัก แต่กู้เทียนอีถูกจับไปแล้ว บุตรสาวคนอื่นไม่มีทีท่าจะช่วยพยุงนางเลย กลับยืนมองนางแล้วหัวเราะเยาะอยู่ไม่ไกล

นางก้าวขึ้นรถม้าของตัวเองด้วยขาอันสั่นเทา ขณะที่เหลือบตามองโดยมิได้ตั้งใจ ร่างกายพลันแข็งที่อราวกับถูกฟ้าผ่า!

ใด้ชายคาหลังหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกล สตรีชุดแดงนางนั้นปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง!

ยังคงแต่งกายด้วยชุดเดิม บนศีรษะสวมหมวกม่านแพร ทำให้มองไม่เห็นใบหน้า

ลำนำบุปผาพิษ 290

บทที่ 290

กฎบ้าน? กฎเมือง?

ตี้ฝูอียิ้มบางๆ “เจ้าต้องการขอความเมตตาให้นางหรือ?”

คำพูดเรียบง่ายที่เขาเอ่ยออกมาทำให้รู้สึกเสียวสันหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุ

กู้เซี่ยเทียนกัดฟันโขกศีรษะ “ผู้’เฒ่ามิได้จะขอความเมตตาให้นาง นางด่าทอน้องสาวตัวเอง ไม่คำนึงถึงสายโลหิตเดียวกันเลยแม้แต่น้อย ผู้เฒ่าอยากสั่งสอนนางด้วยตัวเอง…”

“ตามสบาย” ตี้ฝูอีกล่าวสองคำ

กู้เซี่ยเทียนหันไปกล่าวขออภัยจักรพรรดิซวน แล้วกระโดดลงจากแท่นมาเบื้องหน้ากู้เทียนอี ไม่รอให้นางกล่าวอันใด ก็ตบปากนาง จนเกิดเสียงเพี๊ยะเป็นอันดับแรก “เจ้ามันสารเลว ซีจิ่วเป็นน้องสาวเจ้า เจ้าไม่คำนึงถึงสัมพันธ์พี่น้องสักนิด ด่าทอนางถึงเพียงนี้ ตนเองด่าทอยังไม่พอ ยังจะลากผู้อื่นมาด่าด้วย!”

เขาเป็นแม่ทัพบัญชาการ อีกทั้งใส่เรี่ยวแรงเข้าไปจริงๆ เมื่อตบปากเสร็จ ใบหน้าสะสวยของกู้เทียนอีจึงดูไม่ได้เลย ทั้งบวมทั้งแดง โลหิตไหลรินจากมุมปาก

นี่ยังไม่นับว่าจบ เมื่อกู้เซี่ยเทียนตบปากเสร็จก็เตะซ้ำอีก เตะนางกระเด็นออกไป กระดูกซี่โครงหักท่อนหนึ่ง

ครั้งนี้นางลุกไม่ขึ้นแล้วจริงๆ หมอบอยู่บนพื้นร้องไห้สะอึกสะอื้น กล่าวซ้ำๆ ว่าตนทราบความผิดแล้ว…

กู้เซี่ยเทียนกล่าวอย่างเดือดดาล “ทราบความผิดแล้วยังไม่ขอขมาน้องสาวเจ้าอีกหรือ?”

กู้เทียนอีเสียขวัญจริงๆ นางปากไม่มีหูรูดมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่คิดว่าความปากไม่มีหูรูดครั้งนี้จะต้องจ่ายด้วยราคามหาศาลเช่นนี้!

นางเองก็ทราบว่าที่บิดาลงโทษด้วยตัวเองเพราะหวังดีต่อนางจริงๆ และมอบโอกาสให้นางได้หาหางคลี่คลาย จึงรีบกระเสือกกระสน คลานไปโขกศีรษะติดๆ กันหลายครั้งให้กู้ซีจิ่วที่อยู่บนแท่น กล่าว ว่า “ข้าผิดไปแล้ว ขอให้น้องสาวเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ยกโทษครั้งนี้ให้ข้าด้วยเถิด”

และถ้อยคำอื่นๆ อีกมากมาย

นางโขกศีรษะอย่างสุดชีวิต โขกจนศีรษะแตก

กู้ซีจิ่วเหลือบมองนางอย่างเฉยชา ไม่กล่าวอันโด

เธอไม่ใช่แม่พระ ไม่สนใจคำขอขมาลาโทษ ‘น้องสาว’ ทั้งหมดของกู้เทียนอี

ปีนั้นกู้ซีจิ่วคนเก่าโดนกู้เทียนอีผู้นี้กลั่นแกล้งไม่น้อย ถูกนางเรียกไปทุบตีด่าทอ

ถีบกู้ซีจิ่วตัวน้อยตกน้ำในวันที่หนาวเหน็บยิ่ง ใส่ร้ายซีจิ่วน้อยต่อหน้าบิดา ใส่ฟืนเติมไฟในหมู่พี่น้อง ทำให้เหล่าพี่น้องห่างเหินกับซีจิ่วน้อย มือยู่หนหนึ่งถึงขั้นหลอกนางออกไปและเกือบจะขายให้หอ นางโลมแล้ว!

คนเช่นนี้มิใช่แค่คนสารเลวชั่วร้าย แต่เป็นคนระยำอัปรีย์อย่างยิ่ง

ทุกครั้งยามพบเห็นการเหยียบย่ำผู้อื่นนางจะโดดไปอยู่ด้านหน้าสุด แล้วเหยียบยํ่าอีกฝ่ายอย่างเต็มที่แม้จะไม่มีความแค้นต่อกันก็ตาม พฤติกรรมบางอย่างของนางดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทว่ากลับเป็นการสังหารคนโดยที่มีดไม่เปื้อนเลือด สังหารผู้อื่นด้วยวาจา น่ารังเกียจเป็นที่สุด

กู้ซีจิ่วแค่ไม่อยากให้มีดตัวเองต้องสกปรกเลยไม่สังหารนางแต่แรก แล้วยามนี้จะยินดีช่วยนางได้อย่างไร?

หากเธอไม่พูดเสียอย่าง เช่นนั้นกู้เทียนอีจะต้องได้รับโทษขั้นร้ายแรงที่สุด มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย…

สำหรับกู้เซี่ยเทียนแล้ว กู้เทียนอีผู้นี้มิใช่บุตรสาวที่น่าเอ็นดูอีกต่อไป แต่ถึงอย่างไรก็เลี้ยงดูอุ้มชูอยู่ข้างกายมานานปี อีกทั้งทนไม่ได้ที่นางต้องรับโทษทัณฑ์เช่นนั้น เขาอดจะมองไปที่กู้ซีจิ่วไม่ได้ “ซีจิ่ว…”

กู้ซีจิ่วมองกลับมาอย่างเฉยชา สายตานั้นเย็นชาเฉียบคมดุจใบมีด ทำให้หัวใจของกู้เซี่ยเทียนเหน็บหนาวอย่างฉับพลัน ประโยคหลังที่อยากจะกล่าวก็กล่าวไม่ออกแล้ว…

ตี้ฝูอีอ้าปากหาว “แม่ทัพกู้ เจ้าชำระกฎบ้านเรียบร้อยหรือยัง?”

กู้เซี่ยเทียนชะงัก สุดท้ายก็กล่าวอย่างไม่มั่นใจ “นี่…นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผู้เฒ่า…”

นํ้าเสียงตี้ฝูอีเย็นชา “หากกู้ซีจิ่วเป็นเพียงบุตรสาวของเจ้า ไม่ว่านางจะถูกบุตรสาวคนอื่นๆ ของเจ้าด่าทออย่างไรก็ล้วนเป็นเรื่องในครอบครัวเจ้า ข้าก็คร้านจะถาม แต่ยามนี้คุณหนูหกเป็นศิษย์ของเทพศักดิ์สิทธิ์ นางถูกบุตรสาวเจ้าดูหมิ่นคิดร้ายเยี่ยงนี้ เจ้ายังคิดว่าเป็นเรื่องในครอบครัวเจ้าอยู่หรือ?”

กู้เซี่ยเทียนหน้าซีดขาว ไม่สามารถตอบคำถามเขาได้ “นี่…”

ตี้ฝูอีคร้านจะมองเขาอีก จึงกล่าวกับจักรพรรดิซวนโดยตรง “ฝ่าบาท แม่ทัพกู้ชำระกฎบ้านเสร็จสิ้น ยามนี้ควรชำระกฎเมืองแล้วใช่หรือไม่?”

ลำนำบุปผาพิษ 289

บทที่ 289

นิ้วมือภายในแขนเสื้อของเธอกำแน่น!

น่าแปลก ด้วยความหมกหมุ่นที่หลงซือเย่มีต่อเธอ งานทดสอบครั้งนี้เขาไม่น่าพลาดถึงจะถูกสิ ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้ช่วยทดสอบแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะโผล่หน้ามามิใช่หรือ?

หรือติดพันธุระอื่นอยู่?

หรือเขาซุ่มมองเหตุการณ์นี้จากสถานที่อื่น?

นี้วมือภายในแขนเสื้อของเธอกำแน่น!

ตอนนั้นหลงซือเย่เป็นครูฝึกในค่ายฝึกนักฆ่า สติปัญญารวมถึงการวางแผนของเขาย่อมเยี่ยมยอดมาก อีกทั้งรู้นิสัยเธอเป็นอย่างดี รู้จักเธอเหมือนที่รู้จักแขนซ้ายขวาของเขาเอง ซ้ำยังต่อสู้อยู่ในโลกนี้อย่างยากลำบากมาเนิ่นนานหลายปี ผนวกกับเป็นเจ้าสำนักถาามสวรรค์ กลยุทธ์ของเขาย่อมเหนือกว่าเมื่อก่อนหลายขั้น

ตอนนี้โดยทั่วไปคือเธอกับเขาแตกหักกันแล้ว หากเขายังมุ่งร้ายกับเธอต่อไป เกรงว่าจะจัดการยากอยู่บ้าง…

ขณะที่เธอใจลอยอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังโหวกเหวกจากด้านล่างจึงก้มมอง ด้านล่างมีคนตั้งแถวคุกเข่าอยู่…

แถวี้มีสิบกว่าคน กู้เทียนอีก็ปรากฏอยู่ในนั้นด้วย!

ยังมีอีกหลายคนที่กู้ซีจิ่วเคยพบเห็น เป็น ‘จอมยุทธ์หญิง’ หลายคน ที่ด่าทอเธอบนโต๊ะอาหารอย่างสนุกสนานยิ่งนักเมื่อเช้านี้นั้นเอง

เห็นได้ชัดว่าพวกนางถูกสกัดจุดไว้ คุกเข่าอยู่ตรงนั้นลุกไม่ขึ้น สีหน้าตื่นตระหนก มีสาวน้อยชุดเขียวหน้าตางดงามแปดคนยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา

กู้ซีจิ่วใจเต้นเล็กน้อย เธอรู้จักสาวน้อยหน้าแฉล้มแปดนางนี้ พวกนางเป็นสาวใช้ในวังคํ้านภา!

หนึ่งในนั้นยังคุ้นเคยกับเธอด้วย เป็นโม่อวี่เยียนที่เคยถูกเธอเล่นงาน…

โม่อวี่เยียนกำลังรายงานต่อตี้ฝูอีที่อยู่บนแท่น “เรียนท่านทูตสวรรค์ จับผู้ที่เป็นหัวโจกจงใจก่อความวุ่นวายนินทาว่าร้ายแม่นางกู้ได้แล้วเจ้าค่ะ ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ขาดไปสักคน”

ตี้ฝูอีเหลือบมองแวบหนึ่ง หันไปถามจักรพรรดิซวน “ฝ่าบาท เจตนาว่าร้ายด่าทอลูกศิษย์ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ต้องได้รับโทษทัณฑ์เช่นใด?”

สีหน้าจักรพรรดิซวนทะมึน สั่งการผู้พิพากษาศาลต้าหลี่ที่อยู่ข้างกายว่า “นำตัวพวกเขาทั้งหมดไป ทำลายวรยุทธ์ ตัดลิ้นทิ้ง แล้วเนรเทศไปที่ราบเหมันต์ซะ”

ที่ราบเหมันต์เป็นที่ราบนํ้าแข็งร้างผู้คน คนที่ถูกส่งไปสถานที่แห่งนั้นไม่มีทางรอดชีวิตกลับมาได้!

สิบกว่าคนนั้นสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเป็นอันมาก ตะโกนขอความเป็นธรรมอย่างสุดชีวิต กล่าวว่าตนไม่ได้ด่า เป็นการจับผิดตัว บางคนถึงขั้นบนบานสานกล่าว สาบานว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ โขกศีรษะไป ทางตี้ฝูอีอย่างสุดชีวิต ขอให้เขามอบความยุติธรรมให้แก่ตน

ในที่สุดตี้ฝูอีก็มองพวกเขาอีกแวบหนึ่ง สายตานี้ดุจธารนํ้าแข็ง ทำให้คนทั้งหมดหุบปากลง

เขาแย้มยิ้ม รอยยิ้มนี้อ่อนโยนยิ่งนัก “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าเพียงครั้งเดียว ฟังข้าให้ดี! ชี้ตัวผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังพวกเจ้ามา แล้วข้าจะตัดสินให้ตัดลิ้นเท่านั้น ยกเลิกโทษทัณฑ์อื่น ถ้าพูดจาไร้สาระอีก ข้าจะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว!”

สิบกว่าคนนั้นตะลึงงัน

ไม่มีใครกล้าซักถามว่าทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายพูดจริงหรือไม่ ดังนั้น ถึงแม้หัวใจของทั้งสิบกว่าคนนั้นจะไม่ยิ้นยอม แต่ก็ยังชี้นิ้วไปที่คนผู้หนึ่งอย่างเด็ดเดี่ยวพร้อมเพรียง “เป็นนาง!”

คนที่เพวกเขาชี้คือกู้เทียนอี

กู้เทียนอีหน้าซีดเผือด เดิมทีนางคิดจะเอ่ยแก้ตัวข้างๆ คูๆ แต่กลิ่นอายของทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายที่อยู่ด้านบนผู้นั้นดุร้ายยิ่ง นางจึงไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำโป้ปดทั้งหมดออกมา ตัวสั่นเทิ้มขดเป็นก้อน ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบิดาตน

อันที่จริง เมื่อครู่ตอนที่กู้เทียนอีเป็นต้นเสียงด่าทอ กู้เซี่ยเทียนก็ได้ยิน เพียงแต่ตอนนั้นเขาอยู่บนแท่นฝั่งนี้กับองค์จกรพรรดิ ไม่สามารถวิ่งไปสั่งสอนคนได้ แต่ในใจก็คิดไว้แล้วว่ากลับบ้านไปจะสั่งสอนคนสารเลวผู้นี้อย่างหนักด้วยกฎบ้าน

ยามนี้พอเห็นนางขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีที่น่าสงสารเช่นนั้น ก็ทั้งเดือดดาลทั้งทนไม่ได้ ใคร่ครวญอยู่ครู่หมนึ่ง แล้วจึงคุกเข่าให้ตี้ฝูอี “ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้าย!”

ลำนำบุปผาพิษ 288

บทที่ 288

ไม่จำเป็นต้องไปขอคำยืนยันจากเทพศักดิ์สิทธิ์

ตี้ฝูอีเป็นผู้เลิศลํ้าที่สุดในบรรดาสานุศิษย์สวรรค์เบื้องบนทั้งห้าคน และเป็นคนเจ้าแผนการที่สุด ฮวาอู๋เหยียนคิดว่าเขาน่าจะมีวิธิ

สีหน้าตี้ฝูอีเฉยเมย “ผู้ที่ทราบรูปลักษณ์ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์บนโลกนี้มือยู่ไม่มาก นางเป็นเพียงคุณหนูในห้องหอผู้หนึ่ง หากมิได้พบกับเขาในความฝันจริงๆ จะสามารถกล่าวเหมือนตาเห็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นวรยุทธ์บางส่วนของนางเป็นวรยุทธ์ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์จริง สิ่งเหล่านี้เพียงพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่านางมิได้โป้ปด! ไม่จำเป็นต้องไปขอคำยืนยันจากเทพศักดิ์สิทธิ์หรอก”

“แต่ว่า…” ฮวาอู๋เหยียนขมวดคิ้วยังอยากพูดต่อ

ทว่าตี้ฝูอียกมือขึ้น “ไม่ต้องพูดแล้ว จะไปขอคำยืนยันจากท่านเทพศักดิ์สิทธิ์มิใช่สิ่งที่สามารถกระทำได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ยามนี้มา พูดคุยกันก่อนดีกว่าจะจัดการแม่นางกู้ผู้นี้อย่างไร”

ดวงตาฮวาอู๋เหยียนสาดแสงแวบหนึ่ง “ยังต้องจัดการอยู่หรือ?”

ใบหนาตี้ฝูอีจริงจัง สีหนาซื่อตรงเที่ยงธรรม “แน่นอน! ต่อให้เป็นศิษย์ของเทพศักดิ์สิทธิ์ หากกระทำความผิดร้ายแรงเพียงนี้ก็สมควรได้รับโทษทัณฑ์!”

ฝูงชนตะลึงงัน

พลิกไปพลิกมาบ่อยเช่นนี้ ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของพวกเขารับไม่ไหวแล้ว!

โดยเฉพาะเหลิ่งเซียงอวี้ หัวใจเดี๋ยวพุ่งเดี๋ยวดิ่ง เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ นางรู้สึกเหมือนหัวใจตนจะวายแล้ว!

กู้เซี่ยเทียนก็รู้สึกว่าหัวใจที่แข็งแกร่งของตนก็ท่าไม่ค่อยดี!

เขาอดเอ่ยปากไม่ได้ “ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้าย เรื่องนี้เดิมทีซีจิ่วมิได้เจตนา อีกอย่างมีความเป็นไปได้สูงที่นางจะเป็นลูกศิษย์ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ ท่านมิเห็นแก่หน้าพระก็เห็นแก่หน้าเจ้าเถิด จะลงโทษต่อได้อย่างไร?”

“จักรพรรดิทำผิดโทษเท่าสามัญชน” ตี้ฝูอีกล่าวลอยๆ ประโยค เดียวก็สามารถอุดปากกู้เซี่ยเทียนได้

ตี้ฝูอีมองไปที่จักรพรรดิซวน “ฝ่าบาท พระองค์คิดเห็นประการใด?”

จักรพรรดิซวนใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ออกความเห็น “แม่นางกู้มิได้เจตนาจริงๆ แต่เรื่องที่อ้างตนว่าเป็นศิษย์สวรรค์เบื้องบนก็มิใช่เรื่องเล็ก ไม่อาจปล่อยไปเฉยๆ ได้ เอาเช่นนี้แล้วกัน โทษทัณฑ์ก็ยังต้องรับอยู่ แต่โทษไม่ควรหนักหนาเท่าคนทั่วไปที่อ้างตนว่าเป็นศิษย์สวรรค์ฟ้องบน ต้องลงโทษสถานเบาถึงจะทำให้ปวงชนเลื่อมใส มิฉะนั้นจะบอกกล่าวแก่ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างไร?”

บนทวีปแห่งนี้ ขนาดเด็กรับใช้ภายใต้การปกครองของเทพศักดิ์สิทธิ์ก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ถึงแม้กู้ซีจิ่วจะไม่ใช่ลูกศิษย์ของเขาอย่างเป็นทางการ แต่เขากลับทุ่มเทจิตใจสั่งสอนชี้แนะ ฐานะเช่นนี้ก็ไม่ด้อยกว่าสานุศิษย์ของสวรรค์เบื้องบนสักเท่าไหร่ หากรับโทษทัณฑ์แบบเดียวกับผู้แอบอ้างทั่วไป ก็เท่ากับไม่เห็นเทพศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสายตา ดังนั้นเมื่อจักรพรรดิซวนกล่าวเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ด้วยเหตุนี้ฝูงชนจึงทยอยยื้อแย่งกันกล่าวคล้อยตามจักรพรรดิซวน ท้ายที่สุดแล้ว ตี้ฝูอีที่มีอำนาจจัดการเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์ก็ตัดสินชี้ขาด มีผลตัดสินดังนี้

โทษฐานแอบอ้างว่าเป็นศิษย์สวรรค์เบื้องบนของกู้ซีจิ่วไม่สามารถลบล้างอย่างสมบูรณ์ได้ ยังต้องเอาไปปล่อยไว้ในป่าทมิฬ แต่ไม่ต้องปล่อยไว้ในส่วนลึกที่สุด ให้ปล่อยไว้ใต้ด้ยอดเขาที่สามเท่านั้น แน่นอนว่าวรยุทธ์ในกายกู้ซีจิ่วก็รักษาเอาไว้ได้ครบถ้วน เธอถึงขั้นมีเวลาเตรียมความพร้อมครึ่งปีแล้วค่อยไป…

เมื่อผลตัดสินออกมาเป็นเช่นนี้ ฝูงชนย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้าน ต่างพยักหน้าเห็นด้วย

กู้ซีจิ่วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

คำตัดสินเช่นนี้เป็นประโยชน์กับเธออย่างมหาศาล ยามนี้เธอมีพลังวิญญาณเล็กน้อยแล้ว เธอต้องคว้าโอกาสครึ่งปีนี้ฝึกฝนให้ดี เมื่อถึงเวลาย่อมสามารถเลื่อนระดับขั้นไปอีกขั้นได้ หากถูกนำไปปล่อยไว้ในป่าทมิฬก็ไม่ต้องหวาดหวั่นแล้ว อัตราการหนีรอดของเธอจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม!

เมื่อครู่เธอยืนอยู่ด้านข้างตลอด คอยฟังอยู่เงียบๆ พอฟังถึงตอนสุดท้ายเธออยากจะเขียนบทความสรรเสริญตี้ฝูอีเสียจริง!

เงื่อนไขที่คนผู้นี้เคยรับปากหลงซือเย่เอาไว้เขาล้วนปฏิบัติตามอย่างซื่อสัตย์ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยอมสละฉายาเที่ยงธรรมไม่เห็นแก่ผู้ใด…

ดูท่าสุราไหนั้นของหลงซือเย่จะไม่เสียเปล่า!

เธอกวาดสายตามองรอบๆ เกิดคำถามข้อหนึ่งขึ้นในใจ

ลำนำบุปผาพิษ 287

บทที่ 287

เป็นเพราะหลงซือเย่หรือ?

ฮวาอู๋เหยียนก็เบิกตากว้าง โพล่งออกมาประโยคหนึ่ง “ฝูอี ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่รับศิษย์ นางจะทำได้อย่างไร? จะอาจเอื้อมไปผูกสัมพันธ์กับท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ที่ไหน?”

ตี้ฝูอีกล่าวอย่างเฉยชา “ข้าแค่บอกว่าพลังยุทธ์ของนางสัมพันธ์กับเทพศักดิ์สิทธิ์ มิได้บอกว่านางเป็นศิษย์ของเขาเสียหน่อย…”

เขาหันไปมองกู้ซีจิ่ว “คุณหนหก ข้าขอถามเจ้า วิทยายุทธ์ทั้งหมด เจ้าได้รับมาจากในฝันใช่หรือไม่?”

ก่อนหน้านี้กู้ซีจิ่วเคยกล่าวประโยคนี้ไว้ ยามนี้ย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่!”

“เจ้ายังจดจำรูปลักษณ์ของผู้ที่5jายทอดวิชาให้เจ้าในฝันได้หรือไม่? เจ้าลองอธิบายมาให้ชัดเจน”

‘เจ้านาย คล้อยตามที่เขาพูดมาสิ! เร็ว! เร็วเข้า!’หยกนภาส่งเสียง เร่งเร้าอยู่ในสมองกู้ซีจิ่ว

กู้ซีจิ่วย่อมไม่ทำให้ตัวเองลำบาก ดังนั้นจึงกล่าวรูปลักษณ์ของรูปสลักหยกที่เคยพบในถํ้าบนภูเขาออกมา “สวมชุดขาวปักลายเมฆา เรือนร่างสูงสง่า สวมหน้ากาก…”

เธออธิบายได้ละเอียดมากจริงๆ นอกจากรูปลักษณ์ที่เธอจำได้เลือนรางแล้ว อย่างอื่นล้วนไม่มีปัญหา

ถึงอย่างไรคนส่วนมากก็ไม่เคยพบเห็นเทพศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ทราบว่าที่เธอกล่าวมาใช่หรือไม่ ทว่าฮวาอู๋เหยียนกับเชียนเยวี่ยหร่านเคยพบเทพศักดิ์สิทธิ์มาก่อน พอได้ยินกู้ซีจิ่วอธิบายอย่างละเอียดเช่นนั้ก็สิ้นข้อสงสัยเลย!

คนชุดขาวที่ถ่ายทอดวิชาให้กู้ซีจิ่วในฝันผู้นั้นก็คือเทพศักดิ์สิทธิ์! นางได้รับความโปรดปรานเอ็นดูจากเทพศักดิ์สิทธิ์ ถึงได้ถ่ายทอดวิชาให้นางในความฝัน…

ฮวาอู๋เหยียนและเชียนเยวี่ยหร่านรู้สึกเหมือนฝันอยู่ พวกเขาทราบแจ่มแจ้งยิ่งนักว่าเทพศักดิ์สิทธิ์ผูกมิตรได้ยากเย็นเพียงใด ปกติแล้ว อยากพบหน้าเทพศักดิ์สิทธิ์สักครั้งยังยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก ต่อให้พวกเขาเป็นสานุศิษย์สวรรค์เบื้องบน เป็นผู้เลิศลํ้าของโลกนี้ แต่เทพศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้รับพวกเขาเป็นศิษย์ อย่างมากคือ แค่เอ่ยปากชี้แนะพวกเขาไม่กี่ประโยคเท่านั้น แค่ไม่กี่ประโยคก็เพียงพอให้พวกเขาใคร่ครวญไปนานหลายปีแล้ว!

แต่เด็กสาวที่อยู่เบื้องหน้ากลับทำให้เทพศักดิ์สิทธิ์ใช้วิชาเข้าฝันมาถ่ายทอดวิชาให้ได้ ซ้ำยังถ่ายทอดให้ตั้งหนึ่งปีเต็มอีกด้วย!

ไม่แปลกเลยที่วิชาแพทย์ของนางจะสูงส่งถึงเพียงนี้ ใช้วรยุทธ์พิเศษเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนตาพร่าได้แล้ว ที่แท้เป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ผู้เลิศลํ้าทุกด้านถ่ายทอดให้ทั้งหมด…

ฮวาอู๋เหยียนถามกู้ชีจิวอย่างอดใจไว้ไม่อยู่ “ในฝันท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ได้รับเจ้าเป็นศิษย์หรือไม่?”

เนื่องจากยังมีเงามืดจากหลงซือเย่ผู้เป็นครูฝึกเมื่อชาติก่อน กู้ซีจิ่วจึงรู้สึกไม่ดีต่อคำว่า ‘อาจารย์”’ เป็นอย่างมาก เธอมุ่นคิ้วเล็กน้อย “ในฝันเขาแค่ถ่ายทอดวิชาไม่กี่อย่างแก่ข้าเท่านั้น ไม่ได้กล่าวเรื่องรับศิษย์’เลยเจ้าค่ะ หากพวกท่านไม่บอก ข้าคงไม่ทราบกระทั้งว่าเขาคือเทพศักดิ์สิทธิ์…”

ตี้ฝูอีมองนางแวบหนึ่ง ดวงตาทอประกายรางๆ ดูเหมือนเด็กสาวผู้นี้จะไม่อยากกราบผู้ใดเป็นอาจารย์…

เป็นเพราะหลงซือเย่หรือ?

ยามนี้แม้แต่เทพศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ต้องการ…

มู่เฟิง มู่อวิ๋น มู่เหลย และมู่เตียนที่อยู่บนแท่นพยายามคงสีหน้านิ่งเฉยไว้สุดความสามารถ เพื่อเลี่ยงไม่ให้นายท่านผู้จู้จี้คิดว่าพวกเขาหัวเราะเยาะ…

ฮวาอู๋เหยียนยังดูคล้ายไม่กล้าจะเชื่อ “ฝูอี เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ข้าว่าควรไปพบท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอคำยืนยัน”

เชียนเยวี่ยหร่านก็กล่าวด้วย “เจ้าสำนักฮวากล่าวได้ถูกต้อง ควรขอคำยืนยัน”

ตี้ฝูอียิ้มน้อยๆ “เช่นนั้นผู้ใดจะไปขอคำยืนยันจากเทพศักดิ์สิทธิ์?”

ฮวาอู๋เหยียนและเชียนเยวี่ยหร่านพูดไม่ออก

ดินแดนของเทพศักดิ์สิทธิ์ปิดอยู่ตลอดปี ต่อให้เป็นสานุศิษย์ของสวรรค์เบื้องบนเช่นพวกเขาก็ไม่ได้พบง่ายๆ กล่าวได้ว่าในรอบหลายปีก็ไม่แน่ว่าจะได้พบสักหน ทุกครั้งเทพศักดิ์สิทธิ์มีธุระถึงจะ เรียกพวกเขาไปพบเป็นครั้งคราว หากพวกเขาเป็นฝ่ายไปพบก่อน มีความเป็นไปได้เก้าในสิบที่จะไม่ได้พบ ต่อให้พวกเขากระทำความผิด ก็ทำได้เพียงไปคุกเข่าอยู่นอกประตูแดนศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์ของเทพศักดิ์สิทธิ์จะเป็นผู้ลงโทษแทน…

ภายใต้สถานการณ์เช่นมี ใครจะมีหนทางได้พบท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ทันทีเล่า?

ฮวาอู๋เหยียนมองตี้ฝูอี “ท่านก็ไม่มีหนทางหรือ?”

ลำนำบุปผาพิษ 286

บทที่ 286

งานรื่นเริง

เมื่อเสียงต่างๆ ผสมผสานกันก็กลายเป็นคลื่นเสียงที่สับสนอลหม่าน แผ่ขยายไปรอบทิศ

ในหมู่คนด้านล่างมียอดฝีมืออยู่มากมาย เมื่อยอดฝีมือสนทนากัน ย่อมพูดจาเสียงดังกระโชกโฮกฮาก ผนวกกับมีพลังวิญญาณช่วยเสริม เสียงจึงดังเข้าไปใหญ่

เสียงแหลมสูงของกู้เทียนอีก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย “น่าอับอาย! น่าอับอายจริงๆ! ทำให้จวนแม่ทัพของพวกเราต้องขายหน้า! เพียงเรียนรู้วิชาแพทย์ไม่กี่แขนงก็ไม่รู้จักประมาณฐานะตนเสียแล้ว แถมยัง สวมรอยเป็นศิษย์สวรรค์เบื้องบนด้วย หน้าไม่อายนัก จวนแม่ทัพของพวกเราต้องอัปยศอดสูก็เพราะเจ้า!”

“ฮ่าๆ ใช่แล้ว น่าขันจริงๆ หลงนึกว่านางจะมีความสามารถมากมาย ที่แท้ก็ไม่เท่าไหร่” มีคนด้านล่างผสมโรงทันที

“สวะไร้พลังคนหนึ่งคิดเพ้อเจ้อว่าจะโบยบินขึ้นสู่คาคบไม้กลายเป็นพญาหงส์ยามนี้ในที่สุดก็กลับคืนร่างเดิมแล้วกระมัง? สวะก็คือสวะ จะยามไหนก็เป็นสวะ” พวกเขาผสมโรงต่อ…

“หรือว่าทักษะการแพทย์ของนางในยามนั้นก็เป็นของปลอมด้วย เป็นแมวบอดพบหนูตายบังเอิญรักษาคนให้หายได้…”

“อาจจะใช่ วิชาแพทย์ของนางจะเหนือกว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรกัน ยามนั้นน่าจะบังเอิญเท่านั้นแหละ”

“เฮ้อ เหมือนประโยคนั้นที่ว่าไว้จริงๆ คนอัปลักษณ์มักสร้างปัญหา นี้เป็นทั้งคนอัปลักษณ์และไร้ค่า…”

คำพูดสารพัดที่คนต้องการทำร้ายจิตใจของจำเลยโผล่ออกมาเรื่อยๆ ดังไปถึงบนแท่น

เมื่อตี้ฝูอีได้ยิน กู้ซีจิ่วก็ย่อมได้ยินเช่นกัน

ถูกคนมากมายถึงเพียงนี้เยาะเย้ยต่อหน้าฝูงชน คนทั่วไปคงรับไม่ได้แล้ว สถานการณ์ตอนนี้สามารถบรรยายได้เพียงฉากเดียวเท่านั้น ดาราถูกแฉข่าวฉาวต่อหน้าฝูงชน แสงแฟลชสาดวูบวาบรอบทิศ จำเลยตกอยู่ในวงล้อมการประณามหยามหมิ่น นํ้าลายที่พ่นออกมาแทบจะทำให้จมนํ้าตายได้!

ราวกับเป็นงานรื่นเริง งานรื่นเริงที่สามารถด่าทอผู้อื่นได้อย่างสนุกสุดเหวี่ยง

ยามนี้ทุกคนต่างรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ยืนอยู่ในจุดที่เยาะเย้ยถากถางด้วยความมีคุณธรรม ต่อให้เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา ต่อให้จำเลยอาจจะไร้ซึ่งความผิดก็ตาม

ตี้ฝูอีหรี่ตาลงเล็กน้อยมองกู้ซีจิ่ว

กู้ซีจิ่วเม้มริมฝีปากเล็กๆ ไม่เอื้อนเอ่ยอันใด ทว่าสีหน้ากลับสุขุมเยือกเย็นนัก ราวกับผู้ที่ถูกด่าทอไม่ใช่ นาง เพียงแต่นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นไหวเล็กน้อย

ตี้ฝูอีชูมือส่งสัญญาณ มู่เฟิงพลันกล่าวด้วยนํ้าเสียงแจ่มชัด “หยุดโวยวาย ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายมีเรื่องจะพูด!”

เสียงเขาไม่ดัง ทว่าสะกดทั้งลานได้ในบัดดล สะกดข่มเสียงทั้งหมดลงไปได้!

ผู้ชมสงบลงอีกครั้ง เฝ้ารอท่าทีต่อไปของตี้ฝูอี หากไม่มือะไรเหนือความคาดหมาย เขาคงจะจัดการเรื่องลงโทษกู้ซีจิ่ว!

เหลิ่งเซียงอวี้เบิกตามองมาทางนี้ รอคอยให้นังเด็กน่าตายคนนั้นได้รับจุดจบที่สมควร ให้นางได้ระบายความแค้นในใจ

ตี้ฝูอีเปิดปากเอ่ย น้ำเสียงของเขายังคงเฉื่อยชาเหมือนเคย “นางไม่ใช่สานุศิษย์สวรรค์เบื้องบน แต่ภูมิหลังของวรยุทธ์นางก็ไม่ธรรมดา เมื่อครู่นางดูดซับอสรพิษสายฟ้าห้าสีทั้งหมด ร่างกายเปล่งแสงห้าสี ทุกท่านไม่คิดถึงคนผู้หนึ่งบ้างหรือ?”

ฝูงชนด้านล่างแท่นแสดงสีหน้าเหลอหลา

ทว่าฮวาอู๋เหยียนและเชียนเยวี่ยหร่านที่อยู่บนแท่นกลับใจเต้นขึ้นมาทันที!

เชียนเยวี่ยหร่านพูดโพล่งออกมา “ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์!”

วาจาที่กล่าวออกมาดุจเป็นคำสาป สะกดจุดฝูงชนในลานได้ในชั่วพริบตา ทั้งลานกว้างเงียบลง ราวกับถ้าเข็มสักเล่มหล่นลงพื้นก็ยังได้ยิน

ตี้ฝูอียิ้ม กล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “มิผิด! ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์! วรยุทธ์นางสัมพันธ์กับท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก!”

หินหนึ่งก้อนสะท้อนพันระลอกคลื่น[1] ฝูงชนโง่งมกันไปหมดแล้ว!

ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ!

หากกล่าวถึงความสามารถที่สวรรค์ประทานให้ยังดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง ทำให้ผู้คนจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ในจิตใจของมวลชน ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์เทพเจ้าประจำดินแดนมีตัวตนอยู่จริงๆ!

ท่านเทพที่ประชาชนมากมายกราบไหว้บูชา ถ้าวรยุทธ์ของกู้ซีจิ่วสัมพันธ์กับเขา นั่นมิใช่การยืนยันว่านางเป็นศิษย์ของท่านเทพศักดิ์สิทธิ์หรอกหรือ?!

กู้ซีจิ่วบื้อใบ้ไปแล้ว!

เธอไปผูกสัมพันธ์กับเทพศักดิ์สิทธิ์ยามไหนกัน? เหมือนว่าเธอ… แค่เคยถอดเสื้อผ้าของรูปสลักเทพศักดิ์สิทธิ์ออกเท่านั้นเอง…

……………………….

[1] หินหนึ่งก้อนสะท้อนพันระลอกคลื่น อุปมาถึง การกระทำเล็กน้อยแต่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ลำนำบุปผาพิษ 285

บทที่ 285

พวกเจ้าสองคนคิดเห็นว่าอย่างไร

ฮวาอู๋เหยียนส่ายหน้าเล็กน้อย นางคือผู้มีประสบการณ์ จึงทราบว่าผ่านไปอีกสักครู่ ปราการสายฟ้าห้าสีนั้นก็จะสลายหายไป…

นางอดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ “เห็นทีว่านางคงไม่ใช่จริงๆ…”

กล่าวประโยคนี้ยังไม่ทันจบ จู่ๆ นางก็ชะงักงัน! ดวงตาเบิกกว้าง!

นึกไม่ถึง…นึกไม่ถึงว่าอสรพิษสายฟ้าห้าสีล้วนทะลวงเข้าไปในร่างกู้ซีจิ่ว! หายเข้าไปในร่างนั้นเส้นแล้วเส้นเล่า…

ผ่านไปครู่หนึ่ง ปราการแสงห้าสีหายไป อสรพิษสายฟ้าทั้งหมดก็ไม่มีเหลือแล้ว ร่างกายกู้ซีจิ่วเปล่งแสงห้าสี เพียงแต่แสงห้าสีนี้มิได้กระจายไปตามค่ายกลผังแปดทิศ แต่วนรอบกายนางด้วยตัวเอง แล้วก่อตัวเป็นวงแสงอันหนึ่งด้านหลัง ครอบคลุมร่างนางที่อยู่ตรงกลาง มองจากไกลๆ แล้วดูคล้ายแสงแห่งพระพุทธ…

ฮวาอู๋เหยียนและเชียนเยวี่ยหร่านตกตะลึง!

ฝูงชนต่างสับสนงงงวย

คนที่อยู่ในเหตุการณ์ นอกจากตี้ฝูอีกับเจ้าสำนักทั้งสองคน ผู้อื่นล้วนไม่ทราบว่าหากเป็นศิษย์ของสวรรค์เบื้องบน ผลจะออกมาเป็นเช่นไร ดังนั้นพอเห็นสภาพอันน่าอัศจรรย์ยิ่งนักของกู้ซีจิ่วชัดๆ สายตาของทุกคนจึงมองไปที่ตี้ฝูอี

จักรพรรดิซวนเอ่ยปากถาม “ท่านทูตสวรรค์ซ้าย เป็นเช่นนี้ สามารถพิสูจน์ได้แล้วใช่หรือไม่ว่าซีจิ่วเป็นศิษย์ของสวรรค์เบื้องบน?”

ตี้ฝูอีกลับมองไปทางฮวาอู๋เหยียนและเชียนเยวี่ยหร่าน “พวกเจ้าสองคนคิดเห็นว่าอย่างไร?”

ฮวาอู๋เหยียนค่อนข้างรอบคอบ นางมองไปที่เชียนเยวี่ยหร่าน

เชียนเยวี่ยหร่านก็ตรงไปตรงมาจริงๆ “อัตลักษณ์ของนางประหลาดมาก แต่มิใช่รูปแบบการปรากฏของศิษย์สวรรค์เบื้องบน ข้าคิดว่านางคงไม่ใช่ศิษย์สวรรค์เบื้องบน!”

ฮวาอู๋เหยียนก็พยักหน้าเล็กน้อย “ข้าก็คิดแบบเดียวกับท่านเชียน”

เมื่อทั้งสองคนกล่าวเช่นนี้ ฝูงชนด้านล่างแท่นส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาอีกหน บ้างกล่าวว่าเป็นเช่นนี้จริงๆ บ้างกล่าวว่านึกไม่ถึงว่าที่แท้อัตลักษณ์ประหลาดเช่นนี้จะไม่ใช่…บ้างก็เห็นใจ บ้างก็ชมดูอย่างครื้นเครง ทั้งยังมีผู้ที่ยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่นด้วย สรรพสิ่งทั้งมวลล้วนแตกต่างกันไป

ในใจเหลิ่งเซียงอวี้ชอบใจนัก ทว่าภายนอกกลับทอดถอนใจราวกับโศกเศร้า

กู้เทียนอีกลับยินดีอย่างออกนอกหน้า หัวเราะคิกคัก “ข้าว่าแล้วเชียว นางจะเป็นศิษย์ของสวรรค์เบื้องบนไปได้อย่างไร?! เป็นคางคกที่อยากกินเนื้อหงส์ฟ้าชัดๆ! เป็นแค่สวะไร้พลังก็ยังกล้าแอบอ้างว่าสวรรค์ประทานความสามารถให้ ยามนี้ความจริงคงเปิดเผยแล้วกระมัง?!”

“เทียนอี อย่าพูดเหลวไหล!” เหลิ่งเซียงอวี้ตำหนิ “ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นน้องสาวของเจ้า เป็นคุณหนูจวนแม่ทัพของพวกเรา อีกอย่างท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายก็ยังไม่ได้ตัดสินชี้ขาด”

จะใช้ศิษย์ของสวรรค์เบื้องบนหรือไม่สุดท้ายแล้วมีเพียงทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายที่เป็นผู้ตัดสิน ท่านเจ้าสำนักทั้งสองเป็นได้เพียงประจักษ์พยานเท่านั้น

สายตาของทุกคนมองไปที่ทูตสวรรค์ฝ่ายซ้าย รอคำตัดสินสุดท้ายจากเขา

ตี้ฝูอีกลับมองดูกู้ซีจิ่ว เขาสวมหน้ากากเอาไว้ กู้ซีจิ่วจึงมองไม่เห็นว่าสีหน้าเขาเป็นเช่นไร มองเห็นเพียงดวงตาที่ราวกับมีประกายแสงพร่างพราวอยู่ภายใน ทว่าทำให้คนมองอารมณ์ไม่ออก

“เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?” ตี้ฝูอีเปิดปากเอ่ยถามกู้ซีจิ่วที่เพิ่งเป็นอิสระจากเสา

กู้ซีจิ่วขยับแขนขาเล็กน้อย “ไม่เลว”

รู้สึกเหมือนถูกเผาผลาญเส้นโลหิต เพียงแต่ยังอยู่ในขอบเขตที่อดกลั้นได้

ตี้ฝูอีค่อยๆ เอ่ย ”เจ้าไม่ใช้ศิษย์สวรรค์เบื้องบน!”

เสียงไม่ดัง แต่ทั้งลานกว้างล้วนได้ยินกันอย่างชัดเจน

กู้ซีจิ่วหลุบตาลงไม่เอื้อนเอ่ยวาจา ผลลัพธ์นี้เป็นไปตามที่คาดไว้ เธอจึงไม่แปลกใจ

สำหรับฝูงชนด้านล่างแท่นแล้ว ผลลัพธ์นี้เก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายเช่นกัน แต่ยามที่ได้ยินตี้ฝูอีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ด้านล่างก็ยังเกิดเสียงฮือฮาขึ้น!

อันที่จริงบางครั้งต่อให้คนเราทราบผลชัดเจนอยู่แล้ว ในใจก็ยังคงคาดหวังให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น แต่ยามนี้เมื่อผลปรากฏออกมา ก็เป็นไปตามที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ทั้งหมด มีทั้งผิดหวัง ส่ายหน้า ไม่พอใจ สบถ และหัวเราะเยาะ….

ลำนำบุปผาพิษ 284

บทที่ 284

นางกล้าแหงนหน้ามองด้วย!

เธออดมองไปทางเชียนเยวี่ยหร่านกับฮวาอู๋เหยียนไม่ได้ อยากจะหาข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ จากร่างสองคนนี้

แต่ทั้งสองคน คนหนึ่งสวมหน้ากาก คนหนึ่งสวมผ้าคลุมหน้า เมื่อมองไม่เห็นสีหน้าของพวกเขาเลย ย่อมมองความรู้สึกของพวกเขาไม่ออก จึงวิเคราะห์ไม่ได้ว่าตอนที่สองคนนี้ทดสอบครั้งแรกเคย ได้รับประสบการณ์เช่นนี้ด้วยหรือไม่

อสรพิษสายฟ้าแบ่งออกเป็นห้าสี เลื้อยอยู่ในหมู่เมฆ เลื้อยจนทำให้ลายตา

กู้ซีจิ่วแหงนหน้ามอง ทันใดนั้นก็ค้นพบว่าถึงแม้อสรพิษสายฟ้าเหล่านั้จะดูเหมือนเลื้อยสับสนอลหม่าน แต่ที่จริงแล้วเคลื่อนไหวตามค่ายกลอะไรบางอย่าง

เธอสังเกตการโคจรของอสรพิษสายฟ้าเหล่านั้นอย่างละเอียด รู้สึกรางๆ ว่าหากนำการโคจรของอสรพิษสายฟ้าเหล่านี้มาซ้อนทับกัน รวมกันแล้วจะดูเหมือนบุปผาดอกหนึ่ง…

นี่คือช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุด เส้นประสาทของฝูงชนทั้งด้านบนแท่นและด้านล่างแท่นล้วนเครียดขึงทั้งหมด สายตาคนส่วนใหญ่จดจ่อกับอสรพิษสายฟ้าที่วนเวียนอยู่เหนือยอดศีรษะ

สายตาที่จับจ้องร่างกู้ซีจิ่วมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น

อย่างเช่นองค์รัชทายาทหรงเจียหลัว องค์ชายหรงเช่อ ฮวาอู๋เหยียน และเชียนเยวี่ยหร่าน…

องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวและองค์ชายหรงเช่อน่าจะมองกู้ซีจิ่วด้วยความห่วงใย ส่วนเชียนเยวี่ยหร่านมีความพิศวงเล็กน้อย ทว่าสายตาของฮวาอู๋เหยียนกลับค่อนช้างซับซ้อน

เชียนเยวี่ยหร่านและฮวาอู๋เหยียนล้วนผ่านประสบการณ์ การทดสอบความสามารถที่สวรรค์ประทานให้ ยามนั้นพวกเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ตอนที่เมฆกำเนิดสายฟ้าลอยเหนือยอดศีรษะ นางและเขาล้วนวิตกกังวลจนเกร็งไปทั้งร่างราวกับไม้พลองหลับตา โคจรพลังยุทธ์ทั่วร่างรอ หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นมาบนหน้าผากไม่ขาดสาย ความรู้ลึกหวาดหวั่นนั้นไม่น่าพิสมัยยิ่งนัก!

เด็กสาวนางนี้ดูแล้วผอมแห้ง แต่นึกไม่ถึงว่าจะกล้าหาญถึงเพียงนี้! นางกล้าแหงนหน้ามองด้วย! ซ้ำยังตั้งใจมองยิ่งนัก!

เด็กสาวผู้นี้พิเศษจริงๆ! ทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่…

ผ่านไปสักครู่ ตี้ฝูอีก็ขยับฝ่ามือส่งสัญญาณ อสรพิษสายฟ้าเหล่านั้นพลันกลายเป็นแสงห้าสีกลมๆ ลูกหนึ่งหล่นลงมา…

บ้าเอ๊ย จะผ่าลงมาแล้ว!

ถ้าถูกลูกสายฟ้าขนาดมหึมานี้ฟาดอย่างจังคงบาดเจ็บถึงตาย!

เมื่อแสงหลากสีเข้าใกล้เบื้องหน้ากู้ซีจิ่ว ทั้งร่างก็โดนลูกแสงห้าสีนั้นปกคลุม…

ฮวาอู๋เหยียนและเชียนเยวี่ยหร่านล้วนกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ ช่วงเวลาตัดสินว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมกำลังจะมาถึงแล้ว!

ความจริงแล้วอสรพิษสายฟ้าห้าสีเหล่านี้แบ่งลักษณะตามธาตุ สีเขียวคือธาตุไม้ สีขาวคือธาตุทอง สีดำคือธาตุนํ้า สีแดงคือธาตุไฟ สีเหลืองคือธาตุดิน

หากเป็นผู้ที่สวรรค์ประทานความสามารถให้ตัวจริง หลังจากลูกแสงห้าสีครอบร่าง ร่างกายของผู้ทดสอบจะดูดซับอสรพิษแสงห้าสีที่มีธาตุเดียวกันเข้าไปในร่าง

ยกตัวอย่างเช่นฮวาอู๋เหยียนเป็นผู้บำเพ็ญธาตุนํ้า ยามนั้นนางดูดซับอสรพิษสายฟ้าสีดำทั้งหมดเข้าไป เมื่อดูดซับเสร็จสิ้น ร่างกายผู้ทดสอบก็จะเปล่งแสงสีเดียวกับธาตุที่ดูดซับ ส่วนอสรพิษสายฟ้าสีที่เหลือกระจายไปตามค่ายกลผังแปดทิศ จากนั้นทั่วทั้งค่ายกลจะส่องแสงโชติช่วง…

หากเป็นตัวปลอม เมื่อลูกแสงห้าสีครอบร่างพลังยุทธ์ทั้งหมดของผู้เข้าทดสอบจะถูกขจัดทิ้ง หลังจากลูกแสงห้าสีสลายไปก็ไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดแล้ว

อสรพิษสายฟ้าห้าสีวนรอบกายกู้ซีจิ่วแล้วกลายเป็นปราการแสงห้าสีหลังหนึ่ง บดบังเงาร่างทั้งหมดของนางไว้

ฮวาอู๋เหยียนจ้องปราการแสงห้าสีนั้นเขม็ง จ้องอสรพิษสายฟ้าที่ลอยว่อนอยู่ในปราการแสงนั้นเพื่อความแม่นยำ ขอเพียงมือสรพิษสายฟ้าสีใดสีหนึ่งทะลวงเข้าไปในร่างกู้ซีจิ่วเส้นแล้วเส้นเล่าอย่าง รวดเร็วจนลดน้อยลง เช่นนั้นก็จะพิสูจน์ได้ว่านางเป็นผู้ที่สวรรค์ประทานความสามารถให้ตัวจริง…

อสรพิษสายฟ้าห้าสีเหล่านั้นหมุนวนรอบกู้ซีจิ่วอย่างบ้าคลั่ง สายตาอันเฉียบคมของฮวาอู๋เหยียนพบว่าไม่มือสรพิษสายฟ้าหายไปสักเส้น หมุนวนมาสิบกว่าวินาทีแล้ว อสรพิษสายฟ้าล้วนอยู่ครบ!

ฮวาอู๋เหยียนส่ายหน้าเล็กน้อย นางคือผู้มีประสบการณ์ จึงทราบว่าผ่านไปอีกสักครู่ ปราการสายฟ้าห้าสีนั้นก็จะสลายหายไป…

…………………….

[1] ดัชนีกระบี่หกชีพจร เป็นสุดยอดวิชาดัชนีในบทประพันธ์เรื่องมังกรหยกของกิมย้ง

ลำนำบุปผาพิษ 283

บทที่ 283

นางพลอยติดร่างแหไปด้วย

น้ำเสียงเขาอ่อนโยนดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทว่าเชียนเยวี่ยหร่าน กลับหนาวสะท้านในใจทันที!

“มิกล้าๆ เยวี่ยหร่านเพียงค่อนข้างเสียดายแทนแม่นางกู้ ดังนั้นจึงกล่าววาจาเช่นนี้ ข้านิสัยเถรตรง วาจาที่กล่าวทำให้พี่ตี้เข้าใจผิด ทว่าข้ามิได้เจตนา…”

ตี้ฝูอีมองเขาครู่หนึ่ง แย้มยิ้มอีกหน น้ำเสียงอ่อนโยนกว่าเดิม “ไม่หรอก เจ้ามิได้เถรตรง แต่ค่อนข้างเขลาต่างหาก! สมองกลวงจนใส่น้ำเข้าไปได้”

เชียนเยวี่ยหร่านตะลึงงัน

ตี้ฝูอียิ้มน้อยๆ “ข้าก็พูดตรงเกินไป เจ้าอย่าใส่ใจเลย”

เชียนเยวี่ยหร่านหน้าแดงก่ำพูดอะไรไม่ออกสักคำ

เจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคถูกทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายด่าว่าโง่เขลาต่อหน้าฝูงชนมากมาย เชียนเยวี่ยหร่านแทบจะยืนไม่อยู่ ได้แต่ถอยหลังไปหลายก้าว

สายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน จู่ๆ เขาก็หนาวสะท้านขึ้นมา ประหลาดนัก ตามปกติแล้วถึงแม้ตนจะโผงผางไปบ้าง แต่เมื่อปฏิบัติงานก็พูดจาได้เหมาะสมยิ่ง หนนี้เป็นอะไรไป? ราวกับถูกภูตผีสิงร่างก็มิปาน!

เขามองตี้ฝูอีเหมือนอยากจะเอ่ยปากอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่าตี้ฝูอีกลับไม่สนใจเขา หันไปส่งสัญญาณให้บริวารที่อยู่บนแท่นเบิกสวรรค์ “เริ่มได้แล้ว!”

บริวารทั้งแปดคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ร่างกายไหววูบ ไปยืนประจำตำแหน่งค่ายกลผังแปดทิศ

ในใจเชียนเยวี่ยหร่านรู้สึกเสียใจที่เมื่อครู่ตนพูดจาโง่ๆ ออกไป มองตี้ฝูอีที่กำลังจะก้าวไปเบื้องหน้า เขาหุนหันพลันแล่นขึ้นมาทันที พูดจาโง่เขลาออกไปอีกหน “พี่ตี้จะไม่ลำเอียงใช่หรือไม่?”

ตี้ฝูอีชะงักฝีเท้า เปิดปากเอ่ย “แน่นอนว่าไม่ ข้าจัดการเรื่องราวอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ลำเอียงเด็ดขาด!”

เชียนเยวี่ยหร่านถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เพิ่งจะถอนหายใจได้ครึ่งทาง ตี้ฝูอีก็เสริมขึ้นมาอีกประโยค “ข้าปฏิบัติต่อทุกคนเช่นนี้ รวมถึงพวกเจ้าสองคนด้วย”

เชียนเยวี่ยหร่านตัวแข็งทื่อ! เหตุใดเขารู้สึกว่าในประโยคของทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายมีความหมายอื่นแฝงอยู่?

สีหน้าฮวาอู๋เหยียนก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยิ้มเฝื่อนๆ พลางกล่าว “ฝูอี อู๋เหยียนมิได้เอ่ยอันใดเลย…” นางพลอยติดร่างแหไปด้วยแล้ว

ตี้ฝูอีมองหน้านางแวบหนึ่ง เอ่ยเพียงสองคำว่า “ใช่หรือ?”

นํ้าเสียง เลื่อนลอย ทำให้ฮวาอู๋เหยียนหวาดหวั่นอย่างไม่มีสาเหตุ

กู้ซีจิ่วก้าวออกมาด้านหน้า วนรอบกายเชียนเยวี่ยหร่านรอบหนึ่ง พิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัวหนึ่งรอบ

เชียนเยวี่ยหร่านรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง “สาวน้อย เจ้ามองอะไร?”

กู้ซีจิ่วตอบเขาอย่างเฉยชาสี่คำ “ไม่มีอันใด”

แล้วหันหลังจากไป

เชียนเยวี่ยหร่านนิ่งงัน เหตุใดเขารู้สึกว่ามี ‘บางอย่าง’ อยู่ในนํ้าเสียงของนางกัน?

การทดสอบเริ่มขึ้นแล้ว ผู้คุ้มกันทั้งแปดของวังคํ้านภาแยกกันยืนประจำตำแหน่งค่ายกลผังแปดทิศ ส่วนกู้ซีจิ่วต้องยืนพิงเสาที่อยู่ตรงกลางสุดระหว่างเสาสามต้น

มีอุปกรณ์อยู่บนเสาต้นนั้น พอกู้ซีจิ่วพิงลงไปก็ถูกสายโซ่ด้านบนที่ยื่นออกมาจากความว่างเปล่าตรึงไว้

ตี้ฝูอียืนอยู่ใจกลางค่ายกลแปดทิศ เริ่มต้นทำพิธี มีแสงห้าสีพุ่งจากปลายนิ้วขึ้นสู่ท้องฟ้าตามลำดับ วิธีขยับนิ้วดูคล้ายดัชนีกระบี่หกชีพจร[1]นัก ทว่าดูดีกว่าท่านั้นมาก

เมื่อแสงห้าสีพุ่งขึ้นไป มวลเมฆที่เดิมทีล่องลอยอยู่บนฟ้าก็เริ่มมาชุมนุมกันทางทิศของเสาทั้งสามต้น สายฟ้าที่ราวกับอสรพิษแลบแปลบปลาบออกมาจากหมู่เมฆดำทะมึน ทั้งที่เป็นยามกลางวัน แต่ สายฟ้านั้นยังคงเสียดแหงนัยน์ตาอยู่เหมือนเดิม ทำให้กระวนกระวายขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ

การทดสอบอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้พบเห็นได้น้อยยิ่ง คนในลานแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อน ยามนี้จึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

กู้ซีจิ่วก็ตึงเครียดอยู่บ้าง ทั้งยังไม่มั่นใจเสียเท่าไหร่

ถึงเธอจะไม่เคยได้ยินว่าเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ถึงตายได้ระหว่างการทดสอบ แต่เมื่อสายฟ้าในเมฆดำทะมึนเหล่านี้วนเวียนอยู่เหนือยอดศีรษะก็ทำให้หัวใจเธอบีบรัดขึ้นมา

ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายคงมิได้เรียกอัสนีสวรรค์มาผ่าเธอกระมัง?!

สถานการณ์คล้ายจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ!

ลำนำบุปผาพิษ 282

บทที่ 282

ฉวยโอกาสเอาคืน?

กู้ซีจิ่วมองเขาอย่างสุขุมเยือกเย็น

ตี้ฝูอียกยิ้ม “เจ้าจะรีบร้อนทำไม? แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น…”

เขามองพวกเชียนเยวี่ยหร่านทั้งสองคนอีกครั้ง “พวกเจ้ามือะไรจะกล่าวหรือไม่?”

ฮวาอู๋เหยียนชะงักเล็กน้อย ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่มี อู๋เหยียนเป็นแค่ผู้ช่วยทดสอบ ต้องฟังคำฝูอีทุกประการ”

ทันใดนั้นเชียนเยวี่ยหร่านก็ก้าวออกมา เดินมาเบื้องหน้ากู้ซีจิ่ว “เด็กน้อยเจ้าช่างกล้าหาญเหลือเกิน เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าแอบอ้างเป็นศิษย์ของสวรรค์เบื้องบนต้องรับโทษทัณฑ์ใด?”

เสียงเขาดังไม่เบา ผู้ชมทั้งหมดได้ยินกันทั่ว

กู้ซีจิ่วมองเขาเงียบๆ ไม่เอ่ยวาจาใด

เชียนเยวี่ยหร่านจึงกล่าวต่อ “ต้องถูกทำลายวรยุทธ์ทั้งร่างแล้วโยนเข้าป่าทมิฬ ผ่อนผันไม่ได้แม้แต่น้อย ผู้ใดก็ขอความเมตตาให้ไม่ได้ ถึงแม้ยามปกติพี่ตี้จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยน แต่เขายึดมั่นในหลักการมาตลอด ไม่เคยทุจริต และไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด”

ดวงตาของเขาฉายแววเวทนา “ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเด็ก หากเจ้าเป็นสวะไร้พลังไปตลอด ก็ไม่จำเป็นต้องทำลายวรยุทธ์เจ้าทิ้ง เอาไปปล่อยในป่าทมิฬได้เลย แต่ยามนี้เจ้ามีพลังวิญญาณเล็กน้อยแล้ว ถึงแม้จะต่ำนักแต่อย่างไรก็มีแล้ว เมื่อพิสูจน์พบว่าเป็นตัวปลอมจะถูกทำลายทิ้ง ต่อให้ฝูอีค่อนข้างชื่นชอบเจ้า แต่ยามนี้เขาไม่อาจลงมืออย่างปรานีได้ เด็กน้อยเจ้าช่างขวัญกล้าเหลือเกิน เหตุใดต้องพูดว่าสวรรค์ประทานความสามารถให้ด้วย? ความสามารถที่สวรรค์ประทานให้มิใช่สิ่งที่ผู้ใดก็จะได้รับ…”

เสียงของเชียนเยวี่ยหร่านดังก้องไปทั่วลานกว้าง ใช้การได้ดีกว่าลำโพงเสียอีก ทุกคนได้ยินกันถ้วนทั่ว

สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันไป

กู้เซี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีทันที

สีหน้าจักพรรดิซวนเปลี่ยนไป ดวงตาฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง เดิมทีเขายังคิดว่าจะกล่าวขอความเมตตาให้กู้ซีจิ่วสักหลายประโยค ยามนี้ถูกวาจาของเชียนเยวี่ยหร่านดักทางไว้ตรงนี้ ถ้อยคำขอความเมตตาของเขาจึงกล่าวออกไปไม่ได้แล้ว

ดวงตาของกู้ซีจิ่วมืดมนลง

คำพูดเหล่านี้ของเชียนเยวี่ยหร่านดูเหมือนจะคิดเพื่อเธอ แต่ความจริงแล้วต้องการส่งเธอสู่ความตาย กีดกันให้ผู้อื่นไร้หนทางขอความเมตตา และทำให้ตี้ฝูอีลำเอียงไม่ได้…

คิดไม่ถึงว่าเจ้าสำนักเก้าดาราที่ดูซื่อตรงเปิดเผยจะมีความคิดเช่นนี้!

กู้ซีจิ่วย่อมไม่ลืมเลือนว่ากู้เทียนเฉาพี่ชายรองชั้นต่ำของเธอก็เป็นลูกศิษย์สายในของสำนักเก้าดารา แถมตอนอยู่ในวังหลวงเธอก็เล่นลูกไม้ทำให้ผู้ทรงศีลคนหนึ่งของสำนักเก้าดาราคันคะเยอไปทั้งวัน ได้ยินว่าผู้ทรงศีลคนนั้นเป็นศิษย์รักของเจ้าสำนักเก้าดาราผู้นี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็นับได้ว่าเธอมีข้อพิพาทกับสำนักเก้าดาราแล้ว หรือเขาคิดจะฉวยโอกาสเอาคืนในยามนี้?

แต่วิธีเอาคืนเช่นนี้ออกจะต่ำไปหน่อย

สายตาของกู้ซีจิ่วหันไปที่ตี้ฝูอีอีกครั้ง

เธอไม่อยากตีความเขาผิดๆ แต่ทุกเหตุการณ์ที่เธอพบเห็นกลับทำให้เธอต้องตีความดังนี้…

ตี้ฝูอีช่วยคลายผนึกเธอเล็กน้อยให้เธอฟื้นฟูพลังวิญญาณบางส่วน เพื่อจะได้มีเหตุผลทำลายวรยุทธ์เธอในวันนี้ใช่หรือไม่?

เขาทำร้ายทูตสวรรค์ฝ่ายขวาเทียนจี้เยวี่ยจนบาดเจ็บสาหัส ลากหลงซือเย่เข้าไปในวังวน ก็เพื่อปลดทั้งสองคนออกแล้วให้เซียนเยวี่ยหร่านเจ้าสำนักเก้าดาราที่มีความแค้นกับเธอมาพูดจาเช่นนี้ใช่ไหม? เพื่อหาเหตุผลมาทำลายวรยุทธ์ของเธอให้สิ้นซากหรือ?

เธอหลงนึกว่าหลังจากร่วมทางกันมาเมื่อคืน ถึงขั้นร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ระหว่างเธอกับเขาจะมีไมตรีต่อกันบ้างแล้ว ต่อให้เขาไม่เอนเอียง แต่คงไม่ถึงขั้นคิดร้ายกับเธอแล้ว ทว่ายามนี้…

ในมือตี้ฝูอีหมุนขลุ่ยหยกเลาหนึ่งอยู่ ตอนที่เชียนเยวี่ยหร่านพูดจ้อ เขาไม่ได้เปิดปากเอ่ยเลย ถึถึงขั้นมีรอยยิ้มมุมปากบางๆ อยู่ตลอด เมื่อเชียนเยวี่ยหร่านกล่าวจบ เขาก็ยิ้ม สายตาตกลงบนใบหน้าเชียนเยวี่ยหร่าน “เชียนเยวี่ยหร่าน เจ้ากำลังตักเตือนข้าอย่างกรายๆ อยู่หรือ?”

นํ้าเสียงเขาอ่อนโยนดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทว่าเชียนเยวี่ยหร่านกลับหนาวสะท้านในใจทันที!

ลำนำบุปผาพิษ 281

บทที่ 281

สนอกสนใจ

ฮวาอู๋เหยียนถอนหายใจเบาๆ “เป็นครั้งแรกที่มีเด็กอายุน้อยขนาดนี้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเป็นผู้ที่สวรรค์ประทานความสามารถให้ กล้าหาญน่ายกย่อง จิตใจก็ไม่เลว”

สายตาเบื้องหลังหน้ากากของเชียนเยวี่ยหร่านเพ่งพิศกู้ซีจิ่วครู่หนึ่ง สายตาของเขารุกรานยิ่งนัก ราวกับสามารถมองทะลุผิวหนังไปถึงกระดูกเธอได้ มองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ค่อนข้างประหลาดใจ “มิใช่ กล่าวกันว่าเจ้าไม่มีพลังวิญญาณหรอกหรือ? เหตุใดข้าจึงเห็นว่าพลังวิญญาณในร่างเจ้าบรรลุถึงขั้นที่สองแล้ว?”

คนผู้นี้สายตาดุจเฉียบแหลม!

กู้ซีจิ่วเม้มปากน้อยๆ ไม่กล่าวอันใด

“แต่ก่อนชีพจรนางตีบตัน ข้าใช้ตัวยาเล็กน้อยช่วยนางเปิดออก” นํ้าเสียงตี้ฝูอีแผ่วเบา

ฮวาอู๋เหยียนตะลึงงัน เงยหน้ามองตี้ฝูอี ดวงตาฉายแววซับซ้อนรางๆ อ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด

เชียนเยวี่ยหร่านกลับเลิกคิ้วมองตี้ฝูอีราวกับมองสิ่งแปลกใหม่ “ชีพจรของนางคงมิได้ตีบตันเช่นธรรมดาทั่วไป? มิฉะนั้นด้วยความสามารถของจวนแม่ทัพ คงช่วยนางเปิดไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้นางต้องแบกรับฉายาสวะไร้พลังหรอก จะเห็นว่ารักษาได้ยากยิ่งนัก ตัวยาที่พี่ตี้มอบให้นางคงมิใช่ยาสูตรลับที่ท่านไม่เคยเผยแพร่สู่ภายนอกกระมัง? ท่านใจกว้างถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

เขาไม่เพียงแต่สวมหน้ากากดุดันผ่าเผย วาจาที่กล่าวก็ตรงไปตรงมายิ่ง ไม่อ้อมค้อมสักนิด

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเกิดความสนใจใคร่รู้ในตัวกู้ซีจิ่วมาก เดินวนเวียนรอบตัวเธอถึงสองรอบ “แม่นางผู้นี้มีสิ่งใดแปลกประหลาดถึงทำให้ท่านสนอกสนใจได้ขนาดนี้?”

ตี้ฝูอียิ้ม “เช่นนั้นเจ้าอยากให้ข้าสนอกสนใจในตัวเจ้าบ้างหรือไม่?”

ดูเหมือนเชียนเยวี่ยหร่านจะนึกถึงบางอย่าง จึงสั่นสะท้านโดยพลัน โบกไม้โบกมือ “ไม่ต้อง! ขอบคุณท่านมาก!”

ฮวาอู๋เหยียนที่อยู่ด้านข้างยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนค่อนข้างยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น “ความสนใจของฝูอีมิใช่จะมอบให้เรื่อยเปื่อยได้ มอบให้หนก่อนทำให้ท่านต้องผิวหนังลอกออก ข้ายังจดจำ ‘ความ สนใจ’ ที่ฝูอีมอบให้ข้าในปีนั้นได้ ข้าเกือบจะเก็บชีวิตน้อยๆ กลับมาไม่ได้แล้ว ยามนี้นึกถึงยังเสียวสันหลังอยู่บ้าง”

พวกเขาสามคนรำลึกความหลังกันอยู่ตรงนั้น ทอดทิ้งกู้ซีจิ่วไว้ด้านข้าง

จากบทสนทนาของพวกเขา กู้ซีจิ่วสามารถสรุปอกมาได้สองข้อ หนึ่ง ปกติแล้วสามคนนี้มีความสัมพันธ์กันไม่เลว สอง ปกติแล้วตี้ฝูอี ชมชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น แต่ในขณะเดียวกันการกลั่นแกล้งก็ยังมีขอบเขตอยู่ ไม่ได้กลั่นแกล้งจนทำให้คนตายจริงๆ

แม้กระทั่งศัตรูเขาก็ปฏิบัติด้วยท่าทีเช่นนี้เหมือนกัน เฉกเช่นที่ปฏิบัติต่อทูตสวรรค์ฝ่ายขวา หากเมื่อคืนเขาเอาจริง ไม่แน่เทียนจี้เยวี่ยอาจจะตายจริงๆ ก็ได้!

แต่สุดท้ายเขาก็ยังปล่อยเทียนจี้เยวี่ยไป…

กู้ซีจิ่วหวนนึกถึงวิธีการที่ตี้ฝูอีปฏิบัติต่อตน ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน

ดูเหมือนในที่สุดฮวาอู๋เหยียนก็นึกถึงตัวละครเอกเช่นเธอขึ้นมาได้ จึงยิ้มให้เธอน้อยๆ “แม่นางกู้ก็คงถูกเขากลั่นแกล้งไม่น้อยเป็นแน่กระมัง? ผู้ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นศิษย์ของสวรรค์เบื้องบนล้วน ถูกเขา ‘สนอกสนใจ’ เช่นนี้ทั้งสิ้น แม่นางกู้ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจหรอก”

กู้ซีจิ่วก็ยิ้มน้อยๆ ให้นางเช่นกัน “ข้าย่อมไม่เก็บมาใส่ใจเจ้าค่ะ ที่แท้ท่านทูตสวรรค์ฝ่ายซ้ายก็ปฏิบัติต่อข้าเหมือนที่ปฏิบัติต่อท่านเจ้าสำนักทั้งสอง นี่ถือเป็นเกียรติของข้า ข้ายินดีมากเจ้าค่ะ”

เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตะวันลอยอยู่เหนือยอดศีรษะแล้ว เธอมองไปทางตี้ฝูอี “เวลาไม่เช้าแล้ว เริ่มได้หรือยังเจ้าคะ? ข้าคิดว่าจัดการเรื่องของข้าให้เสร็จก่อน ทั้งสามท่านค่อยรำลึกความหลังต่อก็ไม่สาย”

ทั้งสามคนนิ่งงัน

หลังจากขึ้นมาบนแท่นเบิกสวรรค์แห่งนี้ ตี้ฝูอีก็วางท่าจริงจังเป็นการเป็นงาน แทบจะไม่เคยพูดคุยกับเธอเลย ถึงขั้นไม่มองเธอด้วยซ้ำ

ยามนี้ในที่สุดสายตาเขาก็หันมามองใบหน้าเธอ ราวกับต้องการค้นหาอะไรบางอย่างจากในแววตา

ลำนำบุปผาพิษ 280

บทที่ 280

ไม่มีสิ่งใดที่ละทิ้งไม่ลง

ตี้ฝูอีหัวเราะเบาๆ “สัตว์พาหนะของพวกเจ้าไม่เลวเลย นับว่าเยี่ยมยอด หากวันนี้มาสาย ข้าคงต้องลงโทษ!”

เชียนเยวี่ยหร่านหัวเราะเสียงดัง “มิกล้า! มิกล้า! โชคดีที่ไม่ได้มาสาย!”

ฮวาอู๋เหยียนแพขนตางอน ตอบอย่างอ่อนหวาน “เรื่องของฝูอี อู๋เหยียนวางไว้เป็นลำดับแรกเสมอ”

ทั้งสามคนสนทนาปราศรัยกันหลายประโยค แม้แต่จักรพรรดิซวนที่อยู่บนแท่นนั่งชมก็กล่าวต้อนรับเล็กน้อย

กู้ซีจิ่วอดจะถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้

‘อยู่ดีๆ ทำไมถึงถอนหายใจเล่า? หรือในที่สุดก็นึกกลัวขึ้นมาแล้ว?’ หยกนภาถาม

กู้ซีจิ่วเอ่ยตอบ ‘ตามนิยายหรือละครในยุคของพวกเราเคยบอกไว้ สำนักหยินหยางเอย สำนักบุปผาเอย พวกนี้ล้วนเป็นนามของสำนักอันชั่วร้าย บรรพจารย์ส่วนใหญ่เป็นมารหญิงชายที่ชมชอบฝึกฝนวิชาสูบพลัง รูปโฉมหยาดเยิ้มพราวเสน์ห์ ดังนั้นข้าจึงคิดมาตลอดว่าเจ้าสำนักหยินหยางต้องเป็นคนเช่นนั้น นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้พบหญิงงามผุดผ่อง สุภาพอ่อนโยนเช่นนี้ เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ’

หยกนภากาม ‘…เจ้านาย ท่านไม่กังวลสักนิดเลยหรือ?’ มันรู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้านายสมองกลับและเพี้ยนเล็กน้อย

‘มือะไรต้องกังวลกัน? เดิมทีข้าก็ไม่ใช่ศิษย์สวรรค์เบื้องบนอยู่แล้ว รอจนผลออกมาว่าไม่ใช่ ข้าก็แค่ไปนั่งแกร่วอยู่ในป่าทมิฬสักสองสามวัน ในเมื่อรู้จุดจบมาก่อนตั้งนานแล้ว เช่นนั้นกังวลไปจะมี ประโยชน์ใด?’ กู้ซีจิ่วปลงตกโดยสิ้นเชิง

‘ในเมื่อแน่ใจว่าตนเองไม่ใช่ เหตุใดถึงต้องการทดสอบอย่างเปิดเผย? ถูกประกาศว่าเป็นตัวปลอมภายใต้สายตาที่จับจ้องมากมายถึงเพียงนิ ท่านไม่รู้สึกอับอายหรือ?’

‘ไม่รู้สึกเลย’ กู้ซีจิ่วตอบกลับอย่างหนักแน่น

ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ต้องการตัวตนนี้อีก อับอายแล้วอย่างไร? ไม่อับอายแล้วอย่างไร? เธอแค่อยากบรรลุเป้าหมายของตัวเองเท่านั้น!

ตัวตนนี้มีเรื่องยุ่งยากมากเกินไป ถูกหลงซือเย่ก่อกวน ถูกตี้ฝูอีไล่ล่า จักรพรรดิเฒ่าเอื้ออาทร แถมยังมีสัญญาหมั้นหมายที่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด…

เมื่อรวมเรื่องยุ่งยากเหล่านี้เข้าด้วยกัน ทำให้เธอใช้ชีวิตและฝึกฝนวิชาอย่างอิสระเสรีไม่ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ละทิ้งตัวตนนี้ไปเลยดีกว่า ถึงอย่างไรหลังจบการทดสอบต่อหน้าสาธารณชน เธอก็ต้องถูกโยนเข้าป่าทมิฬ ในความคิดของคนส่วนใหญ่กู้ซีจิ่วเท่ากับตายแล้ว

ภายภาคหน้าเมื่อเธอพ้นจากป่าทมิฬ ก็จะเปลี่ยนตัวตนแล้วไปยังอาณาจักรอื่น จากนั้นเสาะหาสถานที่ที่มีไอวิญญาณหนาแน่น มุ่งมั่นฝึกฝน ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเคยคิดไว้

เธอวางแผนอนาคตให้ตนเองเป็นอย่างดีแล้ว ยามนี้อับอายสักหน่อยจะเป็นไรไปเล่า?

ดูเหมือนหยกนภาจะเข้าใจความคิดเธอ จึงชะงักงัน ‘ท่านสามารถละทิ้งคนเหล่านี้ได้หมดเลยหรือ? ถึงอย่างไรช่วงหลังมานี้กู้เซี่ยเทียนก็ปฏิบัติต่อท่านอย่างดี ตอนนี้ท่านคือบุตรสาวที่เขาภาคภูมิใจ ตี้ฝูอีก็ดีต่อท่าน เขาถึงขั้นอยากจะหมั้นหมายกับท่าน… องค์รัชทายาทหรงเจียหลัวเองก็ปฏิบัติต่อท่านอย่างแตกต่างยิ่ง ดูสิ หลังจากท่านปรากฏตัวเขาก็มองท่านอยู่ตลอด…’

‘ไม่มีสิ่งใดที่ละทิ้งไม่ลง’ กู้ซีจิ่วตอบอย่างราบเรียบเย็นชา

หยกนภาเอ่ย ‘…ท่านช่างเลือดเย็นจริงๆ!’

เลือดเย็นหรือ? น่าจะใช่กระมัง! ตั้งแต่วินาทีที่เธอเกิดใหม่ในร่างนี้ ก็สาบานไว้แล้วว่าชาตินี้จะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น จะไม่ยอมถูกผู้ใดผูกมัด

ในโลกนี้เธอต้องการเพียงสะสางบุญคุณความแค้น มีบุญคุณต้องทดแทน มีความแค้นต้องชำระ ไม่ถูกความรู้สึกใดๆ ผูกมัด รวมทั้งสายใยครอบครัวและความรักด้วย…

“ที่แท้นี่ก็คือแม่นางกู้” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหน้าเธอ

กู้ซีจิ่วเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเจ้าสำนักหยินหยางฮวาอู๋เหยียน

ฮวาอู๋เหยียนเพ่งพิศเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับมองของแปลกใหม่ชิ้นหนึ่ง กู้ซีจิ่วสบตากับนางอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาสงบนิ่งดั่งรัตติกาล